• Advertisement

บาหลี ราตรี

Ubud-Kuta-Tanah Lot-Uluwatu-Taman Ayun-Besakih-Gunung Batar-Tampak Siring-Tirta Empul-Kintamani-Gunung Kawi-Ulun Danu Bratan-Klungkun-Goa Lawah-Goa Gajah-Sanur-Nusa Dua-Lovina-Gitgit-Etc..

บาหลี ราตรี

โพสต์ #1  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย kungreat » 08/10/2009 5:12 am

หลังจากอาบน้ำแต่ตัวเรียบร้อยแล้วก็ออกไปชม Down Town ของอูบุดอีกรอบ ตรง Community Hall   จะเป็นที่ซ้อมเล่นดนตรีของบรรดาแม่บ้านที่ว่างจากงานในตอนเย็น  เท่าที่สังเกตดูเครื่องดนตรีส่วนใหญ่จะทำจากโละ เสียงตีกันกรุ้ง  กริ่ง  น่าฟังไม่น้อย  ตรงข้ามกันจะเป็นอูบุดพาเลซ  เป็นสถานที่ที่ใช้ในการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมืองให้แก่นักท่องเที่ยวชม  เช่น  บารอง  เคจัก  เรกอง


บารอง (Barong Dance)
การแสดงละครประเภทนี้เป็นอย่างเดียวกันกับโขนและละครหุ่น คือมีการใช้หน้ากากในตัวละครบางตัว เช่น ตัวลิงเพื่อนของบารอง ตัวภูตผีร้ายกับลูกสมุน และตัวชาวบ้านสามคน ส่วนสำหรับตัวเอกของการแสดง คือ บารอง สัตว์ในเทพนิยาย


ตามคติของฮินดู เป็นเสือหรือสิงห์อันเป็นสัญลักษณ์ของความดี เป็นการเชิดหุ่นแบบการเชิดสิงโตของจีน ใช้คนเชิดสองคนปกคลุมร่างกายด้วยชุดบารองอย่างมิดชิดละครบารองมีการใช้ดนตรีประกอบตลอดการแสดง ซึ่งผมเห็นว่าเป็นไปอย่างลงตัว ไม่ว่าในขณะที่มีการขับร้องเป็นเรื่องราวต่างๆ อย่างลิเก หรือละครร้องของเรา หรือกระทั่งช่วงการเจรจาของตัวผู้แสดง ก็ใช้ดนตรีประกอบแสดงอารมณ์ต่างๆ ได้อย่างดี          

การจัดเวทีและฉากคงความเป็นเอกลักษณ์ของศิลปกรรมแบบบาหลีไว้ครบถ้วน คือถ้าเป็นเวทีและฉากละครทั่วไป จะมีทางเข้าออกฉากสองทางทั้งซ้ายขวา แต่ละครบารองและการแสดงอื่นๆ ของบาหลีนี้จะมีทางเข้าออกฉากเพียงทางเดียว คือตรงกลางเวทีที่จะทำเป็นรูปซุ้มประตูผ่าครึ่งกลาง แล้วมีบันไดลงมาที่เวที สองข้างซุ้มประตูจะต้องมีทวารบาล ซึ่งแล้วแต่ว่าจะใช้หินสลักเป็นรูปอะไร เวทีที่เราไปชมเป็นรูปทหารอ้วนสองนาย นุ่งผ้าตาหมากรุกขาวดำอย่างบาหลี

นอกจากนี้ก็มีประกอบร่มแดงทั้งสองข้าง และประดับด้วยต้นไม้ใบไม้สด ซึ่งจะใช้ในการแสดงเป็นอาวุธในการต่อสู้และลงโทษกันด้วย เนื่องจากเนื้อเรื่องของละครบารองจะเกี่ยวกับป่าจึงต้องจัดฉากให้เป็นป่า                    
ข้อสังเกตคือชาวบาหลีมักใช้ดอกไม้สดจริงๆ ในการแสดงไม่ว่าจะประดับเวที หรือประดับร่างกายของผู้แสดง ส่วนใหญ่ที่ใช้กันเป็นดอกจำปา (ชาวบาหลีเรียกว่า บุหงาจำปากะ) และดอกจำปี (บุหงาจำปากะปูติห์ - จำปากะสีขาว) มองดูแล้วก็สดชื่นดี ดอกไม้ที่สำคัญในการแสดงอีกอย่างคือ ดอกลั่นทม หรือดอกลีลาวดี ใช้ในเวลาการปรากฎตัวของฝ่ายความดี เช่นเมื่อตัวแสดงเป็นองค์พระศิวะเดินออกมาก็จะมีคนเดินนำ พร้อม “ ดีด ”
ดอกลั่นทมล่วงหน้ามาตามทางก่อน หรือในฉากสุดท้าย เมื่อความดีชนะความชั่วก็มีคนโปรยดอกลั่นทมสดไปทั่วเวทีด้วย                           

  ก่อนการแสดงก็มีการจุดธูปบูชาเทพ พร้อมถวายเครื่องเซ่นบวงสรวง เป็นดอกไม้สด และขนมนมเนยในกระทงใบไม้เล็กๆ ด้วย พิธีการก็เหมือนกับ ที่ชาวฮินดูหรือชาวบ้านบาหลีทั่วไปทำกัน คือชำระร่างกายให้สะอาด แต่งตัวให้สวยด้วยแพรพรรณสีขาว หรือสีเหลือง และถวายเครื่องเซ่น กราบกรานกันวันละสามเวลา หรือมากกว่านั้นตามแต่ศรัทธา                                                  
kungreat
 
โพสต์: 10
ลงทะเบียนเมื่อ: 03/10/2009 9:46 pm

Re: บาหลี ราตรี

โพสต์ #2  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย thanomphong » 08/10/2009 8:00 pm

คุณkungreat ครับผมว่าเวลาเล่าเรื่องนี่เราน่าจะต่อจากกระทู้เดิมดีกว่านะครับเพราะเป็นเรื่องเดียวกัน
วิธีต่อกระทู้เดิมก็กดปุ้ม ตอบกระทู้ ที่อยุ่ข้างล่างนะครับ
เวลาใครมาอ่านจะได้ไม่งงครับอ่านเรื่องตั้งแต่อยู่่กรุงเทพฯจนไปถึงบาหลีนะครับ
  
[CENTER]
[/CENTER]
ภาพประจำตัวสมาชิก
thanomphong
 
โพสต์: 656
ลงทะเบียนเมื่อ: 27/04/2009 9:19 pm
ที่อยู่: หาดใหญ่ 90110

Re: บาหลี ราตรี

โพสต์ #3  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Dragon Link » 08/10/2009 10:46 pm

สวัสดีคะ คุณ kungreat
ลงรูปเอาง่ายๆ ก่อนก็ได้คะ
คือ click
start > run...
แล้วพิมพ์
//mspaint
ok เอ็นเท้อร์ !!!
จะเข้ามาที่ prog สำหรับเด็กๆ อย่างเรา 555

จากนั้น
file>open
เลือกรูปที่เราต้องการ

แล้วทำการย่อรูป
image>stretch/stew...

เข้ามาแล้ว ใส่ % สำหรับย่อรูป ในหัวข้อ stretch
ทั้งแนวตั้ง แนวนอน
ที่สำคัญใส่ให้เท่ากัน
จะเอากี่ % ขึ้นอยู่กับขนาดของภาพเดิมด้วย
ลองใส่ๆ ดู แล้ว ถ้าใหญ่ประมาณหน้าจอคอม ก็เป็นอันใช้ได้

จากนั้น save as ในชื่ออื่นนะ (เดี่ยวรูป original จะเปลี๋ยนไป๋)

หรืออีกวิธี แบบวิถีชาวบ้าน
ก่อนหน้านี้ เราจะทำรูปใน power point
ทำเหมือน slide ทีเดียวรวด save ไว้ 1 file
แล้วจากนั้น save file ให้เป็นนามสกุล .jpeg
ภาพใน slide จะออกมาเป็นรูปขนาดพอดีโพสต์หน่ะคะ

แต่ถ้ามีเวลา ก็ใช้ photoscrap ลองเล่นดู ไปเรื่อยๆ นะคะ
ตามที่เพื่อนๆ แนะนำคะ

รอชมรีวิวต่อคะ บรรยายได้ฮาดีคะ หนุ๊กจังหนิ (ใต้เหมือนกันคะ)
ของเราไปมา 7-12 กันยา แต่ยังไม่มีเวลารีวิวเล้ยย....
คุณจะไม่รู้ว่าได้พลาดอะไรไป... ถ้าไม่ได้อยู่ในครัว

Ability without opportunity means nothing.
ภาพประจำตัวสมาชิก
Dragon Link
 
โพสต์: 499
ลงทะเบียนเมื่อ: 23/02/2009 11:17 am
ที่อยู่: Ramkhamhaeng, Bangkapi, BKK 10240

Re: บาหลี ราตรี

โพสต์ #4  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย kungreat » 09/10/2009 12:08 am

ขอบคุณครับ  คุณ thanomphong ก็เป็นอย่างนี้นะครับมือใหม่อยากโพสต์ อยากเล่า แต่ไม่อยากเมา  ก็ยัง  งง  งง  มึน ๆ  อยู่ครับ  
สำหรับภาพที่จะลงขอเรียนให้ทราบก่อนนะครับมีน้อย  เนื่องจากทำการ์ดภาพหายไป 1 การ์ด  แหม่  เสี้ย  ดาย  จัง  วุ้ย  แต่จะพยายามลองเอารูปลงครับ  ว่าแล้วเรามา  ก็มาต่อกันอีกหน่อยนะ
บทร้องและเจรจาในการแสดงมีสองแบบ คือตัวละครสำคัญๆ ในเรื่อง จะใช้บทร้องเป็นภาษาสันสกฤต ตัวละครชาวบ้าน ชาวป่า ใช้ภาษาชวาโบราณ และเมื่อตัวละครสำคัญ ร้องหรือเจรจาด้วยภาษาสันสกฤตแล้ว จะมีตัวละครประกอบตัวหนึ่ง คอยแปลให้คนดูเข้าใจด้วยภาษาอินโดนิเซีย-บาหลีที่ใช้กันทั่วไปอีกที
การแสดงนาฏศิลป์ของบาหลี มีท่วงท่าร่ายรำที่อ่อนช้อยสวยงาม แต่ที่สำคัญคือจะใช้การแสดงออกทางดวงตา คือผู้แสดงทุกคนจะเบิกตากว้างขณะร่ายรำ แสดงท่าทางต่างๆ น่าสังเกตอีกอย่างคือ นักแสดงชายทุกคนจะเหน็บพกกริชไว้ที่เอวด้วย ยิ่งกริชเล่มใหญ่ ก็แสดงถึงความมีอำนาจวาสนามากกว่าคนอื่นๆ
                            การแสดงประเภทนี้ เป็นเอกลักษณ์ที่มีเฉพาะแต่ในเกาะบาหลี และเกาะลอมบ็อก ที่อยู่ข้างเคียงเท่านั้น เนื่องจากเป็นการแสดงละครที่มีเนื้อเรื่องตามคติฮินดู ซึ่งเป็นศาสนาประจำเกาะบาหลีและเกาะลอมบ็อก ส่วนเกาะอื่นๆ ในอินโดนีเซียทั้งหมดเป็นชาวมุสลิม จึงไม่มีการแสดงแบบนี้

นั่งเล่นเตร็ดเตร่  เถลไถล  อยู่แถวนั้น  ก็สังเกตเห็นได้ว่าเด็กชายวัยรุ่นแต่งกายพื้นเมืองออกมารับตั๋วชมการแสดงไปจำหน่ายโดยพวกเขาจะได้รับค่าคอมมิชชั่นคนละ  5,000 รูเปี๊ยะ ต่อใบ  โดยราคาตั๋วมีราคาอยู่ที่  80,000  รูเปี๊ยะ  นั่งอยู่น้าน  นานก็ไม่เห็นมีใครเข้ามาเสนอขายตั๋ว  จนในที่สุดก็มีหนุ่มคนหนึ่งมาเสนอขายก็เลยตกลงซื้อ  การแสดงจะเริ่มเล่นในเวลา  19.30 น.  และจบการแสดงเมื่อเวลา  21.30 น.  แรก ๆ ก็คิดว่ามันจะสนุกอะไรกันหนักหนากับการแสดง “แหกตา”  “คอขยัก”  หากไม่เข้าไปดูไปเห็นด้วยตนเองก็บอกได้เลยว่า “เสียใจ คนเป็นทำไมไม่ดู” เพราะเป็นการแสดงที่เยี่ยมยอดมากยอจช์  เต็มไปด้วยศิลปะของการใช้อวัยวะของร่างกายได้อย่างลงตัวกับเสียงเพลงที่ปลุกเร้าตลอดเวลา  และที่สำคัญเป็นการแสดงที่มีความเชื่อมโยงกับความเชื่อ  ความศรัทธาที่ยึดมั่นกับวิถีชีวิตของชาวบาหลี  ที่ให้ความสำคัญต่อการทำบุญระหว่างชีวิตกับจิตวิญญาณ  
เช่นทุกเช้า จะมีการเซ่นไหว้อย่างเป็นจริงเป็นจัง  ของแต่ละบ้าน

หลังอิ่มเอมกับศิลปะการแสดงของชาวบาหลีแล้ว  ก็เดินกลับที่พักระหว่างทางก็สอดส่ายหา  เซเว่น ก็ไม่เห็นจะมีสักร้าน  มีเพียงร้านสะดวกซื้อชื่ออื่น  ก็เลยต้องเข้าไปซื้อกาแฟ  กับ  ก๋วยเตี๋ยวสำเร็จรูปกิน  ภารกิจใหญ่ คือ ซักเสื้อผ้าที่ใส่แล้วในวันนี้  แล้ววางแผนสำหรับการท่องเที่ยวสำหรับวันพรุ่งนี้  โดยมีแผนว่าจะไปเที่ยวคินตามานี

พรุ่งนี้  ไปกันนะ

kungreat
 
โพสต์: 10
ลงทะเบียนเมื่อ: 03/10/2009 9:46 pm

Re: บาหลี ราตรี

โพสต์ #5  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย aniwat charong » 09/10/2009 4:40 am

บาหลีน่าเที่ยวนะ   การทำนาแบบขั้นบันไดก็มีให้ดูสำหรับที่นั้น คนส่วนใหญ่ที่นั้นเป็นชาวพื้นเมืองมาลายู แต่นับถือฮินดู  ความแตกต่างฮินดูบาหลี กับ ฮินดูอิน เดีย  ก็ไม่เหมือนกัน ไปอยู่กันกีวันคับมีภาพ ที่น่าสนใจมั่ย
ท่องโลกกว้าง ได้สาระ ได้ประโยชน์
ภาพประจำตัวสมาชิก
aniwat charong
 
โพสต์: 183
ลงทะเบียนเมื่อ: 19/08/2009 1:50 pm

Re: บาหลี ราตรี

โพสต์ #6  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Nut » 09/10/2009 9:20 am

aniwat  charong เขียน: บาหลีน่าเที่ยวนะ   การทำนาแบบขั้นบันไดก็มีให้ดูสำหรับที่นั้น คนส่วนใหญ่ที่นั้นเป็นชาวพื้นเมืองมาลายู แต่นับถือฮินดู  ความแตกต่างฮินดูบาหลี กับ ฮินดูอิน เดีย  ก็ไม่เหมือนกัน ไปอยู่กันกีวันคับมีภาพ ที่น่าสนใจมั่ย


ก่อนอื่น ขอกล่าวคำว่าขออภัย คุณ kungreat ด้วยความจริงใจ  ที่ต้องขออนุญาต
ใช้พื้นที่ในกระทู้ นิสสส นึง  เนื่องจาก Quote ของคุณ Aniwat โดนใจ...หงะครับ

- เห็นด้วยกับคุณ Aniwat เลยครับ  จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ ได้เรียนว่าศาสนาที่มีคนนับถือ
มากที่สุดในโลก นั่งท่อง นอนท่อง บางครั้งก็ตีลังกาท่อง ว่า เป็นคริสต์ อิสลาม พราหมณ์
พุทธ(ไม่รู้ว่าวันนี้จะเปลี่ยนไปหรือยัง..เลยเข้าไปหาข้อมูล พบว่าศาสนาคริสต์(ทุกนิกาย)
มีคนนับถือประมาณ 2,000 ล้านคน,ศาสนาอิสลาม 1,600 ล้านคน พราหมณ์(ฮินดู)
900 ล้านคน(บางสื่อว่า 600 ล้านคน) พุทธ 500 ล้านคน



- ศาสนาฮินดู หรือ พราหมณ์ นั้นมีมาก่อนพุทธกาล เก่าแก่กว่า พุทธ คริสต์ อิสลาม
มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย เทพในศาสนาฮินดูเองหลายองค์ที่คนไทยบูชา เช่น
พระพรหม(พระเจ้าในศาสนาฮินดู) พระวิษณุ(บิดาของชาวช่างกล,ช่างศิลป์) และ
พระนางลักษมี เป็นต้น  ที่คนไทยคุ้นหูคือ เรื่องของชนชั้น-วรรณะ ในศาสนาฮินดู
คือ วรรณะกษัตริย์,พราหมณ์,แพศย์,ศูทร  หลายคนเข้าใจว่ามีอีกวรรณะหนึ่ง คือ
วรรณะจัณฑาล

จริง ๆ แล้ว วรรณะกจัณฑาล เกิดจากหากมีการแต่งงานกันข้ามวรรณะ ไม่ว่าวรรณะใด
บุตรที่เกิดมาจะเรียกว่า จัณฑาล(กาลกิณี) กลายเป็นคนผู้อยู่นอกวรรณะซึ่งเป็นที่
รังเกียจของคนทุกวรรณะ (กรรมจริง ๆ) อย่างนี้หากเกิดรักต่างวรรณะ ก็ไม่มีสิทธิ์
เลื่อนวรรณะเลยดิ...(พวกศาสนาที่นับถือ พระเจ้าส่วนใหญ่จะมีพวกนี้ คริสต์เองก็มี
เรียก "สุเปติซัง" หรือ พวกนอกรีต) ผมไม่รู้ว่ามาจากภาษาอะไร แต่คาดว่าน่าจะเป็น
ลาติน(เพราะผมท่องตั้งแต่เด็ก ๆ มะเคยถามบาทหลวง ซะที)

ศาสนาฮินดู เข้ามาในบาหลีผ่านพ่อค้าชาวอินเดีย(ซึ่งคงจะนับถือมาแต่ก่อนแล้ว)ใน
สมัย ศตวรรษที่ 7 (ค.ศ.601-700) จะสังเกตว่าแสดงว่าเข้ามาเผยแพร่หลังที่มีทั้ง
ศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลามแล้ว คือ หลังจากที่มีศาสนาฮินดูมาน๊าน นาน...

บาหลีเองก็มีการเปลี่ยนอำนาจ เปลี่ยนราชวงศ์บ่อย เช่น เดียวกับสมัยสุโขทัยและอยุธยา
บ้านเรา ในยุค ค.ศ.1515 มุสลิมแพร่อำนาจในอิโด เป็นผลให้นักปราชญ์ราชบัณฑิตชาว
ฮินดู ได้อพยพข้ามมายังเกาะบาหลี และก็ได้นำศิลป และ วัฒนะธรรมมาด้วย(ซึ่งเป็นเรื่อง
ปกติ ของการอพยพย้ายเมือง การจะเป็นประเทศหรือเป็นเผ่าได้  ก็ต้องนำศิลป วัฒนธรรม
มาด้วย) ซึ่งบาหลีเองก็มีชนพื้นเมืองอยู่แล้ว นั่นเป็นเหตุผลของการผสมผสานวัฒนะธรรม
และศาสนาของบาหลี จึงเกิดเป็น ฮินดู-บาหลี ขึ้นจะสังเกตุได้จาก การแสดงบารอง หรือ
Barong Dance ที่คุณ Krungreat นำมาเสนอ

จริง ๆ แล้วเรื่องของการแสดงก็เป็นเรื่องราวที่มีอิทธิพลจากศาสนาฮินดู แต่กลับหาชมไม่ได้
ในอินเดีย ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของศาสนาฮินดู...

เที่ยวนอกแค่สะใจ เที่ยวไทยอยู่ในสายเลือด
Nutt
http://www.oknation.net/blog/peopletribune
http://www.nuttavut.bloggang.com
If you tremble with indignation at every injustice, then you are a comrade of mine.
"ถ้าคุณตัวสั่นเทาด้วยความเดือดดาลทุกครั้งที่เห็นความอยุติธรรม ถ้าเช่นนั้นคุณคือสหายของเรา"
ภาพประจำตัวสมาชิก
Nut
 
โพสต์: 1129
ลงทะเบียนเมื่อ: 14/09/2008 8:33 pm
ที่อยู่: Nonthaburi/Thailand

Re: บาหลี ราตรี

โพสต์ #7  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย kungreat » 09/10/2009 1:08 pm

สวัสดีครับ  คุณ aniwut  charong  สำหรับบาหลีมีที่น่าสนใจเยอะมากครับทั้งวิถีชีวิตที่ติดอยู่กับคติความเชื่อ  ความศรัทธา  อันแสดงออกมาให้เห็นถึงความโอบอ้อมอารีของผู้คน   รวมทั้งทัศนียภาพที่สวยงามของสถานที่ท่องเที่ยว  ตลอด  11  วัน  ผมเจอแต่สิ่งดี ๆ มากมายครับ  เสียดายที่รูปของผมหายไประหว่างการเดินทางไปชวาเลยมีรูปมาให้ดูเพียงนิดหน่อย

มาอ่านกันต่อนะครับ  วันนี้ที่คินตามานี
คินตามานีเป็นภูเขาไฟที่เคยระเบิดมาแล้ว และมีทะเลสาบอยู่ติดกัน คินตามานี  เพี้ยนมาจากชื่อของหญิงชาวจีนที่ชื่อ คังฉีหมิง ที่แต่งงานกับเจ้าชายบาหลีเพื่อเป็นการระลึกถึงเธอ ชื่อเธอจึงถูกตั้งเป็นชื่อภูเขา   นอกจากนั้นยังมองเห็นเถ้าสีดำที่เหลืออยู่ซึ่งแสดงถึงร่องรอยการระเบิดในอดีตซึ่งมีคนตายนับพัน ๆ  ภูเขาไฟคินตามานี เป็นภูเขาไฟที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 บนเกาะบาหลี ในอดีตที่ผ่านมา ภูเขาไฟคินตามานีเคยเกิดการระเบิด    ได้พ่นลาวาทำความเสียหายต่อชีวิตนับพันและทำความเสียหายต่อทรัพย์สินแก่ชาวบาหลีไปไม่น้อย ปัจจุบันกลับเป็นจุดดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวอย่างมาก    ภูเขาไฟแห่งนี้ ตามภาษาราชการเรียกว่า Mount Batur มีความสูง 1,171 เมตร อยู่ติดกับทะเลสาบมีชื่อว่า Batur เหมือนกันกับชื่อภูเขาไฟ มีพื้นที่ประมาณ 16.07
ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดบนเกาะแห่งนี้  (ข้อมูลจาก  ในเว็บไซด์)

07.30   น. รถเช่าก็มาถึงน่าที่พักเป็นรถ   Nuvo โดยปกติแล้วก็จะขี่ได้ทุกยี่ห้อ  แต่คันนี้เป็นเกียร์ออโต้   พอรับรถมาเจ้าของรถเช่าก็ตั้งหน้าตั้งตาอธิบายวิธีการขับขี่  มีเอกสาร  หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อหากมีปัญหา   แต่ไม่ค่อยสนใจฟังนัก  โธ่ !
อยู่บ้านนอกฉันก็ขับของฉันมาตลอด  จะยากเย็นเข็ญใจอะไรนักหนากันเชียว   หลังจากตกลงเรื่องรถกันเรียบร้อยแล้วก็เข้าห้องพักอาบน้ำแต่ตัว  ทางโฮมสเตย์ก็จัดสำรับอาหารเช้ามาให้  ก็จะประกอบด้วยกาแฟ บาหลี  ชงพร้อมกาก  ดังนั้นก่อนจะดื่มต้องรอให้กากมันตกตะกอนเสียก่อนแล้วค่อย ๆ รินเอาแต่น้ำ  กาแฟไม่ได้มาเป็นถ้วยหรอกนะ  แต่มาเป็นเหยือก   เสริฟมาพร้อมกับแพนเค้กสอดไส้กล้วยราดน้ำผึ้ง  และมีผลไม้หั่นมาเป็นชิ้นพอคำอีกถ้วย ซึ่งก็จะมีสับปะรด กล้วย และมะละกอ     
เป็นอาหารเช้าที่ค่อนแปลกสำหรับผมมาก  ด้วยปกติที่บ้านก็จะกินกาแฟ  ข้าวเหนียว  ปาท่องโก๋   ติ่มซำ  เจอผลไม้เข้า  งง !  แต่ก็รับได้และรู้สึกดี  เพราะไม่หนักเกินไปสำหรับยามเช้า  และที่สำคัญอาหารและผลไม้เหล่านี้ช่วยให้การขับถ่าย  ระบายท้องได้เป็นอย่างดี  ด้วยความมากของกาแฟ  ที่เหลือเลยต้องเทเก็บไว้กินในตอนเย็นหลังจากกลับมาจากเที่ยวรอบ ๆ ในบาหลี                              
เสร็จสรรพขยับกาย  เยื้องย้ายมาที่รถ  สตาร์ทรถ  ปรากฏว่าเงียบฉี่  แต่ฉี่รดสังกะสีดังกว่านะ  ไม่มีอาการของรถจะสตาร์ทติดเลย  ไงดีล่ะ  เอ๊ะ ! หรือไม่มีน้ำมัน  แต่มันมีนี่นา  แม้จะนิดหน่อยแต่ก็คงขี่ไปเติมน้ำมันที่ปั้มได้   ตัดสินใจเข็นรถไปเติมน้ำมันหน้าปากซอย  เอาล่ะ  พร้อมที่ไปเที่ยวใช่มั้ย  พรึด ๆ  และ พรึด  เสียงที่เกิดจากการสตาร์ทที่แสดงให้รู้ว่า  เครื่องไม่ติด  เอา  น้ำมันก็เติมแล้วนี่นา  ยังจะไม่ติดอีกหรือ  เดี๋ยวเถอะเอ็ง  จะส่งไปอยู่นราธิวาสให้ถูกบึ้ม  แต๋วแตก  แหวกตลาดชาวบ้านชาวช่องเสียให้เข็ด  จนใจแล้วล่ะ  ให้แม่ค้าน้ำมันช่วยสตาร์ทให้ที  เธอก็เลยแนะมาว่าต้องบีบครัทก่อนแล้วกดสวิชรถถึงจะติด  อูย  อาย  จัง  ลืมไปเลยว่ามันเป็นเกียร์ออโต  ไม่ใช่แบบเกียร์เท้า   หลังจากเข้าใจแล้วก็เริ่มกันเลยล่ะครับพี่น้องครับ

เริ่มจาก  Arjuna  Line เข้าสู่ถนน   Ubud  Main  Road  เลี้ยวไปทางซ้าย  ขับผ่านถนนสายร่มรื่นด้วยสองฟากที่อุดมไปด้วยไม้ใหญ่ตรงไปเรื่อย  และเรื่อย   จนกระทั่งได้เจอกับทางแยก  ซึ่งมักจะมีเกาะกลางเล็ก ๆ ที่ทำเป็นปูนปั้น  จากข้อมูลที่รู้มาถ้าจะไปคินตามานีต้องเลี้ยวขวา  ส่วนทางซ้ายมือจะนำไปสู่ทานาล๊อด  เนื่องจากผมมีลักษณะทางจิตอ่อนๆ  รู้ทั้งรู้ว่าจุดหมายปลายทางอยู่ที่คินตามานีต้องเลี้ยวขวา  ก็ยังอุตส่าห์เลี้ยวซ้ายให้ได้ไถ่ถามทางกัน  แต่จริง ๆ แล้วเพื่อสร้างความมั่นใจว่า  ทางเลี้ยวขวาที่คิดไว้นะถูกแล้ว   งง  มั้ย ?  แล้วทำไมไม่เลี้ยวขวาไปก่อนแล้วค่อยถามว่าไปทางนี้ถูกมั้ย  เออนะ  จิตอ่อน ๆ อย่างที่บอกนั่นแหละ  ทราบมาอีกว่า  เมื่อเลี้ยวขวาไปแล้ว  และขับตรงไปเรื่อย ๆ  จะเจอปั้มน้ำมัน  ไอ้เรื่อย ๆ  นี่แหละ ทำเอาลุ้นเสียตัวโก่ง  เข็มแสดงปริมาณน้ำมันลดลงมาเรื่อย ๆ จนเลยขีดขาวเข้าสู่เขตพื้นที่สีแดงมาแล้ว  นี่ถ้าเกิดน้ำมันหมดก่อนถึงปั้มคงได้เข็นกันหน้าดู  เหตุเพราะทางจะเป็นขึ้นภูเขาเล็ก ๆ  ตลอดเส้นทาง  ในที่สุดก็เจอปั้มจนได้  ที่ปั้มนี่ต่างจากบ้านเรา (กันตัง)  ตรงที่ว่ารถยนต์  กับรถมอเตอร์ไซค์  แยกที่เติมกัน  ทำให้ไม่เสียเวลา  และที่สำคัญราคาน้ำมันถูกกว่า  เหลือบดูราคาอยู่ที่ลิตละ  4,500  รูเปี๊ยะ  เติมไปเต็มถัง 13,500  รูเปี๊ยะ  เท่ากับ  47.25  บาท  โดยประมาณ  คราวนี้มีน้ำมันเต็มถังแล้ว  ลุยกันต่อเลย       








                                                       









            


                                          
                                                           
<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p></o:p>
kungreat
 
โพสต์: 10
ลงทะเบียนเมื่อ: 03/10/2009 9:46 pm

Re: บาหลี ราตรี

โพสต์ #8  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย kungreat » 09/10/2009 11:54 pm

kungreat
 
โพสต์: 10
ลงทะเบียนเมื่อ: 03/10/2009 9:46 pm

Re: บาหลี ราตรี

โพสต์ #9  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย aniwat charong » 10/10/2009 11:27 am

บาหลี ในความทรงจำ
ไฟล์แนป
DSCN1471.jpg
DSCN1471.jpg (104.69 KiB) เปิดดู 3097 ครั้ง
DSCN0876.jpg114.jpg
DSCN0876.jpg114.jpg (110.41 KiB) เปิดดู 3096 ครั้ง
DSCN0761.jpg101.jpg
DSCN0761.jpg101.jpg (111.68 KiB) เปิดดู 3096 ครั้ง
ท่องโลกกว้าง ได้สาระ ได้ประโยชน์
ภาพประจำตัวสมาชิก
aniwat charong
 
โพสต์: 183
ลงทะเบียนเมื่อ: 19/08/2009 1:50 pm

Re: บาหลี ราตรี

โพสต์ #10  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย aniwat charong » 10/10/2009 11:34 am

aniwat  charong เขียน:บาหลี ในความทรงจำ
ภาพสวย ที่อุตสาห์หาให้ชมเติมเต็มให้ดูดี ภาพ1 ก็คือ การรำบารอง (ภาษาชวา)  ภาพ2 การแต่งกายสไตล์บาหลี ภาพ3  งานศพของชาวบาหลี (ชวา)จริงๆ แล้ว การแต่งกายจะมีส่วนคล้ายๆพี่น้องมุสลิม ทางภาคใต้ เรานี้เอง คับ   ถ้าจะดูการแต่งกายของพี่น้องมุสลิมเราก็ช่วงงานเลี้ยง(งานแต่งงาน)ของชาวบ้าน แถวๆ ชานเมืองหน่อย เหมือนเลยคับ และก็คล้ายๆ กัน  
ท่องโลกกว้าง ได้สาระ ได้ประโยชน์
ภาพประจำตัวสมาชิก
aniwat charong
 
โพสต์: 183
ลงทะเบียนเมื่อ: 19/08/2009 1:50 pm

Re: บาหลี ราตรี

โพสต์ #11  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย aniwat charong » 10/10/2009 7:29 pm

มาอาศัยดูกราฟวงกลมของคุณ NUTT  แล้วมาดูข้อมูล และมาดูภาพประกอบ ก็พอจะเข้าใจการเชื่อมโยงทางด้านวัฒนธรรมแล้ว ละ  เคยตั้งข้อสังเกตการชักพระทางภาคใต้ พื้นแพ ก็มาจาก ฮินดูหรือพราหมณ์ประมาณนั้น ก็พอจะเชื่อมอาณาจักรลังกาสุกะและ เมืองโบราณที่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี นี้แหละพราหมณ์และฮินดู และ อาณาจักรศรีวิชัย ทาง อ. ไชยา จ.สุราษฎธานี หากมีผู้รู้ที่เข้าใจ สามรถที่จะกระจ่างขอขอบคุณอ่ะ หากมีโอกาสไปบาหลีก็จะได้เสริมความรู้ติดตัวไปบาง คับปัจจุบัน มีลากพระบก ลากพระทางน้ำและลากพระทางทะเล ซึ่งจะจัดในหลายจังหวัดอยู่เช่นลากพระทางทะเล เกาะพงัน จังหวัดสุราษฏร์ธานีลากพระทางบกทาง อ.โคกโพธิ์จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา ส่วนใหญ่จะอยู่ทางภาคใต้ ที่ขยันหาข้อมูลก็พยายามที่จะเชื่อมวัฒนธรรมของฮินดูและพราหมณ์ที่ลงสู่ทางภาคใต้ในอดีตคับ
ท่องโลกกว้าง ได้สาระ ได้ประโยชน์
ภาพประจำตัวสมาชิก
aniwat charong
 
โพสต์: 183
ลงทะเบียนเมื่อ: 19/08/2009 1:50 pm

Re: บาหลี ราตรี

โพสต์ #12  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย kungreat » 13/10/2009 9:58 am

ลุยกันต่อนะครับ
ขับตรงไปเรื่อย ๆ  บนเส้นทางแคบ ๆ ราวกับไป “ปางอุ๋ง”  ที่แม่ฮ่องสอนก็ไม่ปาน  แต่ที่นี่ “บาหลี”  ตลอดเส้นทางจึงมีรถแล่นสวนกันไปมาตลอด   แต่ละคนขับกันอย่างมืออาชีพทั้งนั้น  ชนิดโยกย้าย  ๆ  โยกย้าย ๆ  โยกย้าย  ป่าย  เบียด  เบรกเอี๊ยด  ๆ  เป็นระยะ ๆ  แต่ไร้ซึ่งเสียง “ต้าย แน๊  ต๊าย แน๊”  ให้ได้ยิน  สองข้างทางเป็นชนบท  มีทุ่งร่องท้องนา  เขียวขจี  สลับกับบ้านเรือนเป็นระยะ แต่ไม่ห่างกันมากนัก  ลักษณะบ้านโดยทั่วไปก็เป็นบ้านสไตล์บาหลี  จะให้เห็นไปทรงไทยได้ไงวะ                                                                                               



ยังคงตรงไปเรื่อย ๆ  อย่างมีจุดหมาย  แต่ปลายทางยังมองไม่เห็นวี่แววว่าจะถึงสักที  อากาศมีอุณหภูมิลดลงความหนาวเย็นจึงสัมผัสได้ เนื่องจากเส้นทางนี้จะแล่นอยู่บนไหล่เขา   แม้ว่าท้องฟ้าจะแจ่มใสก็ตามก็ไม่ทำให้ร้อน  ชั่วโมงเศษ ๆ  ผ่านไป  เจอจราจรท้องถิ่นโบกไม้โบกมือบอกให้รถทุกคันไปทางขวา  ห้ามตรงไป  เริ่มงงหนักเข้าไปอีก  หรือว่าจะมาไม่ถูกทางเสียแล้วซิเรา  ช่างเถอะนะ  หลงทางแค่เสียเวลา  หลงติดยาเสียอนาคต  มิใช่หรือ  ไงดีล่ะ  พี่น้อง  “ยังซี้มันต้องถาม  ยังซี้มันต้องถาม”  แต่กว่าจะเจอจราจรคนที่ถูกใจให้ถามก็ขี่ไปอีกหนึ่งเพลิน  จนสุดท้ายเจอจราจรหนุ่มหล่อสุด  ถามแล้วก็ได้
ความว่า  “ขับตามคันอื่น ๆ ไปเถอะ  ไม่หลงหรอก”  “ไม่หลอกให้หลง  แน่นะ”  “ครับ  นั่น  น่ะ  ขับตามพวกเขาไปเลย  ไปโลดเลย  ก๋ง”  “ขอบใจนะ  หลานรัก  เดี๋ยวค่อยกลับมาตบ  จูบ  เป็นรางวัล”
อุตส่าห์ดีใจ  ว่ามาถูกทางแล้ว  อีกไม่ช้าไม่นานก็คงจะถึง  อุ
!
แม่เจ้า  ตะละแม่เขย่งยอ  ต้องไต่ไปตามไหลเขาอีกตั้งน้าน  นาน กว่าจะถึง  จนที่สุดก็  ตะลึง   ตะลึง  ตะลึง   ตึ้ง  ทึง   ตะลึง  ตึ้ง  ทึง  กับภาพเบื้องหน้า   คน  และคนทั้งนั้น  ทั้งเด็ก  ผู้ใหญ่  จนกระทั่งวัยชรา  ต่างเดินเป็นขบวนกันขวักไขว่  เอ๋ !

หรือมีการชุมนุม  ประท้วง เหมือนอย่างบ้านเรา  ที่มีเสื้อเหลือง  เสื้อแดง  เป็นสัญลักษณ์ปักหลักให้เป็นที่สังเกต  เออ !

  ใช่   ใช่จริง ๆ ด้วย   แต่ที่นี่ดีนะ  เขาใช้สีขาวเป็นสัญลักษณ์  ดูแล้วสบายตาดี  แต่เยี่ยมสุด ๆ เขาแต่งกายกันด้วยชุดประจำถิ่น   นี่แสดงว่าพวกเขาแสดงออกอย่างแน่วแน่ว่า  “ถิ่นข้า  ข้ารัก  ข้าหวง  ข้ามาทวงความเป็นธรรม  ให้ชุมชน”  อูย...  ดูซิ  ผู้หญิงส่วนใหญ่  เทินของบนศีรษะมาด้วย  คงเป็นเสบียงไว้เลี้ยงดูปูเสื่อ  ผู้เข้าร่วมชุมนุมเป็นแม่นมั่น   นอกจากคนแล้วก็ยังมีรถราแล่นแทรกฝ่าฝูงชน   ผมเองก็ขี่แทรกเข้าไปเหมือนกัน  เพื่อให้ถึงซึ่ง “คินตามานี”  จะพักถามทางว่าถึงแล้วยังก็แทบไม่มีโอกาสเอาเสียเลย   เบียดเข้าไปเรื่อย ๆ  ทีละเขยิบ ๆ  ก็มาถึงจุดศูนย์กลางของม็อบเสื้อขาว  ก็เลยถึงบางป้าอ้อ  พจมาน  แท้ที่จริงแล้วที่ยกขบวนมาทั้งหมดทั้งหลายแหล่  ก็เพื่อมางานบุญที่วัดในหมู่บ้าน  คงเป็นงานบุญสำคัญแน่ ๆ เพราะผู้คนหลั่งไหลกันมาพร้อมกับจิตอันเป็นกุศลศรัทธาอย่างมากมายล้นหลามขนาดนั้น  เหลือบไปเห็นป้าย  “ไวนิล”  ประชาสัมพันธ์งานบุญครั้งนี้ก็เลยสรุปว่า  ไม่ได้มาก่อม็อบ  แต่ทุกคนมาชุมนุมพบกันเพื่อร่วมบุญร่วมกุศล  โดยมีศรัทธาเป็นที่ตั้ง   แต่จะเป็นงานบุญใด  มีความสำคัญอย่างไร  ไม่ทราบ
!
                                                  

หาที่จอดรถ  เพื่อเก็บภาพงานบุญที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้  กำลังเพลิน ๆ ก็มีแม่ค้ามาเชิญชวนให้เข้าไปร่วมงานบุญภายในวัดด้วย  แต่ที่สำคัญต้องนุ่งโสร่ง  แล้วมีผ้าเคียนเอวด้วยนะ  เลยบอกว่า  “ขอบคุณ  ไม่เข้าไปหรอกนะ  จะดู  และเก็บภาพรอบนอกนี่แหละ  ที่บ้านผมเมืองผมก็มีงานบุญลักษณะนี้เหมือนกัน  และที่สำคัญมีสีสันกว่านี่แยะ  ที่นี่มีแต่คนสวมสีขาว   เสื้อผ้าก็มิดชิด  ทำให้จืดชืด  มันไม่เร้าอารมณ์  หื่น  บ้านผมเมืองผม  นะเจ้นะ  เขาสวมเสื้อผ้าด้วยสีสันละลานตา   ม่วง  เขียว  คราม  น้ำเงิน  เหลือง  แสด  แดง  หน้าตื่นตาตื่นใจกว่าเยอะ   เด็กสาว ๆ บางคนใส่สายเดี่ยว   โชว์เนื้อหนังมังสา  โลมากันให้ควัก  แถมเดี๋ยวดอก  เดี๋ยวดอก  ของลายผ้าให้เห็นกันออกบ่อย ๆ  ไม่ละครับไม่เข้าไปชมหรอกครับ   “ซุก  ซะ เมอร์”  แม่ค้า  อ้าปากตาค้าง  คงอยากถามว่า “จริงเหรอ ๆ”  อยู่ครามครัน  และอาจจะตั้งคำถามต่อในใจว่า  “ดอก  จริงอ่ะ ?”  ก่อนที่จะขยับปากถาม  ผมก็เลี่ยงเดินไปทางอื่นซะแล้ว  

ดู ๆ ไปแล้ว  ก็เห็นได้ว่าคนที่นี่ดีจริง ๆ  งานบุญจะเนืองแน่นไปด้วยผู้คนทั้งแก่  หนุ่ม และสาว  แต่แต๋ว  ไม่เห็นมี  ให้เป็นที่ขบขันจึงไม่แปลกใจเลยที่ยามเช้าจะพบเห็นการเซ่นไหว้อย่างเป็นล่ำเป็นสันของแทบทุกหลังคาเรือน  ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่นี่  เรียบ  ง่าย  สงบ  โอบอ้อมอารี  คงจะเป็นเพราะทุกคนได้รับการอบรมให้อยู่ในกรอบคำสอนของศาสนา  และปฏิบัติสืบเนื่องต่อกันอย่างช้านานและยั่งยืน  หลังจากเฝ้าชมและเก็บภาพแล้วอยู่พักหนึ่ง  ก็ถึงเวลาอำลางานบุญ  กลับมาเอารถที่จอดทิ้งไว้  โดยเสียค่าจอดต้อง  1,000  รูเปี๊ยะ  พร้อมใบเสร็จค่าจอดเสร็จสรรพ  งานนี้รู้มาว่าเงินที่ได้ส่วนตรงนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่นำไปถวายวัด   ไม่ใช่เป็นการลำไพ่พิเศษเก็บพก  จกใส่กระเป๋าตัวเอง  เหมือนรับฝากรถตอนงานลอยกระทงบ้านผม                    

การเดินทางสู่ “คินตามานี”  เริ่มขึ้นอีกครั้ง  ในไม่ช้าก็เห็นยอดเขาคินตามานีโดดเด่นเป็นสง่า  ใกล้ ๆ กันเป็นทะเลสาบ  ว่ากันว่าหากอยากชมวิว  ต้องกินบุฟเฟ่ต์   มีร้านอาหารริมทางหลายร้านที่คอยให้บริการให้ได้อร่อยลิ้น  และสบายตาด้วยทิวทัศน์ของ “คินตามานี”  แต่วันนี้ยังเช้าอยู่ร้านรวงจึงดูหงอย ๆ ไป  ลักษณะของร้านจะสร้างให้ยื่นออกไปตรงไหล่เขา  ทำเป็นระเบียง  ที่สามารถดื่มด่ำกับทิวทัศน์ในแบบพานอรามา  ยามรับประทานอาหารได้  แต่เสียดายที่ไม่ได้เข้าไปใช้บริการ  เพียงแค่แวะถ่ายรูปเก็บความสวยงามของคินตามานีเท่านั้น  แต่ที่เสียดายกว่าที่ภาพชุดนี้ทั้งชุดใน Memory  Card
  มีอันต้องอันตรธาน  สูญหาย ตอนข้ามไปเกาะชวา  ภาพที่ปรากฏอยู่ในบันทึกนี้ส่วนใหญ่จึงหยิบยืมมาจากเว็บไซด์  ซึ่งต้องเรียนขออนุญาตเจ้าของภาพมา ณ โอกาสนี้ด้วย                                               





หลังจากชื่นชมความงามของคินตามานีแล้ว  ก็ขับรถย้อนกลับ  ก็จะเป็นทางแยกลงไปสู่ทะเลสาบ  และเส้นทางเดียวกันนี้ยังสามารถไปเที่ยวชม “เบซากีห์” ได้  แต่คุณเอ๊ย  ป้ายบอกทางเล็กนิดเดียวไม่สังเกตไม่เห็นนะ  ไต่ไหล่เขาลงไปเรื่อย ๆ เพื่อจะชื่นชมทะเลสาบใกล้  ๆ  พร้อมกับเก็บภาพสวย ๆ  เอาไว้   แต่อยู่ชื่นชมได้ไม่นาน  เพราะใจนึกถึงแต่เบซากีห์เท่านั้น  จึงไต่เขาขึ้นกลับมาจนมาถึงทางแยกเดิม  เพื่อความมั่นใจและแน่ใจว่าจะไม่หลงทาง  จึงหยุดถามทางก็ได้ความว่าใช่  เป็นวัด “เบซากีห์”  
Mother  of  temple
  จริง ๆ  อะไรจะโชคดีขนาดนี้  เป็นเส้นทางเดียวกันเลย  จะได้ไม่ต้องเสียเวลากลับมาเที่ยวใหม่ในวันหลัง  จึงมุ่งพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างมีความหวังว่าคงไม่ไกล   อยู่ใกล้ ๆ กันนี่แหละ  แต่ที่ไหนได้ชั่วโมงกว่าแล้วก็ยังไม่ถึง  ยังไงก็ถือว่าคุ้มเพราะตลอดเส้นทางวิวสวย  กว่าจะถึงก็แวะถามจราจรอยู่สองสามครั้ง  เพราะยิ่งลึกเข้าไปยิ่งเป็นป่า  และเส้นทางก็เล็กลง  ไม่ค่อยมั่นใจ  เกือบ ๆ จะถึง  ก็เล่นเอาตกใจอีกแล้ว   คนครับ  คนทั้งน้าน  เหมือนกับที่พบที่คินตามานีเลย   แต่คราวนี้ไม่ได้คิดเฉไฉว่าเป็นม็อบเหมือนอย่างเคย  จากประสบการณ์จึงทราบได้ทันทีว่าเป็นงานบุญอีกแล้ว   แต่ที่นี่คนเยอะ  ถึงเยอะมาก ๆ  ค่าที่ว่าวันนี้เป็นวันที่  3   และเป็นวันสุดท้ายของงานบุญ  นับว่าเป็นบุญอย่างยิ่งที่มีโอกาสได้เห็นงานบุญและเข้าร่วมงานบุญกับชาวบาหลี   ที่สะดุดตาที่สุดของงานวันนี้คือ พุ่มขนาดใหญ่ที่จัดทำเป็นเครื่องสักการะ  ตกแต่งด้วยประดาธัญพืชนานับชนิด  สีสันถูกย้อมแต้มแต่งสวยงาม
  
โดยทั่วไปแล้วการเข้าไปเยี่ยมชม  “ปูรา”  หรือ  วัด  จะต้องจ่ายค่าเข้าเยี่ยมชมประมาณ  10,000  รูเปี๊ยะ  แต่วันนี้โชคดีที่เป็นงานบุญ  ผู้คนล้นหลามจึงเดินเข้าไปเฉย ๆ  ไม่ได้จ่ายเงิน  ไม่รู้ว่าเขาไม่เรียกเก็บ  หรือเรียกเก็บที่ตรงไหนก็ไม่รู้  และที่สำคัญอีกอย่างตามที่บอกไว้ตอนต้น ๆ ว่า  เข้า “ปุรา”  ผ้าเคียนเอว  ทับโสร่ง  แต่วันนั้นผมสวมขาสั้นต่ำกว่าเข่า  ถามเขาว่าเข้าไปได้ไหมเขาบอกว่าได้ไม่เป็นไร  เพราะกางเกงยาวอยู่แล้ว   แต่เห็นฝรั่งโดนจ่ายค่าเช่าโสร่งกันถ้วนหน้า

















kungreat
 
โพสต์: 10
ลงทะเบียนเมื่อ: 03/10/2009 9:46 pm

Re: บาหลี ราตรี

โพสต์ #13  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย aniwat charong » 13/10/2009 5:24 pm

kungreat เขียน:ลุยกันต่อนะครับ
ขับตรงไปเรื่อย ๆ  บนเส้นทางแคบ ๆ ราวกับไป “ปางอุ๋ง”  ที่แม่ฮ่องสอนก็ไม่ปาน  แต่ที่นี่ “บาหลี”  ตลอดเส้นทางจึงมีรถแล่นสวนกันไปมาตลอด   แต่ละคนขับกันอย่างมืออาชีพทั้งนั้น  ชนิดโยกย้าย  ๆ  โยกย้าย ๆ  โยกย้าย  ป่าย  เบียด  เบรกเอี๊ยด  ๆ  เป็นระยะ ๆ  แต่ไร้ซึ่งเสียง “ต้าย แน๊  ต๊าย แน๊”  ให้ได้ยิน  สองข้างทางเป็นชนบท  มีทุ่งร่องท้องนา  เขียวขจี  สลับกับบ้านเรือนเป็นระยะ แต่ไม่ห่างกันมากนัก  ลักษณะบ้านโดยทั่วไปก็เป็นบ้านสไตล์บาหลี  จะให้เห็นไปทรงไทยได้ไงวะ                                                                                               



ยังคงตรงไปเรื่อย ๆ  อย่างมีจุดหมาย  แต่ปลายทางยังมองไม่เห็นวี่แววว่าจะถึงสักที  อากาศมีอุณหภูมิลดลงความหนาวเย็นจึงสัมผัสได้ เนื่องจากเส้นทางนี้จะแล่นอยู่บนไหล่เขา   แม้ว่าท้องฟ้าจะแจ่มใสก็ตามก็ไม่ทำให้ร้อน  ชั่วโมงเศษ ๆ  ผ่านไป  เจอจราจรท้องถิ่นโบกไม้โบกมือบอกให้รถทุกคันไปทางขวา  ห้ามตรงไป  เริ่มงงหนักเข้าไปอีก  หรือว่าจะมาไม่ถูกทางเสียแล้วซิเรา  ช่างเถอะนะ  หลงทางแค่เสียเวลา  หลงติดยาเสียอนาคต  มิใช่หรือ  ไงดีล่ะ  พี่น้อง  “ยังซี้มันต้องถาม  ยังซี้มันต้องถาม”  แต่กว่าจะเจอจราจรคนที่ถูกใจให้ถามก็ขี่ไปอีกหนึ่งเพลิน  จนสุดท้ายเจอจราจรหนุ่มหล่อสุด  ถามแล้วก็ได้
ความว่า  “ขับตามคันอื่น ๆ ไปเถอะ  ไม่หลงหรอก”  “ไม่หลอกให้หลง  แน่นะ”  “ครับ  นั่น  น่ะ  ขับตามพวกเขาไปเลย  ไปโลดเลย  ก๋ง”  “ขอบใจนะ  หลานรัก  เดี๋ยวค่อยกลับมาตบ  จูบ  เป็นรางวัล”
อุตส่าห์ดีใจ  ว่ามาถูกทางแล้ว  อีกไม่ช้าไม่นานก็คงจะถึง  อุ
!
แม่เจ้า  ตะละแม่เขย่งยอ  ต้องไต่ไปตามไหลเขาอีกตั้งน้าน  นาน กว่าจะถึง  จนที่สุดก็  ตะลึง   ตะลึง  ตะลึง   ตึ้ง  ทึง   ตะลึง  ตึ้ง  ทึง  กับภาพเบื้องหน้า   คน  และคนทั้งนั้น  ทั้งเด็ก  ผู้ใหญ่  จนกระทั่งวัยชรา  ต่างเดินเป็นขบวนกันขวักไขว่  เอ๋ !

หรือมีการชุมนุม  ประท้วง เหมือนอย่างบ้านเรา  ที่มีเสื้อเหลือง  เสื้อแดง  เป็นสัญลักษณ์ปักหลักให้เป็นที่สังเกต  เออ !

  ใช่   ใช่จริง ๆ ด้วย   แต่ที่นี่ดีนะ  เขาใช้สีขาวเป็นสัญลักษณ์  ดูแล้วสบายตาดี  แต่เยี่ยมสุด ๆ เขาแต่งกายกันด้วยชุดประจำถิ่น   นี่แสดงว่าพวกเขาแสดงออกอย่างแน่วแน่ว่า  “ถิ่นข้า  ข้ารัก  ข้าหวง  ข้ามาทวงความเป็นธรรม  ให้ชุมชน”  อูย...  ดูซิ  ผู้หญิงส่วนใหญ่  เทินของบนศีรษะมาด้วย  คงเป็นเสบียงไว้เลี้ยงดูปูเสื่อ  ผู้เข้าร่วมชุมนุมเป็นแม่นมั่น   นอกจากคนแล้วก็ยังมีรถราแล่นแทรกฝ่าฝูงชน   ผมเองก็ขี่แทรกเข้าไปเหมือนกัน  เพื่อให้ถึงซึ่ง “คินตามานี”  จะพักถามทางว่าถึงแล้วยังก็แทบไม่มีโอกาสเอาเสียเลย   เบียดเข้าไปเรื่อย ๆ  ทีละเขยิบ ๆ  ก็มาถึงจุดศูนย์กลางของม็อบเสื้อขาว  ก็เลยถึงบางป้าอ้อ  พจมาน  แท้ที่จริงแล้วที่ยกขบวนมาทั้งหมดทั้งหลายแหล่  ก็เพื่อมางานบุญที่วัดในหมู่บ้าน  คงเป็นงานบุญสำคัญแน่ ๆ เพราะผู้คนหลั่งไหลกันมาพร้อมกับจิตอันเป็นกุศลศรัทธาอย่างมากมายล้นหลามขนาดนั้น  เหลือบไปเห็นป้าย  “ไวนิล”  ประชาสัมพันธ์งานบุญครั้งนี้ก็เลยสรุปว่า  ไม่ได้มาก่อม็อบ  แต่ทุกคนมาชุมนุมพบกันเพื่อร่วมบุญร่วมกุศล  โดยมีศรัทธาเป็นที่ตั้ง   แต่จะเป็นงานบุญใด  มีความสำคัญอย่างไร  ไม่ทราบ
!
                                                  

หาที่จอดรถ  เพื่อเก็บภาพงานบุญที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้  กำลังเพลิน ๆ ก็มีแม่ค้ามาเชิญชวนให้เข้าไปร่วมงานบุญภายในวัดด้วย  แต่ที่สำคัญต้องนุ่งโสร่ง  แล้วมีผ้าเคียนเอวด้วยนะ  เลยบอกว่า  “ขอบคุณ  ไม่เข้าไปหรอกนะ  จะดู  และเก็บภาพรอบนอกนี่แหละ  ที่บ้านผมเมืองผมก็มีงานบุญลักษณะนี้เหมือนกัน  และที่สำคัญมีสีสันกว่านี่แยะ  ที่นี่มีแต่คนสวมสีขาว   เสื้อผ้าก็มิดชิด  ทำให้จืดชืด  มันไม่เร้าอารมณ์  หื่น  บ้านผมเมืองผม  นะเจ้นะ  เขาสวมเสื้อผ้าด้วยสีสันละลานตา   ม่วง  เขียว  คราม  น้ำเงิน  เหลือง  แสด  แดง  หน้าตื่นตาตื่นใจกว่าเยอะ   เด็กสาว ๆ บางคนใส่สายเดี่ยว   โชว์เนื้อหนังมังสา  โลมากันให้ควัก  แถมเดี๋ยวดอก  เดี๋ยวดอก  ของลายผ้าให้เห็นกันออกบ่อย ๆ  ไม่ละครับไม่เข้าไปชมหรอกครับ   “ซุก  ซะ เมอร์”  แม่ค้า  อ้าปากตาค้าง  คงอยากถามว่า “จริงเหรอ ๆ”  อยู่ครามครัน  และอาจจะตั้งคำถามต่อในใจว่า  “ดอก  จริงอ่ะ ?”  ก่อนที่จะขยับปากถาม  ผมก็เลี่ยงเดินไปทางอื่นซะแล้ว  

ดู ๆ ไปแล้ว  ก็เห็นได้ว่าคนที่นี่ดีจริง ๆ  งานบุญจะเนืองแน่นไปด้วยผู้คนทั้งแก่  หนุ่ม และสาว  แต่แต๋ว  ไม่เห็นมี  ให้เป็นที่ขบขันจึงไม่แปลกใจเลยที่ยามเช้าจะพบเห็นการเซ่นไหว้อย่างเป็นล่ำเป็นสันของแทบทุกหลังคาเรือน  ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่นี่  เรียบ  ง่าย  สงบ  โอบอ้อมอารี  คงจะเป็นเพราะทุกคนได้รับการอบรมให้อยู่ในกรอบคำสอนของศาสนา  และปฏิบัติสืบเนื่องต่อกันอย่างช้านานและยั่งยืน  หลังจากเฝ้าชมและเก็บภาพแล้วอยู่พักหนึ่ง  ก็ถึงเวลาอำลางานบุญ  กลับมาเอารถที่จอดทิ้งไว้  โดยเสียค่าจอดต้อง  1,000  รูเปี๊ยะ  พร้อมใบเสร็จค่าจอดเสร็จสรรพ  งานนี้รู้มาว่าเงินที่ได้ส่วนตรงนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่นำไปถวายวัด   ไม่ใช่เป็นการลำไพ่พิเศษเก็บพก  จกใส่กระเป๋าตัวเอง  เหมือนรับฝากรถตอนงานลอยกระทงบ้านผม                    

การเดินทางสู่ “คินตามานี”  เริ่มขึ้นอีกครั้ง  ในไม่ช้าก็เห็นยอดเขาคินตามานีโดดเด่นเป็นสง่า  ใกล้ ๆ กันเป็นทะเลสาบ  ว่ากันว่าหากอยากชมวิว  ต้องกินบุฟเฟ่ต์   มีร้านอาหารริมทางหลายร้านที่คอยให้บริการให้ได้อร่อยลิ้น  และสบายตาด้วยทิวทัศน์ของ “คินตามานี”  แต่วันนี้ยังเช้าอยู่ร้านรวงจึงดูหงอย ๆ ไป  ลักษณะของร้านจะสร้างให้ยื่นออกไปตรงไหล่เขา  ทำเป็นระเบียง  ที่สามารถดื่มด่ำกับทิวทัศน์ในแบบพานอรามา  ยามรับประทานอาหารได้  แต่เสียดายที่ไม่ได้เข้าไปใช้บริการ  เพียงแค่แวะถ่ายรูปเก็บความสวยงามของคินตามานีเท่านั้น  แต่ที่เสียดายกว่าที่ภาพชุดนี้ทั้งชุดใน Memory  Card
  มีอันต้องอันตรธาน  สูญหาย ตอนข้ามไปเกาะชวา  ภาพที่ปรากฏอยู่ในบันทึกนี้ส่วนใหญ่จึงหยิบยืมมาจากเว็บไซด์  ซึ่งต้องเรียนขออนุญาตเจ้าของภาพมา ณ โอกาสนี้ด้วย                                               





หลังจากชื่นชมความงามของคินตามานีแล้ว  ก็ขับรถย้อนกลับ  ก็จะเป็นทางแยกลงไปสู่ทะเลสาบ  และเส้นทางเดียวกันนี้ยังสามารถไปเที่ยวชม “เบซากีห์” ได้  แต่คุณเอ๊ย  ป้ายบอกทางเล็กนิดเดียวไม่สังเกตไม่เห็นนะ  ไต่ไหล่เขาลงไปเรื่อย ๆ เพื่อจะชื่นชมทะเลสาบใกล้  ๆ  พร้อมกับเก็บภาพสวย ๆ  เอาไว้   แต่อยู่ชื่นชมได้ไม่นาน  เพราะใจนึกถึงแต่เบซากีห์เท่านั้น  จึงไต่เขาขึ้นกลับมาจนมาถึงทางแยกเดิม  เพื่อความมั่นใจและแน่ใจว่าจะไม่หลงทาง  จึงหยุดถามทางก็ได้ความว่าใช่  เป็นวัด “เบซากีห์”  
Mother  of  temple
  จริง ๆ  อะไรจะโชคดีขนาดนี้  เป็นเส้นทางเดียวกันเลย  จะได้ไม่ต้องเสียเวลากลับมาเที่ยวใหม่ในวันหลัง  จึงมุ่งพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างมีความหวังว่าคงไม่ไกล   อยู่ใกล้ ๆ กันนี่แหละ  แต่ที่ไหนได้ชั่วโมงกว่าแล้วก็ยังไม่ถึง  ยังไงก็ถือว่าคุ้มเพราะตลอดเส้นทางวิวสวย  กว่าจะถึงก็แวะถามจราจรอยู่สองสามครั้ง  เพราะยิ่งลึกเข้าไปยิ่งเป็นป่า  และเส้นทางก็เล็กลง  ไม่ค่อยมั่นใจ  เกือบ ๆ จะถึง  ก็เล่นเอาตกใจอีกแล้ว   คนครับ  คนทั้งน้าน  เหมือนกับที่พบที่คินตามานีเลย   แต่คราวนี้ไม่ได้คิดเฉไฉว่าเป็นม็อบเหมือนอย่างเคย  จากประสบการณ์จึงทราบได้ทันทีว่าเป็นงานบุญอีกแล้ว   แต่ที่นี่คนเยอะ  ถึงเยอะมาก ๆ  ค่าที่ว่าวันนี้เป็นวันที่  3   และเป็นวันสุดท้ายของงานบุญ  นับว่าเป็นบุญอย่างยิ่งที่มีโอกาสได้เห็นงานบุญและเข้าร่วมงานบุญกับชาวบาหลี   ที่สะดุดตาที่สุดของงานวันนี้คือ พุ่มขนาดใหญ่ที่จัดทำเป็นเครื่องสักการะ  ตกแต่งด้วยประดาธัญพืชนานับชนิด  สีสันถูกย้อมแต้มแต่งสวยงาม
  
โดยทั่วไปแล้วการเข้าไปเยี่ยมชม  “ปูรา”  หรือ  วัด  จะต้องจ่ายค่าเข้าเยี่ยมชมประมาณ  10,000  รูเปี๊ยะ  แต่วันนี้โชคดีที่เป็นงานบุญ  ผู้คนล้นหลามจึงเดินเข้าไปเฉย ๆ  ไม่ได้จ่ายเงิน  ไม่รู้ว่าเขาไม่เรียกเก็บ  หรือเรียกเก็บที่ตรงไหนก็ไม่รู้  และที่สำคัญอีกอย่างตามที่บอกไว้ตอนต้น ๆ ว่า  เข้า “ปุรา”  ผ้าเคียนเอว  ทับโสร่ง  แต่วันนั้นผมสวมขาสั้นต่ำกว่าเข่า  ถามเขาว่าเข้าไปได้ไหมเขาบอกว่าได้ไม่เป็นไร  เพราะกางเกงยาวอยู่แล้ว   แต่เห็นฝรั่งโดนจ่ายค่าเช่าโสร่งกันถ้วนหน้า

















สีขาวดูแล้วใครๆ ก็ชอบ เพราะมันสอาด และสื่อความหมายที่ดีมากคือศาสนา  ศาสนาก็คือ สันติ ทำจิตใจให้สบาย มีแต่สิ่งที่ดีๆ
ท่องโลกกว้าง ได้สาระ ได้ประโยชน์
ภาพประจำตัวสมาชิก
aniwat charong
 
โพสต์: 183
ลงทะเบียนเมื่อ: 19/08/2009 1:50 pm

Re: บาหลี ราตรี

โพสต์ #14  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Nut » 16/10/2009 9:01 pm

aniwat  charong เขียน:มาอาศัยดูกราฟวงกลมของคุณ NUTT  แล้วมาดูข้อมูล และมาดูภาพประกอบ ก็พอจะเข้าใจการเชื่อมโยงทางด้านวัฒนธรรมแล้ว ละ  เคยตั้งข้อสังเกตการชักพระทางภาคใต้ พื้นแพ ก็มาจาก ฮินดูหรือพราหมณ์ประมาณนั้น ก็พอจะเชื่อมอาณาจักรลังกาสุกะและ เมืองโบราณที่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี นี้แหละพราหมณ์และฮินดู และ อาณาจักรศรีวิชัย ทาง อ. ไชยา จ.สุราษฎธานี หากมีผู้รู้ที่เข้าใจ สามรถที่จะกระจ่างขอขอบคุณอ่ะ หากมีโอกาสไปบาหลีก็จะได้เสริมความรู้ติดตัวไปบาง คับปัจจุบัน มีลากพระบก ลากพระทางน้ำและลากพระทางทะเล ซึ่งจะจัดในหลายจังหวัดอยู่เช่นลากพระทางทะเล เกาะพงัน จังหวัดสุราษฏร์ธานีลากพระทางบกทาง อ.โคกโพธิ์จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา ส่วนใหญ่จะอยู่ทางภาคใต้ ที่ขยันหาข้อมูลก็พยายามที่จะเชื่อมวัฒนธรรมของฮินดูและพราหมณ์ที่ลงสู่ทางภาคใต้ในอดีตคับ


แฮะ ๆ เรื่องของอาณาจักรลังกาสุกะ และ อาณาจักรศรีวิชัย นั้นตามที่คุณ Aniwat
แสดงความเห็นนั้น  ผมขออนุญาต  เรียนเสนอความเห็นคร่าว ๆ นะครับ เกรงว่าจะผิด
Concept WKC ไป เพราะห้องนี้เป็น ห้อง "งามต่างแดน" หงะครับ  เดี๋ยวจะตั้งแก๊งค์ก๊วน
เป็นห้อง "งามประวัติศาสตร์ ชาตินิยมไป"

ถ้าพูดถึง 2 อาณาจักรดังกล่าวจะละที่จะกล่าวถึง อาณาจักรฟูนันเสียมิได้(แบบว่า ถ้าไม่
กล่าวถึงอาณาจักร ฟูนัน นั้นคงเหมือนกินข้าวมันไก่ ไม่มีแตงกวา ดื่มโซดา ไม่ใส่เหล้า...
เกี่ยวกันไม๊เนี้ย..)

อาณาจักรฟูนัน เป็นอาณาจักรขอมโบราณ ซึ่งเรืองอำนาจในช่วง พุทธศตวรรษที่ 6-11
มีอิทธิพลอยู่ทาง ตอนใต้ของแหลมอินโดจีน มักตั้งถิ่นฐานอยู่บนภูเขา เนื่องจากสร้างบ้านเมือง
ตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์(ฮินดู) ซึ่งได้รับอิทธิพลจากอินเดีย...อาณาจักรฟูนันนั้น
มีอิทธิพลมากในช่วงเวลาดังกล่าวครอบคลุมถึงลุ่มปากแม่น้ำโขง(ซึ่งเป็นประเทศเวียดนาม
และตอนใต้ของกัมพูชา ในปัจจุบัน)  อาณาจักรฟูนันมา ล่มสลายในประมาณ พ.ศ. 1043
(ค.ศ.550)  เมื่ออาณาจักรฟูนันแตก  ก็เปรียบเหมือนไม้ใหญ่ล้ม นกกาก็บินหนี

ประเทศไทยเอง ในทางประวัติศาสตร์ก็เชื่อกันว่า เดิมนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรฟูนัน
เดิม เพราะกรม ศิลปฯ ได้เคยพบหลักฐานทางโบราณคดีในประเทศไทย เช่น ทับหลังหินทราย
แกะสลัก,หรือหลักฐานที่วัด ทองทั่ว-ไชยชุมพล อ.ขลุง เมืองจันทฯ  ไทยจึงเริ่มเป็นรูปร่าง
หลังจากฟูนันล่มสลายอีกหลายร้อยปี กว่าจะ มาเป็นอาณาจักรน่านเจ้า และ เริ่มราชวงศ์
พระร่วง(กรุงสุโขทัย) รัชสมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์(พระราชบิดา ของ พ่อขุนรามคำแหง)
ใน พ.ศ. 1781

อาณาจักรลังกาสุกะ อาณาจักรนี้เติบโตมาหลังอาณาจักรฟูนัน(พุทธศตวรรษที่ 7-11)
อาณาจักรนี้เรียกว่าเข็มแข็งทางฝั่งคาบสมุทรมลายู(บริเวรมัสยิดกรือเซะ ปัตตานี และแถบ
อ.ยะหริ่ง) นั่นเป็นเหตุผลของการขุด พบเมืองเก่าตามที่คุณ Aniwat ว่า  เมื่ออาณาจักร
ฟูนันเสื่อมอำนาจ นั่นหมายความว่าอาณาจักรลังกาสุกะ ก็จะรุ่งเรืองขึ้น  เป็นธรรมดาเหมือน
ไทยรักไทย จากไป ประชาธิปัตย์ก็เข้ามา(เกี่ยวกันไม๊เนี่ย)
จริง ๆ แล้ว อาณาจักรลังกาสุกะนั้นขยายอาณาเขตมาถึงตะกั่วป่า ตรัง กันไปเลย  ยุคที่
อาณาจักรฟูนันรุ่งเรืองสุด ๆ ก็เคยเข้าโจมตี ลังกาสุกะ จนเคยตกเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักร
ฟูนัน  ตามที่กล่าวข้างตนว่าศูนย์กลางอำนาจของ อาณาจักรลังกาสุกะมีศูนย์กลางอยู่แถบ
อ.ยะรัง จ.ปัตตานี มีความเจริญทางการค้า มีกษัตริย์ จนมาล่มสลาย ในต้นพทธศตวรรษ
ที่ 21 (นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม มีกระแสการกู้รัฐปัตตานีทาง 3 จว.ชายแดนใต้)

อาณาจักรศรีวิชัย ถ้ามีคนเอ่ยชื่อ เอกชัย ศรีวิชัย ทุกคนต้องนึกถึง จ.นครศรีธรรมราช
(คุณเอกชัย เป็นคน ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช) อาณาจักรศรีวิชัยมีอีกชื่อหนึ่ง ว่า
"อาณาจักรศรีโพธิ์" ก่อตั้ง ในราว พ.ศ. 1202 - พุทธศตวรรษที่ 18) จะสังเกตุว่าเริ่ม
ก่อตั้งตอนที่อาณาจักรฟูนันล่มสลาย มีเขตอิทธิพลแถบ มลายู เกาะชวา เกาะสุมาตรา
และช่องแคบมะละกา  รวมถึงภาคใต้ของไทยเราด้วย ดินแดนส่วนหนึ่งนั้นได้ถูกอาณาจักร
มัชปาหิต(ชวาตะวันออก) ยึดดินแดนส่วนหนึ่งได้แก่ เกาะบอร์เนียว สุมาตรา บาหลี และ
ฟิลิปปินส์ ในปัจจุบัน หลายท่าน งง ว่าเอ! แล้วทำไมชื่อก็แข้ก แขก แต่ทำไมมี พระบรม
ธาตุไชยา..นับถือ พุทธ(เอ่อ นั่นสิ)...

ถ้าจะเล่าจะยาวไปใหญ่ เอาเป็นว่ามีหลวงจีนองค์หนึ่งชื่ออี้จิง(ผมไม่รู้ออกสำเนียงถูก
หรือเปล่า) เดินทางมาจากประเทศจีน(มณฑลกว่างตุ้ง) เดินทางมาถึงอาณาจักรศรีวิชัย
เพื่อเผยแพร่ พระพุทธศาสนา จึงทำให้พุทธศาสนา(แบบมหายาน) เจริญรุ่งเรืองใน
อาณาจักรศรีวิชัย หากดูตามประวัติศาสตร์ ทางหลวงจีนซื่ออี้จิงจะเข้ามาที่อาณาจักร
ศรีวิชัยช่วง พ.ศ.1214 (ค.ศ. 671) ซึ่งเป็นยุคหลังจากที่พระถังซัมจั๋ง เดินทางไป
อัญเชิญพระไตรปิดก จากชมพูทวีป(ราว พ.ศ.1183 หรือ ค.ศ.646) ในสมัยราชวงศ์
ถัง ท่านพระถังซัมจั๋ง ท่านเป็นชาวมณฑลเหอหนาน ส่วนหลวงจีนอี้จิงนั้นเป็นชาว
กว่างตุ้ง

ในเวลาต่อมาศาสนาอิสลามได้เผยแพร่เข้ามามะละกา กลันตัน ตรังตานู ปาหงะ และ
ปัตตานี และก็ทำให้อาณาจักรศรีวิชัยตกอยู่ใต้อำนาจและกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณา
จักรนัชปาหิต ของชาวชวา ในปี พ.ศ. 1940 ยุคราชวงศ์อู่ทองของไทย(ถ้าผมไม่ผิด
น่าจะรัชสมัยของ สมเด็จพระรามราชาธิราช(โอรส สมเด็จพระราเมศวร) ซึ่งเป็นกษัตริย์
องค์สุดท้ายของราชวงศ์อู่ทอง ทรงถูกถอดจากราชสมบัติ แล้วก็เปลี่ยนราชวงศ์เป็น
ราชวงศ์สุพรรณภูมิ


ประวัติศาสตร์โลก นั้นเชื่อมโยงกันหมด...หากเราไปเที่ยวกลับมาแล้วศึกษาประวัติศาสตร์ไปด้วย  จะทำให้
การท่องเที่ยวสนุกขึ้นครับ หรือแหะ ๆ ...แต่บางทีก็ปวดหัว ประวัติศาสตร์ตีกันในหัวไม่หมดจน เบลอออ...
เบลอ....ว่ารักแถบ "แบบว่ารักเธอ ฮิ้วววว...." ไปดีก่า.....

Nutt
http://www.oknation.net/blog/peopletribune
http://www.nuttavut.bloggang.com
If you tremble with indignation at every injustice, then you are a comrade of mine.
"ถ้าคุณตัวสั่นเทาด้วยความเดือดดาลทุกครั้งที่เห็นความอยุติธรรม ถ้าเช่นนั้นคุณคือสหายของเรา"
ภาพประจำตัวสมาชิก
Nut
 
โพสต์: 1129
ลงทะเบียนเมื่อ: 14/09/2008 8:33 pm
ที่อยู่: Nonthaburi/Thailand


ย้อนกลับไปยัง บาหลี

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน

  • Advertisement
cron