• Advertisement

Rejuvenate my sense in Bali : 5 Days trip

Ubud-Kuta-Tanah Lot-Uluwatu-Taman Ayun-Besakih-Gunung Batar-Tampak Siring-Tirta Empul-Kintamani-Gunung Kawi-Ulun Danu Bratan-Klungkun-Goa Lawah-Goa Gajah-Sanur-Nusa Dua-Lovina-Gitgit-Etc..

Rejuvenate my sense in Bali : 5 Days trip

โพสต์ #1  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Ayaros » 21/09/2009 10:16 am

Day 1  

09/09/09  เริ่มต้นวันเดินทางด้วยตัวเลขอันเป็นสิริมงคล 09/09/09 ออกเดินทางจากบ้านเพื่อน ที่สุขุมวิท 101 ตอนตี 5 ด้วย Taxi
คนขับจะเรียก 300 บาท ต่อรองเหลือ 200 บาท เค้าก็ Ok แต่พอวิ่งมาถึง Airport ตอนตี 5 ครึ่ง meter โชว์ 220 บาท เลยให้เค้า 220 บาทด้วยความสงสาร

ดูเป็นคนดีมะ 555+

อีกหล่ะ.... ด้วยความชะล่าใจ มา airport ช้าไปหน่อย เลยมาไม่ทัน โหลดกระเป๋าลงใต้ท้องเครื่องบิน ทำให้ต้องหิ้วขึ้น สมาชิกคนหนึ่งเลยเสีย  Victorinox ราคาหลายตัง
ไว้ที่ Airport
น่ะแหล่ะ เสียดายจริงๆ


ออกจากจุดตรวจสุดท้ายของท่าอากาศยาน พวกเรา 4 คน ก็ต้องวิ่งกันหน้าตั้ง เพราะใกล้ถึงเวลาที่ boarding จะปิดแล้ว มาถึง gate ก็ปิดพอดี พวกเราเลยเป็น 4 คนสุดท้ายที่ขึ้นเครื่อง มาถึงที่นั่งบนเครื่อง 6.10 น. เครื่องออก 6.15 น.เป๊ะ

Thanks god ...........ดีนะ ที่ไม่ตกเครื่อง

ออกเดินทางด้วยสายการบินราคาประหยัด
Air asia เที่ยวบิน FD3677 ออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เวลา 06.15 น. เป๊ะ ไม่มี delay กัปตันรายงานเส้นทางบินว่า บินจากสุวรรณภูมิไปทางระยอง มุ่งลงใต้ไปทางมาเลย์เซีย สิงค์โปร์ แล้วดิ่งตรงไปบาหลี  

ถ้าใครคิดจะจองตั๋วเครื่องบินมาบาหลี แนะนำให้จองที่นั่งด้านขวา คือถ้านั่งหันหน้าไปด้านหัวเครื่องบิน ก็ฝั่งขวามือน่ะแหล่ะ ถ้าเป็น Air Asia ก็ที่นั่งแถว F น่ะแหล่ะ   เพราะอะไรหน่ะเหรอ ก็เพราะว่า เมื่อเครื่องบินมาใกล้ถึงบาหลี ประมาณอีก ½ ชม.จะถึงบาหลี กัปตันก็จะบอกว่า ให้มองออกไปนอกหน้าต่างทางขวามือ จะได้เห็นภูเขาไฟที่ดับไปแล้ว น่าจะเป็นภาพที่สวยนะ แต่พอดีขาไป เรานั่งทางซ้าย ก็เลยไม่ได้เห็นภาพนั้นอ่ะ เสียดายนิดหน่อย แต่ไม่เป็นไร เพราะเดี๋ยวก็ได้เห็นเต็มๆ อยู่แล้ว



มาถึงท่าอากาศยานเดนปาซาร์ บาหลี เวลา 11.30 น. เป๊ะ ตามกำหนดการอีกเหมือนกัน เดี๋ยวนี้ Air  asia เขาพัฒนาแล้ว

ราคาตั๋วเครื่องบินไป-กลับที่จองมา 2,750 บาท รวมค่า fee ค่ากระเป๋า น้ำหนัก 15 กิโล ค่า book ที่นั่ง และอื่นๆ เบ็ดเสร็จ 3,160 บาท

ถึงจะเสีย Victorinox  เพราะไม่ได้โหลดกระเป๋าลงใต้เครื่อง ทำให้ออกมาจากเครื่องได้เร็วกว่าคนอื่น พอผ่าน immigration ออกมา ก็เจอคนขับรถมาชูป้ายชื่อรับอยู่แล้ว คนขับรถของเราชื่อ Dewa Marco เป็นคนที่มีอัธยาศัยดี ช่างคุย คุยได้ทุกเรื่อง ที่สำคัญ Dewa สามารถเป็น guide ได้ด้วย อันที่จริง เราก็จัด trip มาแล้ว แต่เวลาช่วย
rearrange และกำหนดเวลาให้พวกเราได้ดี ทำให้ trip ของเราค่อนข้างสมบูรณ์ นี่เป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งที่ทำให้เราใช้บริการของ Dewa แม้ว่า ราคาค่าตัว Dewa
จะสูงกว่าคนอื่นอยู่นิดหน่อย แลกกับบริการเหนือความคาดหมาย ก็ OK หล่ะน่า

ออกจาก Airport ก็มุ่งหน้าตรงไปแถว Ubud เพื่อหาที่แลกเงิน ก็แลกแถวตลาดใน Ubud น่ะแหล่ะ จากอัตราแลกเปลี่ยนที่เราแลกเงินไปจากกรุงเทพเป็นเงิน
US แล้วเอา US ไปแลกเป็น รูเปียะห์ อีกที อยู่ประมาณบาทละ 0.00345 ถ้าเทียบกับ US  
ก็ได้มา 9,865 Rp ต่อ 1 US$ จากนั้นก็ไป check in ที่ Jungut Inn ห้องก็พอใช้ได้ เสียตรงห้องน้ำ สะอาดน้อยไปหน่อย ก็เอาน่า ราคาคืนละ 70,000 รูเปียะห์ / คืน /2 คน รวมอาหารเช้า  (ราคาคืนละ 242 บาท ต่อ 2 คน รวมอาหารเช้า) แพงกว่าตอนพี่วุฒิพี่เคท ไปนอน 2 เท่าตัว

Jungut Inn / Jungut Homestay



พอเช็คอินเสร็จ ก็รีบออกมาหาของกินดีกว่าหิวจะแย่ เพราะเกือบจะบ่าย 2 แล้ว คนขับรถ แนะนำ ข้าวหน้าหมูย่าง หน้า Ubud Palace คนรอกินเพียบเลย เห็นว่า เป็นร้านดัง เข้าไปนั่งรอสั่งอาหารนานเป็นชาติเลย (ก็คนมันเยอะนี่นา)


โฉมหน้าร้าน Babi Guling



ใครๆ ก็ว่า Babi Guling
อร่อยนักอร่อยหนา แต่ปากคงไม่ถึงแฮ่ะ เพราะรู้สึกว่า มันไม่อร่อยอย่างที่คิด แถมราคาก็แพงเอาการ จานละ 25,000 Rp กินกันคนละจาน 4 จานกับ
Soft drink รวมเป็นเงิน 140,000 Rp. หรือ 483 บาท

พออิ่มท้องแบบเลี่ยนๆ แล้ว ก็ไปเที่ยวที่  Ubud Palac ที่นี่ไม่มีค่า entrance fee เดินถ่ายรูป ชมบรรยากาศไปก่อน เพราะยังไงคืนนี้ก็ต้องมาดู บารองแด๊นซ์ กับเลกองแด๊นซ์ที่นี่อีกที ตอนหนึ่งทุ่ม แต่ไม่ได้ซื้อตั๋วเองหรอก เพราะตอนเข้าไป check in ก็ฝาก Putu ซื้อให้ Putu บอกว่า เดี๋ยวซื้อเสร็จ จะเอามาเสียบลอดไว้ที่ใต้ประตูห้องพัก ราคาตั๋วดูการแสดง ใบละ 80,000 Rp. หรือ 276 บาท การแสดงใช้เวลาประมาณ 1.30 ชม. (ราคาขึ้นอีกแล้ว ถ้าเทียบกับตอนที่พี่วุฒิ พี่เคทไปมา ราคาแต่ละอย่างจะขึ้นเท่าตัว โดยประมาณ)


บรรยากาศภายใน Ubud Palace

แก้ไขล่าสุดโดย Ayaros เมื่อ 23/09/2009 9:35 am, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ayaros
 
โพสต์: 40
ลงทะเบียนเมื่อ: 09/05/2009 10:30 am

Re: Rejuvenate my sense in Bali : 5 Days trip

โพสต์ #2  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Ayaros » 21/09/2009 10:37 am

ออกจาก Ubud Palace ก็ไปต่อกันที่ Pura Sarawati
(ปุราสาระวาตี)
เดินไปตามถนน ซึ่งอยู่ไม่ใกล้มากนัก วัดจะอยู่ติดกับร้านอาหารชื่อ Café Lotus

คำว่า Pura หมายถึง “วัด”

ปุระสาระวาตี เป็นวัดซึ่งตั้งอยู่ในสวนน้ำพร้อมกับสระบัวขนาดใหญ่ สองข้างทางของทางเข้าจะเรียงรายไปด้วยดอกบัวจำนวนมาก บริเวณรอบนอก สามารถเดินถ่ายรูปได้ตามสะดวก และหากต้องการเข้าไปด้านใน ก็จะต้องใส่โสร่ง ทางวัดจะมีโสร่งไว้ให้นักท่องเที่ยวยืมใส่ โดยมีกล่องไว้ให้นักท่องเที่ยวบริจาคเงินตามศรัทธา











ที่นี่ ไม่ต้องเสียค่าเข้าชม เช่นกัน

หลังจากเดินออกจากปุระสะระวาตี ก็เดินเที่ยวเมือง Ubud ไปเรื่อยๆ เดินไป shopping ไปนิดหน่อย แต่ก็เดินจนเหงื่อตก เลยชวนกันกลับไปที่พัก เพื่ออาบน้ำ และกลับไปเอาบัตรเข้าชมบารองแด๊นซ์ด้วย อาบน้ำเสร็จเดินออกมาหาอาหารเย็นทาน จำได้คุ้นๆ ว่า คนขับรถ บอกให้ไปทานที่ Café Lotus
เพราะราคามัน Reasonable Price


ร้านตกแต่งหรู คนเข้าไปทานก็ดูจะมีแต่ฝรั่ง แต่ก็เอาน่ะ ลองดู เวลาก็เหลือไม่มากแล้ว เดี๋ยวต้องไปดูการแสดงอีก ก็เลยตัดสินใจเข้าไปทานอาหารเย็นที่นี่  ร้าน Café lotus อยู่ติดกับวัดสะระวาตี ที่เพิ่งไปเที่ยวมาเมื่อช่วงบ่าย อาหารรอนานพอสมควร หน้าตาก็น่ารับประทานอยู่ แต่ว่าราคาก็ไม่เห็นจะ
reasonable price นะ  อันนี้เป็นความคิดของพวกเราที่ลงความเห็นกัน พรุ่งนี้จะต้องไปเบิ้ดหัวคนขับซักหน่อย  แนะนำมาได้ คิดว่าพวกเราชอบร้าน
Hiso หรือไงกันเนี่ยะ มื้อนี้หมดไป 239,000 Rp หรือประมาณ 825 บาท (4 คน)



ระหว่างที่นั่งกินอาหารอยู่ ที่วัดก็เหมือนมีงานอะไรไม่รู้ ท่าทางจะเป็นงานศพคนมีฐานะ เพราะเห็นมีแห่ด้วย ก็เลยได้เก็บภาพมาบ้างนิดหน่อย



ทานเสร็จก็รีบไปดูการแสดงกันดีกว่า


การแสดงแรกที่ได้ชม คือ ระบำเลกอง

ระบำเลกอง (Legong)
เป็นการแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าหญิงรังคสารีที่ถูกจับโดยกษัตริย์ลักษม์ทำให้พระเชษฐาของพระองค์คือเจ้าชายดาหาเสด็จมาช่วยและเกิดการต่อสู้กัน ลักษณะการร่ายรำงดงาม เชื่องช้า เนิบนาบ โดยใช้เด็กหญิง 3 คน เป็นตัวแสดง ซึ่งเด็กหญิงนั้นจะต้องมีหน้าตางดงามและถูกฝึกมาเป็นอย่างดี ผู้แสดงรำเลกองแบบดั้งเดิมนั้นจะต้องเป็นเด็กหญิงที่จะต้องยังไม่มีประจำเดือนเท่านั้น ในอดีตนางรำเลกองมักจะกลายเป็นชายาของเจ้าเมืองหรือราชวงศ์เมื่อศิลปินผิวขาวเข้ามาก็มักนิยมใช้นางรำเลกองเป็นแบบวาดภาพหรือปั้นหุ่น แล้วก็ได้เป็นภรรยาในที่สุดเช่นกัน




การแสดงที่ 2 เป็นระบำบารอง

ระบำบารอง (Barong Rangda)
เป็นการแสดงที่มีการจัดให้ชมเป็นประจำ เรื่องราวจะเกี่ยวการต่อสู้กันระหว่างฝ่ายดีและปีศาจ บารอง ตัวแทนฝ่ายดีเป็นคนครึ่งสิงห์ ส่วนรังดา มารร้าย เป็นพ่อมดหมอผีฝ่ายอธรรม มีผู้แสดงประกอบเป็นสมุนของทั้งสองฝ่ายอีกหลายตัว ซึ่งจะต่อสู้กันจนฝ่ายธรรมะได้รับชัยชนะในที่สุด








ส่วนการแสดงสุดท้าย เป็นละคร แต่ไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก เพราะฟังภาษาอินโดไม่ออก แต่เค้าก็มี sheet การแสดงเป็นภาษาอังกฤษแจกด้วย ได้แค่อ่านคร่าว ๆ เท่านั้นแหล่ะ เหมือนว่า มีฝ่ายไม่ดี ที่จะยุยงให้ยักษ์ 2 ตน ที่เป็นพี่น้องกัน แตกคอกันเอง เพราะต้องมนต์มารยาหญิง สู้กันไป ก็ไม่แพ้ ไม่ชนะ เพราะยักษ์ทั้ง 2 เป็นพี่น้องกัน มีกำลังพอๆ กัน สุดท้ายก็มีบารองมาช่วย ให้หาย ก็เลยกลับมาสงบสุข แฮ่ะ ๆ  เอิ๊กกกกก ประมาณนี้แหล่ะ มั้ง




ชมการแสดงจบ ก็ไปหาซื้อน้ำกินที่มินิมาร์ทใกล้ๆ แล้วก็กลับไปนอน เก็บแรงไว้พรุ่งนี้ ที่ต้องลุยเที่ยวทั้งวันด้วย

แก้ไขล่าสุดโดย Ayaros เมื่อ 23/09/2009 9:42 am, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ayaros
 
โพสต์: 40
ลงทะเบียนเมื่อ: 09/05/2009 10:30 am

Re: Rejuvenate my sense in Bali : 5 Days trip

โพสต์ #3  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Ayaros » 21/09/2009 10:52 am


Day 2nd Sep.10, 2009
Route Trip : Pura Tman Ayun - Bedugul Lake Bratan - Pura Ulun Danu Bratan – Botanic Garden – Jatiluwih – Tanahlot

เช้าวันที่ 2 ของการเที่ยว ตื่นกันแต่เช้า Putu บอกว่า สามารถสั่งอาหารเช้าได้ตั้งแต่ 7.30 น. เป็นต้นไป อยากกินอะไรสั่งได้หมด แต่ต้องเป็นรายการที่ Putu ทำเป็นนะ ดังนั้น อาหารที่ได้กิน เค้าว่ากันว่า ถ้าไม่เป็นไข่เจียว ก็จะเป็นแพนเค้กกล้วยหอม พวกเราก็เลยสั่งทั้ง 2 อย่างมาลองกินดู ไข่เจียวรสชาดใช้ได้ทีเดียว สรณ์พกผักกาดดอง หมูหยอง และหมูแผ่นมาด้วย เพราะกลัวจะกินอาหารของอินโดฯ ไม่ได้

Dewa มารับตอน 9.00 น. เป๊ะตามที่นัดกันไว้ โปรแกรมแรกของวันนี้ คือ Pura Taman Ayun (ปุระ ทามัน อยุน)  ค่าเข้าชมที่นี่คนละ 3,000 Rp.
ปุระ ทามัน อยุน เคยเป็นวังเก่า อยู่ในเขตเม็งวี สร้างตอนศตวรรษที่ 17 เพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมของกษัตริย์ราชวงศ์เม็งวี ด้านนอกดูเรียบๆ และธรรมดา แต่เมื่อเดินอ้อมไปด้านหลังจะพบกับภาพที่งดงามอย่างคาดไม่ถึง ด้วยความที่ป็นวังเก่ามาก่อน จึงได้รับการดูแลอย่างดี ทั้งกำแพง ประตูวัด ล้วนก่อด้วยหินสูง แกะสลักด้วยลวดลายวิจิตรบรรจง หลังคาปูด้วยหญ้าอลัง-อลังถักละเอียด ด้านขวามีหอสูงสำหรับชมวิวสิ่งก่อสร้างภายในตกแต่งลวดลายงดงามตามแบบบาหลี





ออกจากปุระ ทามัน อยุน ระหว่างทางเจอร้านผลไม้ข้างทาง เลยบอกให้คนขับช่วยไปต่อราคาสละอินโดให้หน่อย อยากลองชิม แต่ร้านที่แวะดูเหมือนจะไม่มี ก็เลยซื้อมังคุดมาแทน  ราคาแพงเอาเรื่องกิโลละ 20,000 รูเปียะห์ แต่กินแล้วอร่อยถูกใจอ่ะ



คนขับเลยจะพาไปที่ตลาดผลไม้ให้หาซื้อสละ กับสตรอเบอรี่ ระหว่างทาง ผ่านข้างทางมีคนเอาค้างคาวกับอีกัวน่ามาให้อุ้มถ่ายรูป คนขับก็หยุดให้ แล้วถามว่าอยากถ่ายรูปมั๊ย เราคิดไปคิดมา ก็ว่าดีเหมือนกัน เพราะว่า trip นี้เราไม่ได้ไปกัว ลาวา หรือถ้ำค้างคาวนั่นเอง ก็ดีเหมือนกันถ้าได้ถ่ายกับค้างคาวที่นี่ คนขับกระซิบว่า ปกติเค้าคิดค่าบริการ 20,000 รูเปียะห์ต่อคน แต่ตัวเค้าเอง พาลูกค้ามาแวะอยู่บ่อยๆ เค้าเลยช่วยพูดให้ พวกเรา 4 คน ถ่ายรูปกับอะไรก็ได้ ถ้ากล้าจับรวมกันทุกคน ก็จ่ายแค่ 20,000 รูเปียะห์  ถ่ายรูปกับค้างคาวแม่ไก่ และอีกัวน่าเสร็จ เจ้าของร้านก็เปิดลังไม้จับงูเหลือมออกมาถามว่าจะถ่ายกับงูเหลือมมั๊ย 5555+ ตัวนี้ขอบายดีกว่า...แขยง



พอไปถึงตลาดผลไม้ก็ได้สละ ที่นี่เรียกว่า ซาลัก (Salak) 2 กิโล 20,000 รูเปียะห์  สตรอเบอรี่ แพ็คเล็ก 4,000 รูเปียะห์ คนขายบอกราคามา 5,000 รูเปียะห์ ขอต่อนิดนึง
ที่นี่นอกจากจะมีผลไม้ ก็ยังมีของขายอย่างอื่นด้วย ถ้าจะซื้อของที่นี่ เราว่าราคา OK นะ แตต้องต่อมากๆ หน่อย ผู้ชายคงไม่กล้าต่อมาก แต่ผู้หญิงอย่างเรา ต่อกระจาย ยกตัวอ่างหน่อย กระเป๋าผ้า คนขายบอกราคามาใบละ 10,000 รูเปียะห์ ต่อเหลือ 6 ใบ 50,000 รูเปียะห์ ประมาณ 3 ใบ 100 บาท หรือ magnet ติดตู้เย็นบอกราคามา อันละ 10,000 รูเปียะห์ ต่อเหลือ 5 อัน 10,000 รูเปียะห์ ก็ลองต่อกันดูละกันค่ะ up to your bargaining power ^_^ ที่เราคิดว่า ผู้หญิงจะมีมากกว่า
ข้าวกลางวันเราก็หาทานกันที่นี่เลย เป็นข้าวกล้องราดแกง (ประมาณนั้น) แต่ที่นี่จะมีเครื่องให้เลือก จะราดอะไรก็จิ้มๆ บอกเค้าไป
หน้าตาก็ประมาณนี้





ร้านที่ไปกินหน้าตาเป็นแบบนี้



รสชาด ก็ OK นะ ราคาก็ OK อีก 4 คน รวมน้ำด้วยแค่ 88,000 รูเปียะห์เอง
โปรแกรมต่อไปคือ Bedugul Lake Bratan, Pura Ulun Danu Bratan ราคาค่าเข้าชม คนละ 10,000 รูเปียะห์ ค่าเข้าห้องน้ำที่นี่  1,000 รูเปียะห์ ห้องน้ำที่นี่สกปรกมากค่ะ ขอบอก

ทะเลสาบบราตัน (Lake Bratan) เป็นทะเลสาบที่มีมนต์ขลัง ฉากหลังคือทุ่งข้าวขั้นบันไดที่ค่อย ๆ ลาดต่ำลง อยู่ที่เบดูกูล (Bedugul) เป็นทะเลสาบที่มีชื่อเสียงซึ่งมีรีสอร์ทให้นักท่องเที่ยวที่ต้องการธรรมชาติแบบทุ่งหญ้า ท้องนา และภูเขาได้เข้าพักด้วย ในตอนเช้าหากไม่มีหมอกจะได้เห็นวิวที่สวยงามของยอดเขาคินตามณี (Kintamani) เมาต์อากุง ที่เป็นภูเขาที่สูงที่สุดของบาหลี  เรื่อยไปจนถึงทางทิศตะวันออกนอกจากนี้ยังเป็นศูนย์รวมกิจกรรมทางน้ำสร้างความตื่นเต้น เช่น สกีน้ำ การล่องเรือ และภายเรือในทะเลสาบ

ส่วนวัดอุลัน ดานู บราตัน  ตั้งอยู่กลางริมทะเลสาบ มีแบล็คกราวด์ด้านหลังเป็นภูเขาไฟ วัดนี้สร้างมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 17 เพื่อใช้ทำพิธีกรรมทางศาสนาพุทธและฮินดู รวมทั้งอุทิศให้กัย เทวี ดานู (Dewi Danu) เทพแห่งสายน้ำ แต่เราจะไม่สามารถเดินข้ามไปยังวัดได้ ได้แต่เดินชมรอบๆ ที่นี่เป็นวัดที่อยู่บนธนบัตรใบละ 50,000 รูเปียะห์ของอินโดฯ ตอนที่มาที่นี่ เรายังเจอคู่รักมาถ่ายรูป Pre-wedding กันเลย

ภาพประจำตัวสมาชิก
Ayaros
 
โพสต์: 40
ลงทะเบียนเมื่อ: 09/05/2009 10:30 am

Re: Rejuvenate my sense in Bali : 5 Days trip

โพสต์ #4  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Ayaros » 21/09/2009 11:08 am

สถานีต่อไป Botanic Garden อันที่จริงที่นี่ มีไว้ใช้งานคนขับรถไม่ให้ว่างและกลับเร็ว ^_^ ถ้ามีเวลาเหลือก็จะมา เพราะเป็นเหมือนสวนดอกไม้ พรรณไม้  ก็จะมีพรรณไม้ต่างๆ จัดสวนให้ดู มี Cactus Dome อะไรประมาณนี้แหล่ะ ราคาค่าเข้าชมคนละ 10,000 รูเปียะห์  นะ.....เข้าไปแล้ว ก็ถ่ายรูปไปตามระเบียบ แต่ที่นี่กว้างมากค่ะ ต้องขับรถเข้าไป คนขับก็บอกว่า อยากหยุดตรงไหนให้บอก ที่นี่น่าจะเหมาะกับคนที่ชอบถ่ายดอกไม้ค่ะ พวกชอบ Macro น่ะค่ะ จัดไป อย่าได้พลาด แต่ trip นี้ ไม่ได้เอาเลนส์ Macro ไปด้วย ก็เลยถ่ายวิว ถ่ายคนไปเรื่อย



ออกจากที่นี่ ก็ไปต่อกันที่ Jatiluwih ที่นี่ แป็นนาขั้นบันไดที่สามารถมองวิวได้ 360 องศา บริษัททัวร์ในอินโดฯ ชอบจัดพาไป คนขับบอกว่า อันที่จริงนาขั้นบันไดสามารถพบเห็นได้ทั่วไป แต่ที่นี่จะเป็นนาขันบันไดที่กว้างใหญ่ ชมวิวได้ 360 องศา เสียตรงที่ ที่นี่ต้องเสียค่าเข้าชมอีกคนละ 10,000 รูเปียะห์ แล้วตอนที่มาถึง ฝนก็เริ่มทำท่าจะตก ฟ้าไม่สวยแล้ว





และที่นี่ พวกเราก็ได้เจอกับกองถ่ายหนังด้วย ไม่รู้พระเอก-นางเอกหรือเปล่า กำลังขี่มอเตอร์ไซด์กลับไป-กลับมาอยู่ อ่ะนะ เอาภาพมาฝากด้วย เผื่อเค้าเป็นดาราดัง (แต่คนขับบอกว่าเป็นดาราหน้าใหม่ ยังไม่ดังเท่าไหร่ ^_^)หล่ออ่ะป่าว หุหุ



ตอนเค้าขี่กลับมา กล้องใส่ lens kit อยู่ หันไปถึงก็กดแชะอย่างไว ได้มาแค่นี้หล่ะ ถ่ายเสร็จก็เผ่นดีกว่า ฝนทำท่าจะตกแล้ว
ที่สุดท้ายของวันนี้ คือ การไปชมพระอาทิตย์ตกที่ Tanahlot เค้าว่ากันว่า ทานาห์ลอต เป็นวัดที่มีวิวทิวทัศน์สวยงามที่สุดของบาหลี
แต่โดยส่วนตัว เราชอบวัด อุลัน ดานู บราตันมากกว่านะ  

ค่าเข้าชมที่ ทานาห์ลอต คนละ 10,000 รูเปียะห์



ปุระทานาห์ลอต (Pura Tanah Lot) เป็นวัดที่ตั้งอยู่บนชายหาดริมทะเล 1 ใน 5 ของเกาะบาหลี เรียกได้ว่ายื่นลงไปในทะเลเลยทีเดียว สร้างโดยนักบวชฮินดู ชื่อว่า ดัง ฮยัง นิราร์ธา ตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 11 เพื่ออุทิศแด่เทพเจ้าและปีศาจแห่งท้องทะเล ลักษณะการสร้างบนโขดหินคล้ายเกาะเล็ก ๆ เวลาน้ำขึ้น จึงดูเหมือนวัดอยู่กลางทะเล เวลาน้ำลง ผู้คนสามารถเดินข้ามทางเดินไปยังตัววัดได้ เป็นวัดที่มีความศักดิ์สิทธิ์ซึ่งชาวบาหลีให้ความเคารพบูชาอย่างมาก มีทิวทัศน์และบรรยากาศที่สวยงาม และด้านนอกก็เป็นตลาดขายสินค้าพื้นเมืองราคาถูกที่นักท่องเที่ยวนิยมไปกัน

จบจากที่นี่เราก็ตรงดิ่งกลับที่พัก ระหว่างทางแวะซื้อไก่สะเต๊ะข้างทาง เห็นคนซื้อกันเยอะมากเลยร้านนี้ ท่าทางจะอร่อย เลยขอลองบ้าง



วิธีการห่อไก่สะเต๊ะ น่ารักมั๊ย




ไก่สะเต๊ะ ห่อละ 6,000 รูเปียะ ซื้อมา 2 ห่อ 12,000 รูเปียะ (ประมาณ 42 บาท) รสชาดดี เผ็ดเครื่องเทศนิดหน่อย มิน่าคนถึงรอซื้อกันเยอะมาก ร้านนี้จะมีไก่สะเต๊ะกับห่านสะเต๊ะ พวกเราไม่กล้ากินห่าน เลยสั่งแต่ไก่



กลับมากินข้าวแถวที่พัก แนะนำร้านนี้เลย อยู่ในซอยเดียวกับ Jungut Inn ชื่อ Balina Lagoon อาหารอร่อยถูกปาก ราคาถูก  



หน้าตาอาหาร + ไก่สะเต๊ะที่ซื้อมาจากที่อื่น



กินกัน 4 คน มื้อนี้ หมดไป 60,000 รูเปียะ (ประมาณ 207 บาท)
อ้อ ที่บาหลีนี่ หาน้ำแข็งกินย้าก ยาก..... ขนาดสั่งน้ำมะพร้าวปั่น ท่าทางพี่แก เอาน้ำแข็งใส่ลงปั่นด้วยแค่ 2 ก้อน ที่เหลือเป็นเนื้อมะพร้าวแข็งๆ เอามาเนียนปั่นแทนน้ำแข็งซะงั้น กาแฟเย็นก็ไม่มีความเย็นเอาซะเลย น้ำแข็งมีลอยหน้านิดหน่อย ด้านล่างยังร้อนอยู่เลย เหอ เหอ...



อิ่มแล้วกลับที่พัก อาบน้ำ นอนดีกว่า พรุ่งนี้ ยังอีกยาวไกล.............................
แก้ไขล่าสุดโดย Ayaros เมื่อ 21/09/2009 1:53 pm, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ayaros
 
โพสต์: 40
ลงทะเบียนเมื่อ: 09/05/2009 10:30 am

Re: Rejuvenate my sense in Bali : 5 Days trip

โพสต์ #5  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย KittyKath » 21/09/2009 1:41 pm

ขอบคุณค่ะ ดูแล้วอยากเที่ยวไปบาหลีจัง
รอติดตามตอนต่อไปอยู่น๊าค๊า
KittyKath
 
โพสต์: 22
ลงทะเบียนเมื่อ: 15/09/2009 1:29 pm

Re: Rejuvenate my sense in Bali : 5 Days trip

โพสต์ #6  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Ayaros » 21/09/2009 1:56 pm

KittyKath เขียน:ขอบคุณค่ะ ดูแล้วอยากเที่ยวไปบาหลีจัง
รอติดตามตอนต่อไปอยู่น๊าค๊า



ค่ะ จะทะยอยเอามาลงให้อย่างละเอียดเลยนะคะ
ถ้าเกิดว่าตรงไหนไม่ได้เขียนแล้วอยากรู้ ก็ถามได้นะคะ
ขอบคุณมากค่ะ ....
มีกำลังใจในการเขียนมากขึ้นเลยค่ะ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ayaros
 
โพสต์: 40
ลงทะเบียนเมื่อ: 09/05/2009 10:30 am

Re: Rejuvenate my sense in Bali : 5 Days trip

โพสต์ #7  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Ayaros » 21/09/2009 2:10 pm

Day 3rd  Sep.11, 2009
Route Trip : Ubud Market, Sukawati Market – Kintamani – Pura Besakih – Tempaksiring – Gunung Kawi


ตื่นแต่เช้า ออกไปเดินตลาดเช้า Ubud Market ตลาดขายผลไม้ ของกิน ของใช้ ตลาดก็ดูไม่ใหญ่มาก ของกินก็แปลกๆ มีทุเรียนด้วย แต่ทุเรียนที่นั่นจะขายเป็นลูก ไม่ได้ชั่งกิโล ทดลองซื้อแพนเค้กกินก็อร่อยดีอ่ะ 5 ชิ้น 2,000 รูเปียะ ที่นี่มีขายดอกไม้ที่เด็ดกลีบขายด้วย เพื่อเอาไปทำเครื่องเซ่นไหว้



ซื้ออะไรไม่ได้หรอก เพราะแพงกว่าที่เคยซื้อได้ และตลาดก็ดูสกปรก ของกินก็ใส่สีแรงๆ ไม่กล้ากิน
เดินกลับมาที่พัก เพราะใกล้จะได้เวลาที่คนขับรถจะมารับแล้ว ที่ Homestay ที่พัก มีงานศพของคนในครอบครัว ก็เลยมีญาติๆ ของครอบครัวมากันเต็มไปหมด ทางครอบครัวเค้าก็ทำอาหาร แถมมาชวนพวกเราไปกินด้วย ใจดีจริงๆ



ออกจาก Homestay โปรแกรมแรกวันนี้ไป Shopping ที่ตลาดสุขะวะตี Sukawati Market ได้มาต่อของซื้อของฝากที่นี่หล่ะ ราคาถูกและต่อได้มาก ซื้อที่นี่หล่ะดีสุด รับประกัน





เดินจนเหนื่อย ได้เวลาไปทานข้าวกลางวัน  เลยออกจากตลาด และตรงไป คินตามณี (Kintamani) ที่มีจะมีชื่อเสียงเรื่องบุฟเฟ่ต์ทานไปดูวิวภูเขาไฟบาร์ตู (Ganung Batur) ไป ที่บริเวณนี้ เราจะได้เห็นวิวของ ทะเลสาบบาร์ตู (Lake Batur) และเห็นวัด อุลัน ดานู บาร์ตู อยู่ลิบๆ (Pura Ulan Danu Batur)

ก่อนจะถึง Kintamani มีตำรวจ 2-3 คน ดักระหว่างทางด้วย คนขับบอกว่า มีแบบนี้อยู่ทั่วไปในบาหลี ถ้าเราจ่ายเงินเค้าไป ซัก 2,000-3,000 รูเปียะห์ ก็สามารถผ่านได้ฉลุย (คุ้นๆ มั๊ย)  
ส่วนค่าผ่านทาง (ของจริง) ที่เข้า Kintamani คนละ 5,000 รูเปียะห์





ออกจาก Kintamani ก็ต่อไปที่ วัดเบซากิห์ (Pura Basakih) ที่นี่แหล่ะ ที่เป็นที่ที่รู้สึกหนักใจ้ หนักใจ ต้องเตรียมใจให้พร้อมเพื่อสู้กับไกด์ที่นั่น ทำไมหน่ะเหรอ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง.....
วัดเบซากิห์ (Pura Basakih) ได้ชื่อว่าเป็นวัดสำคัญที่สุดบนเกาะบาหลี ตั้งอยู่ในเขตเมืองการังกาเซ็ม (Karangkasem) คนที่นี่ยกให้เป็นวัดหลวง (Mother Temple) ถ้าเป็นบ้านเราก็เรียกกันว่าวัดคู่บ้านคู่เมือง
วัดนี้ไม่เพียงแต่เป็นวัดสำคัญที่สุด ใหญ่ที่สุดของบาหลี ยังถือเป็นวัดศักดิ์สิทธิ์ที่สุดเหนือวัดทั้งปวง กินอาณาบริเวณกว้างใหญ่ไพศาล เรียกว่าเป็นอาณาจักรได้เลย ภายในยังมีวัดเล็กวัดน้อยตั้งเรียงรายเป็นระยะอีก 23 แห่ง ตรงกลางคือวัดใหญ่สุด โดยมีฉากหลังคือภเขาไฟกุนุง อากุง ด้วยความสูง 3,142 เมตร สูงที่สุดในบาหลี เพิ่งระเบิดครั้งสุดท้ายเมื่อปี พ.ศ. 2506




ในส่วนของวัดเบซากีห์นั้น วัดใหญ่ที่สุด สำคัญที่สุดตั้งอยู่ตรงกลางมีนามว่า วัดเปนาทารัน อากุง (Pura Penataran Agung) วัดนี้จะคึกคักมากที่สุดช่วงงานเทศกาล ปีหนึ่งๆ จัดกันถึง 50 ครั้ง ผู้คนนับร้อยพันในชุดสไตล์บาหลี พากันแห่แหนมาทำพิธีท่ามกลางความงามของวิวทิวทัศน์แบบพาโนรามา ตลอดจนภาพของภูเขาไฟที่น่าประทับใจเป็นฉากอยู่เบื้องหลัง

วัดเบซากิห์ตั้งอยู่บนความสูง 1,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลบนเส้นทางขึ้นเขาสู่ปากปล่องภูเขาไฟกุนุง อากุง ช่วงเวลาที่ยวชมเหมาะที่สุดคือตอนเช้า เพราะเมื่อเริ่มสายขึ้นเรื่อยๆ เมฆหมอกจะพากันมาปกคลุมจนไม่สามารถมองเห็นยอดเขาได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังคลาคล่ำไปด้วยเหล่านักท่องเที่ยวที่พากันมาชื่นชมความงามอย่างมากมาย




ขณะเดียวกัน แม้เบซากิห์ถือเป็นวัดสำคัญที่สุดของบาหลีก็ตามที แต่มีเรื่องน่าผิดหวังหลายอย่าง เพราะบรรดานักท่องเที่ยวจะถูกกันไม่ให้ย่างกรายเข้าไปเที่ยวชมภายในได้เหมือนที่อื่นๆ อีกทั้งยังต้องแข่งกับเวลาก่อนที่เมฆหมอกจะแผ่มาปกคลุม ตรงกลางซึ่งเป็นวัดใหญ่ ใช้ประกอบพิธีสำหรับชนชั้นวรรณะสูง ห้ามบุคคลที่ไม่ได้นับถือศาสนาฮินดูเข้าไปอย่างเด็ดขาด



ได้อ่าน review มาจากหลายที่ เค้าว่ากันว่าที่วัดนี้ ยังมีบรรดาเจ้าถิ่นที่อ้างตัวเองว่าเป็นผู้พิทักษ์ หรือไกด์ประจำวัดมาอยยืนรายล้อม ดักหน้าดักหลังนักท่องเที่ยว แถมยังไม่รับรองความไม่ปลอดภัย คนเหล่านี้จะพากันตั้งด่านดักนักท่องเที่ยวที่กำลังทยอยเดินขึ้นเขาระยะทาง 2 กิโลเมตร เรียกว่าไถเงินเอาดื้อๆ นักท่องเที่ยวหลายรายต้องยอมจ่ายเพื่อตัดความรำคาญ แต่ยังมีเรื่องให้จ่ายอีกยุบยับ นับตั้งแต่ค่าจอดรถยนต์, กล้องถ่ายรูป, วีดีโอ และถ้าไม่ได้นำโสร่งกับผ้าคาดเอวติดดัวไปด้วยต้องเช่าอีกเท่าไหร่ไม่รู้

ตอนจัด trip ก็คิดแล้วคิดอีกว่าจะไปที่นี่ดีมั๊ย กลัวว่าจะมีปัญหา แต่ก็คิดว่าจะลองเสี่ยงดู เพราะที่นี่ก็เป็นวัดสำคัญ เป็นวัดหลวงของบาหลี ไม่ไปก็เหมือนขาดอะไรไป ก่อนจะไป ก็วางแผนไว้ในหัวเยอะแยะ ว่าจะพูดกับพวกไกด์ที่เบซากิห์ไงดีน้อ....หรือจะบอกเค้าว่า เราเป็นนักเขียน ถ้าไกด์พวกนั้นมีปัญหามากนัก ก็จะได้บอกเค้าว่า จะให้เราเขียนถึงที่มนี่ และไกด์ที่นี่ว่ายังไง จะให้เสียชื่อเสียงประเทศเลยหรือเปล่า ประมาณนั้น

แต่พอเอาเข้าจริง ก็ได้เจอบรรดาไกด์นั่งกันเป็นแก๊งค์เลย แผนที่เตรียมไว้กลับไม่ได้ใช้ แต่ใช้แผนอื่นที่เพิ่งคิดได้

แผนอะไรเหรอ

ก็กลายร่างเป็นนักแสดงตุ๊กตาทองเลย

ทำเป็นฟังเค้าพูดไม่รู้เรื่อง เค้าถามอะไรก็ทำหน้าแบ๊ว งง เหวอแล้วก็ส่ายหัว

เสร็จแล้วก็เดินหนีเลย 5555+  

สำเร็จ ......

ได้เข้าไปเที่ยวโดนไม่ต้องฝ่าด่านไกด์นรก อย่างที่เค้าขู่กันไว้ด้วย

ลืมบอกไปว่า ค่าเข้าชมวัดนี้ คนละ 10,000 รูเปียะห์

ถึงแม้ว่า วัดนี้จะเสียชื่อเสียงในเรื่องของไกด์นรก แต่ว่าชาวบ้านที่มาทำบุญส่วนใหญ่แล้วน่ารักมาก เดินผ่านมาก็จะยิ้มให้ แม้ว่าบนหัวจะเทิร์นของหนักอยู่ ก็ยังยิ้มให้พวกเราเลยอ่ะ เวลายกกล้องขึ้นถ่ายรูป ก็ต้องมีคนทะเล้นๆ ทำท่าขำๆ ใส่กล้องกันได้แทบทุกรูป

ที่เที่ยวต่อไป หลังจากออกจากวัดเบซากิห์ คือ Tampaksiring (Tirta Empul, Spring Water Temple)
แม้เทมปักซิริง เป็นเมืองเล็กๆ อยู่ทางทิศเหนือของอูบุด แต่จริงๆ แล้วกลับเป็นแหล่งโบราณสถานเก่าแก่ที่สร้างความประทับใจ มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และสำคัญอยู่ 2 แห่งได้แก่ วัดเตียร์ต้า อัมปึล  (Pura Tirta Empul) และบ่อน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ใสสะอาดที่ผุดขึ้นจากใต้ดิน เป็นที่เคารพสักการะของชาวบาหลี เชื่อว่าพระอินทร์เป็นผู้ดลบันดาลให้เกิดน้ำพุแห่งนี้




คนบาหลีเชื่อกันว่าถ้าได้มาอาบน้ำ จะเป็นสิริมงคลและขับไล่สิ่งเลวร้าย อีกทั้งยังมีคุณสมบัติรักษาโรคต่างๆ ทุกปีผู้คนจากทั่วสารทิศเดินทางมาเพื่อชำระล้างมลทิน ก่อนการอาบน้ำ จะมีการทำพิธีบูชาเทพเจ้าแห่งน้ำพุที่แท่นบูชา จากนั้นอาบน้ำยังที่อาบน้ำโบราณ สร้างมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 10 ทุกวันพระจันทร์เต็มดวงในเดือนตุลาคม ชาวบ้านจะเดินทางมาพร้อมกับหินศักดิ์สิทธิ์จากวัดเซเกนัน (Pura Sakenan) เพื่อประกอบพิธีชำระล้างหิน



วัดเตียร์ต้า อัมปึล  เสียค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่คนละ 6,000 รูเปียะห์
ตอนที่ไป ก็มีคนลงอาบน้ำ เท่าที่สังเกตุดู เหมือนเค้าจะสวดมนต์ แล้วก็เอาหัวเข้าไปให้เหมือนถูกน้ำลดหัว แต่ไม่กล้าลงไปหรอก เพราะเห็นมีมันลอยอยู่ที่ผิวน้ำ ไม่รู้ว่ามันคือ คราบไคลที่มาจากตัวคนละป่าว บางคนเอาขวดมารองน้ำกลับบ้านด้วยอ่ะ
Ganung Kawi
กุนุง กาวี เป็นเสมือนอนุสรณ์สถานเก่าแก่ที่สุด ใหญ่ที่สุด และมีเสน่ห์ที่สุดของบาหลีก็ว่าได้ อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของอูบุด ประกอบด้วยแท่นบูชาที่เป็นหินตัดแกะสลักจำนวน 10 แท่น สูง 7 เมตร ตั้งรายล้อมเวิ้งหินผาที่สูงชัน เบื้องล่างคือ หุบเขาที่เขียวขจีและมีแม่น้ำไหลผ่าน ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์เตือนความทรงจำให้ระลึกถึงราชวงศ์บาหลียุตศตวรรษที่ 11
นอกจากนี้ยังมีแท่นหินที่ดูแปลกตาอยู่อันหนึ่ง เป็น 1 ใน 10 ที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว หันหน้าไปทางใต้ประมาณ 1 กิโลเมตรของหุบเขา ใครที่อยากเห็นต้องไปยังจุดดังกล่าวโดยเดินผ่านทุ่งข้าวที่รายล้อม และอยู่ทางซีกตะวันตกของแม่น้ำด้านล่าง
เสียค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่คนละ 6,000 รูเปียะห์


ตอนเย็นกลับมากินข้าวร้านเดิม Balina Lagoon กิน 4 คน 3 จาน รวมน้ำแล้วแค่ 45,000 รูเปียะห์เท่านั้นเอง 55+ ถูกดีจริงๆ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ayaros
 
โพสต์: 40
ลงทะเบียนเมื่อ: 09/05/2009 10:30 am

Re: Rejuvenate my sense in Bali : 5 Days trip

โพสต์ #8  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Ayaros » 21/09/2009 2:40 pm

Day 4th  Sep.12, 2009
Route Trip : Goa Gajah - Klungkung – Kuta Beach – GWK – Pura Uluwatu


วันนี้จะว่าไปก็ถือว่าเป็นวันสุดท้ายของการท่องเที่ยว เพราะวันที่ 5 (พรุ่งนี้)ก็ต้องกลับบ้านแล้ว คงไม่ได้แวะไปที่ไหน รอกลับบ้านอย่างเดียว


เริ่มเช้าวันใหม่ด้วยโปรแกรมทัวร์ที่ปุรากัวกาจาห์หรือวัดถ้ำช้าง (Goa Gajah)ซึ่งอยู่ในเขตกลุงกุง (Klungkung)

Goa  แปลว่า ถ้ำ
Gajah แปลว่า ช้าง

ค่าเข้าชมคนละ 6,000 รูเปียะห์

วัดถ้ำช้าง ถูกค้นพบโดยนักโบราณคดีชาวดัตช์ เมื่อปี ค.ศ. 1923 มีสิ่งที่โดดเด่นคือแผ่นหินแกะสลักหน้าปากทางเข้าถ้ำ ลักษณะเป็นการเจาะจากด้านหน้าของหินผา มองดูคล้ายใบหน้าช้าง บางก็ว่าคล้ายยักษ์อ้าปากกว้าง ชาวบาหลีเชื่อว่าคือปากของปีศาจร้าย ภายในถ้ำเป็นรูปตัวที ด้านหนึ่งจะเป็นรูปปั้นพระพิฆเนศ อีกด้านเป็นรูปปั้นศิวลึงค์ 3 แท่ง แทนเทพ 3 องค์ คือ พระศิวะ พระนารายณ์ พระวิษณุ ตามความเชื่อของฮินดู ด้านหน้าปากถ้ำเป็นสระศักดิ์สิทธิ์ มีน้ำไหลพุ่งจากปากปล่องแกะสลักเป็นรูปอิสตรี 6 นาง ชาวบาหลีเชื่อว่า ถ้าใครอยากมีลูก ลองมาดื่มหรืออาบน้ำที่นี่ จะมีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง




คนที่ไปด้วยกัน (2 คู่) ลองขอดูแล้วนะ ต้องรอดูผลอีกที แต่ว่าไม่ได้อาบไม่ได้ดื่มน้ำ ไม่กล้า

แค่เอามาประพรมเล็กน้อย ^_^


ลืมบอกไปว่า ที่ถ้ำช้างนี่ ต้องใส่โสร่งกับผ้าคาดเอวด้วยนะ



ด้านในเดินเข้าไป ก็จะมีน้ำตก กับสระน้ำ แล้วก็วัดพุทธฯ ด้วย


ภาพประจำตัวสมาชิก
Ayaros
 
โพสต์: 40
ลงทะเบียนเมื่อ: 09/05/2009 10:30 am

Re: Rejuvenate my sense in Bali : 5 Days trip

โพสต์ #9  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Ayaros » 21/09/2009 2:58 pm

ไปต่อกันที่ สถานที่ท่องเที่ยวถัดไป Klungkung

Klungkung  ค่าเข้าชม คนละ 12,000 รูเปียะห์

เป็นพระราชวังเก่า มีชื่อเดิมว่า เซมาราปุระ (Semarapura) แต่มักเรียกกันว่า พระราชวังทามัน กิลิ  (Taman Gili Royal Palace)

พระราชวังนี้ สร้างขึ้นก่อนศตวรรษที่ 18 สมัยราชวงศ์มัจฉปาหิต ประกอบไปด้วยศาลาว่าการเคอร์ตา โกซา (Kherta Gosa) บนเพดานเป็นภาพลวดลายเกี่ยวกับนรกและสวรรค์ ส่วนของปะรำพิธีเก็มบัง (Bale Kembang) ตกแต่งอย่างโอ่อ่า แกะสลักรูปดอกบัวเรียงรายเป็นแนวยาว



ระหว่างการก่อสร้าง ได้มีการเกณฑ์ช่างมาสร้างอย่างสุดฝีมือ จนกลายเป็นต้นแบบสถาปัตยกรรมสไตล์บาหลีที่ถือว่าดีที่สุด จนกระทั่งบาหลีถูกดัตช์เข้ามายึดครอง จึงเป็นอันสิ้นสุด ความรุ่งเรืองที่มีมากว่า 200 ปี

ถัดจากพระราชวังด้านหลังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ซึ่งเคยเป็นโรงเรียนมาก่อน มีการบันทึกเรื่องราวของอาณาจักรกลุงกุงเอาไว้ ภายในเป็นแหล่งสะสมผลงานศิลปะยุคเก่า ตลอดจนภาพเขียนของศิลปินรุ่นใหม่ชาวอิตาเลียน ชื่อ โกเลกซี อัมบรอน (Koleksi Ambron) แสดงภาพชีวิตชาวบาหลีในอดีต (ดูไปดูมาก็เหมือนคนไทยในอดีตเหมือนกันนะ)

ที่หน้าพิพิธภัณฑ์ มีป้าแก่ๆ คนหนึ่งมาแสดงการเล่นดนตรีของเครื่องดนตรีบาหลีชนิดหนึ่ง ไม่รู้เรียกว่าอะไร พอได้รู้ว่าตัวโน๊ต เรียงยังไง ก็หันไปบอกป้าว่า ป้า หยุดเลย Please listen to Thai song, I will show you…..
ว่าแล้วก็จัดไป เพลงลาวครวญ 1 ท่อน 555555  



ออกจาก Klungkung ก็นั่งรถยาวหน่อย ประมาณ 1 ชม.ครึ่ง เพื่อเดินทางไปยัง  Kuta Beach


Kuta Beach

ตอนแรกบอกคนขับรถไว้ว่า ยังไม่ได้ซื้อขนมของฝากเลย อยากให้ช่วยวนไปหาห้างที่แถวหาด Kuta ให้หน่อย ใจก็คิดถึง Supermarket แบบบ้านเราเงี้ยะ จะได้มีขนมขายเยอะๆ คนขับพาไปห้างชื่อ Discovery Shopping Mall คนขับบอกว่า ห้างนี้เป็น Biggest ที่นี่ แต่พอเข้าไปแล้ว กลับไม่มี Supermarket ถามคุณรปภ. คุณรปภ.บอกว่ามีแต่ Minimart ของดูไม่น่าซื้อ แถมมีน้อยด้วย ก็เลยไม่ได้ซื้ออะไร ไปหาข้าวกินแถว Food Court ก็เลยได้เปลี่ยนบรรยากาศมากินอาหารญี่ปุ่น ชื่อร้าน Bento ไปซะงั้น

ถูกปากใครบางคนน่าดู






พอกินเสร็จเลยว่า ไม่อยู่ในนี้ดีกว่า เราน่าจะไปเดินชายหาดกันบ้าง แต่แดดตอนบ่ายต้นๆ แบบนี้ แรงไม่บันยะบันยังอ่ะ ร้อนจนแสบเข้าไปถึงผิวหนังชั้นในเลย ก็เลยต้องควักอุปกรณ์ป้องกันทุกอย่างที่เตรียมมาขึ้นมาใช้ อาทิเช่น ครีมกันแดด หมวก แว่นตากันแดด ผ้าคลุมไหล่ ฯลฯ มีเท่าไหร่ ควักขึ้นมาใช้เลย เต็มสตรีม ไม่งั้นนะ จะกลายเป็นหมูย่าง เหมือนใครบางคนที่ไปด้วยกัน


อย่าว่ากระแดะเลยนะ  แดดสมัยนี้ มันทำให้เป็นมะเร็งผิวหนังได้อย่างง่ายเลยเชียวแหล่ะ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน กันๆ ไว้บ้างก็ดีนะ


หาดดูเหมือนทรายจะดำๆ หน่อย แต่คนบาหลีเค้าว่า แบบนี้ก็ขาวแล้ว สำหรับเค้าน่ะ ลองมาดูหาดทางใต้ที่บ้านเราหน่อยเป็นไง



หาดคูต้า จะออกแนวๆ พัทยา มีแหล่งบันเทิงเยอะ มีคนมาเล่น windsurfing กันเยอะ อาบแดดก็เยอะ ฝรั่งทั้งน้าน ไม่รู้ทนได้ไง แดดก็แรงขนาดนั้น เห็นนั่งกันซะตัวแดงไปหมด ใครชอบเงียบๆ หน่อย ต้องเลยไปอีกหาดนึงใกล้ๆ กัน ชื่อหาด Legian หรือจะไปที่หาดซานัวร์ (Sanur) ก็ได้

จำได้มะที่เคยบอกว่า ที่บาหลีนี่หาน้ำแข็งกินยากมาก ตานี้ไปเจอร้าน Black Canyon Coffee ของพี่ไทย ไปเปิดอยู่ที่ Discovery Shopping Mall พนักงานที่นี่ถูกสอนให้พูด "สวัสดีค่ะ" กับ "สวัสดีครับ" ด้วย
ด้วยความอยากกินน้ำแข็งก็เลยวิ่งเข้าใส่เลย เพราะว่า Black Canyon Coffee ไม่น่าจะกล้าใส่น้ำแข็งน้อยนะ ไม่งั้นเค้าต้องใส่น้ำกาแฟเยอะอ่ะดิ

และแล้วก็จริงดังคาด ได้กินน้ำแข็งเยอะๆ สดชื่นดีจริงๆ ปกติกาแฟเย็น Black Canyon บ้านเราแก้วละ 60 บาท ไปโน่น แก้วนึง เกือบ 100 บาท


ออกจากหาด Kuta บ่าย 3 โมงครึ่ง ที่หมายต่อไปคือ Garuda Wisnu Kencana (GWK) Cultural Park

Garuda Wisnu Kencana (GWK) Cultural Park



ถ้าเป็นชาวต่างชาติ ค่าเข้าคนละ 30,000 รูเปียะห์ แต่เผอิญว่า พวกเราเป็นชาวจาการ์ต้าเลยเสียค่าเข้าคนละ 20,000 รูเปียะห์

ถูกลงมาหน่อย ก็คนขับน่ะแหล่ะ ช่วย speak ภาษาอินโดฯ ให้ แล้วบอกว่าพวกเรามาจากเมืองหลวง จาการ์ต้า คนขายบัตรเค้าก็เชื่ออ่ะนะ

เอาเข้าปะ.....

ก็ดี เสียเงินน้อย ก็ย่อมดีกว่า
ที่เป็นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เพิ่งเปิดได้ไม่นานนัก

ชื่อเต็มๆ ว่า Garuda Wisnu Kencana Cultural Park เป็นสถานที่ที่สร้างให้กับพระวิษณุในศาสนาฮินดู หรือที่คนไทยเรียกว่าพระนารายณ์ กับครุฑ ที่เป็นพาหนะของพระวิษณุ ในตำนาน



ที่นี่ออกแบบและสร้างโดย Nyoman Nuarta ช่างแกะสลักสมัยใหม่แถวหน้า ชาวอินโดนีเซีย พระวิษณุที่นี่มีความสูงถึง 150 เมตร กว้าง 64 เมตร ทำด้วยทองแดงกับทองเหลือง (Copper & Brass) หนัก 4,000 ตัน รูปปั้นและแท่นวางรูปปั้นกินพื้นที่ประมาณ 240 เอเคอร์ ใน park ที่ครั้งหนึ่งเป็นเหมืองหินปูนร้าง

อันที่จริง park นี้ ตั้งใจทำโปรเจคที่ใหญ่กว่านี้เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตาม plan ก็ว่าจะสร้างสระบัว, Festival Park , อัฒจันทร์, Street Theater, Exhibition Hall และ ร้านขายของที่ระลึก แต่ตอนนี้ มีแค่

รูปปั้นพระวิษณุ  รูปปั้นของครุฑ ที่เป็นพาหนะของพระวิษณุ แล้วก็แขนของพระวิษณุ ถูกแสดง show ไว้ ชั่วคราว  แล้วก็มีร้านขายของที่ระลึก (ดูแล้วน่าจะแพง) ไม่ต้องซื้อที่นี่หรอก







ก็นะ ยังสร้างไม่เสร็จ แต่เก็บเงินค่าเข้า โค-X-X แพงนะ เราว่า

มีเรื่องที่น่าแปลกเกี่ยวกับที่นี่ คือว่า พระวิษณุ เป็นสัญลักษณ์ของน้ำ ใช่ม้า.....ที่นี่ก่อนหน้านั้นอ่ะ บาหลีที่มีพื้นที่เป็นเกาะใช่มะ
เค้าไม่มีแหล่งน้ำใช้  ตานี้พอเค้าสร้างรูปปั้นของพระวิษณุขึ้นมาจนกระทั่งเสร็จ ทันใดนั้น ก็มีแหล่งน้ำเกิดขึ้นมาจากใต้ดิน  มันก็เป็นเรื่องเล่าอ่ะน่ะ เราไม่ใช่คนแถวนั้น ก็ไม่ได้รู้ดีเท่าไหร่

ส่วนรูปปั้นครุฑ ก็อยู่ด้านหลังรูปปั้นพระวิษณุ รูปปั้นครุฑ สูง 18 เมตร เห็นเค้าว่า จะวางไว้ตรงนี้เป็นการชั่วคราว รูปปั้นครุฑเป็นจุดกึ่งกลางของเสาหินปูนที่เรียงอยู่เป็นแถวๆ อยู่ในบริเวณพื้นที่มากกว่า 4,000 ตารางเมตร เป็นลานกว้าง ใช้ชื่อว่า Lotus Pond ตรงนี้จะมีห้องที่สามารถจุคนได้กว่า 7,000 คน Lotus Pond จึงเป็นสถานที่ที่ถูกเตรียมไว้สำหรับรองรับ event สำคัญๆ ระดับชาติ ที่เดียวเชียวแหล่ะ



ส่วนที่สุดท้าย (ณ ตอนนี้) คือรูปปั้นแขนของพระวิษณุ ข้างนึงชู 1 นิ้ว อีกข้างชู 2 นิ้ว อันนี้ไม่รู้ว่าหมายถึงอะไรอ่ะค่ะ

ออกจาก GWK พวกเราก็รีบไปที่ ปุระ อูลูวาตู (Pura Uluwatu)เพื่อไปดูพระอาทิตย์ตกดินค่ะ




ภาพประจำตัวสมาชิก
Ayaros
 
โพสต์: 40
ลงทะเบียนเมื่อ: 09/05/2009 10:30 am

Re: Rejuvenate my sense in Bali : 5 Days trip

โพสต์ #10  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Ayaros » 21/09/2009 4:42 pm

อูลูวาตู อยู่ห่างจากดาวทาวน์บาหลีไปทางใต้สุดของเกาะทางทิศตะวันตก

ค่าเข้าชมวัดนี้คนละ 3,000 รูเปียะห์ ซึ่งเราว่าถูกกว่าที่อื่นมาก เพราะที่นี่วิวสวยมาก ที่จุดสูงสุดของหน้าผา มีวัดฮินดูเก่าแก่ตั้งอยู่และเปิดให้คนเขาไปเที่ยวได้ แต่พวกเราไม่ได้ขึ้นไป เพราะต้องไปรอถ่ายรูปพระอาทิตย์ตก เดินเข้าประตูวัดก็เจอเจ้าของวัดวิ่งเล่นกันเต็มไปหมด  เจ้าของวัดที่ว่า ก็คือ น้องลิงนี่แหล่ะ เต็มไปหมด ลิงมี มากจนปากทางเข้าวัดมีป้ายเตือนว่าให้ระวังลิงแย่งสิ่งของประจำตัว และห้ามสวมใส่ของต่อไปนี้


  • ห้ามใส่หมวก
  • ห้ามใส่แว่นตาทุกชนิด
  • ห้ามใส่ตุ้มหู
  • ให้ระวังกล้องถ่ายรูป





พออ่านเสร็จเราต้องหยุดและปฏิบัติตามคำเตือนโดยเคร่งครัด เพราะลิงที่นี้มีชื่อเสีย(ง)ในเรื่องนี้มาก เขาเล่ากันว่าลิงกระโดดมาจากต้นไม้ข้างทางเดินคว้า หมวก แว่นตา แล้วก็วิ่งขึ้นต้นไม้ เอาไปกัดแล้วฉีกเล่นสักพัก เสร็จแล้วก็โยนทิ้ง ที่อันตรายที่สุดคือเวลาคว้าตุ้มหูแบบเจาะที่คุณสาวๆใส่กัน คว้าแล้วมันไม่หลุดแต่ทำให้หูฉีกบาดเจ็บกันมาเยอะแล้ว

ตอนที่ไปก็ได้เห็นบ้างว่าลิงมาดึงเอาผ้าพันคอ หรือหมวกจากนักท่องเที่ยวไป ....ร้ายจริงๆ เห็นมันคอยจ้องๆ อยู่ ใครเผลอก็เสร็จมัน





พอดีว่า วันที่เราไป เป็นวันเสาร์ ที่นี่จะมีการแสดงเคจัก (Kecak)
อันที่เค้าว่ากันว่า ระบำเคจักนี่เป็นระบำที่มีชื่อเสียงที่สุดในบาหลี เป็นการตัดตอนมาจากรามายนะ
(รามเกียรติ์)เล่าเรื่องราวของพระรามกับพลว่าวานรที่ตามไปช่วยนางสีดาจากราวันนา
(หรือทศกัณฐ์)ใช้คนแสดงเป็นจำนวนมาก โดยผู้ที่แสดงเป็นพลลิงจะนุ่งผ้าตาหมากรุก เปลือยท่อนบน ทัดดอกชบาแดงข้างหูนั่งล้อมวงซ้อนๆ กัน 4-5 ชั้น และโบกมือมือขึ้นลงโยกตัวไปมา ปากก็ร้อง
เคจัก เคจัก เป็นเสียงสูงต่ำแทนเครื่องดนตรีประกอบ โดยตัวเอกต่างๆ จะเดินร่ายรำไปมาในวงตรงกลางระหว่างพลลิงเหล่านั้น




ต้องเสียค่าเข้าชม คนละ 35,000 รูเปียะห์ แต่พวกเราไม่ได้ไปดูหรอก ไม่ใช่งก แต่ถ้าไปดูก็ไม่ได้ถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกดิน
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ayaros
 
โพสต์: 40
ลงทะเบียนเมื่อ: 09/05/2009 10:30 am

Re: Rejuvenate my sense in Bali : 5 Days trip

โพสต์ #11  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Ayaros » 21/09/2009 5:13 pm

Day 5th  Sep.13, 2009
กลับบ้านเรา รักรออยู่

วันนี้ไม่มีอะไรมาก มา 4 วันแล้ว ก็คิดถึงบ้านขึ้นมาตะหงิดๆ คิดถึงน้ำแข็ง คิดถึงอาหารไทยรสจัด คิดถึงน้องหมาที่น่ารัก
กระเป๋าเดินทางจัดไว้แล้วตั้งแต่เมื่อคืน เสื้อผ้าที่เอามาใส่ต้องถ่ายโอนไปไว้ที่กระเป๋าสามีทั้งหมด ส่วนกระเป๋าลากที่เอามา เอาไว้ใส่ของฝากอย่างเดียวก็อัดซะเต็มกระเป๋า + ถุงผ้าอีก 1 ใบที่ต้องหิ้วขึ้นเครื่องต่างหาก

ออกมาทานอาหารเช้า เห็นคุณยายประจำบ้านกับลูกสาว กำลังทำอะไรไม่รู้ เป็นข้าวใส่สีชมพู กำลังเอามาช่วยกันขึ้นรูปทรงอยู่เชียว
ว่าจะเข้าไปขอแจม แต่เห็นไอร้อนจากข้าว เห็นทีจะหยิบด้วยมือเปล่าแบบเค้าไม่ไหว เอิ๊กกกกกก.....


ถามเค้า เค้าบอกว่า ทำไว้ใช้ไหว้ เป็นเครื่องเซ่นไหว้ประมาณนั้นอ่ะ เค้าต้องใช้ทุกวัน





ได้เวลาแล้ว คนขับมารับ 8.30 น. เครื่องออก 12.00 น. แต่คราวนี้จะไม่ให้พลาดเหมือนขามา ต้องไปให้ถึงสนามบินตอน 10.00 น.
แม้ว่าระยะทางจาก Ubud กับ Denpasar Airport จะไม่ไกลกันมาก ไม่ 40-50 กิโลเมตร แต่เชื่อมั๊ยว่า เค้าใช้เวลาขับรถ 1.30 ชม.
เพราะเมืองบาหลี เป็นเมืองเล็ก ๆ ถนนเล็กๆ แคบๆ เค้าจะขับรถโดยใช้ความเร็วแทบไม่ได้เลย การเดินทางจึงค่อนข้างใช้เวลามาก อีกอย่าง ถ้าใครคิดจะเช่ารถขับเอง ขอแนะนำว่า อย่าดีกว่า เพราะเมืองเค้าไม่ได้มีความ comfort ในเรื่องป้ายบอกทางเลย ไม่งั้น จะต้องเสียอรรถรสในการเสียเวลาเที่ยวซะเปล่าๆ ประมาณว่าหลงทางว่างั้นเถอะ การเช่ารถพร้อมคนขับมันก็ไม่ได้แพงอะไรนัก ถ้าเทียบกับเมืองไทยอ่ะค่ะ

เราถ่ายรูปอำลา Jungut Homestay กับคู่ละ 1 รูป Say goodbye เจ้าของบ้านและญาติๆ เค้าซักนิด แล้วสัญญาว่าปีหน้าจะมาใหม่ อิอิ





ออกเดินทางจาก Ubud เวลา 8.30 น. ไปถึง Airport 09.45 น. เร็วกว่าที่คิดไว้ประมาณ 15 นาที เลยเข้าไปโหลดกระเป๋า และผ่านด่านตรวจคนออกจากเมือง ที่นี่ เราต้องจ่ายค่าภาษีสนามบินด้วย คนละ 150,000 รูเปียะห์ อย่าลืมเก็บเงินไว้เสียภาษีสนามบินกันด้วยนะ



ถ้าขืน shopping เพลินจนลืมกันเงินเอาไว้หล่ะ มีหวังไม่ได้กลับประเทศแน่นอน

ได้เวลาขึ้นเครื่องแล้ว เที่ยวกลับนี่ Air asia เค้าก็ออกตรงเวลาเป๊ะ เดี๋ยวนี้เค้าพัฒนาแล้วจริงๆ


ลาแล้วนะ บาหลี ถ้ามีโอกาสจะกลับมาเยือนใหม่



ภาพประจำตัวสมาชิก
Ayaros
 
โพสต์: 40
ลงทะเบียนเมื่อ: 09/05/2009 10:30 am

Re: Rejuvenate my sense in Bali : 5 Days trip

โพสต์ #12  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Ayaros » 21/09/2009 5:33 pm


สรุปค่าใช้จ่ายต่อคนรวม 5 วัน หาร 4 คน     
1. ค่าตั๋วเครื่องบิน             3,160  บาท
2. ค่าอาหาร                  856 บาท
3. ค่าผ่านประตูสถานที่ท่องเที่ยว      685  บาท
4. ค่าที่พัก                   483 บาท
5. ค่าเช่ารถ                1,941 บาท
6. ค่าภาษีสนามบิน              518 บาท
7. อื่นๆ  ค่า Tip               43 บาท
8. ค่า Taxi บ้าน - สนามบิน      118 บาท
  
รวม                   7,803  บาท

===============================

Trip นี้ อย่างที่บอกว่า หมดไปคนละ 7,800 บาท โดยประมาณ แต่จะมี tip เล็กๆ น้อยๆ ให้คนที่ไปตาม route นี้ ได้ประหยัดเงินมากกว่า อาจทำได้แค่ 5,000 บาท ใครจะรู้
  1. การเช่ารถ ควรเช่ารถพร้อมคนขับ ซึ่งควรจะต่อรองให้คนขับรวมทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไว้ในค่าเช่ารถ เช่น ค่าน้ำมันรถ ค่าจอดรถ ค่าผ่านทาง (ให้ตำรวจ) ค่าอาหารคนขับ, OT ไม่มี ฯลฯ  อย่างรถที่เราเช่า ราคาวันละ 450,000 รูเปียะห์ รวมทุกอย่างแล้ว แต่บางคัน เสนอราคามา 350,000 รูเปียะห์

    แต่ขอ charge ค่าอาหารอีก 20% คิดแล้วก็ 420,000 รูเปียะห์ ก็ไม่ต่างกันมาก ทีเหลือก็อยู่ที่ดวงแล้วว่าคนขับ skill และประสบการณ์เป็นอย่างไร จะแนะนำ trip ให้เรา หรือช่วยเหลือเราได้มากแค่ไหน อย่างคนที่เราจ้างนี่ เราก็ prefer นะ รู้เยอะ แนะนำ และช่วยเหลือ ทำให้เราประหยัดไปได้หลายอย่าง รวมถึงแนะนำเส้นทางท่องเที่ยว ทำให้เราได้ไปจนครบทุกที่ที่ควรจะต้องไป
  2. หากใครอยากไปตาม route ที่เราไป เราแนะนำว่า วันที่ 1 กับวันที่ 5 ไม่ต้องเช่ารถ เพราะ2.1 วันที่ 1 พอออกจาก Airport แล้ว ให้เช่า Taxi มาที่ Ubud Palace  ที่พัก ที่เที่ยว ที่กิน ตาม route ของเรา สามารถเดินได้ ไม่ไกล และไม่จำเป็นต้องใช้รถ  ค่า Taxi ก็ประมาณ 100,000 -200,000 รูเปียะห์ แล้วแต่ความสามารถในการต่อรอง ประหยัดไปได้ กินครึ่งของค่าเช่ารถ
  3. วันที่ 5 สามารถใช้บริการ Shuttle bus เรียกได้จากที่พัก และในเมือง Ubud ค่ะ ราคาคนละ 60,000 รูเปียะห์ เห็นมั๊ยว่า ถูกไปอีก ไม่ต้องเช่ารถ ไม่ลำบากค่ะ Putu ก็สามารถเรียกรถให้ได้นะ แค่ 2 คน รถก็ไปแล้ว



4.อาหารการกิน ไม่ต้องไปกินแพงๆ ค่ะ ร้าน Balina Lagoon ที่แนะนำไว้ ถูกและดีจริงๆ เราเจอเพชรที่บาหลีแล้ว
5.ค่าเครื่องบิน ถ้าจังหวะดีๆ Air Asia มี promotion เคยมีให้เห็นค่ะ ไป-กลับ 1,500 บาท, 1,800 บาท หรืออย่างเราจอง 2,750 บาท (แต่มีค่าจองที่นั่ง ค่าโหลดกระเป๋า และประกันชีวิติ อีก 410 บาท)
6. Exchange rate วันแรกตาม route นี้ เราจะมีเวลาเหลือในการเดินดู rate ตามร้านต่างๆ ที่รับแลกค่ะ เดินดูจนกว่าจะได้ร้านที่ให้ rate สูงสุด ไม่ต้องกังวล ระหว่างเดินก็จะมีของสวยๆ งามๆ ให้ดู ไปตลอดทางไม่เซ็งแน่นอน ถ้าเห็นที่ไหนสูงสุด ก็สังเกตอีกนิดว่า เค้าขึ้นป้ายว่า “No commission” ละป่าว ถ้าใช่ ก็แลกได้เลยค่ะ

ถ้าร้านที่ไม่ขึ้นป้าย จะทำให้เราโดน charge ค่า com อีกค่ะ

และที่สำคัญแลก US ไป จะได้ rate ที่ดีที่สุด (บางร้านรับแลกเงินบาทด้วย)

เพียงเท่านี้ คุณก็สามารถไปเที่ยวบาหลีได้ถูกกว่าเราแล้วค่ะ โชคดีค่ะ แล้วใครมีโอกาสได้ไป ก็กลับมาเล่าให้ฟังบ้างนะคะ สวัสดีค่ะ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ayaros
 
โพสต์: 40
ลงทะเบียนเมื่อ: 09/05/2009 10:30 am

Re: Rejuvenate my sense in Bali : 5 Days trip

โพสต์ #13  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Lovely Planet » 21/09/2009 8:45 pm


กำลังคิดถึงบาหลีพอดีเลยค่ะ ขอบคุณ คุณArayosสำหรับข้อมูลดีๆ นะคะ

กลิ้งตามแวง ตะแคงตามรุ้ง Be There Feel There

รวมกระทู้ของ Lovely Planet เรียนเชิญที่ กระทู้กลิ้งฯ ณ ห้อง แฟนพันธุ์แท้ ค่ะ   
ภาพประจำตัวสมาชิก
Lovely Planet
 
โพสต์: 5037
ลงทะเบียนเมื่อ: 13/12/2007 9:26 pm

Re: Rejuvenate my sense in Bali : 5 Days trip

โพสต์ #14  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย jaae » 21/09/2009 9:47 pm

สนุกมาก แถมภาพสวย เสียดายภาพเล็กไปหน่อย  

หวังว่าสักวันจะได้มีโอกาสเดินตามรอย  sweet trip นี้นะคะ
ภาพประจำตัวสมาชิก
jaae
 
โพสต์: 506
ลงทะเบียนเมื่อ: 14/12/2007 9:39 pm

Re: Rejuvenate my sense in Bali : 5 Days trip

โพสต์ #15  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Ayaros » 22/09/2009 8:18 am

OK ค่ะ จะโพสรูปใหม่นะคะ รูปใหญ่ๆ ค่ะ

เริ่มจาก รูปที่ Ubud palace ค่ะ

ภาพประจำตัวสมาชิก
Ayaros
 
โพสต์: 40
ลงทะเบียนเมื่อ: 09/05/2009 10:30 am

ต่อไป

ย้อนกลับไปยัง บาหลี

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน

  • Advertisement
cron