เรื่องเล่าจากคยา GAYA

Taj Mahal-Agra Fort-Konark Sun Temple-Kaziranga National Park-Manas Wildlife Sanctuary-Churches of Goa-Valley of Flowers-Punjab-Agra-Lucknow-etc...

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Mr. poon » 24/11/2008 10:41 am

วัดทิเบต (Tibetan Temple) ก็น่าสนใจไม่น้อย พระอาจารย์ชี้ให้ดูนกนางแอ่นมาทำรังที่ฝ้าเพดาน ก่อนทางขึ้นชั้นบนของวัดด้วย รังไม่ใหญ่มาก แต่เห็นจำนวนนกที่ทยอยบินเข้าไป ถือได้ว่ามากทีเดียว ไม่น่าเชื่อว่าเข้าไปอัดกันได้อย่างไร เข้าใจว่าอาจจะขี่คอกันภายในรังก็เป็นได้ ขึ้นไปชั้นบนถ้าจำไม่ผิดจะเห็นพระพุทธรูปแบบทิเบต และภาพขององค์ดาไลลามะ มีพระลามะนั่งอยู่บริเวณนั้น เราตั้งท่าจะเดินชมแบบไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ท่านพูดอะไรบางอย่างซึ่งเราฟังไม่รู้เรื่องหรอก แต่ดูจากภาษากายแล้วเข้าใจว่า เรากำลังจะเดินผิดทาง ให้กลับตัวกลับใจเสียใหม่ ว่าเข้าไปนั่น... คือท่านให้เดินในลักษณะเวียนขวานั่นเอง อ๋อ เข้าใจแล้วครับผม !!!
นอกจากนี้ ก็ยังมีวัดสิกขิม วัดจีน วัดเวียดนาม โอ๊ย จาระไนไม่หวาดไหว ขอเชิญชมให้ทั่วๆนะครับ วันนี้พอแค่นี้ก่อนครับ แล้วจะกลับมาเม้าธ์ต่อครับ
ไฟล์แนป
IMG_4613.JPG
IMG_4613.JPG (105.02 KiB) เปิดดู 2603 ครั้ง
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mr. poon
 
โพสต์: 184
ลงทะเบียนเมื่อ: 12/03/2008 2:54 pm

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Mr. poon » 27/11/2008 8:29 am

ดงคสิริ
ดงคสิริเป็นสถานที่ ที่พระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา เท่าที่สังเกตดูบริษัททัวร์คงจะไม่พามาที่นี่หรอก แม้ที่นี่จะไม่ไกลจากพุทธคยาเท่าไหร่ก็ตาม เหตุผลน่าจะมาจากที่นี่ไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่ ได้ยินมาว่าหมู่บ้านแถวดงคสิรินี้ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นขอทาน มิได้ประกอบอาชีพอื่นใด แถมมีข่าวว่าเคยมีการทำร้ายชาวต่างชาติด้วย พระอาจารย์ก็กรุณานำเราไป คงเห็นว่าคงไม่ถึงขนาดอันตรายสุดขีดหรอก ยังน่าจะพอไปได้อยู่ ประกอบกับผมและภรรยาต่างมีหน้าตาเป็นอาวุธ คือใครเห็นแล้วอาจหวาดผวาไม่กล้าเข้าใกล้ก็เป็นได้ จึงเชื่อว่าน่าจะปลอดภัย
เราเหมารถจากวัดไทยไปดงคสิริ บ้านนางสุชาดา และริมฝั่งแม่น้ำคงคาจุดที่พระพุทธองค์ลอยถาดทองคำที่นางสุชาดาถวาย ใช้เวลาครึ่งวันในราคา 800 รูปี รถสภาพใช้ได้ สภาพรถควรจะดีหน่อย เพราะถนนเข้าไปดงคสิริค่อนข้างแคบและสภาพไม่ดี เราออกไม่เช้านักถึงดงคสิริสายๆ แดดเริ่มร้อนแรงมากแล้ว จากจุดที่จอดรถเราต้องเดินขึ้นเนินเขาเตี้ยๆ ระหว่างทางรายล้อมด้วยขอทาน ขอทาน และขอทาน แต่เราไม่ตกใจเท่าไหร่ เพราะชาชิน และคุ้นเคยเสียแล้วจากที่บริเวณหน้าวัดพระศรีมหาโพธิ์ เราเลยชิลด์ ชิลด์ พวกขอทานคงคิดว่าเจ้าสองคนนี่มันทำไมไม่หวั่นไหวเลย(วะ) เรามุ่งหน้าไปด้วยอาการสงบ ใช้ขันติเข้าช่วย ซึ่งก็ได้ผลดี เค้าไม่ระรานรังแกเรา เพียงแต่ตามติดชิดใกล้ประดุจเราเป็นซุปเปอร์สตาร์ก็ไม่ปาน ภรรยาบอกว่าคิดเสียว่าเป็นดาราดังมีคนรุมล้อม หลงใหล อือม์...เข้าทีดีเหมือนกัน พระอาจารย์บอกว่าอย่าใจอ่อนใช้ขันติเข้าไว้ สักพักมีบางส่วนล่าถอยไป บางส่วนก็ใช้ขันติเหมือนกันกับเรา คือตื๊อไม่ถอย และถ้าหากเราให้ทานแก่คนใดคนหนึ่งจะมีการบอกต่อและรุมล้อมจนเราแทบไปไหนไม่ได้เลย ซึ่งเหตุการณ์คล้ายๆอย่างนี้เราเจอมาแล้ว แล้วจะเล่าให้ฟังภายหลัง เราเดินกันสักพักพอเหงื่อออกก็ถึงจุดหมาย ซึ่งเป็นถ้ำเล็กๆบนเขาเตี้ยๆ ที่ปากถ้ำจะมีประตูเล็กๆเจาะเข้าไปในถ้ำ หากเราหันหลังให้ถ้ำ หันหน้าออกมาและมองลงไปยังเบื้องล่าง จะเห็นพื้นนากว้างไกล สบายตา มีต้นตาลและแนวทิวไม้เป็นหย่อมๆ เช้าๆก็คงดูดีหรอก แต่เย็นๆค่ำๆผมว่าคงน่ากลัวพิลึก มองที่ผนังถ้ำด้านนอกเห็นร่องรอยการปิดทอง ผมจัดแจงปูผ้าพลาสติกให้พระอาจารย์ ส่วนภรรยาก็ปูสำหรับเราสองคน เราได้ยินเสียงสวดมนต์กังวานแว่วมาจากในถ้ำ พระอาจารย์กล่าวชมว่าสวดมนต์เก่งมาก เราได้ยินเสียงก็ทราบได้เพราะฟังคล่องแคล่วไม่ติดขัด แม้ฟังไม่ค่อยจะเข้าใจความหมายแต่ก็เพลินดีอยู่ ว่าแล้วเราก็สวดมนต์แบบไม่คล่อง(คือออกจะกระท่อนกระแท่น) แม้สวดตามหนังสือก็ตาม แต่เรื่องความตั้งใจเราก็มีมากอยู่นะ แถมโชคดีที่มีพระนำถ้าไม่มีคงจะสวดแย่กว่านี้ สวดสักพักผู้ที่อยู่ในถ้ำก็ปรากฏกายให้เราเห็น ท่านส่งเสียงมาทักทายและทำความเคารพพระอาจารย์ ท่านเป็นแม่ชีคนไทย!!! อายุก็ไม่มากนักในราวสักห้าสิบเห็นจะได้ พระอาจารย์กล่าวชมว่าสวดมนต์เก่ง แม่ชียิ้มรับ แล้วเราก็ทึ่งกับแม่ชีอีกเป็นคำรบที่สอง คือแม่ชีท่านจำพรรษาที่ดงคสิริ โอ้แม่เจ้า...ท่านช่างเก่งกาจ กล้าหาญน่าชื่นชมอะไรเช่นนี้ สถานที่แห่งนี้เป็นพุทธสถานที่มีความสำคัญไม่น้อย ต้องยอมรับว่าไม่ธรรมดา ตอนขากลับท่านขอติดรถลงมาเพื่อเข้าเมืองด้วย ซึ่งเรายินดียิ่ง ท่านลงมาพร้อมกับชาวตะวันตกอีกคนหนึ่งซึ่งมีศรัทธาปสาทะในพระพุทธศาสนามาจำพรรษาที่ดงคสิริด้วยกัน (ไม่แน่ใจว่าใช้คำว่าจำพรรษาถูกต้องหรือไม่) เราเห็นท่านพูดคุยกันเป็นภาษาอังกฤษคล่องปรื๋อ จะให้เราทึ่งกันไปถึงไหนล่ะนี่...อดไม่ได้จึงชวนคุยด้วย ทราบว่าท่านเป็นอดีตมัคคุเทศก์ มิน่าล่ะถึงเก่งปานฉะนี้ คุณแม่(เราเรียกท่านว่าคุณแม่)กำลังจะเขียนบทความลงในสังฆทานนิวส์ ชื่อเรื่องคงประมาณว่า หนึ่งพรรษาในดงคสิริ นับถือ นับถือ... ขอคารวะท่านด้วยใจจริง ดูสภาพแล้วดงคสิริคงจะอากาศดี สดชื่น แต่กลางวันคงร้อนน่าดู แถมกลางคืนก็น่าจะเย็นจัดด้วย น้ำท่า อาหารการกิน และการเดินทางก็ไม่สะดวก แถมหมู่บ้านรอบๆก็คงมีแต่ขอทานและคนแปลกหน้า ช่วงค่ำคืนสายลมคงหวีดหวิว น่ากลัวมิใช่น้อย บรือส์...แต่หากคิดด้วยกุศลจิตแล้ว สถานที่นี้เป็นที่ที่พระพุทธองค์ได้เคยพักอาศัยและบำเพ็ญเพียร หากเรามั่นคงในพระพุทธองค์แล้วคงสงบสุข และปลอดภัยเป็นแน่แท้...ขอโมทนาบุญกับคุณแม่ด้วย
ไฟล์แนป
New ImageD.JPG
New ImageD.JPG (336.84 KiB) เปิดดู 2578 ครั้ง
New ImageDD.JPG
New ImageDD.JPG (241.98 KiB) เปิดดู 2578 ครั้ง
IMG_4633.JPG
IMG_4633.JPG (131.23 KiB) เปิดดู 2580 ครั้ง
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mr. poon
 
โพสต์: 184
ลงทะเบียนเมื่อ: 12/03/2008 2:54 pm

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Mr. poon » 27/11/2008 8:32 am

เราสวดมนต์เสร็จก็เข้าไปในถ้ำ เป็นถ้ำเล็กๆตื้นๆ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางบำเพ็ญทุกรกิริยา มีแขก(หมายถึงพี่บัง)อยู่ในถ้ำด้วย พอเรากราบพระเสร็จ พี่บังชี้ชวนและบุ้ยใบ้ ไม่ถึงกับบังคับแต่ก็บอกเป็นเชิงว่าควรจะบริจาคหรือทำบุญด้วย ซึ่งเราก็ไม่ขัดข้องหรือขัดขืนแต่อย่างใด คิดเพียงว่าเราบูชาพระพุทธองค์ คุณแม่นิมนต์พระอาจารย์ให้ฉันอาหารซึ่งก็เป็นมันต้ม และเครื่องดื่มร้อนประเภทมอลต์อะไรทำนองนี้ ซึ่งท่านก็ได้กรุณาเราด้วยเช่นกัน แหม...มากับพระมันก็ดีอย่างนี้นี่เอง เรากินอาหารไป ฟังการสนทนาระหว่างผู้ทรงศีลไป ได้ชมวิวที่เบื้องล่างไปด้วยได้บรรยากาศดีทีเดียว
ความสำคัญของดงคสิรินี้ ขอกล่าวเพิ่มเติมเพื่อเป็นพุทธบูชา พอสรุปได้ว่าก่อนการตรัสรู้ หลังจากที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวชแสวงหาโมกขธรรมแล้ว พระองค์ไปศึกษากับท่านอาฬารดาบส และอุทกดาบส จนหมดภูมิของท่านอาจารย์ทั้งสองแล้ว ก็ยังไม่บรรลุโมกขธรรม ท่านก็ได้เปลี่ยนมาเป็นการทรมานตนให้ได้รับทุกขเวทนา โดยเข้าใจว่าวิธีนี้จะช่วยเผากิเลส ราคะ ให้เหือดแห้งตามแบบพวกโยคีทั้งหลาย โยคีท่านว่าตราบใดที่บุคคลยังรักเนื้อหนัง ถนอมและบำรุงร่างกายให้ได้รับความสุขสบาย ตราบนั้นก็จะมีกิเลส ตัณหา อยู่เต็มตัว จึงต้องเผากิเลสให้มอดไหม้โดยสิ้นเชิง พระองค์ทรงพากเพียรบำเพ็ญทุกรกิริยาด้วยวิธีต่างๆ ซึ่งไม่ขอกล่าวในที่นี้ จนท้ายที่สุดทรงทรมานตนด้วยการอดอาหาร จนพระวรกายผ่ายผอมก็ยังไม่ทรงบรรลุ หากเห็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะพระวรกายซูบผอม ก็น่าจะเป็นพระพุทธรูปปางบำเพ็ญทุกรกิริยานี่แหละ
จนวันหนึ่งพระองค์ทรงได้ยินเสียงคนหมู่หนึ่งขับร้องบรรเลงดนตรีด้วยการดีดพิณ เสียงอันไพเราะเสนาะโสตนี่เอง เป็นคติให้พระองค์ได้ระลึกว่า เวลาจะดีดพิณต้องขึ้นสายพิณ หากตึงเกินไปสายพิณก็จะขาดและหากหย่อนเกินไปเสียงก็จะต่ำไม่เป็นเสียง ต้องขึ้นสายให้พอดีๆ เป็นคติเตือนใจพระองค์ให้ยุติการทรมานตนเองตั้งแต่บัดนั้น เป็นเหตุให้ปัญจวัคคีย์ที่อยู่ปรนนิบัตรพระองค์เกิดความเข้าใจผิดคิดว่าพระองค์ทรงละซึ่งความเพียรเสียแล้ว จึงพากันหนีหายไปจากพระองค์...การได้มาดงคสิรินี้ก็ได้ข้อคิดว่า กว่าจะตรัสรู้ธรรมนั้น พระองค์ทรงได้บำเพ็ญความเพียรอย่างยิ่งยวด ชนิดที่บุคคลธรรมดาไม่สามารถจะทำได้ ขอกราบบูชาพระพุทธองค์โดยยิ่ง เนื้อหาเกี่ยวกับการบำเพ็ญทุกรกิริยาข้างต้นผมประมวลมาจากหนังสือมหัศจรรย์แห่งมหาปรินิพพาน โดยพระราชรัตนรังสี (ว.ป.วีรยุทโธ) ผิดดพลาดประการใดขอกราบอภัยด้วยครับ คราวหน้าคงได้พูดถึงบ้านนางสุชาดาเสียที สวัสดีครับ...
ไฟล์แนป
IMG_4628.JPG
IMG_4628.JPG (167.76 KiB) เปิดดู 2576 ครั้ง
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mr. poon
 
โพสต์: 184
ลงทะเบียนเมื่อ: 12/03/2008 2:54 pm

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Lovely Planet » 27/11/2008 7:48 pm





สวัสดีค่ะ คุณMr Poon & Madame :wink:

วันนี้บังเอิญได้พบกันคุณป้าที่อยู่บ้านใกล้ๆ กัน ท่านกำลังจะไปพุทธคยาพรุ่งนี้ค่ะ ฟังท่านคุยแล้วเคลิ้มเลยอ่ะค่ะ ...

เดี๋ยวจะกลับมาละเลียดอ่านกระทู้ของทั่นพี่อีกขอรับ ชอบๆๆ ขอบคุณมากนะคะ และจะรอตามอ่านกระทู้ต่อไปด้วยค่ะ

:lol: :lol:
รูปภาพ [SIZE=100]กลิ้ง[/SIZE]ตามแวง ตะแคงตามรุ้ง [COLOR=#76923c]Be [/COLOR]There Feel There

รวมกระทู้ของ [COLOR=#548dd4]Lo[COLOR=#ff0000]vely Planet[/COLOR] เรียนเชิญที่ กระทู้กลิ้งฯ ณ ห้อง แฟนพันธุ์แท้ ค่ะ รูปภาพ [/COLOR]
ภาพประจำตัวสมาชิก
Lovely Planet
 
โพสต์: 5037
ลงทะเบียนเมื่อ: 13/12/2007 9:26 pm

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Mr. poon » 01/12/2008 7:58 am

ยินดียิ่งครับคุณ Lovely Planet ที่ติดตาม ภรรยาบอกว่าก็คงมีอยู่คนเดียวแหล่ะที่ตามอ่าน แห่ะ แห่ะ… แต่ผมรู้สึกดีมากๆนะ เพราะเป็นความตั้งใจจริงที่จะเขียนถึงแดนพุทธภูมิ ภรรยาบอกว่าเขียนต่อไปเล้ย...เมียสั่งลุย แค่คุณ Lovely Planet มีฟีดแบกมา ก็อิ่มใจจะแย่แล้วครับ ขอบคุณครับ
ขอโมทนากับคุณป้าข้างบ้านด้วยที่จะไปพุทธคยา อยากเมาธ์เพิ่มเติมว่า ในมหาปรินิพพานสูตรซึ่งผมคัดลอกจากหนังสือมหัศจรรย์แห่งมหาปรินิพพาน โดยพระราชรัตนรังษี (ว.ป.วีรยุทโธ) ได้กล่าวถึงพระอานนท์ตรัสถามพระพุทธองค์ดังนี้
พระอานนท์ : ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในกาลก่อนเหล่าพุทธบริษัททั้งหลายย่อมเดินทางมาจากที่ต่างๆเพื่อเฝ้าพระองค์ ได้ฟังพระธรรมเทศนา ได้กราบทูลถามปัญหา ต่อแต่นี้ไปพวกข้าพระองค์และบริษัทจักไม่ได้เห็น ไม่ได้นั่งใกล้พระองค์อีกแล้ว หากมีใจระลึกถึงพระองค์ จักทำประการใดดี พระพุทธเจ้าข้า
พระพุทธเจ้า : อานนท์! นับจากตถาคตปรินิพพานแล้ว พุทธบริษัททั้งหลายที่มีใจระลึกนึกถึง ให้ไปบูชาและนั่งใกล้สถานที่ที่เป็นสังเวชนียสถาน 4 แห่ง คือ สถานที่ตถาคตประสูติ สถานที่ตถาคตตรัสรู้ สถานที่ตถาคตแสดงปฐมเทศนา และสถานที่ตถาคตปรินิพพาน
อานนท์! สถานที่ทั้ง 4 แห่งนี้ จักเป็นดังองค์แทนตถาคต หากพุทธบริษัททั้งหลายที่มีความศรัทธาเลื่อมใสในพระตถาคต ก็จงไปดู ไปเห็น ไปกราบไหว้บูชา น้อมใจไปในธรรมที่ตถาคตแสดงไว้ดีแล้ว พุทธบริษัทผู้เที่ยวจาริกไปในสถานที่ทั้ง 4 จักเกิดความเลื่อมใส ศรัทธา มีใจเบิกบาน แจ่มใส เห็นแจ้งในพระไตรลักษณ์ เกิดความสลดสังเวชใจ ครั้งเมื่อกายแตกดับไปแล้ว พวกเขาย่อมจักเข้าสู่สุคติโลกสวรรค์เที่ยงแท้แน่นอน
คำว่าสังเวชนียสถาน ชวนให้คิดไปในทำนองสลด สังเวช ซึ่งก็คงเป็นการคติธรรม ให้เราระลึกได้ถึงความไม่ประมาท การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ถ้าสักแต่ว่าได้ชื่อว่าไปแล้วแต่ไม่ได้น้อมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธองค์ พระสัทธรรม และพระสาวกของพระองค์ ผลที่เกิดขึ้นกับใจก็คงเป็นอีกทางหนึ่ง ไปถึงพุทธสถานแห่งต่างๆในอินเดีย (รวมทั้งเนปาลด้วย) ทำให้ตระหนักรู้ถึงคติธรรมที่ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จริงๆ หลายแห่งที่เคยรุ่งโรจน์ ยิ่งใหญ่ในอดีตโดยเฉพาะ “นาลันทา” มาวันนี้ก็เห็นถึงการเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา การได้มาเห็นในวันนี้ก็เป็นเครื่องเตือนใจได้ว่ายิ่งใหญ่ขนาดไหน ก็เสื่อมก็สูญไปได้ คงเห็นเป็นเพียงซากปรักหักพัง ถ้าใจไม่รู้เท่าทันก็จะเศร้าหมองได้ แต่ถ้าเข้าใจตามนี้ก็จะได้ไม่ประมาท มาถึงตรงนี้ภรรยากระแนะกระแหนว่า ไปบวชซะดีมั้ยคุณพี่ ยังครับ ยัง ก็ใจมันยังคลุกเคล้ากับกิเลสอยู่นี่นา เพียงแต่พยายามเข้าใจให้มากขึ้น ก็คงจะดีขึ้น ที่แน่ๆมาอินเดีย ได้ทำให้เราได้ใช้ขันติ แต่เป็นขันติที่สนุกดีนะผมว่า.....และที่สำคัญหากถือตามที่พระอานนท์ท่านได้ตรัสถามพระพุทธองค์ เมื่อเราไปกราบสังเวชนียสถานดังกล่าว ก็เท่ากับเป็นการเข้าเฝ้าพระพุทธองค์นั่นเทียว จึงจำเป็นยิ่งที่ต้องสงบสำรวมกายและใจ และได้กุศลผลบุญอันยิ่งใหญ่สมความปรารถนา อย่างไรก็ตามก่อนจะมาก็สำรวจซักนิดนึงว่าเราได้ดูแล พ่อแม่ บ้านช่อง บริวาร(หากมี) ของเราให้เป็นสุขสมบูรณ์ดีหรือยัง ถ้าถึงพร้อมตรงนั้นแล้วก็ค่อยออกจากบ้านเดินทางมา ก็คงจะถึงพร้อม...รู้สึกว่าจะออกนอกเรื่องไปหน่อย เราไปบ้านนางสุชาดากันดีกว่านะครับ
ไฟล์แนป
4pictss.jpg
4pictss.jpg (150.57 KiB) เปิดดู 2563 ครั้ง
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mr. poon
 
โพสต์: 184
ลงทะเบียนเมื่อ: 12/03/2008 2:54 pm

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Mr. poon » 01/12/2008 8:08 am

บ้านนางสุชาดา
นางสุชาดาเป็นสถานที่ที่เรามาในครึ่งวันเช้าหลังกลับจากดงคสิริ บ้านนางสุชาดาอยู่ไม่ไกลจากพุทธคยา สามารถเรียกริกชอร์มาได้บอก sujada house ก็มาได้แล้วแต่เราเหมารถมาอย่างที่บอกตั้งแต่แรก รถขับข้ามแม่น้ำเนรัญชรามานิดเดียวก็ถึง ช่วงข้ามสะพานพระอาจารย์ชี้ให้ดูหญ้ากุสะ หรือหญ้าคาที่มีผู้ถวายแด่พระองค์ก่อนการตรัสรู้ พระอาจารย์บอกว่ามีผู้นำกลับไปเมืองไทย เพื่อให้พระสงฆ์ทำเป็นที่พรมน้ำมนต์ สังเกตดูเป็นหญ้าคาที่คงกลายพันธุ์จากเมื่อสองพันกว่าปีไปมากแล้ว แต่เราไม่ได้ลงไปตัดเพื่อนำกลับเมืองไทยแต่อย่างใด
นางสุชาดาเป็นธิดาของเสนิยกฎุมพี ในตำบลอุรุเวลาเสนานิคม นางได้อธิษฐานต่อเทพยดาไว้สองประการว่า ขอให้ได้สามีที่มีบุญ มีทรัพย์สมบัติ มีชาติสกุลเสมอกัน และประการที่สองขอให้มีบุตรคนแรกเป็นชาย ถ้าหากสมปรารถนาจะทำพลีกรรมถวาย กาลต่อมาคำอธิษฐานเป็นจริงนางจึงปรารถนาจะทำพลีกรรมตามที่ได้อธิษฐานไว้ ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 นางได้ประกอบพิธีกรรมหุงข้าวมธุปายาสเพื่อใช้ในพิธี โดยสาวใช้ของนางได้เห็นพระสิทธัตถะบรมโพธิสัตว์ที่ใต้ร่มไทรและเข้าใจว่าเป็นรุกขเทวดา จึงได้ไปบอกนางสุชาดานางจึงนำข้าวมธุปายาสใส่ในถาดทองคำ มาถวายแด่พระโพธิสัตว์ รวยไม่รวยไม่รู้ละถวายพร้อมถาดทองคำนี่แหละ คิดดูก็แล้วกัน ได้ยินมาว่าเป็นข้าวมธุปายาสจำนวน 49 ก้อน เมื่อได้เสวยพระกระยาหารแล้ว พระวรกายสดชื่นขึ้น ทรงเพ่งพินิจสภาพความเป็นจริง โดยดำเนินตามทางสายกลางเพื่อนำไปสู่การหลุดพ้น พระองค์ได้ทรงอธิษฐานลอยถาดทองคำที่นางสุชาดาถวาย คือหากแม้นจะได้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้วไซร้ ก็ขอให้ถาดทองนี้จงลอยทวนกระแสน้ำด้วยเถิด ซึ่งถาดทองก็ได้ลอยทวนกระแสน้ำไปได้ไกลถึง 80 ศอก และในวันนั้นพระองค์ก็ได้ทรงตรัสรู้ตามคำอธิษฐานจริงๆ พระอาจารย์ได้พาไปชมบ้านนางสุชาดาซึ่งเป็นกองอิฐก่อเป็นเนินกว้าง วันนี้อากาศร้อนจัดมากเล่นเอาเราเหงื่อโซมกาย พระอาจารย์ยังได้กรุณานำเราไปดูจุดที่ลอยถาดทองคำด้วย แถมเล่าต่อให้สนุกเพิ่มขึ้นอีก ถึงจุดที่ถาดตกลงไปเป็นจุดที่พญานาคอยู่ใต้บาดาล และเป็นจุดเดียวกับที่พระพุทธเจ้าองค์อื่นๆได้ตรัสรู้และลอยถาดในลักษณะเดียวกันนี้ด้วย
ไฟล์แนป
IMG_4642.JPG
IMG_4642.JPG (143.1 KiB) เปิดดู 2560 ครั้ง
IMG_4648.JPG
IMG_4648.JPG (178.48 KiB) เปิดดู 2562 ครั้ง
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mr. poon
 
โพสต์: 184
ลงทะเบียนเมื่อ: 12/03/2008 2:54 pm

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Mr. poon » 01/12/2008 8:10 am

ออกจากบ้านนางสุชาดาเราต้องรีบกลับวัด เพราะได้เวลาที่พระอาจารย์ต้องฉันเพล เราแวะร้านขายไอศกรีม แล้วซื้อไอศกรีมแบบแขกๆถวายพระที่วัดด้วย เราเลยพลอยได้กินไอศรีมแขกด้วย หวานระเบิด !!! แต่เราก็รู้สึกอิ่มบุญดีนะ คราวหน้าจะเล่าเรื่องกรุงราชคฤห์เป็นตอนต่อไป สวัสดีครับ
ไฟล์แนป
IMG_4651.JPG
IMG_4651.JPG (157.79 KiB) เปิดดู 2559 ครั้ง
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mr. poon
 
โพสต์: 184
ลงทะเบียนเมื่อ: 12/03/2008 2:54 pm

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Lovely Planet » 05/12/2008 12:44 pm






ท่านพี่ขอรับ มาดามก็คงแซวไปงั้นมั้งคะ ข้าน้อยอ่ะ ชอบอ่านที่ท่านพี่เขียนจริงๆนา.. ตั้งกะซาปาแล้ว หวังว่าคงจำกันได้นะคะ .. ช่วงนี้เป็นช่วงสะสมทุนไว้ไปอินตะเดีย และเนปาล ก็เลยแวะมาก็บข้อมูลเจ้าค่ะ...

ข้าน้อยอ่ะ ได้อ่านพระไตรปิฎกฉบับประชาชนมาบ้างค่ะ อ่านแล้วช่วยให้มีกำลังใจมากๆ เลยค่ะ ขนาดพระพุทธองค์ทรงประเสริฐและอุทิศพระองค์ขนาดนั้น ยังมีมารตั้งมากมาย

ชีวิตสามัญๆ อย่างเรา ที่ไม่ได้บำเพ็ญเพียรอะไรใหญ่โต..หากจะเจออุปสรรคขวากหนามก็ถือว่า จิ๊บๆมากนะขอรับ..

ส่วนเรื่องของการปฏิบัติธรรม จริงอย่างว่าค่ะ ดูแลในบ้านให้ถึงพร้อมก่อนค่อยออกแสวงหาธรรมนอกบ้าน พระท่านก็ว่า.. ปฏิบัติได้ทุกเวลา ธรรมะ ก็คือธรรมชาติ ศีล คือปกติ นั่นแล..... ชักจะไปกันใหญ่ละค่ะ.. มารอติดตามเช่นเคยค่ะ :wink:
รูปภาพ [SIZE=100]กลิ้ง[/SIZE]ตามแวง ตะแคงตามรุ้ง [COLOR=#76923c]Be [/COLOR]There Feel There

รวมกระทู้ของ [COLOR=#548dd4]Lo[COLOR=#ff0000]vely Planet[/COLOR] เรียนเชิญที่ กระทู้กลิ้งฯ ณ ห้อง แฟนพันธุ์แท้ ค่ะ รูปภาพ [/COLOR]
ภาพประจำตัวสมาชิก
Lovely Planet
 
โพสต์: 5037
ลงทะเบียนเมื่อ: 13/12/2007 9:26 pm

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Mr. poon » 08/12/2008 8:11 am

สวัสดีครับ คุณ Lovely Planet เป็นไงบ้างครับ คุณป้าข้างบ้านกลับจากพุทธคยาหรือยังครับ??? ขอบคุณสำหรับการติดตามครับ ยังจำได้เสมอครับว่าเราเคยคุยกันตอนผมรีวิว เรื่องซาปา ฮ่าฮ่า มาดามผมเธอไม่ว่าอะไรหรอก เธอเชียร์ให้ผมเขียนรีวิวจะแย่ ผมแซวเธอเล่นไปงั้นเอง วันๆเธอไม่มีอะไรมาก นอกจากเอาสถานที่เที่ยวแต่ละแห่งมาหลอกมาล่อ ให้ผมเผลอไผลเออออห่อหมกไปด้วยเท่านั้นแหละ ผมออกจะทึ่งและชื่นชมคุณอยู่นะครับที่ได้อ่านพระไตรปิฎกฉบับประชาชน ขอชื่นชมอย่างจริงใจที่สุด ผมเองก็เคยอ่านๆหน้าปกอยู่บ้างมัวแต่หยิบวาง หยิบวางอยู่นั่นแล้ว สักวันคงมีวาสนาได้อ่านข้างในบ้าง ตอนนี้ภรรยาผมเธอออกจะสนใจเรื่องธรรมะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจากเดิมสนใจแต่ข่าวบันเทิงไทยรัฐ อิ อิ...เดี๋ยวนี้เห็นอ่านแนวธรรมะบ้างเหมือนกัน แต่คงยังไม่ได้อ่านพระไตรปิฏกหรอกครับ หากมีโอกาสคงได้คุยแลกเปลี่ยนเรื่องนี้กับคุณ Lovely Planet กันบ้างนะครับ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mr. poon
 
โพสต์: 184
ลงทะเบียนเมื่อ: 12/03/2008 2:54 pm

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Mr. poon » 08/12/2008 8:21 am

ราชคฤห์...เบญจคีรีนคร
เอ่ยคำว่า ราชคฤห์ (Rajgir)แล้ว ให้นึกถึงเมื่อครั้งยังเยาว์วัย (แปลว่าผ่านมานานมากแล้วอ่ะครับ) ตอนนั้นยังเป็นนักเรียน จำได้ว่ากรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ เป็นเมืองในครั้งพุทธกาล จำได้แค่นั้นแหล่ะ นึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าสำคัญอย่างไร และนึกไม่ถึงว่าปัจจุบันยังมีเมืองนี้อยู่ด้วย มารู้อีกทีตอนแก่นี่แหละ คนอินเดียเรียกกรุงราชคฤห์ว่า ราชเกียร์ หรือราชกีร์ ประมาณนี้ จริงๆแล้วเมืองนี้มีอะไรที่น่าสนใจมาก เอาเป็นว่าเราได้ไปยังสถานที่ดังต่อไปนี้ คือ เขาคิชกูฎ (ซึ่งบนเขาจะมี มูลคันธกุฎี ถ้ำสุกรขาตา ถ้ำพระโมคคัลลานะ จุดที่พระเทวทัตกลิ้งหินใส่พระพุทธองค์ ฯลฯ) มหาวิทยาลัยนาลันทา ชีวกัมพวัน หรือวัดอัมพวัน วัดเวฬุวัน คุกขังพระเจ้าพิมพิสาร บ่อน้ำร้อนตโปทาราม มั้ยล่ะมีอะไรที่น่าสนใจเพียบเลย นี่ยังพูดไม่หมดนะ ยังมีอีก...ไม่ได้โม้ ตามมาละกันครับจะเล่าให้ฟัง
ไฟล์แนป
IMG_4737.JPG
IMG_4737.JPG (189.41 KiB) เปิดดู 2537 ครั้ง
IMG_4797.JPG
IMG_4797.JPG (106.01 KiB) เปิดดู 2538 ครั้ง
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mr. poon
 
โพสต์: 184
ลงทะเบียนเมื่อ: 12/03/2008 2:54 pm

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Mr. poon » 08/12/2008 8:37 am

พระอาจารย์บอกให้ออกแต่เช้าเนื่องจากจะได้เดินขึ้นเขาตอนแดดอ่อนๆ ระยะทางจากคยาไปราชคฤห์ประมาณ 80 กิโลเมตร ก็ถือว่าไม่ไกล แต่ถนนหนทางไม่ค่อยอำนวยเท่าไหร่ แถมเจอสะพานพังอีกต่างหาก เลยใช้เวลาเยอะกว่าปกติ ประมาณสองเกือบสามชั่วโมงได้ เราเหมารถจิ๊ปปรับอากาศจากคยาไป-กลับ ในราคา 2,000 รูปี รับประทานมื้อเช้ากันบนรถ ได้รับความกรุณา (อีกแล้วครับท่าน... ชีวิตนี้หวังความกรุณาตลอด แห่ะ แห่ะ...)จากพระอาจารย์ และแม่ชีที่วัดจัดเตรียมมื้อเช้าและกลางวันใส่มาในรถ มื้อเช้าเป็นข้าวผัดใส่มาในถุง ขอบอกว่ามีเครื่องเคียงเพียบ ทั้งน้ำปลาพริก มะนาว แตงกวาลูกโตๆ ต้นหอมต้นโตๆอีกเช่นกัน น่ากินและอร่อยสุดๆ รถออกสักพักนึง พระอาจารย์ก็ส่งอาหารมื้อเช้ามาให้เรา ข้าวยังอุ่นๆอยู่เลย แม่ชีท่านผัดได้อร่อยมาก ขอขอบพระคุณพระอาจารย์และแม่ชีของวัดไทยพุทธคยามา ณ โอกาสนี้ที่กรุณา พระอาจารย์บอกว่า เวลาจะกินโยมต้องกะระยะให้ดี เพราะถ้าเจอหลุมเจอบ่อเข้า ข้าวอาจเข้าจมูกแทนที่จะเข้าปากได้ อือม์...ต้องกินแบบใช้สติ แอบมองภรรยาดูท่าทางทะมัดทะแมงเป็นพิเศษ คงอร่อยเข้าขั้นเห็นก้มหน้าก้มตากินเอากินเอา,,,
ไฟล์แนป
IMG_4721.JPG
IMG_4721.JPG (123.72 KiB) เปิดดู 2537 ครั้ง
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mr. poon
 
โพสต์: 184
ลงทะเบียนเมื่อ: 12/03/2008 2:54 pm

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Mr. poon » 08/12/2008 8:41 am

บรรยากาศยามเช้าของท้องทุ่งข้างทางเปรียบได้กับชนบทไทยสมัยก่อน สายหมอกพอมีให้เห็น ท้องทุ่งนา ลอมฟาง และฝูงวัว มองไม่รู้เบื่อ ให้ความรู้สึกเย็นตาเย็นใจดี วิถีชีวิตของชาวอินเดียนั้นผู้คนในชนบทส่วนใหญ่ยังอาศัยอยู่ในบ้านดิน ที่ผนังบ้านด้านนอกบางทีจะเห็นมูลโคผสมกับฟางปะไว้ที่ผนังเพื่อตากให้แห้งและใช้เป็นเชื้อเพลิง หน้าตาจะคล้ายคุกกี้ขนาดยักษ์ ดูแล้วก็เป็นศิลปะที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบกันได้ มันเป็นวิถีชีวิตของเค้านี่นะ คนอินเดียส่วนใหญ่ไม่ทานเนื้อสัตว์ เพราะฉะนั้นอาหารมังสะวิรัตน่าจะหาทานได้ง่ายในประเทศนี้ สัตว์เลี้ยงของชาวฮินดูก็จะมีวัวนี่แหละยืนพื้น เออ..ใช่สิ ถ้าวัวไม่ยืนพื้นแล้วจะลอยฟ้าหรือไง..คือจะบอกว่าเป็นสัตว์เลี้ยงที่พบได้บ่อย นอกจากนี้ก็มีแพะ มีไก่ หมูสีดำ (คงเป็นหมูป่า???) ก็พอเห็นอยู่ ผู้คนเลี้ยงสัตว์ไว้หน้าบ้านนั่นแหละ ไม่ต้องแยกกันไกลกับเจ้าของ ดูใกล้ชิด หนิดหนมกันดี นัยว่าการเลี้ยงไว้หน้าบ้านเพื่อโชว์เศรษฐานะของตนว่าข้านี่รวยนะ เฟ้ย..และคนอินเดียก็ยังคงรักษาประเพณีดั้งเดิมที่ผู้หญิงต้องเป็นฝ่ายเตรียมสินสอดทองหมั้นไปขอฝ่ายชาย ตรงนี้ได้ยินเสียงภรรยาแว่วมาว่า รอดตัวไปทีที่เกิดเป็นหญิงไทย เฮ้อ...ไอ้ที่ขอเขามาแล้วเอาคืนไม่ได้ซะด้วยสิ...(อันนี้ผมนึกในใจ ไม่กล้าพูดออกมา)
ไฟล์แนป
IMG_4715.JPG
IMG_4715.JPG (87.31 KiB) เปิดดู 2531 ครั้ง
IMG_4724.JPG
IMG_4724.JPG (120.63 KiB) เปิดดู 2535 ครั้ง
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mr. poon
 
โพสต์: 184
ลงทะเบียนเมื่อ: 12/03/2008 2:54 pm

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Mr. poon » 08/12/2008 8:44 am

ข้างทางจะเห็นเตาเผาอิฐประปราย ถ้าพระอาจารย์ไม่บอกก็มองไม่ออกหรอก ลักษณะเป็นเหมือนเสาปูนสูงๆ ท่านเล่าว่าพระที่มาใหม่ๆ จะโดนพระที่มาอยู่ก่อนอำว่า เป็นเสาหินพระเจ้าอโศก หลวงพี่ที่เพิ่งเหยียบแผ่นดินอินเดียใหม่ๆต้องรีบยกมือไหว้แทบไม่ทัน...ดูรูปพรรณสัณฐานก็พออนุมานเอาได้ว่าคล้ายๆอยู่เหมือนกัน โชคดีที่พระอาจารย์บอกเราก่อน ไม่งั้นเราก็คงต้องเป็นอีกหนึ่งที่ยกมือไหว้เตาเผาอิฐ เรายิ่งเป็นพวกมืออ่อน อยู่ด้วย อิอิ... (แต่ปัญญาไม่อ่อนนะครับ)
ไฟล์แนป
IMG_4723.JPG
IMG_4723.JPG (93.57 KiB) เปิดดู 2531 ครั้ง
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mr. poon
 
โพสต์: 184
ลงทะเบียนเมื่อ: 12/03/2008 2:54 pm

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Mr. poon » 08/12/2008 8:45 am

เขาคิชกูฏ
เรามาถึงเขาคิชกูฏเวลากำลังดีแดดไม่ร้อนแรงมาก บริเวณทางขึ้นมีร้านขายอาหารและของที่ระลึก เรามุ่งขึ้นเขาแทนการแวะทานอาหารเพราะอิ่มกันมาแล้วจากในรถ ทางขึ้นเป็นบันไดปูนขั้นใหญ่เดินสบายๆไม่ชันแต่อย่างใด เราเห็นมีกระเช้าด้วยแต่เราไม่ขึ้นกระเช้าหรอก เรานิยมเดินมากกว่า และทราบมาว่าปลายทางของกระเช้าจะเป็นวัดญี่ปุ่น แต่จุดหมายของเราเป็นยอดเขาคิชกูฏซึ่งก็คือมูลคันธกุฎีนั่นเอง ภรรยาบอกว่าท่องเกือบตายว่าเรียกว่า”มูลคันธกุฏี” เพราะไม่คุ้นเคยกับคำๆนี้นั่นเอง เกรงจะเรียกผิด เหมือนกับที่ภรรยาพยายามท่องว่าเวลาเรียกตัวเองเมื่อคุยกับพระให้เรียกตัวเองว่าโยม เพราะกลัวเผลอเรียกตัวเองว่าอาตมาเข้าไปโน่น ไม่เช่นนั้นคงยุ่งพิลึก แต่โชคดีงานนี้ไม่มีหลุด
ไฟล์แนป
IMG_4740.JPG
IMG_4740.JPG (185.72 KiB) เปิดดู 2527 ครั้ง
IMG_4736.JPG
IMG_4736.JPG (175.76 KiB) เปิดดู 2528 ครั้ง
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mr. poon
 
โพสต์: 184
ลงทะเบียนเมื่อ: 12/03/2008 2:54 pm

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย Mr. poon » 08/12/2008 8:48 am

มูลคันธกุฎี คือสถานที่ที่พระพุทธองค์ได้เคยมาประทับ ณ ที่นี้เป็นประจำเมื่อครั้งเสด็จมายังกรุงราชคฤห์ เพิ่งสังเกตว่ามีเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบตามประกบเราไม่ห่าง ตอนแรกเราอึดอัดเล็กน้อย พอเดาได้ว่าตามมาทำไม แต่ช่างเถอะทำความเข้าใจแล้วก็วางใจให้ถูกที่ถูกทางก็จะสบายใจคิดซะว่าเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ เดินสักพักก็เห็นลิงสองสามตัวอยู่ข้างหน้า เอาละซีลิงเก๊ (อย่างเรา) มาเจอลิงจริงเข้า เราปอดนะขอบอก เจ้าหน้าที่ที่ประกบเรามาเดินองอาจเข้าไปหาลิง ลิงแสดงอาการจ๋องๆแล้วหลบไป เราเลยคิดว่า เออ...เจ้าหน้าที่ตามมาก็ดีเหมือนกัน แฮะ ปลอดภัยดี ระหว่างทางเราพบยอดนักขายอีกแล้ว คุณน้องเสนอขายโปสการ์ด มิไยที่เราจะแสดงท่าไม่สนใจ ไม่ไยดี ไม่มอง ไม่ทุกอย่าง...แต่คุณน้องก็บำเพ็ญขันติมาดี ตามเรามาจนถึงยอดเขา ก็ยังไม่ล่าถอย เอาละซีมาวัดกันว่า ใครจะมีขันติมากกว่ากัน...เราเดินผ่านถ้ำสุกรขาตา มาก่อนเดี๋ยวค่อยแวะตอนขากลับลงมา ก่อนขึ้นถึงมูลคันธกุฎี จะพบจุดที่พระเจ้าพิมพิสารหยุดพักขบวนเสด็จ และเปลื้องเครื่องทรงกษัตริย์ออก ก่อนที่จะเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ บริเวณนี้ได้ยินว่าเจ้านายของไทยเราได้เคยเสด็จมาและแวะถ่ายภาพบริเวณนี้ด้วย ผ่านจุดนี้ก็จะถึงมูลคันธกุฎี ซึ่งเป็นลานปูนสี่เหลี่ยมก่ออิฐเตี้ยๆล้อมไว้ ก่อนเดินเข้าไป พระอาจารย์บอกว่า ให้กราบขออนุญาตพระอานนท์ก่อนท่านเป็นเสมือนเลขาหรือหน้าห้องของพระพุทธองค์ เรามองดูเห็นเป็นลานอิฐเล็กๆก่อนเข้าไปยังมูลคันธกุฎี ซึ่งก็คือกุฏิพระอานนท์นั่นเอง เราคุกเข่ากราบพระอานนท์และขออนุญาตท่านเข้าไปยังมูลคันธกุฎีเพื่อเข้าเฝ้าและกราบอภิวาทพระพุทธองค์ เขียนมาถึงตรงนี้รู้สึกตื่นเต้นเล็กๆ และอิ่มใจที่ได้ไปณ.ที่แห่งนี้ อันเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ควรแก่การน้อมคารวะอย่างสูงยิ่ง เราเห็นหนุ่มน้อยชาวอินเดียที่เฝ้าอยู่ที่นั้นจัดแจงปูผ้าพลาสติกให้เรา แสดงอาการเซอร์วิสเต็มที่ นำดอกกล้วยไม้มาให้ จุดธูปให้ บังเอิญเรามีผ้าพลาสติกผืนเก่งมาด้วยก็เลยต่างคนต่างปู พระอาจารย์นำเราสวดมนต์สักการบูชาซึ่งมีบทสวดเฉพาะสำหรับที่มูลคันธกุฎีแห่งนี้ จากนั้นเราได้กระทำทักษิณาวัตร 3 รอบและบริจาคทำบุญด้วยเป็นอันเสร็จพิธี
ไฟล์แนป
IMG_4766.JPG
IMG_4766.JPG (161.79 KiB) เปิดดู 2522 ครั้ง
IMG_4761.JPG
IMG_4761.JPG (137.54 KiB) เปิดดู 2524 ครั้ง
IMG_4753.JPG
IMG_4753.JPG (162.1 KiB) เปิดดู 2525 ครั้ง
IMG_4752.JPG
IMG_4752.JPG (199.74 KiB) เปิดดู 2526 ครั้ง
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mr. poon
 
โพสต์: 184
ลงทะเบียนเมื่อ: 12/03/2008 2:54 pm

ย้อนกลับต่อไป

ย้อนกลับไปยัง อินเดีย

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน

cron