• Advertisement

UK Trip 2016--August 16-September 19

รีวิวต่างประเทศ รีวิวแยกประเทศ ตั้งคำถามที่คาใจ กลเม็ดเคล็ดลับในการท่องเที่ยว

Re: UK Trip 2016--August 16-September 19

โพสต์ #61  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 01/08/2017 7:51 am


.
เดินย้อนไปทาง Albert Dock อีกด้านหนึ่ง...
.
ลุงขี้เมามีความสุขมากกับเสียงดนตรีของศิลปินเปิดหมวกหนุ่มน้อย ย่านศูนย์การค้า Liverpool one ที่จัดว่าใหญ่เป็น 1 ใน Top 5 ของประดาห้างในอังกฤษทีเดียว
.

.
ปะติมากรรมสีสดใส หน้าซอย Peter's Lane มีชื่อว่า The Tango โดยฝีมือปะติมากรชื่อดังในด้าน Sexy Pop Art นาม Allen Jones .......มองด้านหนึ่งเป็นผู้ชาย และอีกด้านเป็นผู้หญิง กำลังเต้นแทงโก้พลิ้วไสวเชียว (นึกถึงโชว์ ชายข้างหญิงข้าง One Man Woman ใน Tiffany ที่ พัทยาของเราเลย)
.
ผลงาน The Tango นี้ แสดงครั้งแรกในงาน Liverpool Garden Festival ปี คศ. 1984...เมื่อนำมาตั้งที่หน้าห้าง ซึ่งเป็นแหล่งรวม High-end Fashion จึงเป็นสัญลักษณ์ของความมีสีสันที่จะคงคุณค่าไปตราบกาลนาน
.
ทะลุ Peter's Lane มาทางบาร์ Bierkeller ข้างๆห้าง John Lewis
.
ข้างบนไม่น่าจะมีอะไร ไม่ขึ้นไปล่ะ
.


.
ถามทางหนุ่มน้อยร้านนาฬิกา โอเมก้า อีกทีว่า Albert Dock ไปทางไหน...หนุ่มน้อยบอกว่า เดินพ้นโรงแรม Hilton โค้งๆนี่ แล้วก็ตรงรี่ไปได้เลย
.
ขอยืนตรง Where Style Comes to Life-ชีวิตมีสไตล์ ซึ่งเป็นโลโก้ของห้าง ลิเวอร์พูลวัน หน่อย เผื่อจะยกระดับขึ้นมาได้มั่ง....ติ๊ดนึงก็ยังดี อิอิ
.
แล้วก็ผ่านมาทาง Strand Street ชมตึกรูปร่างแปลกๆและเรือสีสดใสไปพลาง
.


.
เห็น Museum of Liverpool อยู่ข้างหน้า แต่ข้างๆสิครับ 4 หนุ่มเต๊ะท่าอยู่โน่น
.
ขอเข้าไปทักทายหน่อยนะครับ
.
คำโปรยบนพื้นบอกว่า ...The Beatles แสดงสดครั้งสุดท้ายในเมือง Liverpool ที่ Empire Theatre วันที่ 5 ธันวาคม คศ.1965
.
ปะติมากรรมนี้ แฟนนานุแฟนทั่วโลกลงทุนร่วมกับ The Cavern Club สร้างเป็นอนุสรณ์ ครับ
.


.
ขอไม่เข้าพิพิธภัณฑ์นะครับ แต่เดินต่อไปที่ ปากอ่าว-Pier Head และขอเข้าชม Fab4 Cafe ที่โด่งดังดีกว่า
.
หันซ้ายแลขวาเป็นจิตวิญญาณของ The Beatles ทั้งนั้น
.
มีเคาน์เตอร์จำหน่ายบัตรเดินทาง Saveaway Card และ Walrus Ticket ที่สามารถใช้กับ รถบัส รถไฟ เรือเฟอร์รี่ได้...บังเอิญเรามีทั้งบัตร Walking Pass และ Window Shopping Card ส่วนตัวทั้งคู่ เลยไม่ต้องซื้ออ่ะครับ หุหุ
.
ดูบันไดขึ้นชั้นลอยชั้นสองสิครับ น่ารักจัง อ่านไปฮัมเพลงไปก้าวไปได้เลย...
.


.
ชั้นบนมีโรงหนัง 4 มิติ ฉายการ์ตูนเรื่อง The Beatles Story ด้วย ค่าเข้าชมคนละ 14.95 ปอนด์ครับ
.
ส่วนใครที่ใหลหลง The Beatles อยากได้ของที่ระลึกไปตั้งโชว์ที่บ้านหรือฝากญาติมิตร อยู่แถวนี้แหละ เดี๋ยวเงินก็จะละลายได้เอง เพราะดูสวยจับใจไปหมดเลย
.

.
เดินออกมาด้านนอก ชมไปทั่วๆ ผ่าน อนุสาวรีย์วีรชนทหารเรือจากสงครามแอ๊ตแลนติก ปี คศ.1939-1945....... กัปตัน วอล์คเกอร์ แห่งราชนาวี....
.
ภาพซ้ายล่างคือ The Memorial to the Engine Room Heroes of the Titanic-อนุสาวรีย์ลูกเรือประจำห้องเครื่องเรือสำราญไททานิกผู้กล้าหาญ....พวกเขาไม่ยอมหนีตาย แต่ดูแลเครื่องยนต์และจ่ายกระแสไฟให้จนกระทั่งเรือจมและสูญเสียชีวิตไปทั้งหมด 244 คน... ด้วยคำจารึกที่ว่า
.
"วีรชนผู้กล้าหาญไม่มีวันตาย ผลงานของท่านเป็นอมตะนิรันดร์กาล และเร้าใจให้เราระลึกถึงความอาจหาญและการเสียสละเพื่อหน้าที่ของท่านตลอดกาล"
.
นี่นับเป็นอนุสาวรีย์ชิ้นแรกที่อุทิศให้แก่ กลุ่มบุคคลธรรมดาสามัญระดับล่าง ที่มีคุณค่าและความยิ่งใหญ่ไม่แพ้บุคคลเรืองนามทั้งหลายในโลก
.
อาคาร Port of Liverpool Building-การท่าเรือลิเวอร์พูล  ที่งามสง่าเหมือนส่วนหนึ่งของ พระที่นั่งอนันตสมาคม ของเรา
.


.
ไม่ได้เข้าพิพิธภัณฑ์ ชมผลงาน Superlambanana ที่เค้านำมาแสดงกลางแจ้งข้างนอกก็ได้
.
Superlambanana คือการนำ Lamb-ลูกแกะ กับ Banana-กล้วย มาผนวกเข้าเป็นชิ้นเดียวกัน ฝีมือของปะติมากรญี่ปุ่นชื่อ  Taro Chiezo ซึ่งต้นแบบ อยู่ที่หน้า หอสมุด Liverpool John Moores University Avril Robarts Library ครับ  
.


.
อาคารอลังที่มีหอนาฬิกา คือ Royal Liver Building ของบริษัทประกันภัยยักษ์ใหญ่
.
อนุสาวรีย์ด้านนหน้า คืออนุสาวรีย์ ท่าน Sir Alfred Lewis Jones KCMG Memorial ผู้บุกเบิกพาณิชย์นาวีสู่แดนอาฟริกา จนกระทั่งได้รับการขนานนามว่า ท่านคือ "กษัตริย์ไร้มงกุฎแห่งอาฟริกา"
.
ภาพใหญ่คือ "Waiting-คอยท่า" อนุสรณ์เพื่อรำลึกถึง Liverpool Working Horses-เหล่าม้าขนส่งแห่งลิเวอร์พูล  ที่ทำหน้าที่ลากขนสินค้าจากโกดังท่าเรือมายังท่าเทียบเรือเป็นเวลา 250 ปี
.


.
ใบพัดเครื่องยนต์ของเรือ Lusitania ที่ถูกเรือดำน้ำของเยอรมันยิงทอร์ปิโดใส่จนจมในปี คศ.1915 และผู้โดยสารทุกวัยเสียชีวิตทั้งหมด 1198 คน...ใบพัดนี้คืออนุสรณ์แห่งโศกนาฏกรรมครั้งนั้น เป็นการตอกย้ำว่า "สงครามไม่มีคำว่าปราณี"
.
อนุสาวรีย์ของ Billy Fury นักร้องดังในยุค ฟิฟตี้-1950 ที่ดังมากจากเพลง Halfway to paradise (goo.gl/DQrxTV) และ It's Only Make Believe (goo.gl/nNAsnD) ที่มีนักร้องนำมาร้องใหม่อีกมากมาย...
.
พูดง่ายๆก็คือ ถ้า Cliff Richards กับ Elvis Presley ไม่เกิดตามมาละก็ นี่คือ King of Rock 'n Roll ล่ะครับ
.


.
แวะชมบ้านพักของนายท่าเรือ ซึ่งจัดว่ามีความเป็นอยู่ค่อนข้างดีมากทีเดียว
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3367
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: UK Trip 2016--August 16-September 19

โพสต์ #62  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 01/08/2017 7:55 am


.
เดินย้อนกลับมาอีกด้าน เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลป์ Tate Modern สาขาลิเวอร์พูล ซึ่งอยู่เป็นส่วนหนึ่งของอาคารพาณิชย์มีระดับริมน้ำแห่งนี้
.

.
มายัง ท่ารถบัส ที่เราผ่านมาเมื่อเช้าก่อนไปทัวร์
.
อาคารที่มีปล่องไฟสูง คือ The Pump House ผับดังของเมืองนี้
.
เที่ยวชมซอกซอยต่างๆไปทั่วๆ
.


.
กว่าจะรู้ตัวว่า ผ่าน "The Beatles Story Experience พิพิธภัณฑ์ตำนาน The Beatles เต็มรูปแบบ" มาตั้งไกล ก็จึงไม่ย้อนกลับไปละครับ....... ขอฝากเพื่อนๆที่ชมภาพกรอบนี้แล้วสนใจอยากสัมผัส ก็รบกวนไปชมมาเผื่อมั่งละกันนะครับ อิอิ
.


.
Lennon Bar ตกแต่งง่ายดี ด้านหนึ่งเป็นคำคมจากบทเพลงต่างๆ และอีกด้านเป็นเนื้อเพลง Imagine ทั้งเซ็ท
.
แต่เนื้อเพลงท่อนที่นำมาเป็น Quote นี้ เข้าท่ามากครับ เพราะจอห์นบรรจงแต่งให้ "ฌอน-Sean" ลูกชายตัวน้อยเป็นการเฉพาะ...
.
"Life is What Happens To You While You’re Busy Making Other Plans-อย่ามัวแต่พะวงโน่นนี่นั่นจนลืมไปว่าสิ่งที่สำคัญคือสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ล่ะ ".....
.
จากเพลง Beautiful Boy (Darling Boy) ที่ฟังเต็มๆได้ที่ goo.gl/SUhVw9 ครับ
.


.
นี่ก็อีกผับนึง ที่เอาชื่ออัลบั้ม Rubber Soul (ที่มีเพลงสุดไพเราะ Norwegian Wood และ Michelle) มาเลย...
.


.
ผ่าน Hard Days Night Hotel อีกรอบ
.

.
กลับไปเริงร่า กระชุ่มกระชวย ใน Cavern Club อีกรอบให้หนำใจ
.


.
กระทั่งทุ่มครึ่ง ถึงคิดว่า น่าจะได้เวลากลับแล้วล่ะ
.
ผ่านอีกด้าน ที่มีรูปปั้นของ Sir John & Cecil Moores สองพี่น้องประธานสโมสรฟุตบอล Everton Football Club ซึ่งเป็นแชมป์ลีคถึง 114 ฤดู และแชมป์ FA Cup 5 สมัยครับ....(แหะ แหะ เขียนเล่าแบบคนไม่รู้เรื่องฟุตบอลเลยนะครับ ผิดพลาดขออภัยล่วงหน้าครับ)
.
หนุ่มน้อยศิลปินเปิดหมวก ยิงสองต่อเลย รับเงินบริจาคแล้วยังเชิญชวนผู้สนใจไปติดตามผลงานต่อที่โซเชียลฯของตัวเองด้วย
.
อ้าว...มีร้านเฝอเวียตนามด้วยอ่ะ
.
มาถึง Clayton Square
.


.
แล้วก็มาถึงสถานีรถไฟ...... ปิดทริป ลิเวอร์พูล 1 วันด้วยความประทับใจเป็นที่สุดครับ
.

.
ขออนุญาตส่งท้ายด้วยการนำเสนอเพลงที่ชื่นชอบที่สุดในความเห็นส่วนตัวผม ของ นักร้องทั้ง 4 ดังนี้ครับ
.
แน่นอนครับ สำหรับ John Lennon ต้อง Imagine นี้เลย หวังว่า Imagine there's no countries
It isn't hard to do - ซักวันหนึ่ง ผู้คนจะไปมาหาสู่กันได้โดยไม่ต้องมีพรมแดนแบ่งกั้น ไม่ต้องมีพาสปอร์ต ไม่ต้องขอวีซ่าบ้าบออย่างทุกวันนี้..
.
เพี้ยง ขอให้ฝันเป็นจริงเถิด แม้อาจจะรอนานสักนิด...You may say I'm a dreamer...But I'm not the only one...I hope some day you'll join us..And the world will live as one..... ขอแค่ให้มีคนฝันเยอะๆหน่อยเท่านั้นนะครับ
.
goo.gl/JSKCDo
.


.
สำหรับ George Harrison แม้จะมีเพลงกินใจหลายเพลง แต่ส่วนตัว ผมว่าเพลง While My Guitar Gently Weeps (goo.gl/ypbpVB) ไพเราะสุดๆครับ
.
"While My Guitar Gently Weeps"
I look at you all, see the love there that's sleeping
While my guitar gently weeps
I look at the floor and I see it needs sweeping
Still my guitar gently weeps

I don't know why nobody told you
How to unfold your love
I don't know how someone controlled you
They bought and sold you

I look at the world and I notice it's turning
While my guitar gently weeps
With every mistake we must surely be learning
Still my guitar gently weeps

Well...

I don't know how you were diverted
You were perverted too
I don't know how you were inverted
No one alerted you

I look at you all, see the love there that's sleeping
While my guitar gently weeps
Look at you all
Still my guitar gently weeps
.


.
ส่วนเพลงที่ไพเราะที่สุดจากเสียงร้องของ Paul McCartney คือเพลง Yesterday (goo.gl/duZYGv) นั่นเอง
"Yesterday"
Yesterday all my troubles seemed so far away.
Now it looks as though they're here to stay.
Oh, I believe in yesterday.
Suddenly I'm not half the man I used to be.
There's a shadow hanging over me.
Oh, yesterday came suddenly.
Why she had to go, I don't know, she wouldn't say.
I said something wrong, now I long for yesterday.
Yesterday love was such an easy game to play.
Now I need a place to hide away.
Oh, I believe in yesterday.
Why she had to go, I don't know, she wouldn't say.
I said something wrong, now I long for yesterday.
Yesterday love was such an easy game to play.
Now I need a place to hide away.
Oh, I believe in yesterday.
Mm mm mm mm mm mm mm
.
ซึ่งทั้ง 3 เพลงของ จอห์น ยอร์ช พอล คงมีเพื่อนๆเห็นด้วยจำนวนมาก
.
แต่เพลงจากเสียงร้องของนักร้องที่ผมฟังได้ไม่รู้เบื่อเลย (อาจจะเป็นเพราะไม่ค่อยมีใครร้องกัน) และชื่นชอบเป็นที่สุดนี่สิ คือเพลงของ Ringo Starr ครับ เพราะ...
.
ดูเหมือนริงโก้ถูกวางบทให้เล่นเป็น "มวยรองบ่อน" ตลอด ..แม้แต่ในเนื้อเพลงทุกเพลงที่เค้าร้อง ก็ล้วนเป็นเรื่องของ "คนถูกเลือก" มากกว่าจะเป็นตัวของตัวเองที่สามารถเป็น "ฝ่ายเลือก" ได้......
.
ไม่ว่าจะเป็น It Don't Come Easy-ฉันทุ่มเทไม่น้อยนะ.... Photograph-ตัวไปทิ้งไว้แค่รูปเธอ.... What Goes On-ทำกับฉันยังงี้ได้ไง.... With a Little Help from My Friends-ช่วยหน่อยนะเพื่อน เราไม่ไหวแล้ว
.
และที่ซึ้งใจที่สุดของ "คนหมดท่า" ก็คือเพลง Act Naturally (goo.gl/v3BzVD) นี่แหละครับ
.
"Act Naturally"
They're gonna put me in the movies
They're gonna make a big star out of me
We'll make a film about a man that's sad and lonely
And all I gotta do is act naturally
Well, I'll bet you I'm gonna be a big star
Might win an Oscar you can never tell
The movies gonna make me a big star
Cos I can play the part so well
Well I hope you'll come and see me in the movies
Then I know that you will plainly see
The biggest fool that ever hit the big time
And all I gotta do is act naturally
We'll make the scene about a man that's sad and lonely
And begging down upon his bended knee
I'll play the part and I won't need rehearsing
All I have to do is act naturally
Well, I'll bet you I'm gonna be a big star
Might win an Oscar you can never tell
The movies gonna make me a big star
Cos I can play the part so well
Well I hope you'll come and see me in the movies
Then I know that you will plainly see
The biggest fool that ever hit the big time
And all I gotta do is act naturally
.
เนื้อหา ช่างปรามาส ประจานกันเหลือเกิน ช่างทำได้ ฟังนะ "...เราจะปั้นนายเป็นดารา รับรองว่านายต้องดังระเบิดแน่ เพราะให้เล่นบทของคนเหงาเศร้าเปล่าเปลี่ยวตลอด... ขอแค่นายอย่าแสดงอารมณ์อะไร แค่เป็นตัวของตัวเองตามธรรมชาติก็เกินพอแล้ว..." 555
.
ช่างเหมือนกับเพลง "นักแสดงบทเศร้า" ของ ธานินทร์ อินทรเทพ จริงๆครับ ไม่ทราบว่าบังเอิญคิดตรงกันหรือใครลอกใครมากันแน่
.
"นักแสดงบทเศร้า" (goo.gl/Gy79BW)
..ฉันจะเป็นสุขอยู่ได้อย่างไร
เมื่อเหนือหัวใจ ของฉันมันแหลกสลาย
รักที่เคยหวัง จนเข้าพังดวงจิตทลาย
ชีวี ครึ่งดี ครึ่งตาย เดินได้ เพียง ร่าง คน
..ถึงจะฝืนสุขอยู่ได้ไม่นาน
เมื่อทั้งดวงมาลย์ ของฉันมันมืดมน
ยิ้มก็แห้งแล้ง ปั้นสีหน้าลำบากลำบน
เสียงพูดปร่าเพี้ยนปน เสียงสะอื้นดังใช่วจี
..หาก ตัวฉันเป็นนักแสดง
เริ่มบทแรง ด้วยบทรักฉ่ำทวี
ฉันคงลำบาก จนต่อบทแสนยากเต็มที
การแสดงคงเก้อเวที ต้องมีคนหมดเชื่อถือ
..ให้ฉันลองเล่นบทโศรกสักครา
ไม่เสียเวลา ต้องมาฝึกปรือ
ฉันจะแสดง การร้องไห้กว่าบทที่ถือ
ทั้งโลกต้องระบือ เสียงปรบมือคงก้องโลกา
.

.
คราวนี้ ก็มาถึง อัลบั้มที่ไม่เพียงแต่ผมจะชื่นชอบ แต่ได้รับการโหวตมาแล้วจากคนทั้งโลกว่า เป็น The Greatest Album of All Time-อัลบั้มทียิ่งใหญ่ตลอดกาล ของ The Beatles นั่นก็คือ อัลบั้ม Sgt. Pepper's Lonely Hearts Club Band ครับ
.
Side one
.
1. "Sgt. Pepper's Lonely Hearts Club Band"
2. "With a Little Help from My Friends"
3. "Lucy in the Sky with Diamonds"
4. "Getting Better"
5. "Fixing a Hole"
6. "She's Leaving Home"
7. "Being for the Benefit of Mr. Kite!"
.
Side two
.
1. "Within You Without You"
2. "When I'm Sixty-Four"
3. "Lovely Rita"
4. "Good Morning Good Morning"
5. "Sgt. Pepper's Lonely Hearts Club Band  (Reprise)"
6. "A Day in the Life"
.
ฟังพร้อมเนื้อฉบับ Cover ได้ที่ลิงค์ goo.gl/4fmBKb ครับ
.
จบแล้วครับ...ขอบคุณที่ติดตาม พบกันใหม่ที่รีวิวหน้าครับ :-)
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3367
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: UK Trip 2016--August 16-September 19

โพสต์ #63  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 08/08/2017 8:55 pm



.
Howth: Delightful Little Irish village in Dublin-รักใครให้ร้องเพลงรัก
.
9 สิงหาคม 2560
.
สวัสดีครับ
.
เพิ่งเขียนรีวิว เมืองไถหนัน ใต้หวัน ไปได้แค่อัลบั้มเดียว ขยับจะทำรูปเขียนต่อ เกิดเผลอไปอ่านเรื่องที่ตัวเองเขียนไว้ว่า "...แหะ แหะ เขียนไปก็เขิลล์ไป เพราะยังไม่ได้รีวิว หมู่บ้านชายทะเลชื่อ Howth ในเมือง Dublin ที่เป็น Location ของภาพยนต์สุดสนุกเรื่อง Sing Street goo.gl/SF75Zb ซักที ขอเวลาหน่อยนะครับ..." เข้า ก็จึง..
.
เกิดความรู้สึก Guilty ขึ้นมานิดๆว่า นี่ก็จะครบปีแล้ว ดูท่าถ้าไม่เขียนตอนนี้ เห็นทีจะดำน้ำไม่โผล่แน่.... เพราะฉะนั้น ก็ขออนุญาตว่า...อัลบั้มสั้นๆหมู่บ้าน Howth ที่เราไปเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2559 นี้ ตอนอยู่ Dublin... ไปก่อนก็แล้วกันนะครับ
.
ไม่ยาวครับ เพราะเป็นการเที่ยวแค่ครึ่งวันหน่อยๆเท่านั้นเอง
.
.
ข้อดีของการพัก Hostel อย่างหนึ่งที่ผมเคยเรียนแล้ว ก็คือ การได้พบปะทำความรู้จักแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักท่องเที่ยวอื่นๆที่มาจากนานาชาตินี่แหละครับ
.
ใช่ครับ...ต้องไม่ลืมด้วยว่า คีย์เวิร์ด "นานา..ชาติ" (โดยเฉพาะในยุโรป) ย่อมหมายความว่า.... เราไม่เพียงแต่ต่างชาติพันธุ์ ต่างวัฒนธรรมต่างสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ยังมาจากร้อยบิดรพันมารดาหมื่นโรงเรียนที่มีพื้นฐานการอบรมต่างกันด้วย จึงย่อมเป็นธรรมดาที่จ่างคนต่างมีพฤติกรรม ทัศนคติที่ไม่เหมือนกัน ซึ่ง.....
.
เราต้องเลือกเองว่า อยากสุงสิงกับคนประเภทใด...
.
ง่ายๆก็ดูจากโหงวเฮ้ง การแต่งกาย การลุกการนั่ง กิริยาท่าทาง การใช้เสียง การเป็นฝ่ายรุก-Extrovert หรือฝ่ายรับ-Introvert ฯลฯ นี่แหละ ....
.
ถ้าไม่ต้องรสนิยมก็เลี่ยง หรือลองแย็บๆไปหรือถูกแย็บมาแล้วต่างแนวกัน ก็ขอตัวได้ครับ
.
แบบว่า...พัก Hostel แล้ว จะเก็บตัวอยู่โดดเดี่ยวลำพังยากครับ เพราะอย่างน้อยก็ต้องมาใช้ Common Room-ห้องส่วนกลาง เป็นที่ทำงาน (เขียนโน๊ตบุ๊ค)..ทานอาหาร (ที่ซื้อมาปรุงเอง)..
.
และโต๊ะยาวที่นั่งสะดวกสบายกว่า โต๊ะเก้าอี้เล็กๆแบบโต๊ะอาหารทั่วไป ก็ต้องร่วมโต๊ะกับคนมากจำนวนชัวร์ .
เมื่อเลือกที่ว่างและเพื่อนร่วมโต๊ะได้แล้ว ผมก็เริ่มทำงาน ในขณะคุณนายเคทดูรูปไปและเปิดฉากสนทนากับเพื่อนร่วมโต๊ะไป...
.
นั่งข้างๆคุณนายอยู่คนเดียว คือสาวน้อยจากสเปน ที่เมื่อวานระหว่างไป Walking Tour-ทัวร์เดินชมเมือง เห็นไปกับกลุ่มหนุ่มๆ 2-3 คน ยังได้ยิ้มทักทายกัน
.
คุณนายเริ่มก่อน "How's everything-เป็นยังไง?" สาวน้อยตอบว่า "ไปเที่ยวเมือง เฮาธ์ มา"..."อยู่ที่ไหนเหรอ สะกดยังไง" ..."H-o-w-t-h อยู่ไม่ไกล นั่งรถไฟแป๊บเดียวถึง..เป็นเมืองชายทะเล สวยมาก อาหารทะเลอร่อย..."
.
ผมจัดการเสิร์ชกูเกิ้ลทันที ในขณะที่คุณนายคุยต่อ "And where are your friends now-แล้วเพื่อนหนุ่มๆไปไหนหมดล่ะ?" เธอรีบตอบว่า "ไม่ใช่เพื่อน เจอกันที่นี่เอง"
.
"อ้าว เห็นไปทัวร์ด้วยกัน แล้วก็เธอบอกว่าไป Howth ด้วยกัน แล้วไปอยู่ไหนตอนนี้?"
.
สาวน้อยทำหน้าเซ็ง "Drink, talk, sleep, that's all they do-ดื่ม-เม้าธ์-หลับ แค่นั้นแหละ ไม่ได้เรื่องเล้ย..." 555
.
ใช่ครับ นักท่องเที่ยวฝาหรั่งแบ็คแพ็คพักโฮสเต็ล เค้าไม่เหมือนเราหรอกครับ...ที่เที่ยวเป็นเพียงส่วนประกอบ หลักๆคือหาเพื่อน หาความสุขใส่ตัว ปาร์ตี้ สนุกสุดเหวี่ยงกัน ทั้งหญิงชาย ไวไฟพอๆกัน......
.
ก็ห่างบ้านปลอดสายตาคนรู้จัก จะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้นนี่เนาะ...สนุกเต็มที่ได้ แต่...ยามโดดเดี่ยวก็ต้องรับให้ได้ก็แล้วกัน..... ออกสู่โลกภายนอก ขึ้นอยู่กับว่าจะถูกสิ่งแวดล้อมไหนกลืนกินหรือเปล่า ประสบการณ์คือตัวชี้อนาคตครับ
.
เขียนเสียยืดยาว ก็เพื่อจะเรียนเพื่อนๆว่า สรุปคือ เราตัดสินใจไปเที่ยวหมู่บ้าน Howth นี้ในวันต่อมา และเพิ่งมาเอะใจทีหลังเมื่อชมภาพยนต์เรื่อง Sing Street (ชื่อไทยว่า "รักใครให้ร้องเพลงรัก" ซึ่งข้อคิดจากเนื้อหาก็ประมาณที่ร่ายมาข้างต้นนี้แหละ) นี่เองว่า หมู่บ้านนี้คือ Location ถ่ายทำที่สำคัญทีเดียว..
.
โชคดีจริงๆครับ
.


.
ที่พักของเราใน Dublin คือ Isaacs Hostel ตึกกำแพงอิฐประตูหน้าต่างสีแดงที่เห็นนี่แหละครับ ซึ่งเช้าขึ้นมานกกาก็ออกหากิน เอ๊ย..ได้เวลาออกเที่ยวกัน
.
เมือง ดับบลิน เป็นเมืองไอริชที่น่ารัก เรียบง่าย สีสันไม่จัดจ้านลายตา...... บรรยายกาศไม่ต่างจากที่พบเห็นในภาพยนต์ต่างๆอาทิ Once, About Adam และ Michael Collins, In the name of Father (เมื่อตัดฉากความรุนแรงทิ้งไป) ฯลฯ จึงน่าอยู่ น่าเดินชมยิ่ง...
.

.
เพียงไม่กี่นาที ก็ถึงสถานีรถไฟ Connolly Train Station สอบถามข้อมูลเจ้าหน้าที่ ได้ทราบว่า ค่าตั๋วไปกลับเวลาไหนก็ได้ 2 คนแค่ 12.70 ยูโร (500 บาทไทย) เท่านั้นเอง และ ต้องไปที่ชานชาลา 7
.
ปรากฏว่า ชานชาลา 7 สำหรับสายเมืองเล็ก ต้องเดินไปไกลเชียว แต่ความที่เราเผื่อเวลาไว้แล้ว จึงไม่ต้องกระหืดกระหอบ ไม่งั้นอาจต้องรอเที่ยวถัดไปเป็นครึ่งชั่วโมง..
.
พนักงานรถไฟสวมเสื้อกั๊กสีแสดหน้าตาชาวบ้านดี ผมจึงเรียนเชิญคุณนายไปถ่ายรูปกับเค้าเป็นการสร้างมิตรภาพ โดยบอกว่า "Can I have one pink between the two oranges-ขอ 1 ชมพูแทรกระหว่างกลาง 2 ส้มได้ปล่าว?" ทั้งคู่ยิ้มพยักหน้า ดีใจที่เราให้เกียรติ
.
ก่อนกดแช๊ะ ผมจึงแซวไปว่า "It's the rose among the thorn isn't it-เหมือนกุหลายกลางพงหนามเลยเนอะ?" เล่นเอาหัวเราะร่าบอก "Yeah yeah.." เลย...
.
ที่นั่งในรถ แบบเดียวกับที่เห็นในหนัง Sing Street เลย...:-)
.


.
บนรถ มีลุงไกด์มาแจก....โบร์ชัวร์ Howth Walking Tour-นำเดินเที่ยวหมู่บ้าน เฮาธ์.... ซึ่งเราก็รับไว้และพูดคุยกันนิดหน่อย...
.
ปรากฏว่า พอลุงไปเก้าอี้ถัดไป ได้ยินเสียงชวนพี่ผู้หญิงที่นั่งคนเดียวว่า "...ไปด้วยกันสิ นี่คนไทย 2 คนนี้ก็ไป.." ว่าแล้วก็หันมาขยิบตาให้ผม ..ร้ายจริงๆ  
.
คนวัยเกษียณใน UK ถ้าลองขยันซักหน่อย ก็หาสัมมาชีพดำรงชีวิตได้ไม่ยาก เพราะสำหรับสายรถไฟสั้นๆ เดินทางฟรีทั้งนั้น...เราจึงเห็นคนแก่ ไปโน่นไปนี่ตลอดเวลา ไม่ว่าที่ลอนดอน สก็อตแลนด์ หรือที่ ไอร์แลนด์ครับ
.


.
เพียงครึ่งชั่วโมง เราก็มาถึงสถานี Howth ...
.
ออกจากสถานีมา ก็เห็นกรุ๊ป Howth Walking Tour-นำเดินเที่ยวหมู่บ้านเฮาธ์ รวมตัวอยู่ที่นั่น ไม่ทราบว่าเป็นคนละกรุ๊ปกับลุงไกด์ หรือลุงไกด์ส่งต่อมาให้อ่ะครับ
.
The Dog House Blue's Tea Room Restaurant เป็นร้านอาหารดังแห่งหนึ่งของหมู่บ้านนี้ ซึ่งทำเลแถวสถานีรถไฟมีร้านดังๆหลายร้านทีเดียวครับ
.


.
ดูจากแผนผังหมู่บ้านนี้ แหล่งท่องเที่ยวก็อยู่ในรัศมีไม่กว้างนัก เชื่อว่า นักท่องเที่ยวมาที่นี่เพื่อหย่อนใจ ทานอาหารอร่อยๆ แบบชายทะเลบ้านเรา เช่น บางเสร่ เสมสาร อ่างศิลา...มากกว่า
.


.
ผ่านร้านอาหารต่างๆตามทางจนถึงสวนกลางหมู่บ้าน...
.


.
ใช่แล้วครับ ร้านอาหารที่เน้นอาหารทะเลมีเพียบ..รวมทั้งร้านจำหน่ายของสดด้วย...
.
ป้ายบนก้อนหินเขียนว่า "รัฐมนตรีท่องเที่ยวการประมงและป่าไม้ ได้มาเปิด Howth Fishery Habour-อ่าวประมงเฮาธ์ ที่นี่เมื่อ 23 สิงหาคม คศ.1986" ครับ
.

.
แวะร้านอาหาร ร้านจำหน่ายของสด ....
.
มองไกลๆนึกว่าร้านนี้มี Free Beer-เบียร์ฟรี ....พอเข้าใกล้ค่อยเห็นมีตัวอักษรเล็กๆประกอบว่า Free WIFI และ  Cold Beer ต่างหาก...หนอย เอาทริคของแม่ค้าผลไม้บางกะปิมาใช้ซะนี่
.


.
ลุงคนนี้ยิ้มทักทาย พอทราบว่าเรามาจากเมืองไทย ตื่นเต้นมากเลย ระล่ำระลักชี้ที่เสื้อตัวเองบอกว่า "เสื้อตัวนี้เพื่อนจากเมืองไทยซื้อมาให้ ผ้าดีมากเลย.....อยากไปเมืองไทยมากๆ ไม่รู้ว่าชาตินี้จะมีวาสนาหรือเปล่า.."
.
ฟังแล้วชื่นใจชะมัด พักหลังนี้ไปไหนก็เจอแต่คนอยากมาเมืองไทย และพอรู้ว่าเราเป็นคนไทยก็ชื่นชมเป็นพิเศษเต็มไปหมด...
.
แต่ก็ไม่รู้สึกอะไรเวลาได้ยินได้ฟังใครที่บ่นด่าประจานและบอกว่าไม่อยากอยู่เมืองไทยหรอกนะครับ เพราะทราบดีว่า เป็นการบ่นระบายความเครียดแก้เกี้ยว คงไม่ไปอยู่ที่ไหนจริงหรอก (แบบเดียวกับ "ทีหลังจะไม่บินโลว์คอสท์เจ้านี้อีกแล้ว" แต่ก็เห็นตากหน้าใช้บริการโครมๆ) เท่านั้น...
.
ผมถามลุงว่า "ร้านอาหารไหนอร่อยที่สุดและราคาไม่โหดเกิน?"
.
ลุงบอกว่า "มี 2 ร้าน คือ The Oar House กับ Octopussy ผมทานประจำ ไม่แพงและอร่อย รับรอง"
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3367
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: UK Trip 2016--August 16-September 19

โพสต์ #64  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 08/08/2017 8:59 pm


.
อุปกรณ์การประมงแปลกตาดีครับ
.

.
เย็นสบาย เดินกรุยกรายชมไปทั่วๆเรื่อยๆ...
.

.
แล้วก็มาถึงทำนบกั้นน้ำยาว ซึ่งตอนแรกคิดว่าเป็นทางเดินแคบๆ แต่ที่ไหนได้ กว้างใหญ่ ชมวิวรอบๆสวยงามมาก
.


.
บรรยากาศรื่นรมย์มากๆครับ
.



.
บริเวณนี้แหละครับ ที่เป็น โลเกชั่น ถ่ายทำภาพยนต์เรื่อง  "Sing Street-รักใครให้ร้องเพลงรัก" ภาพยนต์ที่สร้างแรงบันดาลใจให้หนุ่มสาวกล้าก้าวออกไปสู่โลกกว้างได้อย่างบันเทิงเริงรมย์ยิ่ง
.

.
คนหนุ่มสาวที่อยู่บ้านอกฝันอยากมาสร้างชีวิตใหม่ใน กทม.อย่างไร หนุ่มสาวที่อยู่ในเมือง Dublin ก็อยากออกจาก ไอร์แลนด์ ไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ที่มีสีสันตระการตากว่า บนเกาะอังกฤษ เช่น มหานครลอนดอนไม่ต่างกัน.....
.
ด้วยตระหนักดีว่า หากทนอยู่ใน Comfort Zone-สิ่งที่แวดล้อมแบบเรื่อยๆมาเรียงๆ ต่อไป สุดท้ายก็คงมีชีวิตไปอย่างแกนๆ นั่งคอยความฝันด้วยความเจ็บปวดใจเช่นชาวบ้านรุ่นพ่อรุ่นแม่นั่นเอง....
.
.
--------------------------------------------------------
Look at her. She races home every evening just to catch that last little bit of sun, have a cigarette and read her papers. She's always talking about going on a holiday to Spain, but he never takes her. That's all she gets. Then that tall tree blocks it, and she comes in. I often wonder what she's thinking about.
.
--- ดูแม่สิ แม่รีบกระหืดกระหอบกลับมาบ้านให้ทันรับไอแดดก่อนอาทิตย์อัสดง สูบบุหรี่ไป อ่านหนังสือพิมพ์ไป...แม่บ่นอยากไปเที่ยวสเปนตลอด แต่พ่อก็ไม่เคยแม้แต่คิดจะพาไปซักที...และแล้ว ต้นไม้ก็เติบใหญ่จนบดบังแดดไปเกือบหมด..ฉันอยากรู้จังว่า แม่รู้สึกยังไงบ้าง...
.
-----------------------------------------------------------
.
.
โชคยังเป็นของพระเอกหนุ่มน้อย เมื่อสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ทำให้เค้าต้องย้ายจากโรงเรียนดังๆมายังโรงเรียนพื้นๆที่มีนักเรียนเกเรคอยรังแก... ครูใหญ่เจ้าระเบียบบ้าอำนาจ...แต่ก็มีเพื่อนดีๆประเภทแหยหลายคน..
.
แล้ววันหนึ่ง ด้วยความอยากจีบสาว พาให้หลุดปากไปโม้กับเธอว่า ตัวเองนักนักดนตรี ก็เลยต้องรีบรวบรวมกลุ่มตั้งวงขึ้นมาจนได้...แรงผลักนี้เอง ที่ปูทางให้เค้า Think Big-คิดใหญ่ และ ใจกล้า กว่า พี่ชายที่มีฝันไม่ต่างกันแต่ไม่กล้าออกล่าฝันเหมือนเค้า...
.
วิธีจัดการกับ เด็กเกเรที่ดีที่สุดคือการ ไม่ต่อกรด้วย แต่พัฒนาตัวเองให้เก่งกล้าขึ้น ด้วยการกล้าคิด กล้าทำ และตอบโต้ด้วยคำพูดที่เจ็บแสบกว่าความรุนแรงที่ถูกกระทำหลายร้อยพันเท่า...
.
.
---------------------------------------------------------
.
Maybe you're living in my world. I'm not living in yours. You're just material for my songs. You only have the power to stop things, but not to create.  
.
--- ฉันว่าแกไม่ได้อยู่ในโลกเดียวกับฉันหรอก เพราะฉันจะไม่มีวันไปอยู่ในโลกของแกเด็ดขาด ชีวิตของคนอย่างแกอย่างดีก็เป็นวัตถุดิบให้ฉันมาเขียนเพลงเท่านั้นแหละ....แกมันเก่งนักเรื่องหยุดความเจริญ แต่ไม่มีสติปัญญาพอที่จะคิดสร้างสรรค์อะไรขึ้นมาหรอก...
.
----------------------------------------------------------
.
.
คนมีฝัน ต้องเจอกับคนที่มีฝันอันร้อนเร่า กล้าที่จะคิด กล้าที่จะเสี่ยงทำเท่านั้น ..แม้อาจจะพลาด ก็พลาดด้วยด้อยประสบการณ์ ซึ่งสามารถนำมาเป็นบทเรียนขัดเกลาตบแต่งความฝันใหม่ให้สุกใสยิ่งขึ้นได้....
.
.
------------------------------------------------------------
.
What does "happy-sad" even mean? How can we be both things? It makes no sense.
.
--- "ทุกข์อย่างมีความสุข" หมายความว่าไงอ่ะ เราจะเป็นทั้งสองความรู้สึกพร้อมๆกันได้ยังไง มันไมีมีตรรกะเลยนะ...
.
It means that I'm stuck in this shithole full of morons and rapists and bullies, and I'm gonna deal with it, okay? It's just how life is. I'm gonna try and accept it and get on with it, and make some art.
.
--- ก็หมายความว่า ฉันกำลังจมปลักอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยคนไม่เอาไหน พวกเพี้ยน พวกบ้ากาม พวกนักเลงหัวไม้ที่รังแกคนไม่สู้... แต่ฉันก็ต้องหาวิธีจัดการให้ได้ไง นี่แหละชีวิตล่ะ ฉันต้องพยายามทำใจยอมรับและดำเนินชีวิตต่อไป โดยทำให้มันกลายเป็น ศิลป์ ขึ้นมาให้ได้...
.
------------------------------------------------------------
.


.
ภาพจากภาพยนต์ตอนนี้ คือตอนที่นัดกันไปถ่ายคลิปมิวสิควิดีโอกัน โดยให้นางเอก แสร้งกระโดดลงน้ำ แต่จริงๆลงไปแค่บันได (เพราะเนื้อเพลงสื่อความหมายว่า ที่เธอหนีแฟนไป ไม่ใช่ฆ่าตัวตาย แต่เพราะเธอคือ นางเงือก ที่ต้องการกลับสู่ถิ่นเดิมต่างหาก) ...
.
ครั้นพอถึงเวลา นางเอกกลับวิ่งกระโดดลงไปในน้ำอย่างจริงจัง พร้อมตะโกนสั่งให้ถ่ายคลิปตามตลอด แล้วก็ร้องตะโกนให้ช่วย เพราะเธอว่ายน้ำไม่เป็น...
.
------------------------------------------------------------
.
You can never do anything by half. Do you understand that?
.
อย่าทำอะไรแบบไม่เต็มที่เด็ดขาด เข้าใจมั้ย...
.
----------------------------------------------------------
.
.
แล้วทั้งสองก็เดินเคลียคลอกันจนถึงมุมที่พระเอกหนุ่มน้อยชี้ให้นางเอกมองไปข้างหน้าไกลๆ
.
.
----------------------------------------------------------
.
You know, on a clear day, you can actually see
the mainland of Britain. Island's only 30 miles
from the coast of Wales. It has to have just rained,
no dust in the air. You can just about see it.
.
--- เธอรู้มั้ย วันไหนที่ฟ้าเปิด เราจะมองเห็นแผ่นดินอังกฤษจากที่นี่ได้ เพราะเราอยู่ห่างชายทะเลเวลส์แค่ 30 ไมล์ ยิ่งตอนฝนหยุดตกใหม่ๆ ไมมีฝุ่นบนอากาศนะ ชัดแจ๋วเลย..
.
So I can wave back to you when I'm in London.
.
--- งั้นฉันก็โบกมือทักทายเธอจากลอนดอนได้สินะ
.
---------------------------------------------------------
.
.
เป็นไงครับ จุกไปเลยมั้ยล่ะ....การสร้างแรงบันดาลใจแบบลนเผาด้วยความท้าทายนี้.......กล้ามั้ยล่ะที่จะทิ้งถิ่นไปสู่โลกกว้าง
.
.
---------------------------------------------------------
.
My brother says all the great artists had to get off this island. The ones who stayed got depressed and turned into alcoholics.
.
--- พี่ฉันบอกว่า ศิลปินที่ยิ่งใหญ่ล้วนเป็นคนที่ทิ้งเกาะนี้ไปสู่โลกกว้าง..ใครที่ไม่กล้าลาจาก จะค่อยๆเครียด กลัดกลุ้ม แล้วก็กลายเป็นขี้เมาประจำหมู่บ้านไปในที่สุด...
.
----------------------------------------------------------
.


.
ไปเที่ยวกันต่อดีกว่านะครับ
.
คุณป้าท่านนี้ ยิ้มทักทายแล้วก็บอกว่า "ครอบครัวฉันอยู่ที่นี่มา 4 รุ่น (4 generations) แล้ว ..บ้านเราบางส่วนทำเป็นโฮมสเตย์ แล้วฉันมาเดินออกกำลังที่นี่ทุกวันเลย"
.
เรายิ้มชื่นชมและบอกเธอว่า "ดีจังเลย ขออวยพรให้มีความสุขกับหมู่บ้านสวยงามนี้ไปอีก 20 รุ่นนะ"
.


.
กลับมาบรรลุจุดที่เราตั้งต้นตะกี้ มุ่งหน้าไปทางหมู่บ้าน ซึ่งบริเวณริมอ่าวนี้มีนกนางนวลเยอะมาก...
.


.
The Abbey Tavern เป็นร้านอาหารที่ดังที่สุดในหมู่บ้านนี้ แต่เรามีจุดหมายในใจแล้ว
.

.
Church of Assumption ที่เด่นสง่า
.
คุณป้าทั้งสองนี้ เจอกันบนรถไฟและระหว่างเดินเที่ยว หันมาถามว่า "ไปดู Sea Lion-สิงโตทะเล มาหรือยัง?...อย่าพลาดนะ ตรงแถวๆร้านอาหารตรงข้ามประภาคาร น่ารักมากเลย"
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3367
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: UK Trip 2016--August 16-September 19

โพสต์ #65  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 08/08/2017 9:02 pm


.
หมู่บ้านเฮาธ์ เป็นอาคารแถวแปลกตาแบบโบราณ.... ร้านของชำ The Country Market ที่ขึ้นชื่อ ดูเรียบง่ายและน่ารัก ได้รับรางวัล Best of Ireland ถึง 3 ปี
.


.
เดินเลี้ยวเข้าซอยเป็นทางลงเนิน...
.


.
มุ่งหน้ามาตรงท่าน้ำตรงข้ามประภาคาร...แต่เห็นสิงโตทะเลแค่ตะคุ่มๆ
.
ไปหาอะไรทานตามความตั้งใจดีกว่า..
.

.
เปิดเน็ตดูแล้ว ระหว่าง 2 ร้านที่ลุงแนะนำ ขอเลือกร้าน ปลาหมึก-Octopussy ก็แล้วกัน เพราะมีรีวิวชื่นชมมากกว่า
.



.
เอาล่ะ ได้ทานร้านอาหารทะเลในยุโรป ซะที
.

.
ทั้งสองร้านอยู่ติดกัน แต่ The Oar House คนน้อยกว่า Octopussy เยอะ
.
สาวเจ้าของร้านเชิญให้ไปนั่งด้านใน ลูกค้าเกือบเต็ม...
.

.
ไม่ทราบจะเลือกทานอะไรดี ขอเลือกที่แพงที่สุดในเมนูก็แล้วกัน คือ Sherry Monk Fish €15.95 คุณนายขอ Garlic Dublin Bay €12.95 และสลัดอีกจาน €3.95...โดยไม่ทราบว่าเป็นอะไรปรุงอย่างไรเหมือนกัน
.
ปรากฏว่า เป็นเนื้อปลาต้มแกง...กุ้งกระเทียม..ก็อร่อยพอใช้ ถ้าไม่ผสมชีสละก็ แจ่ม...จ่ายค่าเรียนรู้ประสบการณ์ไป €32.85 เท่ากับ 1300 บาทไทย อิ่มอร่อยไม่ถึงครึ่งของโรตีไส้ไก่ร้านแม็ค..555
.

.
แล้วเราก็เจอแจ๊คพ็อต ตอนเดินกลับไป เห็นไหวๆอยู่ในน้ำ ท่าทางหิวมาเชียว...ได้มีความสุขกับการชื่นชมและถ่ายภาพอย่างหนำใจ...You've made my day-เธอทำให้วันนี้อิ่มเอิบมากเลยรู้มั้ย...จุ๊บๆๆ
.


.
แวะชมร้านอาหารอื่นๆไปเรื่อยๆ...ร้านข้างสถานีรถไฟ ก็ดังติดอันดับเหมือนกันครับ
.


.
แล้วก็ได้เวลากลับดับบลิน เพราะเป็นวันสุดท้ายของเมืองนี้แล้ว แต่ยังมีที่ๆอยากไปอีกหลายแห่ง
.
สรุปว่าประทับใจมากครับ สำหรับครึ่งวันในหมู่บ้านที่เรียบง่ายบรรยากาศดีๆอย่าง Howth นี้
.
หากเพื่อนๆมีโอกาส ขอเรียนแนะนำด้วยความยินดียิ่ง..หรืออยาก Built อารมณ์ให้เร่าร้อน ก็ง่ายๆครับ หาแผ่น Sing Street มาชมเลย ชมเสร็จอาจจองตั๋วเครื่องบินฉับพลันก็เป็นได้น้า...ไม่เชื่ออย่าลบหลู่
.


.
ขอปิดท้ายด้วยเพลงตอนจบของหนังอันไพเราะ Go Now ของ Adam Levine ซึ่ง Inspire-ปลุกเร้า ได้ดีเยี่ยม หากเราพร้อมที่จะถูก Inspired-เขย่า เพื่อ Better Life-ชีวิตที่ดีขึ้นครับ
.
.
--------------------------------------------------------
.
โอกาสอีกครั้งมาถึงแล้วนะ
แค่มองตาเธอ ฉันก็รู้ว่าเธอปรารถนา
ก็มันชัดเจน เจิดจ้าออกปานนั้น
สู้ๆนะ ผิดก็ช่าง เดี๋ยวมันก็จะถูกเอง
อย่ามัวแต่นั่งเฉยพร่ำบ่นอยู่เลย เดี๋ยวจะสายไปนะ ขอบอก
มุ่งหน้าไปเลย แล้วก็ไม่ต้องหันหลังกลับมา
เธอมาไกลแล้วนะ ไม่เฉลียวใจหรือว่าต้องฝ่าฟันขนาดไหน (กว่าจะมาถึงจุดนี้)
มาถูกทางแล้วล่ะ วิ่งต่อไปเพื่อชีวิตที่ดีกว่า
ตัดสินใจแล้ว ก็อย่าหันหลังกลับ แม้ทุกอย่างจะดูเหมือนพังทลายก็เถอะ
ผ่านประสบการณ์มามากเกินพอ ที่จะแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง
สู้ต่อไป ตามความเชื่อมั่นของตัวเอง
บอกตัวเองว่า "ฉันจะไม่ท้อ ฉันจะทำสุดหัวใจเท่าที่จะทำได้"
.
.
https://www.youtube.com/watch?v=Oixi5_vEpTY
.
.
--------------------------------------------------------
.
ขอให้มีความสุข ประสพความสำเร็จยิ่งๆขึ้นไปทุกท่าน...พบกันใหม่รีวิวหน้า และขอบคุณที่ติดตามครับ
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3367
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: UK Trip 2016--August 16-September 19

โพสต์ #66  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 14/07/2018 7:30 pm



.
อารัมภบทของอัลบั้มนี้ ผมก้อปของเก่าจากกระทู้ goo.gl/QzPoQ1 นี้มาลงเพื่อเป็นการเตือนความจำครับ...เรียนเชิญคลิกอ่านตามลิ้งค์ได้เลย
.

.
เราเดินทางจาก Glasgow ประเทศ Scotland มายัง Belfast ประเทศ Northern Ireland ด้วยประสบการณ์ครั้งแรกที่นั่งรถไฟ ต่อรถบัส แล้วต่อเรือเฟอร์รี่อีกที ซึ่งเดิมทีคิดว่าน่าจะยุ่งยากไม่น้อยกับการซื้อตั๋วเดินทางแต่ละแบบทีละครั้ง..
.
แต่แล้ว ก็โล่งอกยิ่ง เมื่อเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์การรถไฟ Edinburgh บอกเราตอนจองว่า สามารถซื้อตั๋วรวมทุกอย่างครั้งเดียวเลยในราคาเพียงแค่ 30 ปอนด์และใช้เวลารวม 5.40 ชั่วโมงเท่านั้น เพราะหากซื้อแยกแบบที่คิดไว้แต่ต้นละก็ เฉพาะค่าตั๋วเฟอร์รี่อย่างเดียวก็ 40 กว่าปอนด์ต่อคนเข้าไปแล้ว
.
เช่นเดียวกัน ขากลับอังกฤษ จากเมือง Dublin ประเทศ Republic of Ireland ไปยังเมือง Manchester โดยวิธี 3 ต่ออย่างเดียวกัน ก็แค่ 39 ปอนด์เท่านั้น
.
จะเห็นได้ว่าเส้นทางเหล่านี้ เป็นเส้นทางยอดนิยมของผู้คนทั้ง 2 ประเทศที่ใช้กันบ่อยมาก จึงมีรายการเหมาอย่างนี้ถึงวันละ 3 เที่ยว และที่แน่ๆก็คือ งบประมาณการเดินทางในประเทศเครือจักรภพอังกฤษและไอร์แลนด์นี้ ถูกมากกว่าที่คำนวณไว้จริงๆ (ชนิดต่างจาก Scandinavia เป็นหน้ามือหลังมือเลยทีเดียว... บรื๋อวว์ คิดถึงสแกนฯแล้วหนาว)
.
ที่พักของเราในเบลฟาสต์ คือ Global Village Belfast โฮสเต็ลที่ได้รับการประเมินด้วยคะแนนสูงมาก ถึง 9.3 เต็ม 10 ....เด่นดังในเรื่อง ทำเล เจ้าหน้าที่ และความสะอาด ซึ่งก็เป็นจริงทุกอย่างจนสามารถใช้วิธีเดินเท้าไปไหนมาไหนได้ไม่ยากเลย
.
อย่างไรก็ตาม เราขอ ข้าม-Skip ความเป็นอยู่วันแรกและวันที่สองออกไปก่อน เพื่อเข้าสู่เรื่องในรีวิวนี้ของวันที่สาม (ณ 2 กันยายน 2016) ซึ่งเป็นโปรแกรมทัวร์ Day Tour เสียเลย...
.
เช้าวันนี้ เราออกมารอรถหน้าโฮสเต็ลตั้งแต่ 8.30 น.โดยมีน้องผู้หญิงที่พักโฮสเต็ลเดียวกันและมีตั๋วแล้วอีกคนยืนรอก่อนแล้ว....
.
แหะ แหะ มีคุณป้าคนหนึ่งเดินผ่านพอดี...ดูสิครับ นี่แหละแบ็คแพ็คตัวจริง 55...ขนาดกระเป๋าอย่างเดียว ยังเล่นเสีย 4...อิอิ
.
เมื่อซัก 8.45 น.ตามเวลานัดหมาย ก็มีรถเบ้นซ์แวนติดป้าย McComb's Coach โฉบเข้ามา ข้างในมีผู้โดยสารซึ่งคงรับมาจากที่อื่นแล้วจำนวนหนึ่ง แต่แล้วก็ยังไม่ไปเสียที หยุดรอตั้งอีกเกือบ 10 นาทีรถก็ยังไม่ไป....
.
ครู่หนึ่ง จึงเห็น Mitchell เจ้าหน้าที่โฮสเต็ล นำสาวท้วมหน้าตายุ่งเหยิงมาส่งที่รถ พร้อมขอโทษด้วยว่าเข้าห้องน้ำนานไปหน่อย 55
.
ดีใจได้ไม่นานว่า วันนี้เที่ยวรถเก๋งคงมันส์...ที่ไหนได้ เผลอแพล๊บเดียว ยังไม่ทันได้ทักทายเพื่อนร่วมทีมเลย รถก็มาจอดหน้ารถทัวร์ใหญ่ที่ Belfast International Youth Hostel ที่มีคนรอต่อคิวยาวเหยียดแล้ว
.
เจ้าหน้าที่ทัวร์เรียกให้เราขึ้นรถบัสใหญ่ก่อน โดยให้นั่งหน้าๆ ท่ามกลางใบหน้าหมั่นไส้ งุนงง ของคนที่เข้าคิวอยู่ ด้วยไม่ทราบว่า เราขึ้นก่อนก็เพราะขากลับเค้าจะส่งเราทีหลังนั่นเอง
.
หน้ารถตรงทางลง มีกระป๋องตังและจอขอทิป ซึ่งก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของทัวร์ทั่วไปที่นี่ ซึ่งผมมีความเห็นอีกอย่าง อันจะได้แสดงในตอนท้ายๆนะครับ
.

.
พอเริ่มเดินทาง จับพวงมาลัยแน่นแล้ว Derrick ก็เอาไมค์คล้องศีรษะให้ไมค์ตรงปาก รับหน้าที่ 2 อย่างในคราวเดียวกัน พร้อมกับพูดบรรยายไปทันที... ตั้งแต่การทักทาย ให้ทุกคนแนะนำตัวว่ามาจากไหนแล้วก็เข้าเรื่องการเดินทางโดยแถมมุกไปตลอด โดยมีผู้โดยสารหนุ่มใหญ่คนหนึ่งที่นั่งข้างหน้าข้างเค้าเป็นลูกคู่ตลอด ..เรียกได้ว่าเฮฮาทั้งทริปเลย
.
จะเห็นได้ว่า รถราทั้งในเมืองและนอกเมืองที่ไปสู่ Causeway Coasttal Route มีค่อนข้างน้อยถึงน้อยมาก และถนนหนทางอยู่ในเกรดดีทีเดียวครับ
.
ครู่ใหญ่ๆ ก็มาถึงแหล่งท่องเที่ยวจุดแรก คือ Carrickfergus Castle ปราสาทที่เห็นแต่ไกลโน่น โดยระหว่างทาง ผ่านบ้านพักสวยงามสีขาวขอบดำที่มีสวนหย่อม Carrickfergus Conservation Area อยู่ด้านหน้า
.
เลยไปหน่อย เป็นอาคารภัตตาคาร Swift Restaurant ที่บึกบึนใหญ่โต มีป้ายเขียนว่ามีอาหารเช้าจำหน่ายด้วย
.

.
จอดรถที่ลานแล้ว Derrick  ก็บอกให้เราเดินชมรอบๆประมาณครึ่งชั่วโมง โดยทุกคนต่างมุ่งตรงไปยังปราสาทที่เห็นทันที
.
Carrickfergus ในภาษาไอริชนั้น แปลว่า กองหินที่เรียงกันเป็นสัญลักษณ์ ของบุรุษทรงพลัง-Cairn of Strong Man และปราสาทนี้เคยถูกยึดครองทั้งจากชาวสก็อตต์ ไอริช อังกฤษ และฝรั่งเศส มีความสำคัญทางการทหารอย่างยิ่งจนถึง คศ.1928 และนับว่าเป็นปราสาทที่ได้รับการดูแลรักษาไว้เป็นค่อนข้างดี ด้วยยุคก่อนถือว่าอยู่ในชัยภูมิที่ยอดเยี่ยมเพราะมีน้ำล้อมรอบถึง 3 ใน 4 ส่วน (แม้ปัจจุบันจะเหลือเพียงน้ำ 1 ใน 3 ส่วนเพราะถูกถมเป็นแผ่นดินแล้วก็ตาม) โดยมี สำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งไอร์แลนด์เหนือ ครอบครองในฐานะอนุสาวรีย์แห่งหนึ่งทางประวัติศาสตร์
.
ด้านหน้าคืออนุสาวรีย์เท่าพระองค์จริงของกษัตริย์วิลเลี่ยมที่ 3-King William of Orange หรือ กษัตริย์แห่งเมืองโอเรนจ์ ประเทศอังกฤษ-สก็อตต์-ไอร์แลนด์ ซึ่งขึ้นครองราชย์ในปี คศ. 1672 ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองในพิธี Tercentenary หรือครบรอบ 300 ปีแห่งการยกพลขึ้นบกที่นี่ในวันที่ 14 มิถุนายน คศ.1690 ครับ
.
ป้ายด้านข้างบอกเล่าเรื่องราวของเมืองนี้เป็นอย่างดีว่า ครั้งอดีตเป็นเมืองท่าที่สำคัญอย่างไร และมีการขุดพบชิ้นส่วนภาชนะและข้าวของอื่นๆอย่างไรบ้าง
.
มัวกดแช๊ะคุณนายมุมโน้นมุมนี้เพลินจนไม่ได้สังเกตว่า ด้านบนกำแพงมีทหารในเครื่องแบบถือปืนจ้องลงมาพอดี ต่อเมื่อซูมเข้าจึงทราบว่าเป็นหุ่นอ่ะครับ
.

.
ข้างๆปราสาทคือลุ่มน้ำที่เป็นที่ตั้งของท่าเรือ Albert Edward Pier ในอดีต ซึ่งทำพิธีเปิดโดย Prince และ Princess แห่ง Wales (คนละพระองค์กับเจ้าชายชาร์ลล์ที่เรารู้จักกันนะครับ เพราะเป็นรัชทายาทใน คศ.) 1885 โน่น ซึ่งเสด็จทางรถไฟจากอังกฤษมาทำพิธีที่นี่
.
ปัจจุบัน ที่นี่คือสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและมีเพียงส่วนหนึ่งเป็นท่าจอดเรือยอร์ช-Marina ครับ
.
รอบด้านกลายเป็นสำนักงานบริษัทและร้านค้าต่างๆแล้ว และบริเวณนี้มีคนแต่งกายชุดทหารโบราณเพื่อเก็บตังให้คนถ่ายภาพด้วย แต่ไม่ยักมีใครสนองน้ำใจแกเลย อิอิ
.

.
ขึ้นรถได้ เราก็เดินทางต่อผ่านถนนที่สวยงามใบไม้ใบหญ้าเขียวชะอุ่มขจีตลอดทาง
.

.
ผ่านวงเวียนที่ทำเป็นมงกุฏทองอยู่ตรงกลาง...สวนสาธารณะ Carnfunnock Country Park...และบ้านเรือนต่างๆ...วิวทิวทรรศน์งดงามล้อมรอบ โดย...
.
มีฝนตกๆหยุดๆเป็นหย่อมๆดังที่เห็นในบางรูปครับ
.

.
ผ่านทุุ่งบนเนินสีเขียวแก่เขียวอ่อนเป็นพืดที่ดูคล้ายๆเนินริมน้ำ Loch Ness ใน Isle of Man ที่ Scotland อย่างที่เห็นในรูปเลย
.
ผ่าน Antrim Coast ที่มีกำแพงและซุ้มประตูอิฐไม่ไกลจากโรงแรม Londonderry Arms Hotel ซึ่งสามารถเดินขึ้นไปชมทิวทรรศน์รอบๆ Glens of Antrim ที่มีถึง 9 จุดอันจัดว่าสวยจับตามาก เพราะที่นี่คือแหล่งท่องเที่ยวหย่อนใจแห่งหนึ่งของคนไอรีชและละแวกใกล้เคียง จนทำให้มีที่พักมากมายครับ
.

.
ผ่านเมืองเล็กๆตามรายทาง จนถึงซุ้มธรรมชาติอันเป็นรูโหว่ของเนินเขา Red Bay Arch ...น่าเสียดายที่ฝนหยดเม็ด ก็จึงได้ภาพอย่างที่เห็นครับ
.
ทุ่งหน้าบน Causeway Coasttal Route เส้นทางเลียบทะเล
.
ลุงป้าเล่นกอฟท์ในสนามของหมู่บ้านเพลินไปเลย
.

.
แล้วก็ได้เห็นทะเลชัดๆตอนใกล้จะถึงจุดลงรถนี่เอง ซึ่ง Derrick  ก็บอกให้ทุกคนลงรถ พร้อมบอกว่า....... เราใกล้ถึงสะพานเชือก Carrick-a-Rede Rope Bridge อันโด่งดังแล้ว ซึ่งต้องเสียค่าข้ามคนละ 5.90 ปอนด์ แต่ถ้าซื้อบัตรจากเค้าก็คนละ 5 ปอนด์เท่านั้นเอง ส่วนใครที่มีบัตรสมาชิก National Trust ข้ามฟรี โดยเดินไปสะพานจากที่จอดรถประมาณ 1 กิโล โดยเค้าจะรอที่นั่น ให้เวลาถึง บ่ายโมงยี่สิบนาที เท่ากับ  2 ชั่วโมง....
.
ซึ่งทุกคนทั้ง 38 ก็จัดการซื้อจากเค้าทั้งนั้น ซึ่งเดอริคก็จัดการโทรสั่งจากคนที่อยู่ตรงลานจอดรถ ซึ่งเมื่อถึงก็ได้รับมอบบัตรตามระเบียบ...สังเกตว่า บัตรที่ให้คือบัตรสมาชิก National Trust นั่นเอง แสดงว่ารายการช่วยกันทำงานแบ่งกันทาน แบบคอรัปชั่นก็ไม่ต่างจากที่อื่นเลย อิอิ
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3367
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: UK Trip 2016--August 16-September 19

โพสต์ #67  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 14/07/2018 7:33 pm


.
Carrick-a-Rede แปลว่า เนินหินบนถนน-The Rock in The Road ซึ่งมีส่วนแยกออกจากกันจนต้องทำเป็นสะพานเชือกข้าม ณ ความสูง 100 ฟีต ซึ่งในอดีตคนข้ามจะเห็นเรือประมงลอดผ่านฝ่าคลื่นลมอย่างชัดเจน
.
ป้ายสูงใหญ่บอกรายละเอียดของเส้นทางว่าผ่านที่ใดมาบ้าง ซึ่งนับว่าโชคดีมากที่เราไม่ได้หาเรื่องมากันเอง
.
ป้ายอีกอันบอกว่า ระหว่างทาง เราจะเห็นเกาะต่างๆรวมทั้งเกาะแกะ-Sheep Island และใครโชคดีก็อาจจะได้เห็นสุนัชจิ้งจอกสีแดงในบริเวณที่ลึกลงไปนอกจากนกต่างๆด้วย
.
ไปกันครับ ไม่ต้องพูดพล่ามทำเพลง แต่..เดี๋ยวก่อน น้องหญิงคนหนึ่งได้ยินเสียงเราพูดคุยเป็นภาษาไทย รี่เข้ามาหาและบอกว่า "เป็นคนไทยเหมือนกัน ชื่อน้องอิ๋ง เรียนจบจากกลาสโกว์ เห็นคนเค้าเที่ยวๆที่นี่กันก็เลยมา" ดีใจจัง
.
ระหว่างทาง เราสวนกับผู้คนที่เดินขึ้นเนินกลับด้วยท่าทางระโหย ผมตะโกนปลอบเค้าไปว่า "Don't worry, they sold you tickets but they will pay for your walk-ไม่ต้องห่วงนะครับ พวกคุณจ่ายค่าตั๋วแล้ว เดี๋ยวไกด์จะจ่ายค่าเดินให้คุณทีหลังแน่ๆ..." เล่นเอาหัวเราะกันใหญ่ บางคนรับลูกเลยว่า "Yes, let's demand the charges for the walk-ได้เลย เดี๋ยวพวกเราเรียกร้องกันหน่อยนะ" 5555
.

.
ตรงซุ้มเล็กๆช่องทางเข้า นอกจากมีป้ายบอกระยะทางแล้ว ที่นี่ยังมีใบประกาศณียบัตรสำหรับผู้เดินข้ามสะพานให้ด้วยฐานเป็นผู้กล้า ในราคาใบละ 1 ปอนด์ครับ
.
เส้นทาง ทิวทรรศน์ และสายลมเย็นสบายทำให้ทุกคนมีความสุขมากๆ แต่...อ้าว ไม่ทันไร เหนื่อยนั่งพักซะแหล่ว อิอิ
.

.
มีกล้องส่องทางไกลคนละ 20 เพนนี่ (10 บาท) ทว่าเหรียญ Twenty pence  ดูเหมือนจะไม่มีใครมีกันระหว่างเราสองคน เพราะยังไงผมก็ไม่มีแน่ๆไม่ว่าเท่าไหร่ครับ ฮือฮือ
.

.
ลงเนินไปไกลเชียว แต่ไม่เป็นไรครับ เหนื่อยก็พัก เมื่อยก็พัก อยู่เฉยๆเห็นเก้าอี้ก็นั่งพัก 555
.

.
ถึงแล้วครับ จุดลงสะพานเชือก มีเจ้าหน้าที่รับบัตร และจัดระบบระเบียบคิวคนไปกลับอย่างดี คือ ไม่อนุญาตให้มีคนบนสะพานเกิน 8 คนครับ
.


.
อือม์ ไม่น่าหวาดหวั่นเท่าไหร่ครับ แต่ถ้าให้เดินบนแผ่นสะพานไม้ตรงกลางโดยไม่มีเชือกสองข้างละก็... ม่ายอาวครับ
.
ผมบอกเจ้าหน้าที่ขณะคุณนายเดินข้ามว่า "What's a disappointment, I thought I would be bachelor today when she fell-โถ น่าผิดหวังมากเลย ผมคืดว่าจะได้เป็นโสดตอนคุณนายตกสะพานซะแล้ว" ได้หัวเราะกันเป็นการผูกมิตร ก็จึงถ่ายภาพบนสะพานได้นานหน่อย อิอิ
.

.
ข้ามฟากมาเพื่อไปต่อที่เนินลูกที่เห็น...
.

.
ถ่ายภาพให้น้องอิ๋ง แล้วน้องเค้าก็ถ่ายภาพให้เรา ขอบคุณมากๆครับ...ภาพน้องอิ๋งขอเก็บไว้ตอนกลับจากที่นี่ก่อนไปที่อื่นนะครับ
.

.
บรรยากาศรื่นรมย์มากครับ รู้สึกว่า 5 ปอนด์ที่นี่ ช่างถูกเสียเหลือเกิน
.

.
มีซอกน้ำเป็นโพรงใหญ่ให้ไหลผ่านด้วย...แล้วเราก็ได้เวลากลับ
.
ถ่ายภาพกับเจ้าหน้าที่ รปภ.สาว แถวริมน้ำ
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3367
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: UK Trip 2016--August 16-September 19

โพสต์ #68  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 14/07/2018 7:34 pm


.
ผูกสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ฝั่งนี้ไว้ดี ก็เลยได้กดแช๊ะนานหน่อย ฮี่ฮี่
.


.
แล้วก็ได้เวลาเดินกลับ ซึ่งต้องขึ้นเนินเอา...มองเห็นเกาะแกะ-Sheep Island ชัดเจน
.
ถึงลานจอดรถก่อนใครอื่นๆหลายคน ก่อนเวลา 2 ชั่วโมงที่เค้าให้ เล่นเอาเดอริคชอบใจใหญ่และชื่นชมเรามากประมาณว่า "คนหนุ่มคนสาวก็อย่างนี้แหละ แข็งแรงและเดินไว" (ฮ่า ฮ่า คิดเอาเองครับ)
.

.
ป้ายบอกว่า เส้นทางที่ผ่านมาเป็นการตามรอยเท้าชาวประมงในอดีตแท้ๆและ....
.
ภาพที่เหลือทั้งกรอบ ก็คือ ภาพของน้องอิ๋งอย่างที่ต้องขออนุญาตมา ณ ที่นี่ด้วยนะครับ ดีใจจริงๆที่ได้พบกันครับ
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3367
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: UK Trip 2016--August 16-September 19

โพสต์ #69  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 17/07/2018 2:16 pm


.
จากสะพานเชือก Carrick-a-Rede Rope Bridge เราเดินทางต่อมา ผ่าน Dunseverick Baptist Church และโบสถ์อีกแห่งที่มีป้ายสุสานเรียงราย จนกระทั่งเข้าเมือง Bushmills ซึ่งช่วงมีนาคม ถึงตุลาคม คนคงมาเที่ยวเยอะ ถึงขนาดมีป้ายจอดรถ Park & Ride เฉพาะเดือนนั้นๆสำหรับผู้ที่จะไป Giant's Causeway ด้วย
.
เลยย่านการค้า ผ่านบ้านเรือน ทุ่งหญ้าไปครู่หนึ่งก็มีป้ายบอกทางไป Dunluce Castle อยู่ใกล้ๆ ที่เดอริคบอกให้พวกเราเตรียมตัวถ่ายภาพจากบนรถไปยังตัวปราสาท ก่อนที่รถจะไปจอดข้างหน้า
.


.
และแล้ว ก็บอกให้ทุกคนลงรถและเล็งกล้องเต็มที่ตามสบาย
.
Dunluce Castle เป็นปราสาทที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 13 โดยท่านเอิร์ลที่ 2 แห่ง อัลสเตอร์ หรือ บารอนแดง-The Red Baron ปัญญาชนผู้ทรงอำนาจในยุคนั้น ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในสภาพดีและได้รับการดูแลโดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมไอร์แลนด์เหนือ เช่นเดียวกัน
.


.
ขึ้นรถแล้ว เดอริคก็นำเราไปอีกหน่อย ผ่านอาคารอิฐเล็กๆข้างทางแล้วให้พวกเราทายกันว่าเป็นปราสาทอะไร ซึ่งส่วนใหญ่ก็บอกว่าน่าจะเป็น Bushmills  Castle แต่เขาสั่นหน้าพักหนึ่งก่อนเฉลยว่า "ไม่ใช่ปราสทปราสาทอะไรทั้งนั้น เป็นโรงนาธรรมดานี่เอง" 555....แหม มันน่านัก
.
แล้วรถก็เลี้ยวเข้าตัวเมือง Bushmills ผ่านอาคารพาณิช์หลายแห่ง...ผ่านตึกหนึ่งซึ่งมีรูปคนนั่งบนเก้าอี้โซฟาอยู่บนกำแพง ซึ่งก็คือ Hamely Gallery ข้างๆโบสถ์
.
แล้วก็เข้าสู่อาณาบริเวณของ Old Bushmills Distillery
.
บ่ายสองแล้ว เดอริคขอให้เรามุ่งตรงไปที่ศูนย์อาหารภายใน โรงกลั่นสุราบูชมิลล์เก่าก่อน ดูว่าคิวซื้ออาหารยาวไหม ถ้าดูเหมือนจะใช้เวลานานมาก ก็หาซื้ออะไรข้างนอกทานเอา ไม่งั้นจะเสียเวลา
.


.
โรงกลั่นสุราแห่งนี้ ได้รับพระบรมราชานุญาตให้เจ้าของที่ดินแห่งนี้จัดตั้งขึ้นในปี คศ.1608 เช่นที่เขียนไว้บนสลาก แต่ก็เปิดๆปิดๆจนกระทั่งมีการตั้งคณะกรรมการบริหารขึ้นในปี คศ. 1784 และสร้างขึ้นใหญ่หลังไฟเผาและดำเนินกิจการต่อมาตั้งแตปี คศ. 1885 ครับ
.
ที่นี่เป็นโรงกลั่นที่ได้รับความนิยมมาก เพราะมีการจัดทัวร์เข้าชมคณะละ 16 คนทุกวันโดยต้องเสียค่าบัตรเข้าด้วย แต่เรามาที่นี่เพื่อทานอาหารกลางวันเท่านั้น
.
ผ่านห้องต้อนรับเพื่อเข้าชมรอบๆครู่หนึ่ง ซึ่งมีป้ายบอกว่า ผู้ใหญ่สามารถทดลองจิบสุราได้ในรอบทุกๆ 30 นาที ซึ่งใช้เวลาแนะนำและลองสุรา 3 ชนิดใน 45 นาทีด้วยราคา คนละ 20 ปอนด์ที่เรียกว่า Premium Tasting แล้ว.....เราก็เดินทะลุเข้าไปยังตึก Visitor Center อันประกอบด้วย ร้านจำหน่ายของที่ระลึกและภัตตาคาร ข้างใน
.


.
เริ่มที่ร้านค้า แล้วก็ภัตตาคารครับ
.


.
ไม่ต้องสงสัยเลยครับว่า ราคาอาหารกลางวันแพงหูฉี่หรือไม่ เพราะแทบไม่มีใครอยู่ทานกันเลย นอกจากเดินชมภาพเขียน ภาพถ่าย และเสื้อกีฬาของทีมที่มีลายเซ็นพร้อมติดกรอบอยู่
.


.
ด้านนอกสิครับ มีที่นั่งสวยงาม และร้านสะดวกซื้อที่อยู่ตรงข้าม ...ซึ่งทั้งสองแห่งนี้ คือสถานรับประทานอาหารกลางวันของพวกเรา อิอิ
.
ที่ร้านสะดวกซื้อ Spar คุณนายถือโอกาสซื้อ ซ้อสมะเขือเทศ-Ketup ไว้ใช้ 1 ขวดราคา 1.5 ปอด์ แต่ขณะชำระเงิน คุณป้าไอริชที่อยู่ข้างๆ ก็บอกแคชเชียร์ให้เค้าไปเปลี่ยนขวดใหม่ จนเราสงสัย แล้วท่านก็บอกว่า "ถ้าคุณต้องการขวดนี้ ก็ 1.5 แต่แบบเดียวกันมีโปรโมชั่นอยู่ข้างชั้นราคาแค่ 0.89 เท่านั้น"...โห น่ารักที่สุดทั้งคู่เลย ขอบคุณมากจร้า
.


.
ได้เวลา ก็มุ่งหน้าไปสู่ไฮไล้ท์อีกแห่งของทัวร์วันนี้ ทางหลวงอสูร-Giant's Causeway ครับ
.
ที่นี่ น้ำเสียงของเดอริคที่ประกาศออกทางลำโพงในรถซีเรียสมากขึ้น...
.
"จำไว้ดีๆนะครับว่า รถเราจะจอดที่ข้างหน้าตรงสำนักงานประชาสัมพันธ์ หรือ Visitor Center ที่เห็นนี่ ซึ่งตรงนั้นจะมีทางกั้นให้เลี้ยวเข้าไปในนั้น พร้อมป้ายยค่าเข้าชมคนละ 9 ปอนด์ ซึ่งข้างในไม่มีอะไร ซื้อบัตรแล้วเค้าก็จะให้หูฟัง-Audioguide มาอันนึงเท่านั้น ทั้งๆที่ ที่นี่เข้าผ่านอุโมงค์ได้ฟรี แต่เค้าทำป้ายหลอกๆไว้ อย่าถูกต้มตุ๋นเด็ดขาด..."
.
โห...ร้ายมาก ถ้าเรามาเองยังไงก็ไม่คล้วอีก 9 ปอนด์แน่ๆเลย
.


.
Giant's Causeway เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟเมื่อประมาณ 60 ล้านปีก่อนจนเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามระบือนามของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่มาเยือนตลอดทั้งปี และได้รับการสถาปนาเป็น World Heritage Site โดย UNESCO ในปี คศ. 1986.
.
แน่นอนครับว่า เรื่องนี้ย่อมมีตำนานปรัมปรา ที่เล่าต่อเนื่องกันว่า...
.
กาลครั้งหนึ่ง มีอสูร 2 ตนต่อสู้กัน คือระหว่าง อสูร Benandonner แห่งสก็อตแลนด์ผู้ข่มขู่จะเข้ายึดครอบครองไอร์แลนด์ แต่ถูกต่อสู้โดยอสูร Finn McCool แห่งไอร์แลนด์ ผู้คว้าพื้นที่ส่วนหนึ่งของ Antrim ปาไปริมทะเลจนกลายเป็นทางตะปุ่มตะป่ำ (ทางหลวงอสูร) ให้วิ่งตามล่าอสูร Benandonner .....
.
แต่ทว่า.....อสูร Finn McCool กลับเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำและถูกไล่ล่าโดยอสูร Benandonner จนต้องทิ้งรองเท้าบู้ทหนีกลับ โชคดีที่ระหว่างทางมีภรรยาของวีรบุรุษท่านหนึ่งจับแปลงกายให้เป็นทารกเสีย...
.
เมื่ออสูร Benandonner เห็นว่าขนาดตัวอสูร Finn McCool ยังเป็นแค่เด็กจิ๊บจ้อย แล้วบิดาเขาจะใหญ่โตกว่านี้ประการใด จึงหวั่นเกรงและหนีไป
.
ส่วนอีกตำนานก็ต่างกันออกไปว่า เมื่ออสูร Benandonner เห็นว่าขนาดอสูร Finn McCool ผู้กล้าแกร่งปานนี้ยังเป็นแค่ระดับทารกเท่านั้น จึงหนีไปโดยกรุยทางริมทะเลจนออกมาเป็นทางหลวงอสูรอันขรุขระดังกล่าว
.
ก็แล้วแต่นะครับว่า จะเชื่อตำนานที่มีให้ทั้ง 2 เวอร์ชั่นหรือหรือวิทยาการยุคใหม่ครับ
.
ไปกันครับ ระยะทางถึง 2 ไทล์หรือ 3.2 กิโลเมตร จะเดินชมวิวไปด้วยหรือจะรอรถบัสคนละ 1 ยูโรก็ได้ครับ
.


.
โถ โถ โถ...ป้ายบอกว่าเป็นจุด เนินอูฐ-The Camel แท้ๆ แต่ไม่ยักสนใจไปดู เป็นเพราะไม่มีไกด์และอ่านมาน้อยแท้ๆ
.
กองหินนั้น ไม่ใช่เนินอูฐนะครับ
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3367
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: UK Trip 2016--August 16-September 19

โพสต์ #70  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 17/07/2018 2:19 pm


.
แล้วเราก็มายังบริเวณที่เป็น เก้าอี้อธิษฐาน-Wishing Chair แต่อยู่ตรงไหนไม่ทราบ เวร....
.


.
หาตั้งนาน เจอแต่แอ่งน้ำในซอกหิน....ไม่เป็นไรครับ วิวออกงาม อิอิ
.


.
เก็บภาพให้หนำใจ 555
.


.
ปากหนักจริงๆครับ ถ้าเอ่ยถาม รปภ.สาวที่มีตั้ง 2 คนใกล้ๆ ก็ได้การชัวร์....ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวไปใหม่.....ชาติหน้า
.


.
ขนาดมาถึง Cliff-top path ก็ยังนึกว่ามีเพียงแค่นี้ เดี๋ยวเพื่อนๆที่จะตามมาทีหลัง เก็บข้อมูลหรือดูโบร์ชัวร์เสียก่อนนะครับ
.


.
ข้อมูลน้อย ไม่ได้แวะศูนย์นักท่องเที่ยวที่เห็น ก็พลาดอะไรไปเยอะทีเดียว โดยเฉพาะอาคารศูนย์นี้ที่เปิดทำการเมื่อปี คศ.2012 นี้เอง และได้รับรางวัลประกวดมาก่อนมากมาย
.
ศูนย์ฯนี้ สถาปนิกชาวดับบลิน Heneghan Peng และบริษัทของเค้าเป็นผู้ชนะการออกแบบและได้ค่าออกแบบศูนย์ฯนี้ไปถึง 18.5 ล้านปอนด์ หรือแปดร้อยกว่าล้านบาทไทยไป
.


.
สถานที่เด่นๆอีก 5 แห่งมีดังที่เห็นในภาพนี้ครับ
.


.
ได้เวลากลับแล้ว แหะ แหะ ขอไม่เดินนะครับ รอรถบัสกลับดีกว่า ค่ารถเที่ยวละ สว. 1 ปอนด์ และผู้ใหญ่ 1.5 ปอนด์ ถนอมไขข้อดีครับ หุหุ
.


.
มาก่อนเวลา ก็ต้องแวะทานอาหารและไอสกรีมโคนจากร้านค้าด้านหน้าศูนย์ฯครับ
.


.
เดินชมภายในร้าน The Nook และนั่งพีกอีกชั่วครู่หนึ่ง
.
มองเห็นป้ายรถบัสทั่วไปด้วย ถ้ามากันเองคงกระหืดกระหอบน่าดูเว้นแต่เช่ารถมาครับ
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3367
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: UK Trip 2016--August 16-September 19

โพสต์ #71  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 17/07/2018 2:21 pm


.
ออกจาก ทางหลวงอสูรแล้ว เดอริคก็เปรยว่า where where so where where-ไหนๆก็ไหนๆ ขอพาทุกคนแวะชม พุ่มไม้สีเข้ม-The Dark Hedges สถานที่ถ่ายทำ ซีรี่ย์ยอดเยี่ยม Game of Thornes หน่อยละกัน ได้รับเสียงปรบมือขนานใหญ่
.
ระหว่างทาง เค้าบอกให้ทุกคนจับสังเกตหมู่บ้านใกล้ๆว่า ทำไมถึงมีการนำตุ๊กตาหมีเท็ดดี้แบร์ มาตอกติดกับต้นไม้ตลอดทางด้วย
.
ไม่มีใครทราบเลยครับว่า เป็นตำนานหรือความเชื่อทางลัทธิอะไร แต่จำนวนตุ๊กตาเช่นนี้ถูกตอกติดต้นไม้ก็มากขึ้นมากขึ้นจนกลายเป็นจุดดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาเยือนถิ่นนี้มากมาย
.
ใครบางคนบอกเล่าแค่ว่า แด่เดิมนั้นมีผู้ใหญ่ที่มากับเด็กเดินผ่านทางนี้และขี้เกียจหอบหิ้วตุ๊กตาไป จึงนำมัดกับต้นไม้ ก็เท่านั้นเอง ทว่า...มีคนไม่ทราบความเป็นมา จัดการทำเลียนแบบและพัฒนาจนเป็นเท็ดดี้แบร์สารพันชนิดตอกติดต้นไม้ไปเรื่อยจนมีจำนวนมากขึ้นมากขึ้นทุกวัน...55
.
ถึงแล้วครับ พุ่มไม้ หรืออุโมงค์ต้นไม้สีเข้ม-The Dark Hedges ตอนหนึ่งจาก ซีรี่ย์ยอดฮิตทางโทรทัศน์ Game of Thrones ที่ อีกนั่นแหละครับ เราไม่ได้ชม เพราะบังเอิญไม่ชอบหนังแฟนตาซี่ก่อน (ยุคประวัติศาสตร์) และหลังเวลา (ยุคโลกอนาคต) แต่ดันชอบภาพยนต์แฟนตาซีแบบ The Green Miles, Dragonfly และหรือ Heaven Can Wait เสียจนติดหมัดชนิดดูเป็นหลายรอบซะงั้นอ่ะครับ ฮิฮิ
.


.
เอาละครับ หลังจากฟังเดอริคฝอยเรื่องละครนี้อย่างมันส์ในอารมณ์ว่า "ห้ามพลาด" "ต้องดู" แล้ว ก็ได้เวลายืดเสันยืดสายกดแช๊ะไปอวดผู้คนแล้ว อิอิ
.  


.
หนุกหญ่ายยยย
.


.
มันส์จนลืมตัว ยิ่งเห็นคณะรถทัวร์ที่ออกันอยู่ข้างรถ โบกไม้โบกมือ ก็ยิ่งเต๊ะท่า กว่าจะทราบว่า...
.
ที่แท้เค้าโบกมือให้ออกมาเร็วๆ อย่าไปขวางทางวิวพุ่มไม้เปล่าๆมากกว่า เค้าจะถ่ายรูปที่ไม่มีใคร....5555
.
เขิลล์เลย
.


.
ขึ้นรถได้ ก็ตลกโปกฮา ล้อเลียนเราเป็นการใหญ่ สนุกมาก จนกระทั่งหนุ่มข้างๆคนขับยกกระป๋องทำท่าจะส่งไปข้างหลัง ซึ่งดูเหมือนทุกคนก็ชอบใจควักตังในกระเป๋ากันใหญ่ แม้แต่เราเองก็ยังคิดว่าจะให้ซัก 10 ปอนด์ 2 คน แต่....
.
ไม่น่าเชื่อครับ เดอริคแย่งกระป๋องไปคืน และบอกว่า "อย่า ไม่่ดี เอาไว้ตอนลงรถดีกว่า" ทำนองนั้น
.
นี่แหละครับ ที่ผมไม่เข้าใจฝาหรั่งว่า ต่างจากไกด์เอเซียอย่างนึกไม่ถึง ไม่เข้าใจจริงๆครับว่า ทำไมเค้าถึงไม่แกล้งทำไม่รู้ไม่ชี้ และได้ทิปเป็นกอบเป็นกำเมื่อตีเหล็กตอนร้อน เพราะเค้าทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยมมาก....
.
แล้วก็น่าเศร้าจริงๆครับ ที่ตอนลงรถอีกเป็นชั่วโมงต่อมา ผู้คนหมด Impulse แล้ว ผมสังเกตเห็นมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ใส่เศษเหรียญลงกระป๋องลงกระป๋องคนละไม่ถึงปอนด์ หรืออย่างมาก็ปอนด์เดียว......ทั้งๆที่เค้าก็น้อมนอบยิ้มส่งขอบคุณทุกคนตลอด
.
แปลกดีครับ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับไกด์แถวเอเซีย โดยเฉพาะไกด์จีน (เพราะครั้งที่เราไม่ให้ทิป ไม่ซื้อของร้านที่เค้าพาไป ยังโดนมุมมิบเป็นพัลวันอ่ะครับ) 5555
.
กลับเข้าเมือง ตามหลังรถทัวร์คันหน้าที่มีป้าย "Obey the fine, don't get fined-จงขับตามกฏที่มีในป้าย ไม่งั้นถูกปรับ" เป็นสติ๊กเกอร์แปะเตือน
.


.
แล้วเราเดินกลับโดยบอกเค้าว่า ไม่ต้องไปส่ง ได้เก็บภาพไปเรื่อยๆก่อนลาจากเบลฟาสต์ในวันสุดท้ายนี้
.
นับเป็นทัวร์ที่ถือว่าดีมากๆ และถูกมากๆ ถึงแม้จะจ่ายราคาเต็ม 25 ปอนด์ ผมก็ว่าคุ้มครับ
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3367
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: UK Trip 2016--August 16-September 19

โพสต์ #72  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 17/07/2018 6:41 pm


.

.
(ความเดิมตอนที่แล้วอยู่ที่ลิงค์ goo.gl/Ty5hiW ครับ)
.
18 กรกฏาคม 2561
.
สวัสดีครับ
.
สำนวนภาษาอังกฤษที่ว่า "Don't put off until tomorrow what you can do today-อย่าผัดวันประกันพรุ่ง" นั้น มีให้เห็นกันเกร่อ และเป็นที่จดจำในสมองของพวกเรา.....
.
กระทั่งมีคนศีรษะดีจัดการแผลงออกมาเป็น "Don’t put off for tomorrow what you can do today because if you enjoy it today, you can do it again tomorrow-อย่าผัดผ่อนงานที่ต้องทำวันนี้ออกไปเป็นพรุ่งนี้สิคุณ เพราะหากคุณเกิดสนุกขึ้นมา ก็จะได้ทำอีกพรุ่งนี้ไงล่ะ" 555...
.
ซึ่งจริงแท้แน่นอนครับ ด้วยคนเราหากมีความชื่นชอบอะไรขึ้นมาซะอย่าง ขอแค่ให้มีเวลาเถิด เป็นทำเพลินไม่หยุดไม่หย่อน ไม่รู้เดือนรู้ตะวันเลยทีเดียว...
.
เช่นเดียวกับเราที่เมื่อไม่ต้องจับเจ่าทำหนังสือตามคำเรียกร้องของผู้อ่านในช่วงที่การท่องเที่ยวยังเป็นเรื่องใหม่... ไม่ต้องตรวจปรู๊ฟ.. ติดต่อโรงพิมพ์.. ผู้จัดจำหน่าย... ฯลฯ ซึ่งกินเวลามากมายแล้ว เราก็มีเวลาเที่ยวตามใจประสาตัวเองคนเกษียณมากขึ้นดังปรารถนา....
.
โดยเฉพาะประเทศที่ไม่ต้องใช้วีซ่า (หรือแม้แต่จีนที่เราแค่ส่งรูปไปใบเดียว ก็มีคนจัดการให้ใน 4 วัน) อาทิ อาเซียน ใต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี เป็นต้น แค่นึกก็หาตั๋วไปได้ เพราะทาง KMT โทร.02-6426865-6 และหรือ TG191 โทร.02-6520688 คือเพื่อนดีที่ดำเนินการให้ทุกอย่างเสร็จสิ้นไปโดยง่ายมากๆอยู่แล้ว กระทั่ง....
.
ตอนนี้ ภาระหนักใจจึงมีอยู่แค่ "ทำอย่างไรจึงจะสามารถทำรีวิวต่างๆให้หมดในเวลาไม่ช้านาน" ซึ่งก็ค่อนข้างยาก ด้วยสไตล์ที่ตัวเองชื่นชอบอยากจะลงรายละเอียดมากๆนิด ลงรูปมากๆหน่อย..... โชคดีที่ปัจจุบัน หลายๆแห่งเป็นแค่รีวิวรูปและเรื่องราวเท่านั้น วิธีการต่างๆไม่ค่อยจำเป็นนัก จึงลดความรู้สึกกังวลออกไปบ้าง คงเหลือเพียง....
.
ประเทศในยุโรปที่เราบังเอิญได้วีซ่าเชงเก้นมาหลายปี ทำให้ไปได้เยอะตามใจอยาก คือตั้งใจแต่แรกเพียงว่า นอกจากเรื่องข้อมูลที่จำเป็นหลังกลับมาใหม่ๆแล้ว จะพยายามรีวิว UK-เครือจักรภพอังกฤษ และ สแกนดิเนเวีย-Scandinevia ให้ครบสมบูรณ์ ไม่ว่าจะใช้เวลามากเพียงไรก็ตาม ขอให้มีเวลาเถอะ จะต้องทำให้ได้ .....แม้จะยาวนานถึง 2 ปีอย่าง UK นี้ ก็ทำไปได้กว่า 6-70 เปอร์เซ็นต์แล้วครับ แหะ แหะ แบบว่า...
.
ยังไงๆขอให้ได้ข้อเขียนเยอะๆไว้สำหรับประโยชน์สำคัญอย่างที่ผมเขียนไว้ว่างั้นเถอะว่า....
.
--------------------------------------------------------------------------------
.
ป้าบอกว่า "ฉันอยากเก็บภาพไว้เยอะๆ ตอนแก่ลุกจากเตียงไม่ไหว จะได้นอนดูรำลึกความหลังเอา..."
.
ซึ่งผมตบเข่าพลั๊วะเลยครับว่า "เหมือนกันเลย..วันไหนที่ผมพะงาบๆนอนแบบอยู่บนเตียงแขนขาขยับไม่ได้ อย่างน้อยก็คาบปากกาคอมพิวเตอร์เลื่อนภาพดูทีละภาพละภาพได้เป็นปีเลยล่ะ...5555"
.
(ต้นฉบับอยู่ที่ลิงค์ goo.gl/e9R9ZD ครับ)
.
--------------------------------------------------------------------------------
.
พล่ามมาซะยาว เข้าเรื่องเลยนะครับว่า....
.
อัลบั้มนี่เป็นตอนต่อของการเที่ยวเมือง Glasgow-กลาสโกว์ ที่ทำมาแล้ว 2 วัน (อีกครั้ง ลิงค์อยู่ที่ goo.gl/Ty5hiW) และนี่เป็นเรื่องราวของวันที่ 3 วันสุดท้ายครับ และหากทำได้ ก็จะตะลุยต่อไปจนถึง Belfast-เบลฟาสต์ วันแรก วันที่สอง ก่อนการเที่ยวทัวร์ 1 วัน Giants' Causeway ที่รีวิวมาแล้วหมาดๆอ่ะครับ
.


.


.


.


.


.


.


.


.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3367
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: UK Trip 2016--August 16-September 19

โพสต์ #73  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 17/07/2018 6:44 pm


.


.


.


.


.


.


.


.


.


.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3367
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: UK Trip 2016--August 16-September 19

โพสต์ #74  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 17/07/2018 6:45 pm


.


.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3367
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

ย้อนกลับ

ย้อนกลับไปยัง งามต่างแดน

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 9 ท่าน

  • Advertisement
cron