• Advertisement

กรุงเทพฯ-สะหวันนะเขต-เว้-ฮอยอัน-ดาลัด-ไซ่ง่อน

เวียตนามเหนือ-กลาง: ฮานอย-ฮาลองเบย์-เจดีย์หอม-เลาไก-ซาปา-เว้-ดานัง-ฮอยอัน-ดองฮา-วินม็อค-ฯลฯ เวียตนามใต้: โฮจิมินห์-นาตรัง-ดาหลัต-หมุยเน่-ไหมทอ-ฯลฯ

กรุงเทพฯ-สะหวันนะเขต-เว้-ฮอยอัน-ดาลัด-ไซ่ง่อน

โพสต์ #1  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Nut » 04/10/2008 8:28 pm

เมื่อก่อนเดินทางได้ e-mail สนทนากับพี่วุฒิ ปรึกษาว่าจะเดินทางตามแผน พี่วุฒิแจ้งว่าน่าจะใช้เวลาสัก 10 วันสำหรับเที่ยวเวียดนามกลาง-ใต้   7 วันอาจจะน้อยไป  แต่ทำไงได้มีเวลาเท่านั้นจริง ๆ  ผมขออนุญาติพื้นที่นำเรื่องราวการเดินทางมาฝากครับ

ช่วงนี้น้ำมันแพง ค่าแรงถูก แถมด้วยข้าวปลาอาหารก็ราคาสูงไปด้วย   ผมขออนุญาติท่านผู้อ่านพักเรื่องเครียด ๆ พาเที่ยวแบบประหยัด(แต่ไม่ถึงกับอดอยาก)  โดยมีเส้นทางการเดินทางท่องเที่ยวคือนั่งรถ Busจาก กทม.-มุกดาหาร-สะหวันนะเขต-เว้-ดานัง-ฮอยอัน-นาตรัง-ดาลัด แล้วมาขึ้นเครื่องบินกลับที่ไซ่ง่อน(โฮจิมิน) โดยใช้วเลา 7 วัน 6 คืน

ซึ่งมีเป้าหมายอย่างเดียวว่าจะบินออกจากโฮจิมินในวันที่ 5 พ.ค. ด้วยเที่ยวบินของ Thai Air Asia เวลา 17.55 น.เท่านั้นที่เหลือเป็นเรื่องของค่ำไหน นอนนั่นเพราะผมเชื่อว่าเส้นทางเส้นนี้จะเป็นหนึ่งในเส้นทางหลักด้านการขนส่งและท่องเที่ยวที่สำคัญน้อง ๆ เส้นทาง R3A คุนหมิง-ลาว-เชียงราย จึงอยากจะศึกษาเส้นทางดังกล่าว ทำได้หรือไม่ได้อย่างไร  มาติดตามกันครับ  ก่อนอื่นเรามารู้จักประเทศเวียดนามคร่าว ๆ กันซะหน่อย

เวียดนาม (Vietnam) หรือชื่อทางการคือ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (Socialist Republic of Vietnam) เป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพรมแดนติดกับประเทศจีน ทางทิศเหนือ ประเทศลาว และประเทศกัมพูชา ทางทิศตะวันตก และอ่าวตังเกี๋ย ทะเลจีนใต้ ทางทิศตะวันออก  

ผมแบ่งประวัติศาสตร์เวียดนาม(ด้วยตัวเองนะครับ) เป็น 4 ช่วง คือช่วงราชวงศ์เก่า ราชวงศ์ใหม่ ยุคที่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส และยุคสงครามเวียดนาม  ยุคประวัติศาสตร์ยุคแรกและตกอยู่ภายใต้การปกครองของจีน และต่อมาราชวงศ์ใหม่และมีการย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่กรุงฮานอย จนถึงสมัย ราชวงศ์เหงวียน (พ.ศ. 2345-2488) องค์ชายเหงวียนแอ๋งหรือจักรพรรดิยาลอง จักรพรรดิพระองค์แรกของราชวงศ์เหงวียนเริ่มฟื้นฟูประเทศ เวียดนามมีอาณาเขตใกล้เคียงกับ

ปัจจุบัน ดินแดนภาคใต้ขยายไปถึงปากแม่น้ำโขงและชายฝั่งอ่าวไทย ทรงรักษาสัมพันธ์กับชาวตะวันตกโดยเฉพาะฝรั่งเศสที่ช่วยรบกับพวกเตยเซิน นายช่างฝรั่งเศสช่วยออกแบบพระราชวังที่เว้และป้อมปราการเมืองไซ่ง่อน ราชวงศ์เหงวียนรุ่งเรืองที่สุดในสมัยจักรพรรดิมินหมั่ง จักรพรรดิองค์ที่สอง ทรงเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น ด่ายนาม ขยายแสนานุภาพไปยังลาวและกัมพูชา ผนวกกัมพูชาฝั่งตะวันออก ทำสงครามกับสยามหรือประเทศไทยของเราต่อเนื่องเกือบยี่สิบปี แต่ภายหลังต้องถอนตัวจากกัมพูชาหลังถูกชาวกัมพูชาต่อต้านอย่างรุนแรง

สมัยนั้นเวียดนามเริ่มใช้นโยบายต่อต้านการเผยแพร่คริสต์ศาสนาของบาทหลวงชาวตะวันตก มีการจับกุมและประหารบาทหลวงชาวตะวันตกอย่างต่อเนื่อง รวมถึงชาวเวียดนามที่นับถือคริสต์ศาสนา จนถึงรัชกาลจักรพรรดิองค์ที่ 4 คือจักรพรรดิตึดึ๊ก ทรงต่อต้านชาวคริสต์อย่างรุนแรงต่อไป จนในที่สุดบาทหลวงชาวฝรั่งเศสขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลของตนให้ช่วยคุ้มครอง พ.ศ. 2401 เรือรบฝรั่งเศสเข้ามาถึงน่านน้ำเมืองดานัง (หรือตูราน) ฐานทัพเรือใกล้เมืองหลวงเว้ นำไปสู่การสู้รบกันของทั้งฝ่าย กองทัพเรือเวียดนามถูกทำลายเกือบทั้งหมด

ต่อมากองกำลังฝรั่งเศสบุกโจมตีดินแดนภาคใต้ จักรพรรดิตึดึ๊กยอมสงบศึกและมอบดินแดนภาคใต้ 6 จังหวัดให้แก่ฝรั่งเศส ชาวเวียดนามเริ่มต่อต้านการยึดครองของฝรั่งเศสแต่ไม่อาจต่อสู้กับแสนยานุภาพที่เหนือกว่าได้ จนในปี 2428 จักรพรรดิห่ามงี นำการต่อต้านฝรั่งเศสแต่ต้องพ่ายแพ้ กองทหารฝรั่งเศสยึดพระราชวังและกรุงเว้ได้ จักรพรรดิเสด็จหนีแต่ถูกจับได้และถูกเนรเทศไปยังแอลจีเรีย ฝรั่งเศสจึงเข้าควบคุมเวียดนามอย่างจริงจังมากขึ้นและแบ่งเวียดนามออกเป็น 3 ส่วน คืออาณานิคมโคชินจีน ในภาคใต้ เขตอารักขาอันนาม และที่ดินในเวียดนามตกเป็นของชาวฝรั่งเศสจำนวนมาก

ชาวฝรั่งเศสเริ่มอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเวียดนาม ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมการศึกษาและวัฒนธรรมฝรั่งเศสให้แพร่หลายในเวียดนาม ชาวเวียดนามส่วนหนึ่งได้รับการศึกษาแบบใหม่และเริ่มต้องการอิสระในการทำงานและมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ นำไปสู่การก่อตัวของกลุ่มชาตินิยมต่าง ๆ ที่เข้มแข็งที่สุดคือพรรคคอมมิวนิสต์ที่ตั้งขึ้นโดยโฮจิมินห์ ในปี 2473 และต่อมาปรับเปลี่ยนเป็น กลุ่มเวียดมินห์ ได้นำชาวนาก่อการต่อต้านฝรั่งเศสในชนบท พ.ศ. 2488 โฮจิมินห์รับมอบอำนาจจากจักรพรรดิบ๋าวได๋และรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรก แต่หลังจากนั้นฝรั่งเศส กลับเข้ามาขับไล่รัฐบาลของโฮจิมินห์และไม่ยอมรับเอกราชของเวียดนาม นำไปสู่สงครามจนฝนที่สุดฝรั่งเศสพ่ายแพ้แก่กองกำลังเวียดมินห์ที่ค่ายเดียนเบียนฟู ในปี 2497 และมีการทำสนธิสัญญาเจนีวา ยอมรับเอกราชของเวียดนามแต่สหรัฐอเมริกาและชาวเวียดนามในภาคใต้บางส่วนไม่ต้องการรวมตัวกับรัฐบาลของโฮจิมินห์ ต่อมาได้ก่อตั้งดินแดนเวียดนามภาคใต้เป็นอีกประเทศหนึ่ง คือ สาธารณรัฐเวียดนาม หรือเวียดนามใต้ มีเมืองหลวงคือ ไซ่ง่อน ปัจจุบันคือโฮจิมิน  แต่หลายท่านก็ยังเรียกไซ่ง่อนอยู่เมืองนี้จึงมี 2 ชื่อไปโดยปริยาย   คงเหมือนกับบางกอกกับกรุงเทพฯเช่นบ้านเราถึงแม้จะเปลี่ยนเป็นกรุงเทพฯแต่ทั่วโลกก็ยังรู้จักในชื่อ Bangkok มากกว่า  

กลับเข้ามาเรื่องเวียดนามครับเมื่อมีการแบ่งเวียดนามออกเป็น 2 ประเทศ โดยใช้เส้นละติจูดที่ 17 องศาเหนือแบ่งแยกกับเวียดนามส่วนเหนือใต้การปกครองของโฮจิมินห์ (เวียดนามเหนือ) สงครามเวียดนาม เวียดนามเหนือไม่ยอมรับสถานภาพของเวียดนามใต้ ขณะที่สหรัฐอเมริกาได้ให้การช่วยเหลือทางทหารแก่เวียดนามใต้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการส่งทหารมาประจำในเวียดนามใต้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

เวียดนามเหนือประกาศทำสงครามเพื่อขับไล่และ "ปลดปล่อย" เวียดนามใต้จากสหรัฐอเมริกาและรวมเข้าเป็นประเทศเดียวกัน พร้อมให้การสนับสนุนกลุ่มชาวเวียดนามใต้ที่ต่อต้านสหรัฐอเมริกา (เวียดกง) ในการทำสงคราม การรบส่วนใหญ่กลายเป็นการรบระหว่างทหารอเมริกันและพันธมิตรจากต่างประเทศ กับกองกำลังเวียดกงและเวียดนามเหนือ ทั้งในชนบทและการโจมตีในเมือง

แม้สหรัฐอเมริกาได้ทุ่มเทแสนยานุภาพอย่างเต็มที่แต่ก็ไม่อาจทำให่สงครามยุติลงได้ หลังการรุกโจมตีครั้งใหญ่ของเวียดนามเหนือและเวียดกงในปี 2511 ที่เมืองเว้ และเมืองหลักอื่น ๆ ในเวียดนามใต้ สหรัฐอเมริกาเริ่มเตรียมการถอนกำลังจากเวียดนามใต้และให้เวียดนามใต้ทำสงครามโดยลำพัง

สหรัฐอเมริกาถอนทหารจากเวียดนามใต้อย่างเป็นทางการในปี 2516 กองกำลังเวียดนามเหนือและเวียดกงจึงสามารถรุกเข้ายึดไซ่ง่อนและเวียดนามใต้ได้ทั้งหมดในปี 2518  การรวมเวียดนามทั้งสองส่วนเข้าด้วยกันเกิดขึ้นในวันที่ 2 กรกฎาคม 2519 และเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม  นั่นแหละครับประวัติคร่าว ๆ ของประเทศนี้  

จะสังเกตได้ว่าประวัติศาสตร์ของเวียดนามช่วงเวลารบกับอเมริกา   มีความเกี่ยวพันธ์และเวลาใกล้เคียงกับช่วง 14 ตุลา 2516 และ  15 ต.ค. 2519  ความเกี่ยวข้องโยงใยกับทฤษฎีดอมิโน่ของคอมมิวนิตส์ที่คิดจะครองโลกเมื่อก่อนประเทศไทยก็มีพรรคคอมมิวนิตส์แห่งประเทศไทย  แต่ผมขอไม่กล่าวถึงแล้วกันครับเดี๋ยวจะยาว    เรามาว่าเรื่องท่องเที่ยวกันดีกว่า

29 เม.ย.  ผมเริ่มออกเดินทางจาก กทม.เพื่อไปจังหวัดมุกดาหารโดยออกจากขนส่งหมอชิตเวลา 20.45 น.

ด้วยรถ บขส. VIP ค่ารถ 760 บาท ใช้เวลาเดินทางก็ประมาณ 10 ชม.ก็ถึง จ.มุกดาหารผมไม่ได้นั่งรถ บขส.มาหลายปีมากต้องขอชื่นชมทาง บขส.ว่ามีการปรับปรุงการให้บริการ และคุณภาพรวม  ถึงคุณภาพการให้บริการอย่างเป็นมาตรฐาน  รวมไปถึงอาหารที่แจก ผ้าห่มอย่างดีที่ผ่านการซักจากซินไฉ่ฮั่ว จึงขอชื่นชม บขส. มา ณ โอกาสนี้

30 เม.ย.  เมื่อเดินทางถึงมุกดาหารก็เช้าตรู่ประมาณ 6 โมงกว่า แต่จะมีรถจากมุกดาหารในเที่ยวแรกเวลา 8.30 น. ดังนั้นจึงเป็นการเหมาะที่จะจัดการเรื่องอาหารเช้าให้เสร็จเรียบร้อยซะที่ฝั่งไทยเพราะคิดว่าคงต้องเดินทางอีกนาน  ตั๋วรถเพื่อเดินทางไปประเทศลาว(สะหวันนะเขต) และผ่านด่านลาวบาว(Lao Bao) และต่อไปที่เมืองเว้ประเทศเวียดนามสามารถซื้อได้ที่เคาร์เตอร์ขายตั๋วของ บขส.ที่ จ.มุกดาหารได้เลย(ซึ่งผมเช็คแล้ว เมื่อไปถึงว่าราคาถูกกว่าไปซื้อที่สะหวันนะเขตด้วย)  

การเดินทางโดยการข้ามสะพานมิตรภาพไทยลาว   ต้องผ่านด่าน ตม.ของไทยและลาวซึ่งไม่ได้ยากเย็นอะไร   แต่สิ่งที่ผมมีความสงสัยคือทาง ตม.ลาวจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 40 บาททั้งขาเข้าและออกและไม่มีการออกใบเสร็จ(ก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร)  แต่เพื่อความสะดวกและต้องการมาท่องเที่ยวอย่าถามดีกว่า  

หากเรามองก็น่าเห็นใจว่าคนที่ผ่านด่านนี้ส่วนใหญ่จะมุ่งหน้าสู่เวียดนามอาจจะต้องเป็นการบ้านที่หนักหนาของรัฐบาลลาวก็ได้ในภาวะที่เวียดนามมาแรงทั้งเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว  รถบัสมาสุดทางที่ จ.สะหวันนะเขตก็ประมาณ 9 โมงกว่า   รถบัสที่เราจองมาเพื่อไปเว้จะออกจากสะหวันนะเขตมุ่งสู่เว้เวลา 10.00 น.

ผมไม่เลือกที่จะพักที่สะหวันนะเขตเพราะต้องการเดินทางสู่เมืองเว้ให้ทันก่อนค่ำ  เพราะเท่าที่ดูแผนการท่องเที่ยวของแขวงสะหวันนะเขตแล้ว  ผมว่าเที่ยวในมุกดาหาร หรือ นครพนมบ้านเราดีกว่าจึงขอผ่านไป  การเดินทางจากสะหวันนะเขต  เข้าประเทศเวียดนามที่ด่านลาวบาวมุ่งสู่เมืองเว้นั้นต้องใช้เวลาประมาณ 7 ชม.ต้องผ่าน ตม.ขาออกของลาว และผ่าน ตม.ขาเข้าของเวียดนาม  ดังนั้นจึงขึ้นลง ๆ อยู่ตลอดเวลา  

หากไม่นับที่จำนวนผู้เดินทางแล้วกระบวนการต่าง ๆ ไม่ยาก   ผมว่าออกทางรถยนต์ง่ายกว่าเครื่องบินด้วยซ้ำ  ในความคิดส่วนตัวของผมคือเจ้าหน้าที่ ตม.เป็นเจ้าหน้าที่อยู่ท้องถิ่นทำให้ความเกี้ยวกราดมีไม่มากเท่าท่าท่าอากาศยาน รถแวะทานอาหารระหว่างทางหนึ่งครั้ง  และแวะเข้าห้องน้ำตามสะดวกทั้งคนขับคนนั่งดูเป็นมิตรดีครับสภาพรถก็ไม่เลวเกินไปนักปรับอากาศ  

เนื่องจากเที่ยวที่ผมเดินทางคนน้อยจึงเลือกที่นั่งตามอัธยาศัย   พอข้ามจากลาวสู่เวียดนามก็จะพบกับด่านที่อลังการคือ LAO BAO International Border เริ่มเข้าพื้นที่เวียดนามจริง ๆ ผมรู้สึกได้ทันทีเพราะวันนี้เป็นวันที่เวียดนามชนะอเมริกาเพราะอเมริกาถอนทหารคนสุดท้ายจากเวียดนาม  เราจึงเห็นทุกบ้าน(ผมใช้คำว่าทุกบ้าน) เพราะมันทุกบ้านจริง ๆ ประดับธงชาติเวียดนาม หากเป็นสถานที่ราชการจะมีสัญลักษณ์ค้อน เคียวและ รูป ฯพณฯ โฮจิมิน ที่หน้าบ้าน  

ผมขนลุกทันที  ขนลุกกับบรรยากาศ  ขนลุกกับความเป็นชาติ  และขนลุก ๆ ว่าเป็นประเทศเพื่อนบ้าน และเป็นคู่แข่งทางเศรษฐกิจที่สำคัญของเรา  หากมีความเป็นชาติขนาดนี้ในขณะที่บ้านเรายังถกเถียงกันว่าจะแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่แก้อย่างนี้จะไม่ให้ขนลุกได้อย่างไรครับ พี่น้องครับ     

กว่าจะมาถึงเว้ก็ค่ำแล้วประมาณ 6 โมงจึงตัดสินใจว่าจะพักที่เว้สัก 1 คืน   ผมหันไปถามคนขับรถซึ่งเป็นชาวลาวว่าจากท่ารถเดินทางไปในเมืองไกลไม๊   คนขับก็แสดงไมตรีจิตเป็นอย่างดีตอบว่าผมเป็นคนลาวคุณพูดภาษาเวียดได้ไม๊  ผมขับรถมาถึงอย่างเดียวแล้วก็กลับไม่เคยไปไหน (โอ้โฮ พี่เล่นงี้ผมก็จบแล้วครับ)  

แต่ไม่ยากหรอกครับถ้าในกระเป๋าเรามีเงิน  มีมอเตอร์ไซด์มาเสนอว่าจะพาเราไปโรงแรมด้วยการถามว่า Moto Moto  Hotel  Hotel Cheap price ตัดสินใจว่าค่ำแล้วขี้เกียจเดินบอกราคามาประมาณ 15,000 ดอง(ค่าเงินประมาณ 500 ดอง = 1 บาท)  ราคาก็ประมาณ 30 บาท   Ok หน่า  

พอมอเตอร์ไซด์จอดลงผมก็พบได้ว่าเราหาโรงแรมไม่ยากแน่เพราะมีคนมาเสนอแทบจะเรียกว่าดึงไปเลย  โดยจริง ๆ แล้วก็คือพวกมอไซด์วินแถวนั้นหาลูกค้าให้โรงแรมเค้าบอกถ้าไปดูโรงแรมกับเค้านั่งรถฟรี  ผมดูแล้วยังไงเราก็ต้องหาที่พักจึงนั่งมอไซด์ของเค้าไปโดยพาไปที่โรงแรมชื่อว่า HOA THIEN ซึ่งจากการดูสภาพห้องแล้วก็อยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ราคาคืนละ 25 USD(1 USD=31)ตก 775บาท ก็ไม่แพงมากนักแวะไปดูโรงแรมข้าง ๆ บอก 22 USD ถูกกว่าแต่ห้องเล็กมากจึงตัดสินใจมากพักที่โรงแรมเดิม  

หลังจากจัดการเก็บของอาบน้ำเรียบร้อยหาอาหารเย็นรัปทานก็ตัดสินใจจะเดินทางกันต่อไปดานังและพักที่ดานัง 1 คืน  โดยอาศัย Open Tour และหากใครเที่ยวที่เวียดนามก็คงต้องรู้จัก Shin Cafe; ซึ่งเราก็ไม่พลาดที่จะจองผ่าน Shin แต่ปรากฏว่า Open Tour เต็มแล้วดังนั้นจึงเป็นการบังคับให้เราต้องอยู่เว้อีกหนึ่งคืน   และเลือกต้องข้ามดานังเป็นเพียงทางผ่านเพื่อไปพักที่ฮอยอันเลย  

ดังนั้นจึงเลือกซื้อ Open Tour ที่จะเที่ยวในวันรุ่งขึ้นและหากเป็นส่วนตัวของผมแล้วการมาถึงเว้ถ้าไม่ได้ไป DMZ เห็นที่ว่าจะมาไม่ถึง  DMZ คืออะไร DMZ คือพื้นที่ปลอดทหารสมัยสงครามเวียดนามที่เวียดนามแบ่งออกเป็น 2 ประเทศคือเวียดนามเหนือ และเวียดนามใต้  DMZ คือพื้นที่แบ่งระหว่างเวียดนามทั้งออกเป็น 2 ประเทศ เวียดนามเหนือนั้นปกครองในระบบคอมมิวนิสต์ ส่วนเวียดนามใต้ปกครองแบบประชาธิปไตย โดยอเมริกาให้การช่วยเหลือเพราะอเมริกาต้องการที่จะหยุดยั้งทฤษฎีดอมิโน่  

ตามที่เราเคยได้ยินว่าเวียดนามนั้นขุดรูสู่ ใช้หลักคอมมิวนิสต์ คือ เองมาข้าหนี เองถอยข้าตี เองหนีข้าซ้ำ   ทฤษฎีการต่อสู้แบบสงครามกองโจร  และสู้เพื่อชาติ สู้เพื่ออุดมการณ์ และการสละได้แม้แต่ชีวิต    ใครที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามย่อมต้องกลัวเป็นธรรมดา  อเมริกามีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยยังไม่สามารถต้านทานไว้ได้     

มาถึงตรงนี้เราต้องรู้จักกับ เวียดมิน และเวียดกง  ผมอธิบายง่าย ๆ เวียดมินคือเวียดนามเหนือที่เป็นคอมมิวนิสต์    ส่วนเวียดกงคือพวกเวียดนามใต้ที่จับอาวุธขึ้นสู้กับอเมริกา อย่างนี้เข้าใจง่าย     จริง ๆ ในเว้ยังมีปราสาทราชวังที่สวยงามซึ่งเป็นของกษัตริย์ที่ครองเว้ตั้งแต่โบราณให้ทำการท่องเที่ยวอีกมากแต่เนื่องจากเวลาที่จำกัดคงได้แค่นั่งรถผ่านไม่ได้เข้าไปเที่ยวชม   นั่นก็เป็นสิ่งที่น่าเสียดาย   ส่วนคืนนี้คงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าเดินเที่ยวในเมืองและเดินสำรวจโรงแรมว่ามีถูกกว่าที่เราพักหรือไม่   เผื่อว่าจะได้เปลี่ยนโรงแรมในคืนต่อไป  

เดินสำรวจแล้วพบว่าโรงแรม A-Dong 2 อยู่ที่ถนนดอยชุง(Doi Cung) ทำไมเชื่อเหมือนเกาหลีไม่รู้ผมอ่านถูกเปล่า  เดินเข้าไปถามสาวเวียดนามที่อยู่ที่เคาร์เตอร์เธอบอก 20 USD   ดูห้องแล้วสภาพพอ ๆ กับโรงแรมที่เราพักราคาถูกกว่า 5 USD  เจ้าของน่ารักกว่าแล้วมีเหตุผลอะไรที่จะไม่เปลี่ยนโรงแรม    ดังนั้นจองไว้เลยครับ

การจองก็ง่ายคือ เขียนชื่อไว้ในสมุด  ผมถามเธอว่าต้องมัดจำหรือไม่เธอตอบว่าไม่ต้องแต่คุณมาจริง ๆ นะ  ผมบอกกับเธอว่าโรงแรมเดิมผมนอน 25 USD ของคุณ 20 USD มีเหตุผลอะไรที่ผมจะไม่มา โดยเฉพาะคุณน่ารักอย่างนี้(อันนี้คิดในใจนะครับไม่ได้บอก) ผมให้เบอร์โทรของผม (เปิดบริการข้ามแดนไว้)  ผมบอกเธอว่าถ้าพรุ่งนี้เกิน 6 โมงเย็นผมยังมาไม่ถึงคุณสามารถโทร Confirm ผมได้เพราะเราซื้อ Daily Tour ไว้อาจจะกลับมา Late ก็ได้  

จากนั้นก็เดินเล่นในเมืองหาอาหารพื้นเมืองรัปทาน วันนี้เป็นวันชัยชนะของเวียดนามจึงเห็นสภาพบ้านเมือง ผู้คน   และการเฉลิมฉลองอย่างครึกคัก  แต่เราก็คงต้องนอนเพราะเหนื่อยมากับการเดินทางและเพลียมาก  พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าอีก


1 พ.ค. ประมาณ 7 โมงเช้ารถ Open Tour ของ Shin Cafe ก็มารับเราที่โรงแรมเราเลือกเช็กบิลแล้วฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรม  Open Tour ของ Shin Cafe; จะเป็นทัวร์ราคาที่ย่อมเยาหากเป็น Open Tour เช่นนี้จึงมักไม่ค่อยรวมค่าอาหาร และค่าเข้าชมต่าง ๆ แต่เนื่องจากระบบการขนส่งมวลชนในเวียดนามสำหรับนักท่องเที่ยวยังไม่ดีแบบบ้านเราหรือเช่นที่ ฮ่องกง มาเก๊า เซินเจิ้น หรือไทยเรา   ดังนั้นวิธีง่ายที่สุดคือซื้อ Open Tour เพราะหากเวลาที่จำกัดการท่องเที่ยวด้วยตัวเองต้องหาข้อมูลและทำการบ้านมาเยอะมาก  และอาจจะต้องใช้เวลาที่มากกว่า    ในทางกลับกันการเที่ยวกับ Open Tour ข้อเสียก็มีคือถูกมัดมือชก  คุณต้องไปทุกที่ตามโปรแกรมแม้คุณไม่ยากไปหรือไม่อยากอยู่เพราะเป็นทัวร์สาธารณะ  

แต่สำหรับผม ๆ ชอบตรงที่มีหลายเชื้อชาติอยู่ในรถทำให้ได้ฟังการสนทนาและวิถีของแต่ละชาติแต่ละภาษาบางที่ก็ฟังไม่ออกหรอกแต่ดูลักษณะท่าทางการ Action หรือพฤษติกรรมของแต่ละชนชาตินั้นสามารถสร้างองค์ความรู้ในกับเราได้ทางหนึ่ง  

เมื่อเราขึ้นรถได้ไม่นานทางรถก็แวะรับไก๊ด์ท้องถิ่นซึ่งก็อธิบายว่าวันนี้เราจะไปไหนกัน   ไก๊ด์แจ้งว่าจะไปเส้นทางหลวงหมายเลข 1 และหมายเลข 9 เมือง ดองฮา(Dong Ha) ซึ่งสมัยสงครามถูกอเมริกาทิ้งระเบิดทั้งเมืองจนไม่เหลืออะไรแม้แต่ป่าไม้ เพราะอเมริกาพี่เล่นใช้สารเคมีที่เรียกว่าฝนเหลืองต้นไม้อยู่ไม่ได้ ตายหมด  

และ สะพาน Hien Luong รวมถึงแม่น้ำ Ben Hai ซึ่งแบ่งระหว่างเวียดนามเหนือและใต้หรือที่เรียกว่า DMZ  ฐาน Khe Sanh Combat Base  ที่อเมริกาใช้เป็นที่ตั้งฐานทัพและจุดพักเติมน้ำมันเครื่องบินเพื่อทิ้งระเบิด  ไฮไล้ที่สำคัญคงเป็นอุโมงวินม๊อก(Vinh Moc Tunnel) และพิพิธพัณฑ์ วินม๊อก  ซึ่งเก็บสิ่งของที่เป็นประวัติศาสตร์ของสงครามเวียดนาม  ซึ่งอุโมงค์วินม๊อกนั้นจะใช้เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย หลบภัย ไม่ได้ใช้เพื่อการต่อสู้แบบอุโมงกู๋จีที่ไซ่ง่อน

ในความรู้สึกส่วนตัวของผมสงครามเวียดนามสร้างความบอบช้ำ  สูญเสียและน้ำตาให้กับประชาชนและประเทศเวียดนามในอดีต  แต่ปัจจุบันคนทุกมุมโลกก็แวะมาท่องเที่ยวเพื่อดูสิ่งที่ผ่านมา ศึกษาประวัติศาสตร์   นั่นคงเป็นการมองโลกในแง่ดีที่สุด  

ขากลับจะผ่านอนุสาวรีย์ที่เค้าเรียกว่าอนุเสาวรีย์แม่อุ่มลูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกว่าเมื่อผู้ชายซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวออกไปรบเพื่อชาติภรรยาและลูกก็ยังรอคอยการกลับมาของผู้ซึ่งเป็นบิดา   บางคนได้กลับ บางคนไปแล้วไม่ได้กลับมา  ครอบครัวก็ต้องต่อสู้ชีวิตต่อไปโดยลำพัก  และเพื่อนักรบผู้ชายหมด    ก็ต้องใช้นักรบผู้หญิงกับเด็ก

เห็นไม๊ครับว่าประเทศหนึ่งจะสร้างประเทศได้นั้น   ต้องผ่านความเจ็บปวดเพียงใด    นั่นเป็นที่มาของอนุสาวรีย์ทหารหญิงเวียดนามที่ตั้งตะหง่านอยู่และเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ควรต้องแวะ  การเรียนรู้ประวัติศาสตร์จากการท่องเที่ยวนั้นก็เป็นสิ่งที่ดีครับ  

จากการเที่ยวทุกที่ทุกประเทศย่อมมีประวัติศาสตร์ และวิถีความเชื่อ วัฒนธรรมที่แตกต่างกันออกไป   ขากลับไก๊ด์ท้องถิ่นบอกกับเราว่าเวียดนามไม่มีคอมมิวนิสต์แล้ว   ประเทศยู  หรือที่ฝรั่งเศส อังกฤษ อเมริกา เป็นอย่างไร มีอะไรทุกวันนี้เราก็เป็นอย่างนั้น........เอ! สิ่งที่ไก๊ด์กล่าวนั้นจะเป็นสิ่งดีหรือไม่ดีกับประเทศกันแน่หนอ

ทัวร์แวะส่งเราประมาณ 5 โมงเย็นจึงไปรับกระเป๋าที่ฝากไว้ที่โรงแรม HOA THIEN เพื่อเปลี่ยนไปพักโรงแรม A Dong2 ตามที่เราจองไว้เมื่อวาน  เมื่อเก็บของที่โรงแรมใหม่เรียบร้อย  ก็ออกไปรัปทานอาหารเย็นและจองตั๋วเรือเพื่อล่องแม่น้ำน้ำหอม(Perfume River) ชมดนตรีพื้นเมืองของเวียดนามในเมืองเว้  

ตลอดทางคุณสามารถเห็นรถสามล้อชักชวนให้นั่งเที่ยวรอบเมือง  รวมถึงพาไปสถานที่ ๆ หลายท่านที่เป็นสุภาพบุรุษปรารถนาคือ Vietnam Lady,Vietnam Young Lady แต่ผมอยากเก็บเมืองเว้ไว้ในความสวยงามของประวัติศาสตร์  ชีวิตผู้คน  ความสวยงามของดนตรีและอาหารพื้นเมือง และการต่อสู้มากกว่า   จึงตอบไปว่าคอมเบียก หรือไม่  แล้วเดินไปลงเรือเพื่อชมแม่น้ำน้ำหอม  จริง ๆ

เสียใจอยู่นิดเดียวที่โฆษณากับเราว่าจะใช้เวลา 1 ชม.แต่เอาเข้าจริงแล้วแล่นไปนิดเดียวแล้วก็จอด  ให้ชมดนตรีพื้นเมือง (ซึ่งผมฟังภาษาไม่ออก  แต่พอรับรู้ได้ถึงความอิ่มเอมของผู้ร้อง  ทำให้ซึมซับได้ถึงความรื่นรมย์)   ก่อนกลับมาการลอยกระทงลงในสายน้ำคล้าย ๆ กับการลอยกระทงบ้านเรา คงcopy มาเพราะเห็นสวยดี(จึงนำมาหลอกชาวยุโรป แต่สำหรับผมบาย  เพราะลอยกระทงเราอลังการกว่าเยอะ จึงไม่ได้เข้าร่วมลอยด้วย  เปิดโอกาสให้ชาวเวียดนามและยุโรป หรือชาติอืนสนุกกันไป) เรือมาส่งเราที่ฝั่ง  โดยเราเลือกเดินต่อในสวนสาธารณะริมน้ำ  รัปทานขนมหวาน  แล้วก็กลับโรงแรมเพื่อเตรียมเดินทางสู่ฮอยอันในวันรุ่งขึ้น


2 พ.ค. เรา Check Out และรอรถของ Shin Cafe; มารับเราที่โรงแรมอาจจะ Late นิดหน่อยแต่ก็ถือว่าอยู่ในเวลาที่ไม่น่าเกลียด  การเดินทางจากเว้ไปฮอยอันนั้นประมาณ 140 กม. หากเป็นบ้านเราคงใช้เวลาเดินทางเพียง 1.30 ชม. แต่เมื่อเราไปกับทัวร์ต้องใช้เวลา 4 ชม.  

เนื่องด้วยทั้งการขับรถในเวียดนามซึ่งมีการจำกัดความเร็ว และการแวะสถานที่ต่าง ๆ ที่นักท่องเที่ยวควรจะได้ชม  หรือควรจะได้เลือกซื้อสินค้า หรืออาหาร ของที่ระลึก  อันนี้ทัวร์ทุกที่แทบจะในโลกคงคล้ายกัน(ก็เค้าทำธุรกิจนี่)   โดยเราจะมีแวะที่ชายหาดแลงโค(Lang Co Beach) ซึ่งผมว่าเป็นชายหาดที่สวยและยังมีวิถีชีวิตประมงพื้นบ้านอยู่โดยที่ยังไม่มีนักท่องเที่ยวมากนัก

รถวิ่งผ่าน Marble Mountain จนผ่านอุโมงลอดที่เจาะผ่านภูเขาเข้าเมืองดานัง  และสุดทางที่ฮอยอัน   คนไทยจะรู้จักฮอยอันจากละคร “ฮอยอัน ฉันรักเธอ” ที่พระเอกแทน(แดน-วรเดช) หนีการแต่งงานไปอยู่ที่ฮอยอันและถูกวัยรุ่นเวียดนามทำร้าย  แล้วมีเฮืองมาย(เจนนี่เทียน) คอยให้การช่วยเหลือไว้จนเป็นตำนานรักที่ลือเลื่องและทำให้คนไทยหลั่งไหลไปฮอยอัน     

แต่จริง ๆ แล้วฮอยอันเป็นเมืองท่าที่สำคัญในอดีตเนื่องจากมีชาวยุโรปเดินเรือมาพบเข้า  และชาวจีน ญี่ปุ่นจะนำเรือมาเทียบท่าที่เมืองนี้เนื่องจากกระแสลมจะพัดเข้ามาที่ฮอยอัน   ฮอยอันเคยถูกภัยธรรมชาติจากพายุจนพินาศและได้ถูกสร้างใหม่โลกได้รับอิทธิพลจากพ่อค้าจีนต่อมา  เมืองท่าปัจจุบันเปลี่ยนเป็นเมืองดานัง  

ฮอยอันได้รับการเลือกเป็นมรดกโลกในวันที่ 4 ธ.ค. 2542 ผู้คนจากทั่วโลกจึงหลั่งไหลมาฮอยอันเหมือนลมทะเลที่พัดเข้าหาฝั่ง   และท่านใดคาดหวังว่าจะได้เห็นเมืองเก่าที่รักษาขนมธรรมเนียมประเพณีเดิมของเวียดนามไว้   แต่ต้องขอบอกว่าปัจจุบันเมืองดังกล่าวเหลือน้อยแล้วครับวาดภาพเป็นตลาดน้ำดำเนินบ้านเราก็แล้วกันครับไม่มีแล้วตลาดน้ำจริง ๆที่จะนำของมาค้าขายแลกเปลี่ยนกัน  เมืองเก่าเหลือในส่วนที่เป็นมรดกโลก

และที่ต้องชื่นชมรัฐบาลเวียดนามคือให้เด็กนักเรียน นักศึกษาต้องแต่ชุดอ้าวญายซึ่งเป็นชุดประจำชาติซึ่งสร้างเอกลักษณ์ และสร้างความตื่นตา ตื่นใจให้นักท่องเที่ยวได้อย่างดี  

ฮอยอันเป็นเมืองมรดกโลกดังนั้นระบบการบริหารจัดการหรือการเข้าชมจึงเป็นมาตรฐาน  การหาโรงแรมที่ฮอยอันนั้นไม่ยากเพราะมีโรงแรมมากมายหลายแห่งให้เลือก  เดินก็เจออย่ากจะนอนแบบไหนตามสะดวกราคาอยู่ที่ประมาณ 15-25 USD ขึ้นอยู่กับการตกแต่งและสิ่งอำนวยความสะดวก  

ช่วงที่เราไปมีโรงแรมเปิดใหม่ฝั่งตรงข้ามฮอยอัน  ชื่อว่าอันฮอย(An Hoi) ใหม่และน่าอยู่จึงตัดสินใจพักที่นี่ด้วยราคาคืนละ 15 USD. (ประมาณ 465 บาท) เลือกเช่ามอเตอร์ไซด์ขี่เที่ยวชมเมือง ชายหาด  และทุ่งนา  และที่ผมชอบมากที่

ฮอยอันคือวิถีชีวิตของผู้คน  ที่หอบจักรยาน มอเตอร์ไซด์ ข้ามเรือข้ามฝากเพื่อเดินทางกลับบ้าน ซึ่งดูเป็นการรักษาชีวิตดั่งเดิมไว้  จนผมรู้สึกเสียดายว่าเมื่อทุนต่างชาติเข้ามา  นักท่องเที่ยวเข้ามามากมาย  รัฐบาลลงทุนด้านความศิวิไลซ์ในการสร้างความเจริญ  วิถีชีวิตเหล่านี้จะต้องหายไปในไม่ช้า ก็เร็ว   เช่นบางเมืองในเวียดนามไม่มีการแต่งชุดประจำชาติกันแล้ว  เพราะไม่ทันสมัย  ไม่คล่องตัว  

และอีกสิ่งหนึ่งที่ผมชอบมากที่ฮอยอันคือเบียร์สดแก้วละ 4,000 ดอง(8 บาท) ดื่มกันสนุกไปเลย   ในร้านหรู ๆ บรรยากาศดี ๆ ก็ราคานี้   ดังนั้นท่านที่ชอบดื่มและวิถีชีวิตที่ไม่เร่งร้อน  เมืองนี้แหละครับที่เป็นสวรรค์สำหรับท่าน   เมื่อทานเบียร์แล้วตบท้ายด้วยเคาเหลา(Cao Lau) อย่าคิดว่าจะเป็นเหมือนเกาเหลาบ้านเรานะครับ   มันพ้องเสียงเพราะคำว่า “เกาเหลา”บ้านเราคือมันไม่มีเส้น  ที่เค้าชอบแซวนักการเมืองบางท่านว่าเกาเหลากัน  แสดงว่าไม่กินเส้นกัน   แต่ที่ฮอยอันเคาเหลาคือก๋วยเตี๋ยวแห้งที่มีเส้น

และที่ต้องแนะนำคือ Mr.Hung-Cao Lau อยู่ในย่านตลาดเมืองเก่ารับรองว่าเจ้าของร้าน Mr.Hung อัธยาศัยดีพูดได้หลายภาษาด้วย  ทั้งอังกฤษ ญี่ปุ่น และไทย  เมื่อท้องอิ่มแล้วก็นอนหลับฝันดี

3 พ.ค. เราได้ซื้อ Open Tour จากฮอยอันเพื่อไปนาตรังและไม่เลือกพักที่นาตรัง  แต่จะต่อไปดาลัดเลย โดยเลือกทัวร์แบบ Night Bus คือรถนอนออกจากฮอยอันเวลา 19.00 น. เดินทางประมาณ 530 กม. จะถึงนาตรังเวลาเช้าตรู่ตีห้าเป็นรถนอนปรับอากาศ  ดังนั้นวันนี้จะมีเวลาเที่ยวชมเมืองฮอยอันอีก 1 วัน  

สิ่งที่ขาดไม่ได้คือต้องซื้อตั๋วเข้าชมเมืองเก่า(Old Town of  Hoi An)ที่เป็นมรดกโลกซึ่งยูเนสโกได้รับเป็นมรดกโลกเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 1999เนื่องจากเป็นเมืองที่ยังสามารถรักษาสภาพบ้านเมืองไว้ได้เหมือนเดิม  โดยสามารถซื้อตั๋วและเลือกชมภายในตัวเมืองได้ว่าจะเลือกชมสถานที่ใดบ้าง เช่น สะพานญี่ปุ่น(Japan Covered Bridge) บ้านเลขที่ 101(Old Houses) หรือจะเป็นพิพิธภัณฑ์   ที่สำคัญภายในเมืองห้ามรถยนต์ และมอเตอร์ไซด์เข้าไปทำให้ยังรักษาความเป็นเมืองเก่าไว้ได้

นอกจากนั้นอีกกิจกรรมหนึ่งที่แนะนำคือ นั่งเรือเที่ยวชมปากน้ำโดยเรือของชาวบ้านที่มารับนักท่องเที่ยวราคาไม่แพงร้อยกว่าบาท เป็นรอยต่อระหว่างแม่น้ำกับทะเลหรือจะเรียกภาษาบ้านเราเรียกว่าปากอ่าว   แต่หากไปหน้าร้อนแนะนำว่าให้เตรียมอุปกรณ์กันร้อนไปด้วยนะครับ  เพราะอากาศฮอยอันไม่ต่างจากบ้านเราหรือที่เรียกว่าร้อนตับแตก  หลังจากเที่ยวชมและถึงเวลาที่จะต้องไปขึ้น Night Bus เพื่อเดินทางไปนาตรัง(Nha Trnag) ในเวลา 1 ทุ่มและสำคัญควรหาอาหารทานให้เรียบร้อยเพราะต้องเดินทางถึง 10 ชม.(อีกแล้ว)  

สภาพรถสวยงาม สะอาด และสำคัญเค้าไม่ให้สวมรองเท้าขึ้นไป   ผู้โดยสารทุกคนต้องนำรองเท้าใส่ถุง รัดปากแล้วเดินขึ้นรถ  ก็ทำให้ยังรักษาความสะอาดไว้ได้   แต่ด้วยเส้นทางการเดินทางตลอดระยะ 500 กว่ากิโล  10 ชม. ผมแทบไม่ได้นอนเลยเพราะสภาพไม่สบายตัว ไม่ได้อาบน้ำ พอรถวิ่งขึ้นภูเขาโชเฟอร์ดันปิดแอร์อีก  ก็จบซิครับท่านความร้อน ผนวกกับการขับรถบนภูเขาที่เลี้ยวไป เลี้ยวมา  คนหลับได้ก็นับว่าเก่งมาก   แต่ผมก็แปลกใจว่าครึ่งรถเค้าหลับกันอย่างสบาย  แสดงว่าผมนอนยากกว่าเค้าซึ่งก็เป็นกรรมไป  

ตลอดระยะทางมียางระเบิดเป็นระยะ ๆ ซึ่งผมว่ายางคงทำงานหนักเพราะต้องขึ้น-เข้า  และสำคัญสะดุดกับหินได้ยินเสียงระเบิดดังตูม แต่ยางรถมีหลายเส้นจึงไม่ทำให้รถเสียหลักและที่สำคัญสภาพเส้นทางเป็นแบบกาญจนบุรีแถบสังขละ หรือ แม่ฮ่องสอนบ้านเรา   ดังนั้นท่านใดตัดสินใจดีแล้วและพร้อมจะฝากชีวิตไว้กับคนที่เราไม่รู้จักที่เป็นโชวเฟอร์ก็เรียนเชิญครับ   แต่สำหรับผมไม่จำเป็นหรือมีทางเลือก(ไม่เอาอีกแล้วครับ)   กว่าจะถึงนาตรังก็ปาเข้าไปเกือบ 6 โมงเช้า
     
4 พ.ค. เมื่อรถมาถึงโรงแรม สถานที่จอดซึ่งเป็นโรงแรมในเครือของ Shin Café ทำให้ผมรู้สึกว่า Shin Café กำลังวางแผนธุรกิจแบบ One Stop คือเมื่อรถจอดในสถานที่ใดก็จะจอดเฉพาะร้านที่อยู่ในเครือข่าย  โรงแรมที่อยู่ในเครือข่าย แต่ไม่ได้บังคับว่านักท่องเที่ยวจะต้องเลือกทานอาหาร ซื้อของ หรือพักที่โรงแรมในเครือข่าย  แต่หากดูด้านความสะดวก ราคา ความพร้อม ความเป็นมาตรฐานนั้นแล้วก็ไม่ควรมองข้าม     

นาตรังเป็นเมืองที่เหมาะกับการตากอากาศเพราะอยู่ริมทะเล การบริหารจัดการทำได้ดีมาก มีผู้คนจากทั่วสารทิศแวะเวียนมาที่นาตรัง   เสียดาย ๆ จริงที่เวลาที่บีบรัดตามที่เราวางแผนมาไม่สามารถแวะพักที่นี่ได้  เพราะหากพักที่นี่การเดินทางไป      โฮจิมินจะทำให้ลำบากและเสี่ยงต่อการตกเครื่องเป็นอย่างมาก  จึงได้แต่แวะเดินชายหาดและเตรียมรอรถ Open Tour เพื่อเดินทางต่อไปสู่ดาลัด(Dalat) เมืองแห่งดอกไม้ และขุ่นเขา ศาสนาคริสต์ โรมันคาทอลิก     

นั่นแหละคือเหตุผลด้วยการที่ผมนับถือคาทอลิก  ย่อมอยากไปและสัมผัสเมืองแห่งศาสนาของตนเองสักครั้ง   จริง ๆ แล้วชาวเวียดนามส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิกหรือบ้านเราเรียกว่าคริสตัง  

หลังรัปทานอาหารเช้าเสร็จก็ขึ้นรถจากนาตรัง สู่ ดาลัด ระยะทางประมาณ 240 กม.ซึ่งรถออกเวลา 8.00 น.  มีแวะที่ปราสาทคล้าย ๆ กับนครวัดในเขมรมีเจดีย์ตามความเชื่อเทพเจ้าและเป็นหมู่บ้านชาวจาม(Cham Tower) ด้านล่างจะมีพิพธภัณฑ์จัดแสดงประเภทนี้เทศกาลและการบูชาเทพเจ้าของชาวจาม  และร้านค้าขายของที่ระลึก  

ผมมาถึงดาลัดเวลาประมาณ 13.00 น. ซึ่งก็ปาไปครึ่งวันแล้วรถจอดส่งที่โรงแรมตุงชาง(Trung Cang Hotel) ซึ่งเป็นโรงแรมของ Shin Café จากการตรวจสอบห้องพักและราคานั้นไม่แพงจึงเลือกพักที่นี่ถ้าจำไม่ผิดราคาประมาณ 400 บาท โรงแรมราคา 10USD หาได้มากมายที่ดาลัดครับ  เพราะดาลัดไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมนัก  อาจจะเป็นเพราะตั้งอยู่ระหว่างนาตรัง กับ ไซ่ง่อน คนจะเลยไปหาด Mui Ne มากกว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จึงใช้เพื่อเป็นทางผ่าน  แต่รัฐบาลเองก็พยายามสนับสนุนและคาดว่าในอนาคตน่าจะเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญอีกเมืองหนึ่ง

ดาลัดเป็นเมื่อที่มีเสน่ห์เนื่องจากตั้งอยู่บนยอดเข้า  จึงมีอากาศที่เย็น  ทำให้เหมาะแก่การปลูกดอกไม้เมืองหนาว นอกจากนั้นยังได้อิทธิพลของชาวฝรั่งเศสที่มาปลูกบ้านตากอากาศสมัยที่ปกครองเวียดนาม  รวมถึงความสวยงามของบ้านเมือง ความสงบโดยเป็นเมืองที่ผู้คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิก   ผู้คนจึงดูแล้วมีความสงบ   วันอาทิตย์ก็ไปโบสถ์  

ด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ ที่กล่าวมาจึงทำให้ดาลัดเป็นเมืองที่น่าอยู่และเหมาะกับการพักผ่อนอย่างแท้จริง   แต่สิ่งที่ทำให้ไม่สามารถอยู่นานเนื่องจากพรุ่งนี้เราต้องเดินทางจาก ดาลัดไปไซง่อนอีก 300 กม. 6 ชม.ซึ่งจะออกเดินทาง 7.30 น.   จึงเลือกที่จะเช่ามอเตอร์ไซด์แล้วขี่ชมสถานที่ต่าง ๆ ภายในเมือง  

การขี่รถมอเตอร์ไซด์ในดาลัดนั้นต่างกับที่ฮอยอันอย่างสิ้นเชิง  เพราะที่ดาลัดประชาชนส่วนใหญ่ใช้รถมอเตอร์ไซด์ และเป็นพื้นที่สูง  การใช้เกียร์การหลบรถ  สำคัญรถขับข้างขวาไม่เหมือนเมืองไทยเวลาเลี้ยวซ้ายจะงงมาก ๆ คือพอเลี้ยวแล้วจะเข้าเลนซ้ายตลอดเพราะชินกับบ้านเรา  แต่ไปบ้านเขาชนสถานเดียวเพราะเลนซ้ายคือรถที่สวนทางมา นึกแล้วยังเสียว  แต่ก็ผ่านมันมาได้ด้วยดี  สำคัญคือต้องมีสติสูงและอย่าไปตื่นเต้นกับเสียงแตรเพราะเป็นวิถีปกติของคนที่นี่  โดยเฉพาะ 4 แยกไปต้องกลัวชะรอความเร็วลงนิดแล้วผ่านไปเลย   อย่าไปเงอะงะจะรังแต่ชนเปล่า ๆ อย่าคิดว่ามีรถแล้วจะไปไหนมาไหนได้นะครับ   คือสำคัญว่าไม่รู้จะไปไหนเพราะไปไม่ถูก   คือมีแผนที่ก็แล้ว ถามก็แล้ว  ก็หลงอยู่ดี

สรุปคือก็ได้แต่ขี่วนภายในเมืองรอบแล้ว  รอบเล่า   ไปแวะพระราชวังกษัตริย์เบ๋าได๋(Boa Dai Summer Palace) แต่คนเฝ้าไม่พูดอะไรโบกมือไม่ให้เข้าอย่างเดียวแถมปิดประตูรั้วใส่อีก  การขี่มอเตอร์ไซด์ที่เช่ามาจึงต้องจบด้วยการหาอาหารเวียดนามทานดีกว่า  ว่าแล้วก็ตบท้ายด้วยแหนมเนืองของแท้ ๆ ของเวียดนาม   เป็นมื้อที่เรียกความอร่อยอย่างมาก  

สิ่งที่ผมพบเจอแล้วรู้สึกงง  ขากลับเจอฝนตกอากาศหนาวทีเดียวจึงต้องกลับมาคืนรถ  และแวะอาบน้ำ อาบท่า ที่โรงแรมที่พักแล้วเดินออกไปดื่มไวน์ริมทะเลสาบ  บรรยากาศดีจริง ๆ ครับ   สั่งดาลัดไวน์มาดื่มราคา 160,000 ดองประมาณ 320 บาทแกล้มกับหมูผัดน้ำมันหอยพริกไทยดำ  

เช็คบิลออกมาเดินมาดื่มน้ำเต้าหู้ที่ขายอยู่ริมทะเลสาบคนขายเป็นผู้หญิง  แต่ลูกชายถามเราว่า Where U come from แสดงว่าพูดภาษาอังกฤษได้ จึงได้คุยกับลูกชายของคนขายทราบว่าLuyen ชื่อเรียกยากมากครับผมเรียกเป็นภาษาไทยว่าเยือง   แต่คงไม่ถูกต้องนัก  ที่แน่ ๆ และง่าย ๆ คือเค้านักบุญเดียวกับผม  

คนคริสต์เราจะมีเซ็นต์เนมหรือนักบุญที่นำหน้าชื่อของเรา เช่น เปรโต เปาโล โทมัส มัสทิว ซึ่งเซ็นต์เนมของผมคือฟรังซิสโก  ซึ่งบังเอิญเหมือนกับเยืองเข้าพอดี    เยืองเรียนที่มหาวิทยาลัยดาลัด (Dalat University) ผมจึงทราบว่าทุกเมืองในเวียดนามจะมีมหาวิทยาลัย 1 มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นของรัฐ   และชาวเวียดนามคลั่งไคล้นักฟุตบอลไทยมากไม่ว่าจะเป็นซิสโก เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หรือ ตะวัน ศรีปาน  

เยืองเป็นเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ทำงานใน Office กลางวันทำงาน กลางคืนทำใจ เอ๊ยไม่ใช่กลางวันทำงาน เย็นเรียน  และกลางคืนมาช่วยแม่ขายน้ำเต้าหู้ถึงตี 2 กว่าจะได้นอนก็ตี 3 ทำให้รู้ซึ้งถึงการทำงานของคนเวียดนาม   สิ่งที่ผมชื่นชมชาวเวียดนามคือ  คนเวียดนามเป็นคนขยัน ไม่ยอมงอมือ งอเท้า  และทุกคนทำงานตั้งแต่ลูกเล็ก เด็กแดง รวมถึงคนแก่เฒ่า   นี่กระมังจึงทำให้ GDP ของเวียดนามโตในระดับต้น ๆ ของเอเชีย   นี่แหละครับค่ำคืนที่ดาลัดพอเดินกลับมาถึงที่โรงแรม   หลังอาบน้ำเสร็จไฟฟ้าดับพอดี  ทำให้ไม่ต้องมีกิจกรรมอะไรต่อนอกจากนอน
     

5 พ.ค. ตื่นเช้ามาหลังจากจ่ายค่าโรงแรมเสร็จก็เดินมารัปทานอาหารเช้าข้าง ๆ โรงแรมเป็นขนมปังสไตล์ฝรั่งเศษเมื่ออิ่มแล้วเตรียมเดินทางจากดาลัดไปไซง่อนอีก 300 กม.ใช้เวลาประมาณ 6 ชม.ซึ่งจะออกเดินทาง 7.30 น.  ได้คุยกับคุณ Hieu  ซึ่งดูลักษณะท่าทางแล้วน่าจะเป็นเจ้าของโรงแรม หรือไม่ก็น่าจะระดับผู้จัดการ  

คุณ Hien ใช้ภาษาอังกฤษได้ดีมากผมได้บอกเค้าว่าเนื่องจากผมเป็นคาทอลิก  ผมอยากกลับมาที่นี่อีก  เค้าจึงเอานามบัตรพร้อมเบอร์มือถือให้ผมบอกว่า “ผมก็เป็นคาทอลิก  คุณมาคราวนี้เวลาคุณสำหรับดาลัดน้อยเกินไป วันหลังมาผมจะดูแลและแนะนำให้” เอาหละอย่างน้อยก็มีเจ้าของโรงแรมเป็นคนศาสนาเดียวกัน  น่าจะให้ข้อมูลและไม่ถูกฟันเมื่อมาเที่ยวครั้งต่อไป   แต่คงต้องหาเวลาให้มากกว่านี้จะได้สัมผัสดาลัดอย่างถึงแก่น........

ลาก่อนดาลัด  ผมก้าวขึ้นรถเพื่อเดินทางไปสู่ไซ่ง่อน(โฮจิมิน) เพื่อเดินทางกลับสู่ประเทศไทยตลอดระยะเวลาก็ผ่านสภาพบ้านเมืองเวียดนาม  ซึ่งผมเริ่มคุ้นเคยเพราะเดินทางมาที่เวียดนามหลายครั้ง  เมื่อเดินทางใกล้จะถึงโฮจิมิน  พบบริษัทไทยขนาดใหญ่หลายบริษัทที่มาประกอบธุรกิจในเวียดนามไม่ว่าจะเป็น CP หรือ AMATA และเข้าสู่เมืองโฮจิมิน  

ผมเห็นสภาพการจราจราแล้วอดรู้สึกหวั่นใจไม่ได้ว่าเราจะเดินทางไปถึงสนามบินทันหรือไม่    ถ้าไม่ทันคงยุ่งน่าดู   โฮจิมินถึงไม่ใช่เมืองหลวงแต่เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนามหากจะมองก็คงเหมือนกับ ปักกิ่ง กับ เซียงไฮ้  ของจีน ถึงแม้ปักกิ่งจะเป็นเมืองหลวงแต่เซี่ยงไฮ้ก็เป็นเมืองที่มีความเจริญกว่า  อาจจะเนื่องจากทุนต่างชาติที่เข้ามา  

ดังนั้นวาดภาพ กทม.เป็นอย่างไรโอจิมินก็เป็นอย่างนั้นจะต่างกันก็ในส่วนของมอเตอร์ไซด์ที่เวียดนามเค้าเยอะจริง ๆ   แต่ปัจจุบันรัฐบาลก็มีการจัดระบบการจราจรแบบแบ่งช่องทางสำหรับรถยนต์ และมอเตอร์ไซด์    คราแรกกะว่าจะใช้เวลากับการเที่ยวในเมืองโฮจิมินสัก 2-3 ชม.แต่เมื่อเวลาล่วงเลยมาขนาดนี้คงไม่ต้องคิดเรื่องเที่ยวแล้ว  

ผมถามคนขับว่าจากที่จอดส่งเราไปถึงสนามบินกี่กีโล  คนขับบอกว่า 10 Kilo 45 Minute ลงรถได้ก็เรียก Taxi บอกว่าไป Airport ถามว่า How much คนขับก็แสนใจดีบอกว่า No problem My car has miter เราได้ยินเช่นนี้ก็สบายใจยัง ๆ  10 กม.ถ้าเป็น Taxi บ้านเราก็ไม่น่าเกิน 200 บาท Taxi เวียดนามจะมาแพงกว่าบ้านเราได้อย่างไร  

แต่พอถึงสนามบินเห็นราคา Taxi ประมาณ 240,000 ดองก็ตกใจคิดเป็นเงินไทยประมาณ 460 บาท  แต่ทำไงได้นั่งมาแล้วก็ต้องจ่ายแต่ในใจก็รู้สึกว่าแพงและมิเตอร์เค้าขึ้นเร็วมาก แต่เอาหล่ะพาเรามาส่งถึงสนามบินได้ทันเวลา  และไม่ได้มีการเจรจากันก่อนก็สมควรจ่ายเค้าไป  

ผมขึ้นเครื่องบินจากสนามบินนานาชาติโฮจิมิน  ต้องบอกครับว่าสนามบินเล็กมากเมื่อเทียบกับสุวรรณภูมิบ้านเรา   อาจจะเล็กกว่าถึง 4-5 เท่าก็เป็นได้  7 วัน 6 คืนใน 3 ประเทศ   คงสามารถเติมไฟให้ตัวเองในการต่อสู้เพื่อพัฒนาประเทศเราต่อไป บางครั้งการเรียนรู้อดีตที่เจ็บปวดของเพื่อนบ้าน และการสร้างบ้าน สร้างเมืองจากความเจ็บปวด เช่น เวียดนาม ญี่ปุ่น เกาหลี  ก็น่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับการท่องเที่ยวของผมทริปนี้ก็ได้ครับ   Bye Bye Sai Gon


สรุปค่าใช้จ่าย :
รายละเอียด     จำนวน
ค่ารถ บขส. VIP กรุงเทพฯ – มุกดาหาร                      760
ค่ารถ บขส.จากมุกดาหาร – สะหวันนะเขต                       50
ค่ารถจากสะหวันนะเขต - เว้ 99,000 ดอง                     198
ค่าผ่านด่าน ตม.เข้า-ออก เที่ยวละ 40 บาท                       80
ค่าโรงแรมที่เว้ คืนแรก  HOA THIEN -25USD                  775
ค่าโรงแรมที่เว้ คืนสอง A-Dong 2 - 20 USD                   620
Daily Tour ที่เว้ -11 USD                             341
ทัวร์ล่องเรือในแม่น้ำน้ำหอม(Perfum River Tour)              124
ค่ารถ เว้ - ฮอยอัน 4 USD.                               124
ค่าโรงแรมที่เว้ คืนสามที่ฮอยอันAn Hoi - 15USD                 465
ค่าตั๋วเข้าชมพิพิธภัณฑ์ฮอยอัน                                80
ค่ารถฮอยอัน - นาตรัง - 6 USD.                           186
ค่ารถนาตรัง - ดาลัด-  4 USD.                           124
ค่าที่พักที่ดาลัด -15 USD                                 465
ค่ารถดาลัด - โฮจิมิน - 5 USD.                            155
อาหาร 70 บาท/มื้อ(ทานแบบไม่ประหยัด)                      1400
Beer & Wine                                       200
ค่า Taxi จากตัวเมืองโฮจิมิน - สนามบิน 15 USD.                465
ตั๋วเครื่องบิน โฮจิมิน - สุวรรณภูมิ 69.50 USD.                 2,155
         รวมค่าใช้จ่าย                                8,767

แสดงความคิดเห็นหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมที่ :
E-mail : peopletribune@hotmail.com
http://www.oknation.net/blog/peopletribune
ไฟล์แนป
P1010891.JPG
P1010891.JPG (100.4 KiB) เปิดดู 4621 ครั้ง
แก้ไขล่าสุดโดย Nut เมื่อ 02/06/2009 9:43 pm, แก้ไขแล้ว 6 ครั้ง.
If you tremble with indignation at every injustice, then you are a comrade of mine.
"ถ้าคุณตัวสั่นเทาด้วยความเดือดดาลทุกครั้งที่เห็นความอยุติธรรม ถ้าเช่นนั้นคุณคือสหายของเรา"
ภาพประจำตัวสมาชิก
Nut
 
โพสต์: 1129
ลงทะเบียนเมื่อ: 14/09/2008 8:33 pm
ที่อยู่: Nonthaburi/Thailand

บขส. ข้ามจาก จ. มุกดาหารไป สะหวันนะเขต สะดวกมาก

โพสต์ #2  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Nut » 04/10/2008 8:36 pm

- สามารถซื้อตั๋วไป เว้ ได้จากสถานี บขส.ที่ จ.มุกดาหาร ได้เลยครับ สะดวกมาก
ไฟล์แนป
p1010801_265.jpg
p1010801_265.jpg (80.73 KiB) เปิดดู 4599 ครั้ง
ภาพประจำตัวสมาชิก
Nut
 
โพสต์: 1129
ลงทะเบียนเมื่อ: 14/09/2008 8:33 pm
ที่อยู่: Nonthaburi/Thailand

Combat Base ฐานปฎิบัติการของ USA ในสงครามเวียดนาม

โพสต์ #3  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Nut » 04/10/2008 8:41 pm

- สงครามเวียดนาม  สิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกให้หลั่งไหลมาเวียดนาม  วันนี้รัฐบาลเวียดนามเปลี่ยวิกฤตเป็นโอกาส  เพื่อดึงดูดเงินจากการท่องเที่ยว
ไฟล์แนป
p1010834_236.jpg
p1010834_236.jpg (97.42 KiB) เปิดดู 4593 ครั้ง
ภาพประจำตัวสมาชิก
Nut
 
โพสต์: 1129
ลงทะเบียนเมื่อ: 14/09/2008 8:33 pm
ที่อยู่: Nonthaburi/Thailand

อนุสาวรีย์ทหารหญิงเวียดนาม

โพสต์ #4  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Nut » 04/10/2008 8:45 pm

- อนุสาวรีย์ทหารหญิงเวียดนาม  สงครามทำลายล้างทุกอย่างเมื่อใช้ทหารชายรบจนหมด  ก็ต้องใช้ทหารหญิง และเด็ก   แต่สิ่งหนึ่งที่ชาวเวียดนามในสมัยนั้นมีคือ   ทุกคนต่อสู้เพื่อมาตุภูมิ   สมัยนั้นไทยช่วยลาวรบเพื่อปกป้องทฤษฎีดอมิโน่  ของค่ายคอมมิวนิสต์
ไฟล์แนป
p1010841_610.jpg
p1010841_610.jpg (77.97 KiB) เปิดดู 4589 ครั้ง
ภาพประจำตัวสมาชิก
Nut
 
โพสต์: 1129
ลงทะเบียนเมื่อ: 14/09/2008 8:33 pm
ที่อยู่: Nonthaburi/Thailand

ล่องเรือแม่น้ำน้ำหอม(เว้)

โพสต์ #5  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Nut » 04/10/2008 8:51 pm

แม่น้ำหอม(Perfume River) หรือที่ชาวเวียดนามออกเสียงว่า ซงเฮือง กำเนิดมาจากบริเวณต้นน้ำที่อุดมไปด้วยดอกไม้ป่าที่ส่งกลิ่นหอมและร่วงหล่นลอยมากับสายน้ำ  จึงเรียกว่าแม่น้ำ น้ำหอม
แม่น้ำหอมเป็นแม่น้ำสายสั้นๆ น้ำจึงไม่ลึกแต่ใสสะอาด ไหลผ่านธรรมชาติที่งดงามสองฟากฝั่ง ทั้งแมกไม้ วัดวาอาราม รวมถึงสุสานจักรพรรดิแห่งราชวงศ์เหวียน  ซึ่งเป็นราชวงศ์เก่าของเวียดนาม
ไฟล์แนป
p1010866_978.jpg
p1010866_978.jpg (86.37 KiB) เปิดดู 4595 ครั้ง
ภาพประจำตัวสมาชิก
Nut
 
โพสต์: 1129
ลงทะเบียนเมื่อ: 14/09/2008 8:33 pm
ที่อยู่: Nonthaburi/Thailand

โรงแรม A Dong

โพสต์ #6  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Nut » 04/10/2008 8:59 pm

โรงแรมในเมืองเว้ราคาไม่แพง  เป็นโรงแรม SME คล้าย ๆ กับที่ฮานอย   ไม่ชอบโรงแรมนี้ก็เปลี่ยนโรงแรมราคาไม่ต่างกัน  คืนละประมาณ 600-1,500 สามารถเลือกได้ตามอัธยาศัย
เลือกนอน A Dong ด้วยเงื่อนไขเดียว (ลูกสาวเจ้าของสวย)
ไฟล์แนป
P1010890.JPG
P1010890.JPG (128.63 KiB) เปิดดู 4607 ครั้ง
แก้ไขล่าสุดโดย Nut เมื่อ 04/10/2008 10:28 pm, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
If you tremble with indignation at every injustice, then you are a comrade of mine.
"ถ้าคุณตัวสั่นเทาด้วยความเดือดดาลทุกครั้งที่เห็นความอยุติธรรม ถ้าเช่นนั้นคุณคือสหายของเรา"
ภาพประจำตัวสมาชิก
Nut
 
โพสต์: 1129
ลงทะเบียนเมื่อ: 14/09/2008 8:33 pm
ที่อยู่: Nonthaburi/Thailand

อุโมงค์หวิงห์ม็อก

โพสต์ #7  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Nut » 04/10/2008 9:07 pm

อุโมงค์วิงห์ม็อกห่างจากตัวเมืองเว้มาทางทิศเหนือราว 65 กิโลเมตร เป็นอุโมงค์ใต้ดินที่คนทั้งหมู่บ้านอาศัยอยู่เป็นเวลาหลายปีเพื่อหลบภัยจากการทิ้งระเบิดอย่างต่อเนื่องในสมัยสงครามเวียดนาม แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะพากันอพยพไปอยู่ในส่วนอื่นๆ ของประเทศ แต่ก็มีชาวบ้านจำนวนกว่า 300 คน ที่ยังอาศัยอยู่ภายในอุโมงค์คนรูแห่งนี้เป็นเวลากว่า 5 ปี นับจากปี พ.ศ. 2509-2514 อุโมงค์
วิงห์ม็อกจะต่างกับอุโมงค์กูจี  ที่โฮจิมิน(ไซ่ง่อน)  เนื่องจากอุโมงค์กูจีใช้เพื่อการต่อสู้ แต่วิงห์ม็อกใช้เพื่อหลบภัย  นี่คือภูมิปัญญาของคนเวียดนาม เล่นเอาพี่กันเองก็งงไม่เป็นท่าเหมือนกัน
ไฟล์แนป
P1010853.JPG
P1010853.JPG (165.57 KiB) เปิดดู 4604 ครั้ง
If you tremble with indignation at every injustice, then you are a comrade of mine.
"ถ้าคุณตัวสั่นเทาด้วยความเดือดดาลทุกครั้งที่เห็นความอยุติธรรม ถ้าเช่นนั้นคุณคือสหายของเรา"
ภาพประจำตัวสมาชิก
Nut
 
โพสต์: 1129
ลงทะเบียนเมื่อ: 14/09/2008 8:33 pm
ที่อยู่: Nonthaburi/Thailand

ฮอยอัน : เมืองมรดกโลกริมแม่น้ำทูโบน

โพสต์ #8  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Nut » 04/10/2008 9:15 pm

ฮอยอัน : เมืองมรดกโลกริมแม่น้ำทูโบนในปี พ.ศ. 2542 องค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนเขตเมืองเก่าของฮอยอันให้เป็นมรดกโลก ด้วยเหตุผลว่าเป็นตัวอย่างของเมืองท่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 15-19   ปัจจุบันเมืองท่าของเวียดนามเปลี่ยนไปเป็นดานัง
ไฟล์แนป
P1010935.JPG
P1010935.JPG (134.05 KiB) เปิดดู 4595 ครั้ง
If you tremble with indignation at every injustice, then you are a comrade of mine.
"ถ้าคุณตัวสั่นเทาด้วยความเดือดดาลทุกครั้งที่เห็นความอยุติธรรม ถ้าเช่นนั้นคุณคือสหายของเรา"
ภาพประจำตัวสมาชิก
Nut
 
โพสต์: 1129
ลงทะเบียนเมื่อ: 14/09/2008 8:33 pm
ที่อยู่: Nonthaburi/Thailand

นักเรียนมัธยมในชุดประจำชาติ

โพสต์ #9  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Nut » 04/10/2008 9:21 pm

นักเรียนมัธยมในชุดประจำชาติ  ผู้หญิงในชุดประจำชาตินั้นงดงามเสมอ  แต่มีผู้หญิงบางชาติอายในประวัติศาสตร์ชาติพันธ์ตนเองไม่กล้าใส่ชุดประจำชาติ  แต่ชอบใส่เสื้อแบรนด์แนมของตะวันตกรัฐบาลเวียดนามเลยให้นักเรียนมัธยมต้องใส่ชุดอ๋าวใหญ่   หรือมีการรณรงค์ให้ใส่ชุดประจำชาติ
เท่าที่ทราบ “อ๋าว” แปลว่า “เสื้อ”  “ใหญ่” แปลว่า “ยาว” รวมแล้วแปลว่า “เสื้อยาว”
ไฟล์แนป
P1010941.JPG
P1010941.JPG (101.62 KiB) เปิดดู 4592 ครั้ง
If you tremble with indignation at every injustice, then you are a comrade of mine.
"ถ้าคุณตัวสั่นเทาด้วยความเดือดดาลทุกครั้งที่เห็นความอยุติธรรม ถ้าเช่นนั้นคุณคือสหายของเรา"
ภาพประจำตัวสมาชิก
Nut
 
โพสต์: 1129
ลงทะเบียนเมื่อ: 14/09/2008 8:33 pm
ที่อยู่: Nonthaburi/Thailand

นั่ง Sleeper bus จากฮอยอันไปนาตรัง

โพสต์ #10  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Nut » 04/10/2008 9:28 pm

- จากฮอยอันสามารถนั่งรถ Sleeper Bus ไปนาตรังได้  รถสะอาด  ก่อนขึ้นต้องถอดรองเท้าใส่ถุง   แต่รถนอนกลับนอนไม่สบายเหมือน VIP 24 ที่นั่งของเรา   ยิ่งคนหลับยาก ๆ ยิ่งนอนไม่หลับเพราะตลอดทางเป็นการขับขึ้น ลงเขา   แต่ถ้านับเป็นการเดินทางครั้งหนึ่งในชีวิตก็สนุกดี
ไฟล์แนป
P1020034.JPG
P1020034.JPG (129.32 KiB) เปิดดู 4592 ครั้ง
If you tremble with indignation at every injustice, then you are a comrade of mine.
"ถ้าคุณตัวสั่นเทาด้วยความเดือดดาลทุกครั้งที่เห็นความอยุติธรรม ถ้าเช่นนั้นคุณคือสหายของเรา"
ภาพประจำตัวสมาชิก
Nut
 
โพสต์: 1129
ลงทะเบียนเมื่อ: 14/09/2008 8:33 pm
ที่อยู่: Nonthaburi/Thailand

นาตรัง

โพสต์ #11  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Nut » 04/10/2008 9:35 pm

นั่งรถจากฮอยอันมานาตรังก็เช้าพอดี  เมืองนาตรังสะอาดและน่าอยู่มากครับ  ผู้คนดูเป็นมิตรกว่าโฮจิมิน  เสียดายที่ไม่ได้เที่ยวเพราะเหลือเวลาอีก 1 คืนเลยตัดสินใจที่จะไปเที่ยวดาลัดดีกว่า
ไฟล์แนป
P1020043.JPG
P1020043.JPG (129.65 KiB) เปิดดู 4586 ครั้ง
If you tremble with indignation at every injustice, then you are a comrade of mine.
"ถ้าคุณตัวสั่นเทาด้วยความเดือดดาลทุกครั้งที่เห็นความอยุติธรรม ถ้าเช่นนั้นคุณคือสหายของเรา"
ภาพประจำตัวสมาชิก
Nut
 
โพสต์: 1129
ลงทะเบียนเมื่อ: 14/09/2008 8:33 pm
ที่อยู่: Nonthaburi/Thailand

ดาลัด เมืองแห่งสายหมอกและดอกไม้

โพสต์ #12  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Nut » 04/10/2008 9:41 pm

- ในทริปนี้ที่ผมชอบมาก ๆ คือ ดาลัดครับ  เมืองแห่งสายหมอก และดอกไม้  ดาลัดเป็นเมืองที่สวยมาก  อากาศเย็นสบาย  ตั้งอยู่บนยอดเขา  เนื่องจากเคยเป็นที่พักตากอากาศของชาวฝรั่งเศสสมัยที่ครอบครองเวียดนาม   สภาพบ้านเมืองจึงเหมือนยุโรปมาก   กลางเมืองเป็นทะเลสาปใหญ่รวมถึงชาวเวียดนามส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิก  จึงมีโบสถ์คริสต์เยอะมาก  ยามค่ำคืน นั่งจิบดาลัดไวน์ขวดละร้อยกว่าบาท อยู่ในอ้อมกอดของพระเจ้า "ชีวิตคนจะมีอะไรสุขเช่นนี้อีก"
ไฟล์แนป
P1020075.JPG
P1020075.JPG (84.69 KiB) เปิดดู 4571 ครั้ง
If you tremble with indignation at every injustice, then you are a comrade of mine.
"ถ้าคุณตัวสั่นเทาด้วยความเดือดดาลทุกครั้งที่เห็นความอยุติธรรม ถ้าเช่นนั้นคุณคือสหายของเรา"
ภาพประจำตัวสมาชิก
Nut
 
โพสต์: 1129
ลงทะเบียนเมื่อ: 14/09/2008 8:33 pm
ที่อยู่: Nonthaburi/Thailand

ดาลัดประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก

โพสต์ #13  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Nut » 04/10/2008 9:46 pm

ดาลัดประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก  จึงทำให้มีโบสถ์หลายที่สถาปัตยกรรมการก่อสร้างโบสถ์จะเป็นแบบยุโรป
ไฟล์แนป
P1020079.JPG
P1020079.JPG (136.89 KiB) เปิดดู 4569 ครั้ง
If you tremble with indignation at every injustice, then you are a comrade of mine.
"ถ้าคุณตัวสั่นเทาด้วยความเดือดดาลทุกครั้งที่เห็นความอยุติธรรม ถ้าเช่นนั้นคุณคือสหายของเรา"
ภาพประจำตัวสมาชิก
Nut
 
โพสต์: 1129
ลงทะเบียนเมื่อ: 14/09/2008 8:33 pm
ที่อยู่: Nonthaburi/Thailand

ชุมชนชาวจามทางผ่านระหว่างเดินทางจากดาลัด มาโฮจิมิน(ไซ่ง่อน)

โพสต์ #14  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Nut » 04/10/2008 9:52 pm

ชุมชนชาวจามทางผ่านระหว่างเดินทางจากฮอยอัน มาดาลัด ชุมชนชาวจามในเวียดนามนั้นก็เหมือนชาวจามในสยามนั้น มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาครับ กวาดต้อนมาตั้งแต่ครั้งไทยตีเขมร ชาวจามในอยุธยาตั้งเป็นกองอาสาช่วยรบมาตลอด จนคราวเสียกรุงครั้งที่ 2 ก็ยังช่วยรบ จนเมื่อกรุงแตก
ไฟล์แนป
P1020064.JPG
P1020064.JPG (97.16 KiB) เปิดดู 4570 ครั้ง
If you tremble with indignation at every injustice, then you are a comrade of mine.
"ถ้าคุณตัวสั่นเทาด้วยความเดือดดาลทุกครั้งที่เห็นความอยุติธรรม ถ้าเช่นนั้นคุณคือสหายของเรา"
ภาพประจำตัวสมาชิก
Nut
 
โพสต์: 1129
ลงทะเบียนเมื่อ: 14/09/2008 8:33 pm
ที่อยู่: Nonthaburi/Thailand

ข้อมูลเพิ่มเติม

โพสต์ #15  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Nut » 11/03/2009 10:54 pm

เยี่ยมเยียนกันได้ที่
-ท่องเที่ยว และศาสนา
http://www.nuttavut.bloggang.com
-ร้องเรียน ขอความช่วยเหลือ"สวัสดิภาพของประชาชน คือ กฎหมายสูงสุด"
http://www.oknation.net/blog/peopletribune
If you tremble with indignation at every injustice, then you are a comrade of mine.
"ถ้าคุณตัวสั่นเทาด้วยความเดือดดาลทุกครั้งที่เห็นความอยุติธรรม ถ้าเช่นนั้นคุณคือสหายของเรา"
ภาพประจำตัวสมาชิก
Nut
 
โพสต์: 1129
ลงทะเบียนเมื่อ: 14/09/2008 8:33 pm
ที่อยู่: Nonthaburi/Thailand

ต่อไป

ย้อนกลับไปยัง เวียตนาม

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน

  • Advertisement
cron