• Advertisement

Scandinavia Trip 2017

รีวิวต่างประเทศ รีวิวแยกประเทศ ตั้งคำถามที่คาใจ กลเม็ดเคล็ดลับในการท่องเที่ยว

Scandinavia Trip 2017

โพสต์ #1  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 27/08/2017 2:45 pm


.
สวัสดีครับ
.
จบจากทริปญี่ปุ่น-ใต้หวัน นั่งหง่าวมา 2 เดือนกว่า ก็ได้เวลาเยือนยุโรปประจำปีแล้วล่ะครับ
.
คราวนี้เสียเวลารอตั๋วราคาดีๆที่ทาง kmt 02-6426865-6 กรุณาจัดหาให้มานานพอสมควร โชคดีที่ทำวีซ่าเชงเกนเที่ยวนี้ง่ายมาก 3 วันเสร็จ ก็เลยได้เดินทางมาตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคมครับ
.
วางแผนไว้ว่าจะเที่ยว เดนมาร์คหลายที่ แต่สุดท้าย แค่โคเปนเฮเกนที่เดียวก็เกี่ยวเก็บไม่รู้จักหมดรู้จักพอ จึงตัด Malmo, Odense, Aero Island ออกไปอย่างไม่ใยดี เพื่อลุยโคเปนฯที่เดียวเพียวๆให้หนำใจ เพราะมีความสุขกับเมืองนี้มากมายจริงๆ ตักตวงกอบโกยจนเพลียหลับเป็นตายทุกวันครับ
.
ตาจะปิดแล้ว...ขออนุญาตบอกกล่าวเพียงเท่านี้ ณ เวลาเที่ยงคืนของวันที่ 20 ..
.
รีวิวฉบับเต็ม ขอเวลานิดนะครับ
.
ราตรีสวัสดิ์ครับ
.

.
Gothenburg-สามวันเบาๆ เกาเทิ่นแบร์ค
.
24 สิงหาคม 2560
.
สวัสดีครับ
.
จากโคเปนเฮเกน เราเดินทางมายังเมือง Gothenburg-เกาเทิ่นแบร์ค เมืองใหญ่อันดับสองรองลงมาจาก สต็อกโฮล์ม ของประเทศสวีเดน ซึ่ง....
.
--- ใช้เวลาเดินทางด้วยรถบัสชั้นดี (เหมือนที่นั่งเฟิร์สทคลาสส์ มีผู้โดยสารแค่ครึ่งคัน เพราะออกถี่มาก) เพียง 4 ชั่วโมงครึ่ง ค่ารถ 1200 บาทไทย ในขณะที่รถไฟ ใช้เวลาสั้นกว่าครึ่งชั่วโมง แต่ราคาคนละ 3600 บาทเข้าไปโน่น...
.
--- รถผ่านสะพาน The Oresund Bridge อันลือเลื่องเพราะยาวถึง 8 กม.และอุโมงค์ยาวอีก 4 กม.ไป Malmo เมืองท่องเที่ยวดังของบริษัททัวร์ แล้ววนอยู่ในเมืองตั้งหลายรอบผ่านแหล่งท่องเที่ยวสำคัญต่างๆให้เห็นเต็มตาและรู้สึกโชคดีเล็กๆที่ตัดสินใจทิ้ง Day Trip มาเที่ยวเมืองนี้ไป (แม้ค่ารถบัสไปกลับเพียงคนละ 800 บาท แต่ข้อเสียคือ ต้องเลือกจองเวลากลับตายตัว ไม่งั้นต้องจ่ายเพิ่มอีกคนละ 300 บาท)
.
--- แม้เกาเทิ่นแบร์ค จะเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของสวีเดน แต่ก็เป็นเมืองที่สงบเงียบ ผู้คนไม่มากแม้ส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวก็ตาม ทำให้บรรยากาศโดยรอบสุนทรีย์มากๆ เดินทางไปมาสะดวกและเพลิดเพลินสุดๆ
.
--- ในขณะที่โคเปนเฮเกน เป็น "เมืองจักรยาน" แต่ก็อึกกระทึกครึกโครมให้อารมณ์ไม่ต่างจากเพลง Rock ผนวก Heavy Metal ในบางช่วง จนพาให้เราร้อนแรงแอ๊คถีฟตามกระแสแบบไม่รู้ตัว....เกาเทิ่นแบร์คเป็น "เมืองรถราง" ที่เปลี่ยนโหมดสลับมู้ดมาเป็นเพลง Soft Rock ชิลล์ๆ และ Classic ในยามเย็นยามค่ำ ราวกับอยู่กันคนละโลกปานนั้น
.
นี่คืออีกเมืองที่ขอแนะนำเพื่อนๆด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเชื่อว่า หากแบ่งเวลามาที่นี่ซัก 2 วันเต็มๆละก็ จะประทับใจไม่ต่างจากหรือมากกว่าเราแน่นอนครับ
.
เช่นกันครับ รีวิวพร้อมภาพฉบับเต็ม จะตามมาเร็วๆนี้ ขอบคุณที่ติดตามครับ :-)
.


.
Oslo-ออสโลโอ้โฮเฮะ...จะแพงไปถึงไหน!!
.
27 สิงหาคม 2560
.
สวัสดีครับ
.
ถูกต้องแล้วครับ...สระแอ-พอ-งอ-แพง อ่านว่า "แพง"...พูดง่ายๆคือ ริจะเที่ยวสแกนดิเนเวียซะอย่าง เรื่องหลักที่ต้องทำใจหนักหน่วงเข้าไว้ ก็คือ เรื่อง แพง นี่แหละครับ เพราะแค่จองค่าที่พักอย่างเดียวก็เสียวฟันไปหลายวัน ส่วนเรื่องอื่นๆ...
.
เสิร์ชข้อมูลไปน้ำตาซึมไป ปากพึมพัมไม่รู้ตัวว่า "จะไหวไหมเนี่ย จะไหวไหมเนี่ย..." หุหุ
.
แต่เมื่ออุตส่าห์ไปศาลทุกนัดแล้ว เอ๊ย ตัดสินใจขายบ้านเที่ยวแล้ว จะรีรอลังเลแค่น้ำในหูไม่เท่ากันก็ใช่ที...
.
ลุยสิครับ รออัลไล...
.
พอมาเจอประสบการณ์จริง แค่ออกจากสนามบิน เจอค่ารถไฟวิ่ง 3-4 ป้ายไม่ถึง 15 นาที ที่โคเปนเฮเกน คนละ 200 บาทไทย ก็เหมือนถูกทักทายให้สะดุ้งมารอบนึงแล้ว ค่าอื่นๆก็แทบจะไม่ต้องพูดถึงให้เมื่อยเปล่า...
.
มีตังอยู่กับตัว ก็ใช้ไป..ว่างั้น
.
แล้วก็ผ่าน โคเปนเฮเกน เดนมาร์ค มาได้...ตามมาด้วย เกาเทิ่นแบร์ค สวีเดน...สุดท้ายก็มาเจอ ของจริง ที่ ออสโล เมืองหลวงของนอร์เวย์ นี่แหละ...เอิ๊กกก แม่จ้าวววว
.
3 ประเทศ 15 วันผ่านไป พูดง่ายๆไม่ได้โม้...เดนมาร์ค ถูกสุด สวีเดนแพงขึ้นหน่อยๆ..แต่นอร์เวย์ เจ้าประคุณเอ๋ย
.
ประเมินง่ายๆสำหรับเราก็ที่ ค่าอาหารประทังชีวิต (ใช่ครับ ประทังชีวิต เพราะอะไรที่เยี่ยมๆ ถูกปากถูกใจ บ้านเรามีหมด ไมจำเป็นต้องมาวางฟอร์มฝืนทานของออริจิหืนกลิ่นชีสให้เมื่อยก้ามอ่ะครับ)...
.
Kebab หรือ Doner ที่โคเปน 35 โครน 185 บาท..สวีเดน 75 โครน 360 บาท...มาถึงนอร์เวย์ 85 โครน 385 บาท ..ทั้งหมดนี้ ขนาดเล็กกว่าที่สวีส เยอรมัน (ที่เราทาน 2 คนชิ้นเดียวอิ่มแปร์) ที่นี่ต้องคนละชิ้น ยังแค่พอมีแรงเดินต่อไหว...555
.
Chicken wrap Mcdonald ที่เป็นอาหารหลักของเราที่อังกฤษ ชิ้นละ 2 ปอนด์ 94 บาท ทานคนละชิ้นอิ่มใช้ได้ ...ที่สวีเดน 47 โครน 192 บาท แพงเท่าตัว แต่ถือว่ายังพอทำเนา แต่พอแว่บเข้าไปดูร้านแม็คที่ออสโล โอ้โฮเฮะ.....ชิ้นละ 81 โครน..342 บาทครับท่าน...เจ๊กอัก จุก
.
อยากลับไปเที่ยวเดนมาร์คที่เดียวแฮะ.... เพราะนอกจาก Kebab และอาหารอื่นๆตามซุปเปอร์ฯแล้ว ยังมี Pizza สลับแบบวันเว้นวัน ร้านประจำคือ Tony's Pizza ที่ต้องต่อคิวรอบางช่วง ถาดใหญ่ 68 โครน 360 บาท...Domino Pizza ถาดใหญ่ยักษ์ก็ 59 โครน 310 บาท (ถูกต้องแล้วคร้าบ ถูกกว่าบ้านเรา) และ KFC ปีกไก่ น่องเล็ก 3 ชิ้น 19 โครน/100 บาทไทย ให้เลือกซื้อหาง่ายๆ ไม่เหมือน จ๋าซี่ (ตายอ่า) ออสโล เนี่ย...
.
แต่...So far so good นะครับ เมื่ออยู่ๆไป ก็เริ่มปรับตัว ปรับทางเลือกได้ไม่ยาก กระทั่งโดยรวมๆแล้ว เท่าที่ผ่านมาครึ่งเดือน ยังคุมงบได้ไม่เหนื่อยหน่าย เที่ยวได้สนุกสะบัดไม่แพ้ที่ไหน แถมเข้าใจว่า งบน่าจะไม่เกินยุโรปเมืองอื่น เพราะสแกนฯเค้าก็มี "ตัวช่วย" ให้เที่ยวได้ไม่แพง (เกิ้น) อยู่เหมือนกัน
.
เดี๋ยวกลับไปจะบรรเลงรายละเอียดให้เพื่อนๆทราบอย่างหมดจด ในฐานะ หนูตะเภาผู้ภักดี นะครับ
.
ขออนุญาตเปลี่ยนโหมดไปว่าเรื่องอื่นๆมั่ง...
.
อากาศดีมากครับ แม้อุณหภูมิจะลดลงเรื่อยๆ ที่ออสโล 13 องศา ยังไม่ถือว่าหนาว เดินเที่ยวชิลล์ๆครับ
.
การเดินทางสะดวกครับ...ทั้งเกาเทิ่นแบร์ค และที่ ออสโลนี่ พาหนะหลักคือ รถราง ที่แสนจะคล่องตัว กะพริบตาทีก็มาจอดรอคัน ทุกสายผ่านสถานีรถไฟที่เป็นป้ายหลัก.... อยากเร็วหน่อยก็รถบัส ...ส่วนเมโทร และ รถไฟ (ปริมณฑลเมือง) ที่มีทั้ง 2 เมืองนี้ ใช้ได้ แต่ไม่เหมาะครับ ยังไม่จำเป็นต้องเร็วรี่ หมดโอกาสชมวิวปานนั้น และ....
.
ทั้ง 3 เมือง มีจักรยานของทางการจอดเรียงเป็นแผง ทุกมุม (บางที่เป็นแบบยางตัน ไม่มีคำว่าต้องเติมลม หรือยางรั่วยางซึมอีกต่างหาก) ให้ใช้ฟรี ใช้ที่นี่คืนที่ไหนก็ได้...แต่ไม่สะดวกครับ นอกจากเท่อย่างเดียว ปัญหาอื่นตามมาแยะ ต้องวุ่นวายคลำทาง..หลบคน (คนเดินเท้ามีอภิสิทธิ์สูงสุด) หาที่จอด ฯลฯ...จึงเห็นจอดทิ้งเปล่า เพราะไม่ค่อยมีใครใช้อ่ะครับ
.
สถานที่เที่ยว สวยงาม บางเบา ไม่เหมือนยุโรป พิพิธภัณฑ์แต่ละแห่งใช้เวลาอย่างเก่ง 2 ชั่วโมงครับ ไม่เหมือนฝรั่งเศส เยอรมัน เนเธ่อร์แลนด์ เข้าที่หมดไปครึ่งวัน ยังได้แค่ 1 ใน 3 ...
.
ผู้คนน่ารักทุกที่ครับ มีน้ำใจมากๆ แล้วก็ เจอคนไทยท้องถิ่นบ่อยมาก เพราะมาอยู่แถบนี้ไม่น้อย...ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อไทย ไม่ขัดสนครับ
.
ขอสั้นๆแค่นี้ก่อนนะครับ อยากเที่ยวสแกนฯก็หาตั๋วมาเลยครับ เตรียมงบเท่าๆกับที่เที่ยวยุโรป (เผื่อเพิ่มกันเหนียวหน่อยก็ได้ ถ้าอยากแบก โครนเดนมาร์คกลับเป็นกระตั๊กเหมือนเรา หุหุ) ไม่ต้องห่วงเรื่องข้อมูล เดี๋ยวจะว่าให้เป็นฉากๆเลยครับ
.
อรุณสวัสดิ์....ขอบคุณเพื่อนๆที่ติดตามครับ
.


.
Stavanger-พลาด..แต่ไม่ผิด
.
1 กันยายน 2560
.
สวัสดีครับ
.
อยู่ออสโลเมืองแพงแต่เที่ยวเกินคุ้ม 3 คืน 4 วันด้วยความประทับใจ.. แล้ว 5 ทุ่มคืนวันที่ 27 สิงหาคม เราก็ได้ลองประสบการณ์ใหม่ในต่างแดนเป็นครั้งแรก นั่นก็คือ การนั่ง Night Bus-รถบัสรอบค่ำ ข้ามคืน 11 ชั่วโมง คือ 5 ทุ่มจาก Oslo ไปถึง Stavanger ตอนเช้าวันที่ 28 สิงหาคม เวลา 9 โมงครึ่งเช้า โดย...
.
หลับรวดเดียวมาถึง Aksdal เวลา 6 โมง 50 แล้วเปลี่ยนรถที่นั่นเวลา 7 โมง 45 ไป Stavanger อีกต่อหนึ่ง (มีแถมลงเฟอร์รี่ ให้รถบัสจอดรอข้างล่างแล้วผู้โดนสารขึ้นไปนั่งรอบนห้องระดับเรือสำราญ 20 นาทีอีกช่วงนึงด้วย) ซึ่ง...
.
หลับสบายมาก เพราะที่นั่งดีหนึ่ง (มีห้องสุขาระดับน้องๆเครื่องบิน น่าทึ่งมาก) ผู้โดยสารไม่ถึงครึ่งคัน (นั่งคนละ 2 เก้าอี้) ทั้ง 2 เที่ยวอีกหนึ่ง และคนขับก็บริการดี สุภาพ เอาใจผู้โดยสาร แบบเดียวกับญี่ปุ่นเลย จึงถือว่านอนเต็มอิ่ม (กว่าบนเครื่องบิน) แต่อย่าถามนะครับว่าปวดเมื่อยตัวบ้างหรือเปล่า เหอเหอ
.
ถูกต้องแล้วครับ ที่ต้องเลือกทางนี้ เพราะเรามีสัมภาระมากและหนักเกินกว่าจะบินภายในได้ (ขืนลองมีหวังหมดตัวถูกปรับค่าน้ำหนักเพราะซื้อล่วงหน้าไม่ได้เหมือนโลว์คอส์ท) และ รถไฟ (ซึ่งต้องเปลี่ยนไปลงบัสต่อเฟอร์รี่ช่วงหนึ่งเหมือนกัน) ราคาแพงกว่ากันมาก ทั้งๆที่เร็วกว่าหน่อยเดียวครับ
.
ฟังดูก็เหมือนเดินทางออกสบาย แต่ทำไมถึงจั่วหัวข้อว่า พลาด ว่า ผิด หมายความว่ายังไงนะหรือครับ
.
ก็หมายความว่าเราวางแผนมาพลาดอ่ะครับ คือ....การที่เราให้เวลากับ Stavanger เพียง 2 วัน 1 คืนนั้นน้อยเกินไป เพราะเป้าหมายหลักของการมาเมืองนี้ อยู่ที่การ Trekking หรือ Hiking ไปบนเนินเขา Preikestolen หรือ Pulpit Rock (หรือที่คณะคนไทยกลุ่มหนึ่งที่เราเจอในโคเปนเฮเกน เรียกว่า "ผาหล่มสัก") อย่างที่เห็นในภาพ หรือตามคลิป goo.gl/kj3Ul9 อ่ะครับ... เราพลาดก็เพราะ
.
เมื่อวันแรกเจอฝนกระหน่ำโปรยปรายตลอดตั้งแต่ลงรถเดินทางมายังที่พักก็ใกล้ 11 โมงแล้ว จะให้ออกไปท่าเรือที่ City Center ซึ่งเป็นทางขึ้นๆลงๆเนิน.... ต้องเดินไป 20 นาที (ไม่มีรถบัสจากที่พัก ขนาดขามาจากท่ารถยังต้องว่าแท๊กซี่่แค่ 10 นาที 132 โครนเกือบ 600 บาท) ....เพื่อนั่งเรือต่อบัสไปตีนเขา (ชั่วโมงครึ่ง)
.
ถึงตีนเขา ต้องเทร็คกิ้งขึ้นไป 2 ชั่วโมง และลงมาอีก 2 ชั่วโมง เพื่อนั่งบัสต่อเฟอร์รี่กลับ พูดง่ายๆ ไม่มีหนี 7-8 ชั่วโมงสำหรับพละกำลังของเราสอง (เมื่อซัก 10 ปีก่อน.... แต่เดี๋ยวนี้คงมากกว่านั้นแน่) ซึ่งก็ชวนให้หวาดหวั่นว่า ดีไม่ดี อาจจะกลับมาไม่ทันเฟอร์รี่ก็เป็นได้ เพราะโดยทั่วไป เค้าออกไปเฟอร์รี่เที่ยวแรก 8 โมงเช้า หรือเที่ยวสอง 8 โมงครึ่งเป็นอย่างช้าทั้งนั้น
.
เบื้องต้น เราจึงขอผลัดไปเป็นเช้าวันถัดไป (29 สิงหาคม) ก่อนลงเขามาเพื่อเดินทางต่อไปเมือง Bergenในตอนบ่ายแก่ๆแล้วกัน ถ้าฟ้าใสไร้ฝน (คือต้องกลับมาขึ้นรถบัสอย่างช้ารอบ 5 โมงเย็น เพื่อเดินทาง 5 ชั่วโมงเศษ ให้ถึงที่พัก Youth Hostel ในเบอร์เก้น ก่อน 5 ทุ่มซึ่งเค้าจะไม่รับเช็คอินหลังจากนั้น)....สำหรับวันแรกนี้ ก็ถือร่มกรำฝนไปเที่ยวในเมืองละกัน.....
.
ผลก็คือ ใช้เวลาตั้ง 3-4 ชั่วโมง แต่เห็นเมืองได้ไม่กี่ร้อยตารางเมตรมั้งครับ ก็ต้องเปียกมะล่อกมะแล่กกลับมาที่พักเหมือนนกปีกหักทั้งคู่ ทรมาณทรกรรมเปล่าๆปลี้ๆ .....แต่ก็เตรียมใจฮึดสู้วันต่อมานะครับ ไม่ได้โม้...555
.
แล้วคืนวันที่ 28 เมื่อศึกษารายละเอียดจากเพื่อนร่วมโฮสเต็ลมากขึ้น เราก็เห็นพ้องกันว่า ...ถอยดีกว่า ไม่อาวดีกว่า...ขืนเดินหน้า ดูท่าจะเที่ยวไม่สนุก ต้องแก้ปัญหาโน่นนี่ที่ตามมาอย่างแน่นอน เพราะพยากรณ์อากาศก็บ่งชัดว่า วันที่ 29 ฝนพรำทั้งวันไม่ต่างกัน....ยิ่งเห็นพวกเค้าทั้งหญิงชายวัยหนุ่มสาวเตรียมข้าวของสัมภาระ (น้ำ..อาหาร...เสื้อฝน เสื้อกันหนาว) ใจก็เริ่มฝ่อก่อน สุดท้ายความ "ป๊อดแฮ่ก" ก็ตามมาติดๆ...
.
ก็จึงจองรถบัสไปเบอร์เก้นเป็นเที่ยว 11 โมงเช้า (ซึ่งเป็นเที่ยวถูกสุด) แทน ยอมเสียเวลา ค่ารถ กับเมือง Stavanger โดยแทบไม่ได้อะไรติดมือด้วยความเต็มใจครับ
.
ใช่ครับ เราพลาด..เพราะหาข้อมูลมาไม่ดีพอ อย่างน้อยก็ไม่ได้นำปัจจัยดินฟ้าอากาศมาคำนวณในแผนด้วย...
.
พลาด.... เพราะทำในสิ่งที่ไม่คุ้นเคย (ปรกติจะไม่เคยพักที่ไหนต่ำกว่า 3 คืน) ทำให้หักกลบเวลาเดินทางไปกลับที่พักออกไปแล้วเหลือเวลาให้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันน้อยเกิน...
.
แหะ แหะ แต่โชคดียังเป็นของเราครับ ด้วยถึงจะ "พลาด" ในครั้งนี้ แต่เราก็ไม่ได้ตัดสินใจ "ผิด" เลย เพราะ...
.
วันที่ 29 ฝนตกทั้งวันตามพยากรณ์ ซึ่งเมื่อเจอหนุ่มจีนเซี่ยงไฮ้ที่ได้ไปมาอีกทีที่เบอร์เก้น เค้าก็เล่าให้ฟังว่า ฝนทำไม่สนุกอย่างที่คิด และถ้าสังขารอย่างเราสอง น่าจะดูไม่จืดเลย หุหุ
.
ไม่โกรธและไม่คิดว่าเค้าปรามาสหรอกครับ ...เพราะวันที่ 31 สิงหาคม เราก็มีโอกาส Hiking ขึ้นยอดเขา Ulriken ซึ่งสูงสุดในเขา 7 ยอดของเบอร์เก้น (คนท้องถิ่นวิ่งขึ้นลงเป็นการออกกำลังกาย และเพื่อนร่วมกลุ่มโฮสเต็ล ใช้เวลาขึ้นลง 2 ชั่วโมง) นั้น เราสองคนใช้เวลาเฉพาะขาขึ้น 2 ชั่วโมงครึ่งยังแทบแย่ ต้องพักสำรวจต้นไม้แต่ละต้นและก้อนหินแต่ละก้อนระหว่างทางไปตลอด สลับกับการสูดยาดมไม่ขาดสาย แถมปิดฉากด้วยการควักสตางค์คนละ 110 โครน (เกือบ 500 บาท) นั่งเคเบิ้ลคาร์ ลงเขาอย่างสง่างามอีกต่างหาก...เจ๊ย
.
แม่นแล้วครับ.... ถ้าขืนไป Preikestolen หรือ Pulpit Rock ด้วยไม่เจียมสังขารละก็ โอกาสนอนเปลลงมาทั้งคู่ไม่หนีไปไหนแน่...
.
เอวังจึงมีด้วยประการฉะนี้
.
บ๊าย บาย Stavanger...บ๊ายบาย Preikestolen ...เราพลาดไปแล้ว...แต่เห็นด้วยใช่ไหมครับว่า ยังดีที่ไม่ผิด....เอาเป็นว่า คงไม่ได้เจอกันอีกแล้วนะ...ขอแก้ตัวใหม่ที่ ผาหล่มสัก ภูกระดึงแล้วกันน้า.....อิอิอิ
.



.
Bergen: ฉันรักเธอ...เบอร์เก้น
.
4 กันยายน 2560
.
สวัสดีครับ
.
ขึ้นรูปแบนเน่อร์ "ฉันรักเธอ...เบอร์เก้น" มาตั้งหลายวันแล้ว แต่ยังไม่ได้ร่ายรีวิวประกอบ เพราะเที่ยวจนเหนื่อยอย่างที่ทราบๆกัน ต้องขออภัยด้วยครับ
.
"Oh, Bergen rains everyday, there're only 5 Sunny days in a years, you know!--เบอร์เก้นเนี่ย ฝนตกทุกวันเลยนะ ปีนึงจะมีวันฟ้าเปิดแดดจัดๆไม่เกิน 5 วันอ่ะ จะบอกให้"
.
สาวตากาล็อก (ฟิลลิปปินส์) พนักงานร้าน Subway ที่อยู่ออสโลมาสิบกว่าปี บอกเราทันทีที่โอภาปราศรัยกันเสร็จและทราบว่าต่อจากออสโลเราจะไปเที่ยวเบอร์เก้นกัน
.
เพราะฉะนั้น เมื่อเดินทางต่อจาก Stavanger มายังเบอร์เก้น เราก็ต้องทำใจเผื่อไว้ก่อนว่า สถานการณ์ข้างหน้าจะออกมาในรูปไหนบ้าง แต่เราก็เจอโชคสองชั้นในวันแรกอย่างคาดไม่ถึง...
.
โชคชั้นที่หนึ่ง.... เราจองตั๋วรถบัสไว้เที่ยว 11.15 น. ซึ่งเป็นเที่ยวที่ถูกสุด คือ 475 โครน (พ้นชั่วโมงเร่งด่วน-off peak) เพราะเที่ยวก่อนหน้านั้นตั้งแต่เช้ามืด (ชั่วโมงละเที่ยว) ราคาคนละ 600 โครนทั้งนั้น ทว่า...
.
แท๊กซี่ที่เรานัดไว้ให้มารับ 10 โมงเช้านั้น ใช้เวลาเพียง 10 นาทีเท่านั้น ก็มาถึงท่ารถทัวร์-Bus Terminal เห็น รถบัสเที่ยว 10.15 จอดรอพร้อมล้อหมุนอยู่...เมื่อลงรถลากกระเป๋าไปที่ชานชาลาแล้ว ผมก็ถามคนขับว่า "เราจะขอไปเที่ยวนี้เลยได้ไหม?" คุณลุงคนขับหน้าตาใจดีบอกว่า "Sure, but you have to pay a little extra--ได้เลย แต่ต้องจ่ายเพิ่มนิดหน่อยนะ" ผมถามว่า "เท่าไหร่?" คุณลุงบอกว่า "คนละ 30 สองคน 60"
.
โอ้วววว....แค่สองร้อยกว่าบาทเอง ได้ไปเร็วขึ้นอีกชั่วโมง...ก็พยักหน้าขอบคุณนะสิครับ รออัลไล..555
.
ประสบการณ์อย่างนี้ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า "ถ้างั้น เรามาตอนไหนก็ได้งั้นสิ เสียค่าเปลี่ยนตั๋วแค่เนี้ย ...แบบนี้ ใครจะบ้าไปซื้อตั๋วแพงกันล่ะ...หรือ หมายความว่า เกิดมาขึ้นรถไม่ทันเที่ยวที่จองไว้ เราก็สามารถเปลี่ยนเที่ยวได้โดยตั๋วไม่เสียทิ้งเปล่างั้นสิ"
.
หลายๆคำถามข้างต้นยังไม่ได้คำตอบหรอกครับ แต่นี่คือความรู้ใหม่ที่ได้เรียนรู้ว่า บัสในนอร์เวย์ต่างจากประเทศอื่นที่ผ่านมาอย่างน้อย 2 เรื่อง คือ...
.
1. รถจาก โคเปนเฮเก้น (เดนมาร์ค) ข้ามมา เกาเทิ่นแบร์ค (สวีเดน) และประเทศอื่นๆในย่านยุโรปนั้น เราสามารถหาข้อมูลและจองตั๋วได้จาก เว็บ www.goeuro.com แต่ในนอร์เวย์ ต้องดูข้อมูลและจองจาก www.nor-way.no/en เท่านั้น
.
2. การจองซื้อตั๋วรถบัส Swebus ของ สวีเดน นอกจากราคาตั๋วแล้ว พี่แกยังให้เลือกออพชั่นด้วยว่า
.
--- มี Extra Bag-กระเป๋ามากกว่า 1 ชิ้นหรือเปล่า ถ้ามีจะซื้อค่าสัมภาระเพิ่มไหม ชิ้นละ 29 โครน 2 ชิ้น 49 ...ซึ่งเราก็เห็นว่าไม่กี่ตัง เลยซื้อไป ตั้ง 2 เที่ยว ด้วยเกรงว่า จะเกิดปัญหาภายหลัง แล้วอาจเสียแพงโดยใช่เหตุ แต่ปรากฏว่า ตอนโหลดกระเป๋าไม่มีการตรวจสอบหรือซักถามใดๆเลย
.
--- ต้องการซื้อประกันสัมภาระเสียหายไหม คนละเท่านั้นเท่านี้ (แบบเดียวกับบินโลว์คอส์ทเลย อิอิ) ซึ่งเราไม่ซื้ออยู่แล้ว ประเทศที่ปลอดภัยปานนี้ ไม่น่าจะเกิดเรื่องของหายได้...
.
แต่สำหรับ รถบัสนอร์เวย์นั้น ซื้อตั๋วเสร็จจบ ไม่มีค่าโน่นค่านี่ โผล่ขึ้นมาให้รำคาญกระเป๋าตังเลยครับ มีปัญญาขนเท่าไหร่เชิญขนตามสบายว่างั้น...
.
และที่ทุกประเทศ (ในประสบการณ์ที่ผ่านมาทริปนี้) เหมือนกันเด๊ะ ก็คือ มีรถออกถี่มาก ทุกเที่ยวที่เราเดินทาง มีผู้โดยสารไม่ถึงครึ่งคัน บางเที่ยวไม่ถึง 1 ใน 3 ด้วยซ้ำ ทำให้นอกจากนั่ง/นอนสบายแล้ว ห้องสุขายังสะอาดเอี่ยม ใช้ได้ไม่ตะขิดตะขวงใจใดๆด้วยครับ
.
ผ่านโชคชั้นหนึ่งมาแล้ว เจอโชคชั้นสองซ้ำในวันเดียวกัน ก็คือ ตั้งแต่บ่าย 3 โมงครึ่งที่เราลงรถมา เข้าที่พักและออกไปเที่ยวต่อจนถึง 4 ทุ่มโดยประมาณนั้น ท้องฟ้าแจ่มใส ไร้ฝนแม้แต่ละอองก็หมดจด เพราะช่วงเช้าพระพิรุณนอร์เวย์เข้ากะไปแล้ว 3-4 ชั่วโมง ช่วงบ่าย go to sleep-หนีไปนอน...5555
.
ว่าแต่..เราก็โชคดีเพียงวันเดียววันแรกเท่านั้นแหละครับ เพราะทุกวันหลังจากนั้น ฝนตกๆหยุดๆตั้งแต่เช้าตลอด แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเที่ยวแต่อย่างใดหรอกครับ เพราะพระพายนอร์เวย์ไม่ค่อยแอ๊คถีฝเท่าไหร่ จึงมีเพียงสายฝน ละอองฝน ประปราย แต่ลมไม่แรง ถือร่มบอบบางตะลุยท่องแหล่งที่ชื่นชอบได้เกือบจะเต็มที่ครับ
.
เบอร์เก้นสวยมากครับ...น่าเที่ยวมากครับ เพราะเป็นเมืองที่บ้านเรือนส่วนใหญ่อยู่บนเนิน (รวมทั้ง Youth Hostel ที่เราพักด้วย) มีมุมให้ชมภาพ 360 องศาได้เกือบทุกด้าน...ยิ่งอยู่นานยิ่งเห็นมุมที่สวยขึ้นสวยขึ้นตลอด ไม่ว่าจะเป็นวิว รถบัสที่คดเคี้ยวขึ้นลงเขา...รถราง (ที่นี่เรียกเป็นทางการว่า Light Rail แต่ชาวบ้านร้านช่องก็เรียกว่า Tram อยู่นั่นเอง หุหุ) สวยสะอาดทันสมัย สีสันจับตา และ อาคารต่างๆที่สถาปนิกคนรุ่นใหม่ออกแบบได้อย่างโฉบเฉี่ยวงดงาม....
.
และแน่นอนครับ รวมทั้งทะเลสาปริมอ่าว ที่ยาวไกลไปถึง ผืนน้ำอันเกิดจากธารน้ำแข็ง ที่เรียกว่า Fjord รายล้อมทั้งตัวเมืองเห็นได้ไม่ไกลพ้นด้วย
.
เบอร์เก้นเป็นเมืองน่าเที่ยวมากครับ ผู้คนน้อย นักท่องเที่ยวมีมากก็เฉพาะในแหล่งท่องเที่ยวที่รวมตัวเป็นกระจุกๆ และเมื่อเทียบกับ ออสโล และ โคเป็นเฮเก้นแล้ว ถือว่าน้อยมาก จึงค่อนข้างสุขุมคัมภีรภาพ เติมความเพลิดเพลินสุนทรีรมย์ ให้เผลอไผลใหลหลงได้ง่ายๆ ....
.
และก็อย่างที่เรียนนั่นแหละครับ หากเปรียบเป็นสาวงาม เบอร์เก้นคือสาวสวย มีเสน่ห์ น่ารัก น่าเอ็นดู น่าทะนุถนอม อยู่ด้วยแล้วมีความสุขมาก เสียแต่...
.
นวลน้องร้องไห้ถี่ไปหน่อย...
.
ครับ... ฝน คือตัวตัดคะแนนเมืองแจ่มจรัสเมืองนี้ไปอย่างน่าโมโห ถ้าเจอกรรมการมาเลย์ละก็ ไม่ได้ครองแชมป์ในแผนที่ท่องเที่ยวนอร์เวย์แน่....
.
ขนาดพี่ชอบเพลง Rhythm of the Rain ของ The Cascades goo.gl/i20tQV โดยเฉพาะท่อน Pitter pater, pitter pater..Oh... เอามากๆ ยังอดมู้ดเสียนิดหน่อยไม่ได้เลย
.
ใช่ใครๆก็รัก น้องฝน ทั้งนั้น แต่พี่ก็ชอบให้ตกเป็นบางวันเป็นครั้งคราวเท่านั้น ไม่ใช่มาถี่ๆแบบไม่มีหูรูดอย่างนี้อ่ะ...
.
นึกเห็นใจคนที่อาจจะมีโอกาสแวะที่นี่แค่วันสองวันบ้างนะจ๊ะ อิอิ
.
เชื่อพี่เถอะนะจ๊ะ ถ้าหยุดร้องไห้เสียบ้าง น้องจะสวยขึ้นอีกจมเลย ขอบอก...
.


.
Stockholm--ได้ยินเสียงกลองรัวไหมนั่น..เฟอร์นันโด้
.
7 กันยายน 2560
.
สวัสดีครับ
.
เมื่อชายชรา 2 คนนั่งรำพึงถึงความหลัง ด้วยความรู้สึกถวิลหาอดีตอันโชกโชนในสงครามชายแดน แล้วถามกันเองว่า "เออ...ตอนนั้นเรานึกยังไงถึงเข้าไปร่วมต่อสู้กับเค้าด้วยนะ...เลือดรักชาติรักเสรีภาพจริงๆหรือ?....
.
....เหมือนเอาชีวิตไปทิ้งชัดๆเลยอ่ะ ว่าไหมเพื่อน..."
.
แล้วก็ผงกศีรษะเห็นด้วยทั้งคู่ ว่าเสี่ยง ว่ามีเลือดบ้าพอสมควรล่ะ....
.
แต่เมื่อลองถามกลับว่า "ถ้าเป็นตอนนี้ อยู่ในสภาวการณ์อย่างนี้ล่ะ ...เราจะไม่แยแสทำเป็นธุระไม่ใช่หรือเปล่า..."
.
ก็ไม่ใช่อีกนั่นแหละ เพราะ...
.
There was something in the air that night
--- เห็นอะไรบนฟากฟ้าไหมนั่น?
.
The stars were bright, Fernando
.
--- ดวงดาวบนนั้นสุกสกาวมากนักนะ..เฟอร์นันโด้ (เฟอร์นันโด้ เป็นชื่อเรียกที่หมายถึง นักสู้ นักผจญภัย)
.
They were shining there for you and me for liberty, Fernando
.
--- ดวงดาววาววับเป็นประกายเพื่อฉายแสงนำเราไปสู่เสรีภาพนะ..เพื่อน
.
Though I never thought that we could lose
There's no regret
.
--- เราไม่ครุ่นคิดแม้สักวินาทีเดียวว่า..แพ้ถึงตายนะ มีแค่คำว่า..ตายเป็นตาย..ไม่เสียดายชีวิตว่ะ
.
If I had to do the same again I would, my friend, Fernando
.
--- และถ้าจะต้องทำอย่างนี้สักกี่ครั้ง เราก็จะบุกไปร่วมรบชั๊วะๆอย่างแน่นอน
.
**ท่อนหนึ่งของเพลง Fernando โดย Abba ตามลิงค์ goo.gl/qDd7JA นี้ครับ
.
.
.
อาจฟังดูเป็นลิเกหน่อยนะครับว่า สิ่งที่ 2 ผู้เฒ่ารำพึงข้างต้นนั้น ว่าไปก็ไม่ต่างจาก 2 ผู้เฒ่าจากเมืองไทย ที่มาเที่ยวสแกนดิเนเวียทริปนี้หรอกครับ เพราะ...
.
ผ่านมา 25 วันแล้ว การเดินทางของเราสองก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะสิ้นสุดเลยครับ ...ต้องขึ้นรถ ลงเรือ ไปเหนือ ล่องใต้ ในย่านถิ่นที่ล้อมรอบด้วยทิวทัศน์อันงามตา แต่พ่อเจ้าประคุณเอ๋ย...จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ทำมั้ยทำไมมันช่างไกลห่างกันเหลือเกิน...
.
จะหมดแรงก่อนหรือเปล่าเนี่ย วุฒิ-เฟอร์นันโด้ และ เคท-เฟอร์นันด้า...
.
คิดดูง่ายๆ.... วันก่อนนั่งรถจาก ออสโล ไป สตาแวงเจอร์ 11 ชั่วโมง (เปลี่ยนบัส 2 ต่อ ลงเรือ 1 ทอด) จาก สตาแวงเจอร์ไปเบอร์เก้น 5 ชั่วโมง (ลงเรือเฟอร์รี่ 2 ทอด) ว่าเมื่อยว่าเพลียว่าทรมานแล้ว...
.
วันที่ 2 กันยายน เราก็ต้องผจญกับการเดินทางอันหฤโหดอีกรอบ...จาก 9.20 โมง นั่งรถ 6 ชั่วโมง รอเปลี่ยนรถ 2 ชั่วโมง ..นั่งต่อไป ออสโลอีก 4 ชั่วโมง...พัก 1 ชั่วโมง เปลี่ยนอีกคันตรงแน่วมา สต็อกโฮล์ม 7 ชั่วโมงครึ่ง สิ้นสุดการเดินทาง 6 โมง ครึ่งของวันที่ 3 กันยายน สิริรวมเวลาเดินทาง 21 ชั่วโมงอ่ะครับ
.
ก็จะให้ทำอย่างไรได้ล่ะครับ ในเมื่อจะครอบคลุมสแกนดิเนเวียให้ได้ ในงบประมาณที่เหมาะสม สำหรับคนที่ไม่ชอบวางแผนล่วงหน้านานๆและเส้นทางตายตัวอย่างเรา (ถ้าจองรถไฟล่วงหน้าเป็น 2 เดือน ราคาก็จะพอๆกันกับรถบัสแบบซื้อล่วงหน้าไม่กี่วันอย่างนี้...หรือตัวเบาไร้สัมภาระแบบย้ายบ้าน บางกรณีบินไปถูกกว่าหรือแพงกว่ากันนิดเดียวเท่านั้น)...ทางเลือกก็มีแค่นี้แหละครับ
.
แต่ ไม่ลำบากลำบนอะไรหรอกครับ นึกถึงนั่งบนเครื่อง 10 กว่าชั่วโมงแล้ว แบบนี้สบายกว่ากันเยอะเลย...
.
แล้วเราก็มาถึงสต็อกโฮล์ม เมืองหลวงของสวีเดน เมืองสวยคนน้อยอีกเมืองที่ราคาข้าวของ ค่าท่องเที่ยวพอหายใจหายคอได้โล่งกว่านอร์เวย์ 20-30% ได้ แม้การเดินทางจะไม่สะดวกเท่า เกาเทิ่นแบร์ค เพราะเส้นทางรถรางมีสายเดียวสั้นกระจู๊ดจู๋ แต่ก็พึ่งรถบัสได้สะดวกพอสมควร...
.
แถม 5 วันที่เราอยู่ที่นี่ ฝนตกแค่วันเดียว ที่เหลือสดใสสว่างจ้า ได้ชื่นชมแหล่งท่องเที่ยวต่างๆอย่างหนำใจ (Hostel เมืองนี้ ดีที่สุดในทริป สะอาด กะทัดรัด คนน้อย นอนหลับสบาย) และที่สำคัญ เพิ่งทราบว่า สวีเดนคือบ้านเกิดของคณะกลุ่มนักร้องเพลงป้อบที่ดังกระหึ่มโลก กระทั่งมี ABBA Museum ไว้รองรับแฟนานุแฟนอีกด้วย
.
ก็เปรมไปเลยสิครับ...ทว่า
.
รีวิวรายละเอียดคงต้องรอหน่อยนะครับ เพราะหาเวลาที่จะนั่งสงบสติหน้า Laptop เป็นชั่วโมงอย่างนี้ไม่ง่ายเลยครับ
.
สต็อกโฮล์มเป็นยังไงนะหรือครับ...โอ้ววว..คนไทยมาเที่ยวไม่แพ้ที่อื่นเลยครับ...และนักท่องเที่ยวจีนเอย ญี่ปุ่นเอย ล้วนอยู่กันหลายๆวัน บ้างก็เที่ยวสวีเดนประเทศเดียวซะด้วยอ่ะครับ..
.
Good Afternoon ครับ วันนี้ต้องเดินทางต่อ ไม่ได้เที่ยวไหน จึงปลีกเวลามารายงานเพื่อนๆได้...ขอบคุณที่ติดตามตลอดและใกล้วันกลับแล้วครับ ถึงบ้านจะเขียนยาวๆลงรูปเยอะๆนะครับ
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3249
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Scandinavia Trip 2017

โพสต์ #2  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 22/09/2017 10:06 pm












.
Riga--เมืองศิลป์ ริก้า...น่ารักอ่ะ
.
10 กันยายน 2560
.
สวัสดีครับ
.
ไม่เคยรู้จักเมือง Riga นี้หรอกนะครับ แต่ตอนเสิร์ชหาวิธีเดินทางจาก Stockholm มายัง Helsinki ประเทศ Finland ซึ่งเป็นประเทศสุดท้ายใน 4 ประเทศ Scandinavia นั้น ผมก็พบโดยบังเอิญว่า การเดินทางด้วย Ferry ยังมีเส้นทางจาก Stockholm สู่ Riga อันเป็นเส้นทางที่ Popular ไม่แพ้กันแถมยังถูกกว่าไป Helsinki อีกด้วย
.
งั้น....ก็ต้องขอรบกวนปรึกษา อากู๋ (Google) หน่อย..... ซึ่งแค่เปิดหน้า Images-รวมรูปภาพ เมือง Riga ดูเท่านั้น ก็ต้องมนต์เสน่ห์โดยพลัน หูยยย..... เมืองอะไรช่างสวยงามจับตาปานนี้...
.
เพราะฉะนั้น ก็เลยต้องเพิ่มเวลาทริปนี้ ให้กับเมืองหลวงของ Latvia นี้ 4 วันเต็มๆ เพื่อเที่ยวไปพักไป ทดแทนเวลาเดินทางด้วยเรือเดินสมุทรที่ต้องใช้เวลาบนนั้นถึง 17 ชั่วโมงเต็ม ซึ่งไม่ผิดหวังเลยครับ แม้วันแรกที่มาถึงจะมีฝนตกปรอยๆก็ตาม...
.
การเดินทางด้วยเฟอร์รี่แบบ Cruise-เรือสำราญ จาก Stockholm มีหลายเส้นทาง ทั้ง Helsinki, Tallinn (เมืองหลวงของ Estonia) และ Riga .....ผู้คนเดินทางกันหนาแน่นมาก...ช่วงที่เรือออกพร้อมๆกัน ผู้โดยสารแออัดลากสัมภาระไปมาไม่ต่างจากสถานีรถไฟทีเดียว ซึ่งคงเป็นเพราะ....
.
ราคาค่าตั๋วที่ (น่าจะ) ถูกกว่าเครื่องบิน..... เพราะสำหรับเรา ซึ่งพักห้อง 2 เตียง ตกเพียงคนละ 3010 บาทเท่านั้น (แพงกว่าค่าโฮสเต็ลหน่อยเดียว และอาจจะพอๆกับค่าโรงแรมในสต็อกโฮล์ม) กับสภาพแวดล้อมที่น่าจะไม่ต่างจากโรงแรม 4-5 ดาว เพราะมีทั้ง ห้องอาหาร ผับ บาร์ คาราโอเกะ ดีสโก้ ซาวน่า และ คลับที่มีการแสดงโชว์ระดับนานาชาติ... เรียกว่าไม่มีคำว่าเหงา..... แม้จะแค่นั่งเล่น ก็มีมุมให้พักอย่างเหลือเฟือพร้อมฟรี WIFI ที่แรงใช้ได้...
.
และที่เยี่ยมยุทธมั่กๆ ก็คือ มีซุปเปอร์มาร์เก็ต ขนาดย่อม จำหน่ายสินค้าอาหารเครื่องดื่มในราคาที่ไม่แพงกว่า ซุปเปอร์ฯในสต็อคโฮล์มอีกต่างหาก...ด้วยเจตนาที่มีให้เพื่อความสะดวกมากกว่าจะคิดหาเอากำไรจากทางนี้จริงๆ
.
ซึ่งผมเจอเรื่องประทับใจเข้าอย่างจัง เมื่อเลือกเบียร์พรีเมี่ยมมา 2 กระป๋องๆละ 3.50 ยูโร แล้วตอนจ่ายเงินที่แคชเชียร์ พนักงานหนุ่มหยิบขึ้นมาถามย้ำผมว่า "คุณทราบใช่ไหมครับว่า กระป๋องละ 3.50 ยูโร?" ตั้ง 2 ครั้ง 2 ครา จนผมเอะใจ ถามกลับไปว่า "ทำไมหรือ มันแพงหรือไง"
.
หนุ่มเครางามตอบว่า "ใช่ครับ ...2 กระป๋อง 7.00 ยูโร..แสดงว่าคุณไม่เห็นมุมโปรโมชั่น 6 กระป๋อง 6.90 ยูโรใช่ไหมครับ?"
.
"หา....จริงหรือ" ผมร้อง....น้องเคราพยักหน้า ผมก็เลยเดินกลับไปที่มุมเบียร์อีกที เมื่อควานหาทั้งซ้ายขวา ก็พบว่า มีอีกป้ายที่อยู่ถัดไปเมตรกว่าๆ ราคา 6 กระป๋อง 6.90 ยูโรจริงๆ
.
จากกระป๋องละ 140 บาท ก็เลยกลายเป็นเหลือกระป๋องละ 46 บาทเท่านั้น
.
บุฟเฟ่ต์บนเรือ ก็ราคาไม่แพงครับ คือคนละ 400 กว่าบาท เป็น Grand Buffet ที่ไม่แพ้บุฟเฟ่ต์ตามโรงแรมบ้านเราเลย
.
เดินทาง บ่าย 5 โมงเย็นวันที่ 7 กันยายน จากสต็อคโฮล์ม ถึง ริก้า เช้าวันถัดมาวันที่ 8 กันยายน 11.00 น. ต้องปรับนาฬิกาเร็วขึ้นอีก 1 ชั่วโมง... ทั้งเดนมาร์ค นอร์เวย์ สวีเดน ช้ากว่าเมืองไทย 5 ชั่วโมง แต่ที่ ลัตเวีย ช้ากว่าเพียง 4 ชั่วโมงครับ
.
ริก้า เป็นเมืองขนาดย่อม อุดมด้วยงานศิลป์เต็มแหล่งท่องเที่ยวอันอัดแน่น ที่ตื่นตามากๆก็คืออาคารบ้านเรือนที่สวยงามหลากหลาย ทั้งแบบอิฐ ปูน บ้านไม้โบราณ และที่โดดเด่นมากๆก็คือ ประมาณ 1 ใน 3 ของอาคารทั้งหมดเป็นแบบ Art Nouveau ที่มีความสลักเสลา ประดิดประดอยอย่างประณีตบรรจง สมศักดิ์ศรี รางวัลมรดกวัฒนธรรมโลก อย่างแท้จริง
.
ส่วนที่ถูกใจเราและกระเป๋าตังของนักท่องเที่ยว (โดยเฉพาะที่ผ่านสแกนฯมา) ก็คือ ข้าวของที่นี่ราคาใกล้เคียงกับบ้านเรา บางอย่างแพงกว่าหน่อย บางอย่างก็ถูกกว่ามาก โดยเฉพาะข้าวของ อาหาร ที่ Central Market (จตุจักรลัตเวีย) ที่กินพื้นที่กว้างใหญ่ จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนี้ที่ไม่มีใครพลาดการเยือนไปได้
.
เมืองเก่าในยามหัวค่ำสวยงามมากครับ ร้านอาหาร บาร์ ร้านขายของนักท่องเที่ยว ตกแต่งอย่างดึงดูดสายตา ทุกซอกทุกมุมมีสรรพสิ่งดีไซน์แปลกๆ ชวนให้ กดแช๊ะ ไม่ขาดสาย...
.
ผู้คนน่ารัก ชาวบ้านส่วนใหญ่แม้ภาษาอังกฤษไม่ได้เลย แต่ก็พยายามให้ความช่วยเหลือบอกทางด้วยภาษาสากล (มือไม้) อย่างมีน้ำใจ ไม่ต่างจากเมืองอื่นๆที่ผ่านมาในทริปนี้ ทำให้แม้ผมไม่ได้ซื้อซิมใช่อินเตอร์เน็ต (นอกจากในที่พัก และตามพิพิธภัณฑ์ ร้านแม็ค ฯลฯ ที่มีให้ฟรี) ก็ไม่รู้สึกติดขัดหรือเป็นอุปสรรคแต่อย่างใด...
.
พรุ่งนี้ ก็จะครบ 4 วันที่เราอยู่ริก้า และครบ 30 วันของทริปนี้ จวนจะได้กลับบ้าน เพื่อไปรีวิวเขียนเล่าลงรูปในเพื่อนๆฟังโดยเฉพาะเรื่อง ข้อมูล ที่ตักตวงมาล้นถัง เต็มทนแล้ว ขอบคุณที่ติดตามและพบกันใหม่เมื่อมีเวลาครับ
.
Good Night-ราตรีสวัสดิ์ครับ
.

.
Tallinn-ทัลลินน์ ฟินเว่อร์
.
14 กันยายน 2560
.
สวัสดีครับ
.
จาก ริก้า เราเดินทางด้วยรถบัส 4 ชั่วโมงครึ่งมายัง ทัลลินน์ เมืองหลวงของ เอสโทเนีย เพื่อท่องไปทั่วๆเป็นเวลา 4 วัน
.
ใช่ครับ ทัลลินน์ นี้ มีอยู่ในแผนเดินทางตั้งแต่ต้นแล้ว เพราะหากมาเยือนสแกนดิเนเวีย รวม เฮลซิงกิ เมืองหลวงของฟินแลนด์ (ประเทศสุดท้ายก่อนกลับบ้าน) ด้วยแล้ว คงไม่มีใครยอมพลาด ทัลลินน์ ซึ่งขึ้นชื่อลือเลื่องติดปากนักท่องเที่ยวทั่วโลกว่า สวยมากกก ไปได้ เพราะห่างกันแค่ เฟอร์รี่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น
.
ถูกต้องแล้วครับ... ริก้า คือของเพิ่มที่แทรกเข้ามาในโปรแกรมทีหลังโดยบังเอิญอย่างที่เรียนไปแล้ว และเราประทับใจสุดๆจนถึงขนาดยกให้เป็น หนึ่งในดวงใจ ของทริปนี้ได้สบายๆ
.
ตามปรกติ ผู้คนมักจะท่องประเทศย่าน Baltic Sea นี้เรียงๆกันไป คือ Estonia, Latvia, Lithuania, Poland และ Romania กัน แต่ 3 ประเทศหลังนี้ คงต้องผลัดไปเป็นโอกาสหน้า ซึ่งก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันครับว่า ชาตินี้จะได้ไปหรือเปล่า แหะ แหะ
.
5 ประเทศข้างต้นนี้ เป็นเมืองที่ค่าใช้จ่ายค่อนข้างน้อยครับ น่าจะไม่ต่างจากญี่ปุ่น หรืออาจจะถูกกว่า แต่การขอวีซ่าสิครับ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ายากง่ายอย่างไรหรือไม่ เพื่อนๆสนใจลองเสิร์ชๆข้อมูลดูนะครับ
.
2 วันใน ทัลลินน์ ที่ผ่านมา เดินสะบัดครับ เพราะฟินจริงๆ ซ้ายขวาหน้าหลังยั่วยวนให้กดแช๊ะตลอด นักท่องเที่ยวมากกว่าริก้าเป็นเท่าตัว 2-3 เท่าตัว แต่ค่าใช้จ่ายแพงกว่าเยอะ ค่อนข้างจะใกล้เคียงสต็อกโฮล์ม สวีเดน ที่เราผ่านมาครับ
.
สาเหตุที่ต้องเดินสะบัดนอกจากสวยงามทุกซอกมุมแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ รถราไม่สะดวกเหมือนทุกเมืองที่ผ่านมาครับ คือมีรถรางวิ่งเป็นเส้นตรง (ทางเดียวกันแต่ซอยแยกออกไปข้างๆบ้าง) อยู่แค่ 4 สายเส้นละไม่ถึง 20 ป้าย จะไปแหล่งท่องเที่ยวนอกจากเมืองเก่าที่อยู่รวมกันเป็นหมวดหมู่แล้ว ลงรถก็ต้องเดิน เดิน เดิน...
.
ส่วนรถบัสมีเยอะก็จริง แต่ก็ยากหรือไม่คุ้มกับการทำความเข้าใจ ....ทำให้หายสงสัยว่า ทำไม Transportation Card- ตั๋วเดินทางที่ใช้ได้ทั้งรถบัสและรถราง ถึงถูกจัง คือ วันเดียว (24 ชั่วโมง) 5 ยูโร ...3 วัน 7 ยูโร และ 5 วัน 8 ยูโร (ในนั้นรวมค่าบัตร 2 ยูโรเข้าไปด้วย) ก็คงเพราะไม่ค่อยได้ใช้กัน (ยกเว้นเราที่ตะลุยสุดสายทุกเส้น อิอิ) นั่นเองครับ
.
ส่วนใหญ่จึงนิยม Hop On Hop Off เพราะจอดตรงแน่วที่หน้าแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจเลย แต่ราคาก็ไม่ถูกครับ คือ 24 ชั่วโมง 20 ยูโร 48 ชั่วโมง 24 ยูโร และ 72 ชั่วโมง 25 ยูโร และเวลาจำกัดมาก (ตามสไตล์) คือ10 โมงเช้าถึง 5-6 โมงเย็นเท่านั้นครับ
.
แค่ 2 วันที่ผ่านมา เราฟินเว่อร์เก็บภาพแบบไม่ยั้ง สมกับ หัวข้อ ทัลลินน์ ฟินเว่อร์ จริงๆ ..กลับไปแล้วคงได้นำเสนอเพื่อนๆได้อย่างสมใจครับ
.
10 โมงเช้าแล้ว ได้เวลานกกาออกหากิน...เอ๊ย...ออกเที่ยววันที่ 3 แล้วครับ พบกันใหม่ตอนหน้า และขอขอบคุณที่ติดตามมาตลอดนะครับ
.
Have a nice day!!
.















.
16 กันยายน 2560
สวัสดีครับ
.
และแล้ว เราก็มาถึงวันที่ 35 ของทริปนี้ ซึ่งหมายความว่า เหลืออีกเพียง 4 วัน เราก็จะได้กลับบ้าน ไปร่ำไห้กระซิกๆสารภาพผิดกับร้านอาหารตามสั่ง "ครัวคุณหนุ่ม" ซอยแฮ็ปปี้แลนด์ว่า "เข็ดแล้ว ไม่เอาแล้ว ช่วยยกโทษทำแกงส้มชะอมไข่..ยำรวมมิตร..กะเพราะหมูสับ..ให้เราเหมือนเดิมนะ..." 5555
.
ทริปนี้ ค่อนข้างตรงตาม Itinerary-แผน และ ตารางการเดินทาง ที่ทำเสนอสถานทูตเพื่อขอวีซ่าเกือบจะ 90% มีรายละเอียดปลีกย่อยเล็กน้อย ที่ปรับเปลี่ยน พูดง่ายๆก็คือ สังขารปูนนี้ หมดศักยภาพที่จะตะลุยไปทั่วๆแล้ว จึงเก็บเฉพาะเมืองหลวงของแต่ละประเทศเป็นหลัก อันไหนที่คลับคล้ายกับประสบการณ์ที่ผ่านมา ก็ดูแค่รอบนอก เน้น "เดินหนัก" เป็นหลัก เพราะอย่างที่เคยเรียนเพื่อนๆแล้วว่า "เที่ยวเมืองนอกคือการออกทัวร์สุขภาพ" กลายๆนี่เองครับ
.
โดยเหตุนี้ ค่าใช้จ่ายจึงเข้าอิหรอบเดิม คือ น้อยกว่างบประมาณที่เตรียมไว้เยอะมาก ต้องขนเงินสกุล เดนมาร์ค นอร์เวย์ สวีเดน และ ยูโร กลับไปขายคืนให้ขาดทุนเล่นๆเป็นการตบท้าย...ฮือๆๆ
.
วันนี้ เราจะเดินทางด้วยเฟอร์รี่เข้าเฮลซิงกิ ..แหะ แหะ เรื่องเลือกเรือลำไหนดี สำหรับเราง่ายมากครับ เพราะแม้จะชอบเรือของ Tallink ที่ประทับใจตอนขามาจากสต็อคโฮล์มสู่ริก้า แต่รอบนี้ก็ต้องขอลอง ECKERO Line เพราะราคาถูกกว่าเกือบ 20% คือตกคนละประมาณ 900 บาทไทยครับ
.
อรุณสัวสดิ์ครับ มีเวลาแค่น้อยนิด ก็ขอเล่ารายงานเพื่อนๆสั้นๆแค่นี้ก่อน ขอให้มีความสุขทุกท่านนะครับ
.















ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3249
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Scandinavia Trip 2017

โพสต์ #3  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 22/09/2017 10:10 pm


.
Amazing Scandinavia Plus Holidays--ข้อมูลทริป สแกนดิเนเวีย++
.
25 กันยายน 2560
.
สวัสดีครับ
.
ในที่สุด เราก็จบทริป 39 วัน ซึ่งเป็นทริปที่ยาวที่สุด มาได้โดยไม่มีปัญหาใดๆทั้งทางสุขภาพกาย สุขภาพใจ ครับ เพราะ...
.
เราไปแบบช้าๆ ชิลล์ๆ เน้น "ความสุข" "ความพอดี" เป็นหลัก ซึ่งก็คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทริปนี้ยาวขึ้นอย่างที่เป็นมา แม้ชั้นแรกจะค่อนข้างกังวลกับเรื่อง งบประมาณค่าใช้จ่าย ก็ตาม เนื่องจาก...
.
ทริปนี้ ด้วยสังขารกับวัย แม้จะพัก Hostel แต่เราก็ตั้งใจจะเลือกที่พักเป็นแบบ Twin Private-ห้องส่วนตัว 2 เตียงทั้งหมด ยกเว้นกรณีที่หาที่ดีพอ (คะแนนประเมินเกิน 8 เต็ม 10) ไม่ได้ ก็ต้องเลือกนอนห้องรวม-Dorm Beds เสีย 9 คืน คือที่ โคเปนเฮเก้น 8 คืนและ สตาแวงเจอร์ 1 คืน....
.
ด้วยเหตุนี้ ค่าใช้จ่ายในด้านที่พักจึงสูงกว่าทุกทริปยุโรปที่ผ่านมา (4 คืนสุดท้ายที่ เฮลซิงกิ ตกคืนละ 4800 บาท ...แพงกว่าโรงแรม 4-5 ดาวหัวหินบ้านเราเสียอีก ทั้งๆที่ไม่ใช่ Ensuite-ไม่มีห้องน้ำในตัว ต้องใช้ Shared Bathrooms-ห้องน้ำรวมแท้ๆ) ครับ
.
นอกจากนั้น เราก็ตัดความ Hyperactive-กระเหี้ยนกระหือรือ (ออกเช้ากลับดึก) อย่างที่เคยเป็นในอดีตออกเกือบหมด คือ
.
-- ตื่น 7-8 โมงเช้า ออกเที่ยว 9 โมงครึ่ง 10 โมง.... โชคดีที่ช่วงซัมเม่อร์นี้ ฟ้าสว่างจนถึง 3-4 ทุ่ม ก็จึงมีเวลามากพอจนได้เนื้อหาสาระตามสมควร แม้จะไม่มุ่งแสวงหาอย่างจริงจัง เพราะเน้น "เดินหนัก" เป็นหลักก็เถอะ
.
-- ในวันที่ต้องเดินทางข้ามเมือง เราจะไม่เลือกเดินทางก่อน 10 โมงเช้า เพื่อนอนให้เต็มอิ่มตามปรกติ ทำให้เสียเวลาไปกับการเดินทางหลายวันเลยครับ
.
-- แหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่น ได้แค่ไหนเอาแค่นั้น แม้จะใช้ตั๋วเอนกประสงค์ที่สามารถเข้าฟรีมากมาย ก็ทำเท่าที่ทำได้ ไม่เน้นว่าต้องให้คุ้มให้กำไรมากที่สุด (เหมือนเมื่อก่อน อิอิ)
.
เพียง 3 ข้อข้างต้น สำหรับเพื่อนๆที่ยังไฟแรงหรืออยู่ในวัยหนุ่มสาว ก็อนุมานได้เลยครับว่า ใช้เวลาเพียง 2 อาทิตย์ ก็อาจจะครอบคลุมได้ใกล้เคียงกับเรา หรือเที่ยวได้มากแหล่งกว่าเราแล้ว จึงไม่แนะนำให้เลียนแบบอย่างเด็ดขาดนะครับ อิอิ
.



.
อย่างที่เรียนไปแล้วครับว่า ทริปนี้เราสามารถดำเนินตามแผนได้ถึง 90% คือตัดรายการ Day Trip-ออกนอกเมืองหลักแบบไปเช้ากลับค่ำ ทิ้งทั้งหมด อาทิ
.
8 วัน (จริงๆ 7 วันเพราะวันแรกถึงดึก) ในโคเปนเฮเก้น ตั้งใจจะไปเที่ยว Malmo, Odense, Aero Island...สุดท้ายแค่ ในเมืองหลวง ก็เที่ยวไม่หวัดไม่ไหว และแฮ็ปปี้มากเกินพอแล้วครับ
.
4 วันใน เบอร์เก้น คิดเผื่อๆไว้ว่าจะไปเที่ยว Flam, Voss, etc. ดินแดนแห่ง Fjords แบบ Day Trip แต่ฝนก็ทำให้เราเปลี่ยนใจ อยู่แค่ในเบอร์เก้น และได้แค่นั่งรถผ่านช่วงเดินทางไป ออสโล มุ่งหน้า สต็อคโฮล์มเท่านั้น
.
โดยสรุป หลังโคเปนเฮเก้น เราอยู่เมืองละ 3 วัน 4 วัน ทั้งหมด ยกเว้น สตาแวงเจอร์ ที่อยู่เพียงคืนเดียว (อันถือว่าพลาดแต่ไม่ผิด goo.gl/M7Ed1U ) ครับ
.
ทริปนี้ ได้ประสบการณ์แปลกใหม่กับเมืองสวยคนน้อยทั้งหลายแหล่ในย่านนี้ ซึ่งประทับใจไปอีกรูปแบบหนึ่งที่เรื่อยๆมาเรียงๆเบาๆสบายๆ (ยกเว้นการเดินทาง) ยกเว้นสถานที่อันอลังส่วนใหญ่แล้ว ให้ความรู้สึกไม่ต่างจากเที่ยวเมืองเล็กๆของญี่ปุ่น...คือชอบครับ
.
จำเป็นต้องเที่ยว 6 ประเทศหรือไม่
.
อือม์....ถ้าไม่เป็นเพราะ Scandinavia โดยทั่วไปมักจะพูดกันว่าหมายถึง 4 ประเทศ อันประกอบด้วย Denmark, Norway, Sweden, Finland (ความจริงมี Iceland ด้วยอีกประเทศนึง) ละก็.... ผมว่า ถ้าทริปนึงเที่ยวแค่ 3 ประเทศแรก ก็คงสนุกและไม่เหนื่อยเกินไป เพราะแม้เมืองดังๆจะห่างไกลกันบ้างแต่ก็มีอาณาเขตติดต่อกัน สามารถวิ่งเป็นเส้นรอบวงและบินไปกลับที่เดียว (ทำให้ได้ตั๋วถูกลง) ได้ ไม่ว่าจะเป็น Copenhagen หรือ Oslo หรือ Stockholm ก็ตาม...
.
แล้วเก็บ Finland ไว้รวมกับ Estonia, Latvia, Lithuania, Poland ต่างหากอีกทริปนึง ก็แจ๋วเลยครับ คือสามารถบินไปกลับ Finland หรือ Poland ได้โดยไม่ยุ่งยากอะไร
.
เพราะว่าไป...Sweden กับ Finland ก็มีสภาพแวดล้อม ธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยว วิถีชีวิตผู้คนไม่ต่างกันเท่าไหร่ เที่ยว สตอ็อคโฮล์ม แล้ว ไม่ได้ไป เฮลซิงกิ ก็ไม่รู้สึกพร่องมันเนยแต่อย่างใด...
.
แต่สาเหตุที่เราเหมารวม 5 ประเทศ (แล้วมีแถม Latvia มาอีกหนึ่งด้วยความบังเอิญ) ก็เพราะในเมื่อยุโรปเหนือมีเพียงแค่นี้และชาตินี้มาได้ครั้งเดียวอยู่แล้ว ก็เก็บรวบไปในคราวเดียวให้จบสิ้นกระบวนความไปเสียเลย (ส่วน Iceland คงต้องเป็นทริปโดดๆประเทศเดียวต่างหากมากกว่า...ถ้าได้ไป) โดยแถม Estonia อีกที่เพราะTallinn ใกล้ Helsinki เหลือเกิน นั่นเองครับ
.
ก็อยู่ในดุลยพินิจของเพื่อนๆที่จะบริหารตามปัจจัยเวลาที่มีก็แล้วกันนะครับ
.

.
เที่ยวที่ไหนใน 39 วัน
.
ขอเว้นว่างไว้ก่อนนะครับ เดี๋ยวจะมาลงรายละเอียดทีหลัง
.



.
อย่างที่เรียนไปแล้วครับว่า ทริปนี้เสียเวลารอตั๋วราคาดีๆที่ทาง KMT 02-6426865-6 กรุณาจัดหาให้มานานพอสมควร.... เพราะการไปที่นึงกลับอีกที่นึงซึ่งสายการบินที่คุ้นเคย อย่าง TG หรือ EVA ไม่มีนั้น มีทางเลือกน้อย .... ครั้นจะไปกลับ โคเปนเฮเก้น ที่ตั๋วราคาถูกมากทีเดียว ก็ไม่ทราบว่าจะจัดเส้นทางยังไงถึงจะสะดวกไม่ย้อนไปย้อนมาและไม่เปลือง.....
.
ต้องขอขอบคุณทาง เคเอ็มที จริงๆที่ใช้ความพยายามมากเป็นพิเศษจนในที่สุดก็ได้ตั๋วมาในราคาที่เหมาะสม ไม่แพงไปกว่าทริปยุโรปที่ผ่านๆมาครับ
.

.
ตกลงได้บิน QATAR ซึ่งนั่งสบาย เปลี่ยนเครื่องสะดวก (ที่ Doha) อาหารดี แอร์ฯบริการเยี่ยม (ขากลับคนน้อย ได้นอนยาวบนเก้าอี้ 5 ตัว จนแข่งกันกรนกับคุณนาย...อิอิ)
.
เที่ยวกลับ QR830 เปลี่ยนเวลาเดินทาง โดยออกเร็วขึ้น 35 นาที จาก 10.30 น. เป็น 9.55 น. ก็ต้องขอบคุณทาง KMT อีกครั้งหนึ่ง ที่ LINE ไปแจ้งให้ทราบล่วงหน้าหลายวันและก่อนวันกลับอีกรอบหนึ่ง....ไม่ผิดหวังเลยครับ กับการเป็น Loyal Customers ของ KMT อย่างที่เพื่อนๆ Feed Back บอกมาจริงๆครับ
.
.

.
จะวางแผนท่องเที่ยวและเขียนตารางเพื่อขอวีซ่าอย่างไรดี
.
สำหรับเรา เพื่อนๆคงคุ้นดีแล้วนะครับว่า ถ้าเป็นทริปยุโรปละก็ เรายึดถือรูปแบบอย่างที่เขียนไว้ในลิงค์ goo.gl/D1skEU นี้ อันเรียบเรียงมาจาก เว็บของ Rick Steves, Wikitravel และ Trip Advisor เอา ซึ่งไม่ยุ่งยากอะไร เพียงแต่ต้องเสียเวลาศึกษาพอสมควร
.
แต่ตอนนี้ มี "ตัวช่วย" ที่ใช้ได้ดีมีประสิทธิภาพมากๆ จนงานส่วน Itinerary-ตารางการท่องเที่ยว กลายเป็นเรื่องสุกรๆไปเลย นั่นก็คือ เว็บ www.inspirock.com ครับ
.
วิธีการง่ายๆก็คือ เพียงใส่ชื่อภูมิภาค/ประเทศ/เมือง ที่เราอยากไปพร้อม วันเวลา ที่มี ลงในช่องเท่านั้น.... แค่พริบตา เค้าจะสรุปออกมาให้เลยว่า ควรอยู่ที่ไหนกี่วัน? และแต่ละวันมีที่เที่ยวที่น่าสนใจตามสไตล์ที่เราชื่นชอบอย่างไรบ้าง? ซึ่ง....
.

.
ถ้าเห็นชอบด้วย ก็ลอกมาลงแผนเพื่อนำเสนอสถานทูตประกอบคำขอวีซ่าเหมือนของเราได้เลยครับ ส่วนเวลาไปจริง จะเป็นไปตามนั้นหรือเปล่า เป็นเรื่องของเราเค้าไม่เกี่ยว อิอิ
.

.
การขอวีซ่า เชงเก้น ผ่านสถานทูตนอร์เวย์
.
เป็นที่ทราบดีแล้วนะครับว่า สถานทูตที่เราจะไปขอวีซ่าเชงเก้น คือ ประเทศที่เราอยู่มากวันที่สุด หรือหากมีมากกว่า 1 ประเทศแล้วบังเอิญจำนวนวันที่อยู่เท่ากัน ก็ให้ยึดประเทศที่เราถึงก่อนครับ
.
ทริปนี้ของเรา มีนอร์เวย์ 10 วัน มากกว่าสวีเดน 9 วัน และเดนมาร์ค  8 วัน จึงต้องขอสถานทูตนอร์เวย์ ผ่านทางเอเย่นต์ VFS ที่อาคาร Trendy สุขุมวิทซอย 13 ซึ่งเป็นแหล่งรวมขอวีซ่าหลายประเทศในแถบนี้ครับ
.
ก่อนอื่น ต้องเข้าเว็บ goo.gl/FwxEcW ไปจองเวลายื่นเอกสาร โดยชำระเงินคนละ 60 ยูโร (2400 บาท) ให้เรียบร้อย... เมื่อได้วันนัดหมายแล้ว ก็กรอกข้อมูลออนไลน์ได้เลย ซึ่งขอเรียนว่า...
.
จากประสบการณ์ของเรา แบบฟอร์มของนอร์เวย์ มีหลายหน้ามากและต้องใช้เวลากรอกนานที่สุด เพราะถามจุกถามจิกไปแทบทุกเรื่องรวมทั้งที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน อาทิ
.
--- มีพี่น้องกี่คน ชื่อ-นามสกุลอะไร แต่ละคนเกิดวันเดือนปีไหน (ยังดี ที่ในกรณีจำไม่ได้ ก็กรอกเฉพาะปีเกิด ส่วนวันเดือนใช้แทนด้วยเลข 00/00 แทน)
.
--- เคยมีหนังสือเดินทางก่อนเล่มปัจจุบันใช่หรือไม่? ถ้ามี มีมาแล้วกี่เล่ม? (แน่นอนว่า ต้องนำไปแสดงด้วย)
.
--- ฯลฯ
.
แต่ยุ่งยากมากเท่าไหร่ ถ้าเรามีคำตอบพร้อมมูล ก็ส่งผลดีมากขึ้นเท่านั้น เพราะแม้เค้าจะระบุว่าอาจต้องใช้เวลาพิจารณาถึง 15 วัน แต่เรายื่นไปเพียงวันเดียว วันรุ่งขึ้นก็ได้รับ SMS ให้มารับเล่มในวันถัดไปได้แล้ว คือแค่ 3 วันนับทั้งวันยื่นเอกสารครับ
.
อ้อ...ค่าวีซ่านอกจากที่จ่ายไปล่วงหน้า คนละ 60 ยูโรแล้ว ต้องจ่ายค่าบริการของเอเย่นต์ VFS อีก 800 บาท และค่าแจ้ง SMS อีก 80 บาท รวมเป็นคนละ 2,400+800+80=3,280 บาทครับ
.


.
ว่าด้วยเรื่องเงินตรา
.
ไม่ต้องสงสัยหรอกครับว่า การวางแผนท่องเที่ยวย่านสแกนดิเนเวียนี้ ยุ่งยากกว่ายุโรปเมืองอื่นๆหรือไม่ เพราะทั้ง 4 ประเทศใช้เงินตราคนละสกุล ซึ่งหมายความว่าจะต้องแลกไปเผื่อเป็นการล่วงหน้าครบทั้ง 4 สกุล คือ
.
--- DKK เงินโครนของเดนมาร์คที่เราสองคนเรียกเองว่า ดวงกมล (ตามชื่อร้านหนังสือดวงกมล คือ DK)...
.
--- NOK เงินโครนของนอร์เวย์ ที่เราสองเรียกว่า นกแอร์....
.
--- SEK เงินโครนของสวีเดน ที่เราสองเรียกว่า โลโซ ....และ
.
--- EURO ที่ใช้ได้ใน Finland (ความจริงเค้าก็มีเงินสกุลของตัวเองเหมือนกัน แต่ก็ใช้ยูโรเป็นหลักได้ไม่ติดขัดแต่อย่างใด) รวมไปถึง Estonia (Tallinn) และ Latvia (Riga) ก็ใช้ ยูโร เป็นหลักได้ด้วย  
.
เงินตราทั้ง 4 สกุลนี้ สามารถแลกได้ที่ Superrich ประตูน้ำ ทั้งสาขาสีส้มและสีเขียว ซึ่งโดยปรกติร้านสีเขียวจะราคาดีกว่าสีส้มนิดนึง (แต่คิวก็ยาวตามไปด้วย)... สามารถตรวจสอบได้จากการโหลด App ของทั้ง 2 แห่งมาใช้ดังที่ผมเคยนำเสนอใน รีวิวทริป UK ( goo.gl/2ftGvQ ) ก่อนหน้านี้ครับ
.
ข้อเตือนใจที่ควรตระหนักให้มากในเรื่องของเงินตราต่างสกุลทั้ง 4 นี้คือ
.
--- พยายามใช้เศษเงิน โดยเฉพาะเหรียญให้หมดในแต่ละประเทศ เพราะไม่สามารถขายคืนเมื่อกลับมาบ้านเราได้ วิธีง่ายๆก็คือ ใช้เหรียญจ่ายซื้อของตามร้านสะดวกซื้อหรือซุปเปอร์มาร์เก็ตก่อนกลับ (ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่ได้หรือเกรงใจเค้าครับ เพราะคุณนายเคทจะเทกระเป๋าเหรียญใส่มือจ่ายให้แคชเชียร์จนคุ้นเคย ซึ่งทุกคนก็ยิ้มตรวจรับให้ด้วยความยินดี เพราะผู้คน (ลูกค้าอื่นๆ) ที่นี่เค้าใจเย็นรอได้โดยไม่รู้สึกรำคาญอะไรอยู่แล้ว แถมยังยิ้มให้อย่างเป็นมิตรอีกต่างหาก)
.
--- หลีกเลี่ยงการใช้บัตรเครดิต (เดี๋ยวจะว่าเพิ่มเติมตอนจองที่พักด้วยนะครับ) เพราะต้องไม่ลืมนะครับว่า อัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารแพงกว่าซุปเปอร์ริชเยอะ ตัวอย่างง่ายๆที่เราโดนเพราะต้องซื้อตั๋วรถตั๋วเรือออนไลน์ก็เช่น NOK ที่เราแลกมาในอัตรา โครนละ 4.17 บาท แต่ถูกตัดบัตรในอัตรา โครนละ 4.42 บาทครับ
.
--- ในกรณีที่มีให้เลือกชำระโดย เงินโครน หรือ ยูโร ก็ขอให้คำนวณดูว่า แบบไหนจะถูกกว่ากัน เช่นบัตรเอนกประสงค์ Copenhagen Card แบบ 120 ชั่วโมง ราคา 120 ยูโร (x 39.30=4,716 บาท) แต่เป็น DKK เพียง 889 โครน (x5.17=4,596 บาท) จะต่างกันถึง 120 บาทไทยนะครับ
.
ทริปนี้ว่าไปถือว่าโชคดีเรื่องเงินทองถึง 2 เด้งด้วยกัน คือนอกจากใช้จ่ายน้อยกว่าที่เตรียมไว้เกือบ 30% แล้ว เงินสกุลต่างๆที่เหลือกลับมายังได้กำไรอีกต่างหาก ดังที่เห็นในตารางข้างต้น คือ EURO ซื้อ 39.30 ขาย 39.45 .....DKK ซื้อ 5.17 ขาย 5.27......NOK ซื้อ 4.17 ขาย 4.21 ....SEK  ซื้อ 4.08 ขาย 4.12......ทำให้พอตู๊ๆกับ ค่าที่พัก ที่บางแห่งไม่รับเงินสด จนต้องจ่ายแพงด้วยอัตราของธนาคารโดยใช่เหตุ ไปได้ครับ
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3249
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Scandinavia Trip 2017

โพสต์ #4  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 25/09/2017 6:13 am


.
การเดินทางข้ามเมือง
.
ด้วยความที่แต่ละเมืองท่องเที่ยวดังๆห่างไกลกันมากอย่างที่เคยเรียนไปแล้ว ข้อมูลที่สำคัญมากสำหรับเรา ก็คือ วิธีการเดินทางข้ามเมือง ที่โดยปรกติก็มีทางเลือกแค่ เครื่องบิน รถไฟ หรือ รถบัส แต่ภูมิภาคนี้ มี เรือเฟอร์รี่แถมเข้ามาอีกหนึ่งอ็อฟชั่น ซึ่งจะว่าสะดวกก็ได้ หรือไม่สะดวกก็ดีครับ เพราะ....
.
--- เรื่องบินภายในประเทศ สำหรับเราแทบจะลืมไปได้เลย ด้วยอุปสรรคด้านสัมภาระ (โดนปรับน้ำหนักเกินชัวร์อยู่แล้ว) แล้วก็ยังไม่มีข้อมูลในศีรษะว่า เค้ามีบริการขนส่งสัมภาระแบบเดียวกับ "แมวดำ" ของญี่ปุ่นหรือเปล่า ถ้ามีก็อาจจะแก้ปัญหาไปได้เปาะนึง เพราะค่าบินในหลายๆกรณีก็ไม่แพงแถมอาจจะถูกกว่ารถไฟด้วยซ้ำ หากส่งสัมภาระได้ล่วงหน้าต่างหาก ชิ้นละไม่กี่ร้อยหรือพันหน่อยๆ ก็ถือว่าคุ้มใช้ได้เลยทีเดียว...
.
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการเดินทางไกลมากๆมีเพียงไม่กี่เที่ยว เราก็เลยข้ามเรื่องนี้ไปโดยไม่ได้ศึกษาเพิ่มเติม หากเพื่อนๆมีเวลาและเจออุปสรรคด้านสัมภาระเหมือนเรา จะลองเสิร์ชๆดูแล้วมาบอกกล่าวเป็นวิทยาทาน เพื่อส่งผ่านต่อๆไป ก็จะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ
.
--- เรื่องเดินทางด้วยรถไฟ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ซึ่งเราไม่ค่อยมีสิทธิ์ เนื่องจากไม่ใช่สไตล์ของเราที่จะจองล่วงหน้านานๆและวันเวลาเป๊ะๆ..... การซื้อไม่กี่วันล่วงหน้า ราคาย่อมแพงมาก (ไม่เหมือน UK ที่ราคาค่อนข้างถูก แถมมีบัตรลดโน่นนี่นั่น ทำให้บ่อยครั้งถูกกว่าหรือเท่าๆกับรถบัส จนใช้บ่อยใช้คล่อง) นอกจากนั้น...
.
เราก็ไม่ได้ซื้อ พาสส์รถไฟ เพราะแพงหนึ่งและยังไม่มีความรู้ทางภูมิศาสตร์มากพอที่จะลงเอยว่า จริงๆต้องใช้กี่เที่ยว เที่ยวไหนบ้าง (ถ้าเลือกซื้อแบบ Flexi ที่สามารถใช้โดยไม่ติดต่อกันได้ ก็ยิ่งแพงเข้าไปอีก) อีกหนึ่ง เราจึงพร้อมจะดาบหน้าไปหาข้อมูลด้วยประสบการณ์จริงเอาตั้งแต่ต้น และผลก็ลงเอยว่า ไม่ได้ใช้เลยทั้งทริป (ยกเว้นรถไฟรอบๆปริมณฑล ซึ่งหากเรามีบัตรเอนกประสงค์-Travel Pass ก็ฟรีอยู่แล้ว).... ในที่สุด ก็เหลือเพียงทางเลือกเดียว คือ
.
--- เดินทางด้วยรถบัสตลอด ซึ่งดีกว่าที่เราคิดหรือมีประสบการณ์มาเยอะเลยครับ
.
ก็ดูเอาสิครับ ไม่ว่าเป็นของบริษัทไหน เจ๊เกียวหรือสมบัติทัวร์ เอ๊ย Swebus, Nettbus, Flixbus หรือ Ecoline etc. รถใหม่เอี่ยมทุกคัน นั่งสบาย (บางที่ ที่หลังที่นั่งหน้าปรับเป็นเบาะสำหรับเด็กทารกได้หากไม่มีคนนั่ง ทำให้มีพื้นที่กว้างขึ้นเป็นเท่าตัว) และ....
.
ที่ไม่น่าเชื่อก็คือ ห้องน้ำดูดีเป็นน้องเครื่องบินหน่อยเดียวเท่านั้นเอง
.
ที่ไม่คิดว่าจะได้พบเห็นอีกอย่างก็คือ คนขับทุกคนสุภาพ บุคลิกดี มีการยืนโค้งสวัสดีเป็นการทักทายผู้โดยสารแบบเดียวกับรถทัวร์ญี่ปุ่นเลย และทุกคนให้บริการอย่างจริงใจ (ผมเห็นบางคนสูงอายุมาก จึงจะยกกระเป๋าโหลดใต้ท้องรถเอง เค้าก็ไม่ยอม) ครับ
.


.
จะเลือกเดินทางด้วยเครื่องบิน รถไฟ หรือ รถบัส ในภูมิภาคนี้ (ยกเว้นภายในนอร์เวย์) เว็บที่ใช้ได้ดี และสะดวกมากก็คือเว็บ เอเย่นต์ www.goeuro.com ครับ .
เพราะเพียงแค่ใส่สถานที่ต้นทางปลายทาง วันเวลา จำนวนผู้โดยสารเข้าไป เว็บนี้ก็จะนำรายละเอียดของทุกบริษัทมานำเสนอให้เราเลือกเอง ชนิดมองปราดเดียวก็ทราบว่า ค่าเดินทางราคาถูกสุดของเครื่องบิน รถไฟ รถบัส คือเท่าไหร่
.
หน้าที่ของเราก็คือคลิกเลือกเอาเองว่า จะไปทางไหน ...เมื่อเลือกทางที่ต้องการแล้ว ก็จะมีรายละเอียดให้เราเลือกอีกทีว่า ถูกสุดในแต่ละวันคือเที่ยวไหน และของบริษัทใดบ้างอ่ะครับ
.
เมื่อเราตัดสินเลือกจองแล้ว เว็บนี้ก็จะนำเราไปสู่เว็บของบริษัทที่เราเลือก เพื่อสั่งซื้อและจ่ายเงินตามราคาที่เลือกไว้ ซึ่งบางบริษัท (เช่น Swebus) ก็จะมีลูกเล่นตามหลังอีกว่า อยากซื้อบริการเพิ่ม อาทิ เพิ่มจำนวนสัมภาระ (จาก 1 ชิ้น) หรือไม่...ซื้อประกันสัมภาระไหม...อยากขึ้นรถก่อนคนอื่นหรือเปล่า...หรืออยากใช้สิทธิ์เปลี่ยนเที่ยวรถภายหลังหรือไม่....ซึ่งแน่นอนว่า มีค่าใช้จ่ายบวกเพิ่มขึ้นทุกรายการ ซึ่ง....
.
จากประสบการณ์ (เสียค่าโง่ซื้อค่าสัมภาระเพิ่มมาแล้ว) ของเรา ขอเรียนว่า ไม่มีความจำเป็นใดๆเลยแม้แต่รายการเดียว เพราะสุดท้ายก็โดนรายจ่ายซ่อนเร้น คือถูกหักค่าใช้บัตรเครดิตอีก 2-3 ยูโร อยู่แล้ว (ถ้าไม่ใช้จะจองได้ไงล่ะเพ่..ธ่อ)
.



.
ส่วนการเดินทางภายในนอร์เวย์ หรือตั้งต้นที่นอร์เวย์ ต้องใช้เว็บ  www.nor-way.no/en ครับ เงื่อนไขรายละเอียด การบริการก็ไม่ต่างกัน แถมยังดีกว่าตรงที่ไม่มีลูกเล่นอะไรตามหลังเลย เลือกซื้อราคาไหนผลสุดท้ายก็จ่ายในราคานั้นครับ
.


.
สำหรับการเดินทางด้วยเรือเฟอร์รี่ วิธีที่สะดวกที่สุด คือใช้เว็บเอเย่นต์ www.directferries.com เพราะสะดวกแบบเดียวกับ เว็บ www.goeuro.com เลยครับ
.
คือเค้าจะนำเสนอเรือของทุกบริษัทในเส้นทางที่เราสนใจ มาให้เราเลือก ชอบ ราคาไหน... วันเวลาไหน... มีรถยนต์ไปด้วยหรือตัวเปล่า... มีสัตว์เลี้ยงด้วยไหม.. (เวลาขึ้นรถประจำทางในเมือง สัตว์เลี้ยงต้องซื้อตั๋วในราคา 75% นะครับ ปล่าวขึ้นฟรี เพราะมีป้ายติดไว้เลยเช่น คนละ 2 ยูโร สัตว์เลี้ยง 1.5 ยูโร) เลือกเสร็จก็คลิกจองได้เลย ซึ่งเว็บนี้จะส่งเราไปที่เว็บของบริษัทเรืออีกที ในราคาและเที่ยวเรือที่เราเลือก แต่....
.
จะมีรายละเอียดเพิ่มขึ้นมาหน่อยว่า อยากเลือก Cabin-ห้องพัก แบบไหน... ธรรมดาหรือ ดิลักซ์... ถ้าเราไม่ซื้อเพิ่ม ก็เลือกเอาเองว่า จะอยู่ห้อง 2 คน 4 คน หรือ 6 คน ...
.
ซึ่งถ้าเป็นห้อง 2 คน ก็จะเป็นห้อง 2 เตียงคู่กัน หรือ เตียงบนเตียงล่าง (ในกรณีนี้ เค้าใช้วิธี Random เอา ถ้าไม่ตรงกับที่เราต้องการ ก็ต้องรอไปขอเปลี่ยนใหม่ทีหลังที่ รีเซฟชั่น หลังเรือออกแล้วครึ่งชั่วโมง เพื่อดูว่า มีว่างหรือไม่)...ทุกห้องมีห้องน้ำในตัว แต่ไม่มีหน้าต่าง มีเพียงม่านหน้าต่างที่เปิดออกจะเห็นฝาผนังเปล่าๆอ่ะครับ 555
.
เรื่องเลือก Cabin-ห้องพัก แบบไหน นี้ น่าแปลกใจเหมือนกันครับว่า แม้แต่เที่ยวสั้นๆอย่าง Tallinn-Helsinki ที่เดินทางแค่ 2-2 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น ก็ยังขายได้มีคนเลือกซื้อบริการเพิ่มเหมือนกัน ทั้งๆที่ที่นั่งตามเลาจ์นต่างๆก็ออกจะกว้างขวางสบาย (ตายอ่า) อยู่แล้ว ไม่ทราบจะเข้าไปอุดอู้อยู่ในห้องทำไม กระไรจะต้องการความเป็นส่วนตัว หะรูหะราปานนั้น โดยไม่ออกไปรับลมดูบรรยากาศโดยรอบเอาเสียเลยหรือไง...อ่ะครับ
.
แต่ก็อย่างว่าแหละครับ แต่ละคนย่อมมีเหตุผลของตนเอง ....เหมือนๆกับบิน 2 ชั่วโมง ก็ยังมีคนขอเลือกนั่ง Business Class หรือ ไปซุปเปอร์มาร์เก็ต ก็ยังเห็นคนช้อปน้ำแร่เป็นโหลๆใส่รถเข็น (ราวกับในชีวิตจะไม่ดื่มน้ำธรรมดาโพลารีสเอาเสียเลย) ยังงั้นแหละครับ
.


.
ว่าด้วยเรื่องที่พัก
.
เพื่อนๆที่คุ้นเคยและติดตามเรามาโดยตลอด คงทราบดีแล้วนะครับว่า เวลาไปยุโรป ที่พักที่เราเลือกก็คือ Hostel เป็นหลัก
.
ใช่ครับ ราคาถูก คือเหตุผลหลัก ซึ่งโดยทั่วไปจะถูกกว่า โรงแรมประมาณ 1 เท่าตัวขึ้นไป
.
แต่การพัก Hostel ยังมีเหตุผลอื่นประกอบอีกไม่น้อยครับ อาทิ
.
--- ส่วนใหญ่ทำเลดีมาก หรือหากไม่อยู่ใจกลางแหล่งท่องเที่ยว ก็จะบอกวิธีเดินทางไปสู่อย่างละเอียดมากว่า
....ออกจากสนามบิน/สถานีรถไฟ/ท่ารถบัส/ท่าเรือ แล้วจะต้องทำยังไง ..... ซึ่งเว็บโรงแรมบอกเพียงสังเขปสั้นๆว่า ห่าง สนามบิน/สถานีรถไฟ/ท่ารถบัส/ท่าเรือ กี่กิโล อยู่ในเมืองหรือนอกเมืองเท่านั้น เพราะเค้าคงหวังให้ใช้แท๊กซี่มากกว่า...ไม่งั้น ก็ต้องค้นหาวิธีเดินทางแบบอื่นตาม รีวิว ต่างๆเอาเอง ซึ่งก็ผิดๆถูกๆเชื่อถือไม่ค่อยได้
.
--- Hostel มีห้องส่วนกลางให้ทำกิจกรรมอย่างเดียวกับผู้เข้าพักอื่นๆ ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวเกือบ 100 % ทุกอย่างจึงสะดวกไปหมด มีโอกาสสังสรรค์ พูดคุย ซักถามเพื่อนใหม่ๆได้ในเรื่องที่เราไม่ทราบหรือยังไม่มีประสบการณ์ ......
.
ในขณะที่พักโรงแรม ต้องทำทุกอย่างในห้องส่วนตัว ขืนไปทำตัวแบบเดียวกันในส่วนรับแขก บริเวณรีเซฟชั่น ก็จะกลายเป็นคนแปลกไป (แม้แต่การทักทายคนอื่น ก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นวัฒนธรรมของการพักโรงแรม โอกาสถูกมองเป็นคนประหลาด เกิดขึ้นได้ง่าย) ครับ
.
--- Hostel คือแหล่งข้อมูลการท่องเที่ยวที่ดีกว่า เหนือกว่าข้อมูลที่เราค้นจาก อากู๋ เสียอีก..พวก FAQ (Frequently Asked Questions) หรือ คำถามที่ถูกถามบ่อย เช่น เที่ยวบิน... เที่ยวรถ... วิธีเดินทางไปสนามบิน/สถานีรถไฟ/ท่ารถบัส/ท่าเรือ หรือแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมต่างๆ.... จะมีเขียนติดข้างฝาบอกหมดอย่างละเอียด รวมทั้งมีชั้น City Map-แผนที่ในเมือง...Brochure-แผ่นพับ ของแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ วางเรียงเป็นตับให้หยิบเอาจนพอใจ ชนิดแทบจะไม่ต้องไป Tourist Information-ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เลยปานนั้น  
.
ส่วนคำถามอื่นๆเช่น จะไปที่โน่นที่นี่อย่างไร เจ้าหน้าที่รีเซฟชั่นที่เรียกกันว่า Staff-สต๊าฟ ก็พร้อมจะตอบเราอย่างละเอียดหรือพร้อมจะค้นหาข้อมูลจากเน็ตมาตอบเราได้อย่างคล่องแคล่วแม่นยำ (เพราะเกือบทั้งหมด เป็นนักท่องเที่ยวที่มาทำงาน Part Time เพื่อแลกกับการพักฟรี ทั้งนั้น) .....
.
ในขณะที่ตามโรงแรม ซึ่งไม่ได้ถูกฝึกให้มาตอบคำถามพรรค์นี้ หากถูกถาม ส่วนใหญ่จะบอกว่า "ไม่ทราบ" หรือ อย่างดีก็แค่ "I guess-ฉันว่าน่าจะ....." ซึ่งเชื่อถือไม่ได้เลย แม้กระทั่งอาจจะค้นหาในเน็ตให้ ก็ค่อนไปทางได้ข้อมูลดิบๆสุกๆเอาแน่ไม่ได้ ด้วยขาดประสบการณ์อ่ะครับ
.
--- Hostel มีห้องครัวใหญ่ ทันสมัยให้เราจ่ายตลาดมาปรุงเอง... มีภาชนะและอุปกรณ์ให้ใช้อย่างเกินพอ..... มีห้อง Laundry-เครื่องซักผ้า (เป็นบริการสำหรับแบ็คแพ็คเกอร์ที่เที่ยวนานๆแต่มีเป้ใบเดียว ขาดไม่ได้เลย) ในขณะที่โรงแรมไม่มี ทุกอย่างต้องใช้เงินซื้อของสำเร็จรูปเอา.....
.
.
ด้วยคุณสมบัติต่างๆเหล่านี้ ทำให้ Hostel ได้รับความนิยมมากขึ้น จนกระทั่งมี Player-ผู้เล่น หน้าใหม่ๆเข้ามาสู่วงการมากขึ้นมากขึ้น โดยปรับสถานที่ การตกแต่ง อุปกรณ์ เฟอร์นิเจอร์ และบริการให้หะรูหะราขึ้น อาทิ เครือ generatorhostels.com ซึ่งเรายังไม่เคยใช้บริการ แต่เจอ บรรยากาศ The Yard Concept Hostel http://theyard.fi/ ที่พักที่แพงที่สุดในทริปนี้ของเรา ก็พอจะเข้าใจแล้วว่า รูปลักษณ์ใหม่ประมาณนี้ น่าจะได้รับความนิยมมากขึ้นมากขึ้นอย่างแน่นอนครับ
.
.
เช่นเดียวกัน..เพื่อนๆที่ติดตามเรามา คงทราบดีว่า เอเย่นต์ขายที่พักในเรื่อง Hostel ที่เราใช้บริการติดต่อกันมากว่า 10 ปีจนคล่องมือ ก็คือ www.hostelworld.com เพราะคุ้นเคยและเชื่อถือได้ .
เราจึงไม่เคยสนใจใคร่ลองเอเย่นต์อื่นๆเลย เพราะขี้เกียจเรียนรู้และปรับตัวโดยใช่เหตุ อ่ะครับ
.
ทริปนี้ก็เช่นกันครับ..เราใช้บริการของ hostelworld ทั้งทริป ซึ่งเฉพาะค่าบริการ (ที่เราต้องจ่ายเป็นการมัดจำ แล้วเค้าถือเป็นค่าหัวคิวจากเจ้าของ hostel) ก็ปาเข้าไป 2 หมื่นกว่าบาทแล้ว แสดงว่าวันหนึ่งๆเจ้าของเว็บนี้ มีรายได้มากมายมหาศาลทีเดียวครับ
.
.
ทริปนี้ ถือได้ว่า Hostel ทุกแห่ง (มีเพียง 2 แห่งที่มีข้อสังเกตเป็นเงื่อนไขนิดหน่อย) เป็นที่พึงพอใจของเราอย่างมาก จนอยากจะขอแนะนำเป็นรายตัวไว้ ให้เพื่อนๆที่สนใจอยากพัก ลองใช้เป็นตัวเลือกหากยังรู้สึกว่า ค่าโรงแรมในสแกนดิเนเวียนี้โหดเกินไป นะครับ
.


.
1. ที่พัก ใน โคเปนเฮเก้น-Urban House Copenhagen by MEININGER
ข้อดี
.
ถ้าพูดถึง ทำเล แล้ว ต้องยกให้เลยว่า ยอดเยี่ยมกระเทียมดอง จริงๆ เพราะ....
.
--- ออกจากสถานีรถไฟ Københavns หรือ Central Station  ตรง Exit-ทางออกข้างๆห้อง POLITI- สถานีตำรวจในสถานีรถไฟ ลงลิฟท์หรือลงบันไดไปชั้นเดียว ก็จะเป็นถนนใหญ่ เลี้ยวขวาติ๊ดนึง แล้วเลี้ยวซ้ายแค่ไม่ถึง 100 เมตร ก็ถึงแล้วครับ
.
--- ป้ายรถบัสประจำทาง อยู่ข้างๆ Hostel มี 3 สาย วิ่งตั้งแต่เช้ายันเที่ยงคืน ..... จากป้ายนี้ สามารถไปต่อสายอื่นๆ (สายวิ่งในเมืองที่ขึ้นต้นด้วยอักษร A และแบบที่พ่วงยาว 2 คันเป็นคันเดียว วิ่ง 24 ชั่วโมง) ได้ง่ายๆ
.
--- รอบๆ Hostel มีร้านอาหารไทย 4-5 แห่ง ซุปเปอร์มาร์เก็ตไทยอีก 4-5 แห่ง ที่สามารถซื้อของทานจากไทย (อาทิ มาม่า... ปลากระป๋อง... น้ำจิ้ม... เฮลล์บลูบอย... พริก กระเทียม... เบียร์ช้าง เบียร์สิงห์ ฯลฯ) ได้สมใจหากรู้สึกเปรี้ยวปากเต็มทน
.
--- ย่านนี้ เป็นกึ่งๆ Red Light Zone-ถิ่นบาร์ผู้ใหญ่ จึงมีร้านอาหารหนาแน่นมาก ราคาไม่แพง (โคเปนเฮเก้น เป็นเมืองที่อาหารถูกกว่าทุกเมืองในทริปนี้ ยกเว้น ริก้า ประเทศลัตเวีย) มีสารพัดชนิดให้เลือก
.
ส่วนสภาพแวดล้อม ก็จัดว่าดี สะอาด สะดวก .... อุปกรณ์ห้องครัวเจ๋งมาก ห้องสันทนาการ (ห้องเกม ห้องทีวี ฯลฯ) ดี... พื้นที่ส่วนกลาง และที่ทานอาหารมีเพียงพอทั้งภายในและภายนอก
.
ห้องน้ำมีทั้งภายในห้อง และด้านนอก จึงเพียงพอไม่ต้องเสียเวลารอกัน
.
ห้องนอน (ห้องดอร์ม) กว้างขวางใช้ได้ อากาศถ่ายเทได้ดี ด้วยกระจก 2 ด้าน แต่ตกค่ำแค่แง้มๆ เพราะหนาวครับ
.
ข้อเสีย
.
เราเคยพักเครือ MEININGER มาแล้วที่ บรัสเซลล์ ประเทศเบลเยี่ยม ด้วยความพอใจ จึงไม่ต้องคิดลังเลใดๆเลยในการคลิกเลือกจอง ทั้งๆที่อ่านนโยบายและเงื่อนไขประกอบมาแล้ว ก็รู้สึกทะแม่งๆ เช่น....
.
-- No possibility of payment in cash or pre-paid credit card-ไม่รับเงินสดหรือบัตรเอทีเอ็ม บัตรเดบิท
.
-- When booking beds in dorm rooms, there is no guarantee that they will be placed in the same room. If it’s important that they are in the same room, then a private room should be booked--กรณีจองห้องดอร์ม (8-10 เตียง) ไม่ขอรับรองว่ามาด้วยกันแล้วจะได้พักห้องเดียวกัน ถ้าอยากพักด้วยกันชัวร์ๆ ขอให้เลือกจองห้องส่วนตัว (2 เตียง หรือ 3-4 เตียง ที่แพงขึ้นมากอยู่แล้ว)
.
อ่านแล้วคันเบื้องล่างนิดๆ แต่ไม่คิดว่า จะมีอะไรยุ่งยาก กระทั่งมาเจอของจริง เล่นเอาเซ็งไปเลย..
.
นั่นก็คือ ความที่เป็น Hostel ขนาดใหญ่ (น่าจะรองรับได้เกือบพันคน) เพื่อความคล่องตัวในการบริการ เค้าก็เลยใช้  IT-ไอที ในการดำเนินงานเกือบทั้งหมด เรียกว่าต้องติดต่อผ่านเครื่องที่ไม่มีชีวิตชีวาเป็นหลัก ซึ่งสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยจะสับสนและรำคาญใจไม่น้อย เช่น
.
--- ส่วนที่เป็นรีเซฟชั่น เป็นเพียงมุมเล็กๆข้างเคาน์เตอร์บาร์ (พื้นที่ครึ่งหนึ่งของล็อบบี้ที่กว้างใหญ่มาก เป็นบาร์) พนักงานบาร์กับสต๊าฟฟโฮสเต็ล เป็นชุดเดียวกัน ยูนิฟอร์มเดียวกัน สลับกันทำหน้าที่จนดูไม่ออกว่า ควรจะสอบถามอะไรกับใคร เพราะส่วนใหญ่ไม่มีใครประจำที่เคาน์เตอร์ส่วนรีเซฟชั่นนี้ แถมยัง....
.
เจอตัวก็จัดการเรื่องอะไรแทบไม่ได้เลย ต้องโทรปรึกษาก่อน เพราะทุกอย่างถูกควบคุมโดยสำนักงานใหญ่ เริ่มจาก...
.
--- เมื่อเราจองห้องแล้ว เค้าจะอีเมล์ให้เราเช็คอินออนไลน์ อย่างช้าก่อนวันเข้าพัก 3 วัน (โดยตัดเงินจากบัตรเครดิตทั้งหมดไปเลย) แล้วเค้าจะแจ้ง รหัสเข้าห้อง ให้เราสามารถเข้าห้องไปเลยตั้งแต่บ่าย 3 ของวันเข้าพักเป็นต้นไป
.
แต่ความที่เราซื้อประกันการยกเลิกไว้ เพื่อเช็คราคาไปเรื่อยๆ (บ่อยครั้งที่ใกล้วันเข้าพัก ราคาจะถูกลง) ถ้าได้ถูกกว่าก็ยกเลิกของเก่าแล้วจองใหม่ (ทริปนี้ ได้มา 2 ที่ กำไรคืนทุนเกือบ 4000 บาท) กระทั่งแน่ใจ จะเช็คอินออนไลน์ก่อนวันเข้าพัก 2 วัน ปรากฏว่า ทำไม่ได้ เค้าตอบเมล์มาว่า "Too late for early check in-สายเกินไปที่จะเช็คอินล่วงหน้าแล้ว" ต้องรอเช็คอิน ณ โฮสเต็ลเท่านั้น ซึ่ง....
.
--- เช็คอินกับคนไม่ได้ ต้องเช็คอินกับ Laptop-โน๊ตบุ๊ค ที่วางไว้ด้านหน้า จ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตเท่านั้น (ไม่รับเงินสดจริงๆ คงเพื่อป้องกันไม่ให้เงินผ่านมือพนักงาน) ผลก็คือ การพัก 8 คืน ทำให้เราเสียค่าอัตราแลกเปลี่ยนไปอีกพันกว่าบาท (จากซุปเปอร์ริชโครนละ 5.17 บาท ธนาคารตัดไปในอัตรา 5.46 บาท)
.
กรณีอย่างนี้ ถ้าไม่มีบัตรเครดิตละก็ หมดสิทธิ์พัก ต้องหาที่พักอื่น แถมถูกกินเปล่าค่าพักคืนแรกไปฟรีๆ เพราะไม่ได้ยกเลิกล่วงหน้า 24 ชั่วโมงตามกฎ
.
--- กรณีห้องดอร์มที่พักรวมกับคนอื่น ถ้ามา 2 คน อาจถูกระบบจัดให้แยกไปนอนคนละห้อง หรืออยากได้เตียงล่างแทนเตียงบน (ทั้งๆที่เช็คอินก่อนคนอื่นในห้อง) ทางสต๊าฟฟ์จะช่วยอะไรไม่ได้เลย ต้องใช้วิธีเจรจากับคนพักห้องอื่นหรือเตียงอื่นเอาเอง.....
.
หนุ่มสาวคู่หนึ่งถูกจับแยกห้อง เธอจัดการมานอนห้องเดียวกับชายหนุ่ม (ห้องเดียวกับเรา) พอเจ้าของเตียงเช็คอินมาทีหลัง เธอก็มอบรหัสห้องให้พร้อมขอร้องให้เปลี่ยนไปนอนห้องของเธอแทน ซึ่งหนุ่มอินเดียคนใหม่ (ที่บังเอิญพักคืนเดียวเหมือนกัน) ก็ต้องยอมโอเค เพราะเธอใช้เตียงไปแล้ว...... ผมเลยอดแซวไม่ได้ว่า "How easy, next life I'm gonna born to be a lady--ง่ายดีเนอะ เดี๋ยวชาติหน้าเกิดเป็นผู้หญิงดีกว่าแฮะ"
.
นอกจากปัญหาข้างต้น ซึ่งสำหรับมือเก๋าอย่างเราแค่รำคาญใจไปชั่วขณะ เมื่ออย่างอื่นเป็นที่พอใจ แป๊บเดียวก็ลืมๆไปได้ เพราะทุกอย่างเค้าก็แจ้งล่วงหน้าไว้แล้ว....แต่ถ้าเป็นมือใหม่ละก็ มีหวังเจ็บใจจนกลับมาประจานตามหลังจนเป็นดราม่าชัวร์ หุหุ
.
เพราะฉะนั้น หากเพื่อนๆยอมรับเรื่องจุกจิกเหล่านี้ได้ ก็ขอให้เลือกที่นี่เลยครับ เพราะทำเลดีมากๆ ไปไหนมาไหนโฆษสะดวก กลับดึกแค่ไหนก็ไม่เปลี่ยว แถมยังหาของทานง่ายในราคาไม่แพงอีกด้วยครับ
.
อย่างไรก็ตาม ถ้าเพื่อนๆมีสัมภาระไม่เยอะ ไม่กลัวการเดินมากหน่อยละก็ มี Hostel ที่ขอแนะนำอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูอีกแห่งหนึ่ง (ซึ่งบังเอิญวันที่เราจอง เค้าไม่มีเตียงว่างติดต่อกัน 8 คืนเลย) เพราะน่าพักเป็นที่สุด นั่นก็คือ...
.
Dan Hostel-แดนโฮสเต็ล สาขา โคเปนเฮเก้นซิตี้ ครับ  
https://danhostelcopenhagencity.dk/en
.
ที่นี่เป็นสมาชิกของ Youth Hostel International ซึ่งถ้าเราเป็นสมาชิก ก็จะได้ลด 10% ครับ
.
ที่นี่ไม่ต่างจากโรงแรมขนาดใหญ่ บริเวณล็อบบี้กว้างขวางเหมือนโรงแรม แต่ระบบ+ที่พัก+บริการ เป็นแบบโฮสเต็ลทุกอย่าง คือราคาไม่แพงเหมือนโรงแรม (ถูกกว่า Urban House ที่เราพัก) เพียงแต่อาจเต็มเร็ว ต้องจองล่วงหน้านานหน่อยเท่านั้นเองครับ
.
บรรยากาศดี ไม่จอแจ พื้นที่ส่วนกลางกว้างขวางเกินพอ อาคารติดริมน้ำ นั่งหย่อนใจได้ และไม่ไกลจาก สวนสนุก Tivoli และแหล่งท่องเที่ยวต่างๆครับ
.
ข้อเสียเพียงอย่างเดียวก็คือ จากป้ายรถเมล์ที่ใกล้ที่สุด (1 ป้ายจากสถานีรถไฟ) ยังต้องเดินต่อประมาณ 3-400 เมตร และหลัง 4 ทุ่มอาจจะรู้สึกเปลี่ยวหน่อย แม้จะตระหนักว่าเมืองนี้ปลอดภัยมากก็ตามครับ
.


.
ตามนั้นครับ --- ออกจากสถานีรถไฟ Københavns หรือ Central Station ตรง Exit-ทางออกข้างๆห้อง POLITI- สถานีตำรวจในสถานีรถไฟ ลงลิฟท์หรือลงบันไดไปชั้นเดียว ก็จะเป็นถนนใหญ่ เลี้ยวขวาติ๊ดนึง แล้วเลี้ยวซ้ายแค่ไม่ถึง 100 เมตร ก็ถึงแล้วครับ
.


.
--- ส่วนที่เป็นรีเซฟชั่น เป็นเพียงมุมเล็กๆข้างเคาน์เตอร์บาร์ (พื้นที่ครึ่งหนึ่งของล็อบบี้ที่กว้างใหญ่มาก เป็นบาร์) พนักงานบาร์กับสต๊าฟฟโฮสเต็ล เป็นชุดเดียวกัน ยูนิฟอร์มเดียวกัน สลับกันทำหน้าที่จนดูไม่ออกว่า ควรจะสอบถามอะไรกับใคร เพราะส่วนใหญ่ไม่มีใครประจำที่เคาน์เตอร์ส่วนรีเซฟชั่นนี้
.
แล้วดูที่เค้าเขียนข้างฝาสิครับ...
.
Who needs a reception-มีใครอยากได้แผนกต้อนรับหรือ? (ก็ฉันนี่ไง ฉันอยากติดต่อกับคนตัวเป็นๆ ที่ใส่ใจบริการเป็นพิเศษเมื่อเราให้เกียรติอ่ะ แล้วก็อยากจ่ายเป็นเงินสดด้วย ไม่อยากให้ธนาคารเจี๊ยะส่วนต่างไปตั้งพันกว่าบาทหรอก...ธ่อ)
.
Go right up to your room this way-เดินหน้าเข้าห้องพักไปเลย เพ่...
.
ถ้าได้รับอีเมล์หรือ SMS บอกรหัสเข้าห้องแล้ว เชิญตรงเข้าห้องไปเลยหลังบ่าย 3 โมงเป็นต้นไป
.
ถ้าไม่ได้เช็คอินล่วงหน้า ก็เช็คอินที่นี่ได้ตั้งแต่บ่ายโมง และเข้าห้องได้หลังบ่าย 3 โมง
.
วิธีการคือ กรอกหมายเลขจอง หรือนามสกุล แล้วก็ทำตามหน้าจอ กระทั่งถึงตอนให้จ่ายเงิน ก็สอดบัตรเครดิตเข้าเครื่องรูด เสร็จแล้วพริ้นเตอร์ก็จะพิมพ์รายละเอียดให้ว่า อยู่ห้องไหน เตียงไหน รหัสเข้าห้องหมายเลขอะไร ให้ครับ
.
.
เฮ่อ...ติดต่อกับเครื่อง คุยกับเครื่อง เกาศีรษะหน้าเครื่อง มันหนุกตรงไหนฟ่ะ บอกหน่อยเด๊ะ...
.


.
ขึ้นลิฟท์ไปตามชั้นที่ระบุเลย
.
ของเราเป็นห้อง 8 เตียง ตามรายละเอียดที่ปริ้นท์มา คือ เตียงล่างหนึ่ง เตียงบนหนึ่ง แต่....
.
ขนาดมาถึงเกือบ 4 ทุ่ม ยังไม่มีเพื่อนร่วมห้องเลย ก็จึงถือวิสาสะจอง 2 เตียงล่างก่อน พอเจ้าของเตียงมาทีหลัง ก็เจรจาให้เค้า "สงสารคนแก่เถิดนะ นะ นะ ปีนขึ้นลงไม่ไหวอ่ะ ตัวเอง" ซึ่งเค้าก็ต้องจำยอม เพราะเราใช้เตียงไปแล้ว...อิอิ
.
ห้องน้ำในตัวสะดวกมาก ไม่ค่อยมีการใช้ตรงกัน เพราะสไตล์ชีวิตต่างกัน พวกนี้เที่ยวดึก ตื่นสายมากๆทุกคน
.
ไปครับ ไปชมห้องครัวกัน....
.


.
ดูอุปกรณ์ต่างๆสิครับ โฆษทันสมัย เช่น เตาอิเล็คโทรนิก...เครื่องครัว...ภาชนะ..และที่เห็นเป็นกล่องดำๆเรียงบนชั้นนั่น คือ ตู้เย็น ให้เก็บของทาน (ของใครของโปเตโต้ แล้วเขียนชื่อแปะไว้)
.
ส่วนที่เห็นเครื่องปรุงต่างๆระเกะระกะนั้น เป็นของที่คนก่อนเหลือไว้ให้คนมาทีหลังใช้ได้ฟรีครับ
.


.
ที่ทานอาหารมีหลายจุด ส่วนใหญ่นิยมทานในห้องครัวกัน แต่เรามักออกไปทานที่สวนด้านนอก เพราะอากาศเย็นสบาย และไม่จอแจ...คนที่ออกมาเพื่อสูบบุหรี่ เห็นเราเข้าก็เลี่ยงๆไปไกลๆ ถ้าไม่เลี่ยง เราก็ย้ายโต๊ะเลี่ยงเอง...555
.


.
WIFI แรงมาก (ทุกโฮสเต็ล จนเราไม่ต้องซื้อซิมใช้เลย)
.
ห้องเกม ห้องทีวี ห้องหนังสือ และ...
.
บ้านเรานิยมโชว์ศีรษะกระบือหรือกวาง..ที่นี่ก็เหมือนกัน แต่เป็นอานและแฮนด์ (มือจับ) จักรยาน ให้สมกับที่เป็นเมืองจักรยาน...เยี่ยมมาก
.
ลายเสื้อของสต๊าฟฟ เขียนไว้ว่า "โรงแรมฮิลตันไปไกลๆเลย ที่นี่คือบ้านเรา อบอุ่นกว่าอ่ะ"
.
ขี้โม้ไม่แพ้สมรักษ์เลยเนอะ...
.


.
ป้ายรถบัสประจำทาง อยู่ด้านข้างโฮสเต็ลเลย...ตารางของรถแต่ละสาย แช๊ะเข้ามือถือ ก็ไปไหนมาไหนได้เหมือนอยู่บ้าน อิอิ
.
ตรงข้ามป้ายรถบัส คือ ร้านอาหารญี่ปุ่น และ ร้านอาหารไทย มีรูปอาหารบ้านเราติดให้กลืนน้ำลายหายคิดถึง...555
.
ถัดจากร้านอาหารไทย ก็เป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตไทย 2 แห่ง...จึงไม่ต้องห่วงหาอาทรใดๆ ...แต่เราเจ็บใจมาก ที่เที่ยวนี้ดันลืมนำมาม่าและหมูหยองมา (เพราะเลิกพกมาหลายทริปแล้ว) เลยต้องทานไก่อบแทบทุกวันเป็นเดือน จนเก๊าท์จะรับประทานอยู่รอมร่อ....ธ่อ
.


.
นี่คือเว็บของ Dan Hostel ที่ขอแนะนำด้วยความจริงใจ เรียนเชิญคลิกเข้าไปชมภาพและรายละเอียดได้เลยครับ รับรองว่า (นอกจากทำเลแล้ว ทุกอย่างถูกใจเรา แบบ) เหนือกว่า Urban House ที่เราพักครับ
.

.
หมายเลข 1 คือ โฮสเต็ลที่เราพัก อยู่หลังสถานีรถไฟ ใกล้ติ๊ดเดียว
.
หมายเลข 2 คือสถานีรถไฟ และท่ารถบัส
.
หมายเลข 3 คือ สวนสนุก ทิโวลี ที่เปิดมาตั้งแต่ ปี คศ.1843 แต่ก็ยังมีลูกค้าหนาแน่นทุกวันนี้ มาโคเปนฯแล้วไม่ได้เข้า ถือว่ามาไม่ถึงครับ
.
หมายเลข 4 เป็นพิพิธภัณฑ์ที่สนับสนุนโดย โรงงานเบียร์ คาลสเบิร์ค
.
หมายเลข 5 คือ Dan Hostel ซึ่งจะเห็นได้ว่า จากป้ายรถเมล์ที่ใกล้ที่สุด (1 ป้ายจากสถานีรถไฟ) ยังต้องเดินต่อประมาณ 3-400 เมตร ...ซึ่งเราจองไม่ได้ ถ้าได้คงสบายเฉิบที่นี่ไปแล้วครับ ....เสียดายจัง...
.


.
หมายเหตุ: ที่พักเมืองอื่นๆต่อไปนี้ ขอลงเฉพาะหน้ารายละเอียดและภาพอาคาร ของแต่ละแห่ง (ที่เราใช้เป็น จีพีเอส สำหรับการเดินทางไปสู่) เท่านั้นนะครับ ส่วนข้อมูลจริงและภาพประกอบค่อยลงเต็มที่เมื่อเรารีวิวแต่ละเมืองนะครับ
.
2. โฮสเต็ล ที่ Gothenburg
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3249
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Scandinavia Trip 2017

โพสต์ #5  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 25/09/2017 6:15 am


.
3. โฮสเต็ลที่ ออสโล
.


.
4. โฮสเต็ลที่ สตาแวงเจอร์
.

.
5. โฮสเต็ล ที่เบอร์เก้น
.

.
6. โฮสเต็ล ที่ สต็อกโฮล์ม
.


.
7. โฮสเต็ล ที่ ริก้า
.


.
8. โฮสเต็ล ที่ ทัลลินน์
.


.
9. โฮสเต็ล ที่ เฮลซิงกิ
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3249
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Scandinavia Trip 2017

โพสต์ #6  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 30/09/2017 1:28 pm




.
ข้อมูลทริปสแกนดิเนเวีย++ โคเปนเฮเก้น
.
30 กันยายน 2560
.
สวัสดีครับ
.
โคเปนเฮเก้น เมืองหลวงของเดนมาร์ค ที่เราพักอยู่ 8 คืนนี้ นับเป็นเมืองที่ warm up-อุ่นเครื่อง สำหรับทริปสแกนดิเนเวีย++ นี้ได้อย่างดีที่สุด เพราะเป็นเมืองท่องเที่ยวที่คึกคักในบรรยากาศยุโรปทั่วไป (แม้จะโปร่งโล่งกว่า ก็สร้างความรู้สึกคุ้นเคยไม่แปลกแยก).... ก่อนที่จะเดินหน้าไปเมืองอื่นๆหลังจากนั้น ซึ่ง... (นอกจากริก้าแล้ว ล้วน) มีความต่างอย่างเห็นได้ชัดว่า คนน้อย สงบเงียบ แบบ สโลว์ไลฟ์ ให้ดื่มด่ำกับสภาพแวดล้อมที่สวยงาม ธรรมชาติที่สดใสจริงๆ
.
สาเหตุที่เราใช้เวลาทั้งหมด 7 วัน (ไม่นับวันแรกที่ถึงที่พักเกือบ 4 ทุ่ม เดินตระเวณรอบๆอีกชั่วโมงหน่อยๆก็เข้านอน) ในโคเปนเฮเก้นที่เดียว โดยตัด Day Trip-ไปเช้ากลับเย็น เมืองอื่นๆอย่าง Odense, Aero Island, และ  Malmo (ประเทศสวีเดน ที่ใกล้โคเปนฯมากๆ) ตามคู่มือท่องเที่ยวของ Rick Steves ที่ศึกษาวา
แผนมา ก็เนื่องจาก.... เฉพาะโคเปนฯเมืองเดียว ก็เที่ยวไม่หวาดไหวอย่างที่เรียนไปแล้ว ทั้ง 3 เมืองที่ว่า เมื่อดูข้อมูลสุกตอนอยู่ที่นั่น ก็ตกผลึกว่า ไม่มีอะไรน่าสนใจมากไปยิ่งกว่าเลย เหมาะสำหรับชาวยุโรปที่มาได้บ่อยๆมากกว่าชาวเราที่นั่งเครื่องจนก้นชากว่าจะมาถึงอ่ะครับ
.
แล้วจะให้วันเวลาเที่ยวโคเปนฯกี่มะน้อยดี?
.
แหะ แหะ ..ตอบยากมากครับ คือถ้าจับแหล่งท่องเที่ยวเฉพาะด้านนอก (ไม่เข้าพิพิธภัณฑ์ พระราชวัง ปราสาทต่างๆเลย) ก็คงต้อง 2 วันเต็มๆ (ไม่นับวันเดินทาง) เป็นอย่างน้อย และ 3 วันกะลังพอดีอ่ะครับ
.
แต่ถ้าเข้าพิพิธภัณฑ์เอย พระราชวังเอย ปราสาทเอย หรือแม้แต่ การนั่งรถนั่งเรือชมเมือง Sight seeing Bus & Boat ละก็ ขอเรียนว่า ไม่ง่ายเลยครับ เพราะช่วงเวลาที่ให้บริการสั้นมากๆ คือ เริ่ม 10 โมงเช้า ซักบ่าย 4 โมง  (แค่ 6 ชั่วโมง) ก็หมดสิทธิ์แล้ว เพราะส่วนใหญ่ปิดประมาณ 4-5 โมงเย็นครับ
.
เดี๋ยวเพื่อนๆตามมาเรื่อยๆนะครับ อาจจะเห็นภาพได้ดีขึ้นว่า ทำไมผมจึงเรียนแนะนำอย่างนี้นะครับ
.


.
การเดินทางสู่โคเปนเฮเก้น
.
เรื่องน่าเบื่อสำหรับการเที่ยวยุโรปแต่หนีไม่พ้น ก็คือการเดินทางอันยาวนานนี่แหละครับ
.
คิดดูสิครับว่า เครื่องออกจากสุวรรณภูมิ 9.20 น. นั่นหมายความว่าเราควรถึงสนามบิน ประมาณ 6 โมงครึ่ง** ก็แปลว่า ต้องตื่นนอนตี 4 ครึ่งเพื่อเตรียมตัวเดินทางไปแอร์พอร์ต
.
เดินทางทั้งวัน ถึงโคเปนฯ 20.20 น. ถึงที่พักประมาณ 22.00 น.
.
จากตี 4 ครึ่ง ถึง 4 ทุ่ม ประมาณ 18 ชั่วโมง..บวกเวลาที่ต่างกันอีก 5 ชั่วโมง...เท่ากับเดินทาง 23 ชั่วโมง...เกือบ 1 วันเต็มๆ และขากลับ ก็ใช้เวลาประมาณกัน พูดง่ายๆก็คือ เสียเวลาเดินทาง 2 วันเต็มๆ
.
นี่คือที่มาของการที่ต้องเที่ยวนานๆเป็นเดือนถึงเดือนกว่า ตามสูตร Fixed Cost vs Variable Cost-ต้นทุนคงที่กับต้นทุนผันแปร วิชาบริหารธุรกิจที่เรียนมา คือ ยิ่งนานวันเท่าไหร่ ค่าเฉลี่ยก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น ไงล่ะครับ  
.
.
**ใช่ครับ เราจะเผื่อไว้ 3 ชั่วโมงเสมอ ซึ่งดูเหมือนจะให้เวลามากไป แต่บังเอิญเราไม่ชอบการทำอะไรแบบกระชั้นชิดหรือจวนตัวอ่ะครับ
.
ช่วงเวลาเปลี่ยนเครื่องที่โดฮาก็เช่นกันครับ ตอนแรกทาง KMT จัดเวลาให้มีประมาณ 1 ชั่วโมง แต่เราไม่อยากเสี่ยง กรณีเครื่องดีเลย์ จึงขอเปลี่ยนเป็น 3-4 ชั่วโมง ยอมนั่งเบื่อรอที่สนามบินแทน
.
ด้วยเหตุนี้กระมังครับ เราจึงไม่เคยเจอปัญหา Overbooking อย่างที่เค้าเล่าๆกันเลย แม้จะทราบดีว่า การเช็คอินเป็นคนแรกๆนั้น มักจะส่งผลให้สัมภาระมาถึงสายพานตอนท้ายๆ (โหลดก่อนอยู่ใน) ก็ตาม เวลารอที่ยาวขึ้น (ประมาณครึ่งชั่วโมง) ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกเซ็งหรือชักช้าแต่อย่างใดครับ
.
ข้อดีของการไปสนามบินก่อนเวลามากขึ้น ก็คือ สามารถลองชั่งน้ำหนักกระเป๋าล่วงหน้าได้ (ที่เคาน์เตอร์เช็คอินที่ยังว่างอยู่) และมีที่นั่งรอสบายๆเสมอครับ  
.  
สนามบินโดฮา-Doha’s Hamad International Airport  มีพื้นที่กว้างใหญ่มากๆครับ เพราะฉะนั้น ระยะทางสำหรับการเปลี่ยนเครื่องจากงวงช้างไปยังเกทของเรา จึงไกลมาก (ใครที่เคยบ่นสุวรรณภูมิของเรา จะรู้สึก Guilty ไปเลย) คิดว่าไม่น่าจะใช้เวลาน้อยกว่า 20 นาที...ขาไปไม่ต้องผ่านด่าน ตม.อีกรอบ... แต่ขากลับต้องผ่าน ใช้เวลาอีกกว่าครึ่งชั่วโมง (ผู้โดยสารไม่มาก) ถ้ามีเวลาเพียง 1 ชั่วโมง ย่อมฉิวเฉียดไม่น้อยครับ
.
ร้านค้าปลอดภาษีเยอะมาก โถงกลางมีตุ๊กตาหมี-Teddy Bear สีเหลืองขนาดยักษ์ (ประมูลมาจากอเมริกาในราคา 230 ล้านบาทไทยเมื่อ 4 ปีก่อน) สูง 23 ฟุต หนัก 35,000 ปอนด์ ตั้งเด่นเป็นสัญลักษณ์
.
เค้าใช้เจ้าหน้าที่เยอะมาก เดินไปมาคอยให้ความช่วยเหลือผู้โดยสารแทบทุกจุด .... ที่นั่งพักรอบานเบอะ รวมทั้งเก้าอี้นอนที่จัดไว้ในห้อง Quiet Room แยกส่วนหญิงชายอีกต่างหากด้วย....
.
คอมพิวเตอร์แม็ค เรียงรายให้ใช้อย่างเหลือเฟือ ส่วน Free WIFI ก็มีให้ใช้ โดย Password ก็ใช้ หมายเลขตั๋ว-ETKT บน Boarding Pass 13 หลักแรกนั่นแหละครับ
.

.
การเดินทางเข้าเมือง
.
เครื่องถึงก่อนเวลา ด้านนอกยังสว่างไสว (มีแดด) เหมือน 4 โมงเย็นบ้านเรา ทำให้ถึงด่าน ตม.ตามเวลาเครื่องลงคือ 20.20 น.พอดิบพอดี
.
ป้ายสื่อสารทุกจุด มีภาษาจีนกำกับตัวเบ้อเริ่ม จึงไม่ต้องสงสัยครับว่า นักท่องเที่ยวจากประเทศไหนมีจำนวนมากที่สุดอ่ะครับ
.
ผ่านด่าน ตม. โดยไม่ต้องกรอก ใบ ตม.16 (ของเค้า) ใดๆ...ที่น่าทึ่งมากก็คือ เค้าแทบจะไม่ตรวจดูพาสปอร์ตแบบซีเรียสเหมือนที่อื่นๆเลย พลิกหน้าที่ต้องการ คีย์ข้อมูลแล้วก็จบ เดินต่อมาที่สายพานรับสัมภาระได้
.
วิธีเข้าเมืองที่คนส่วนใหญ่ใช้กัน ก็คือรถไฟ..... เดินตามป้ายบอกทางไปได้ง่ายๆ แต่ต้องไม่ลืม ซื้อตั๋วก่อน และต้องจำไว้ว่า เมืองโคเปนเฮเก้น นี้ ภาษาที่เค้าใช้เป็นทางการไม่ใช่ Copenhagen นะครับ แต่เป็น Kobenhavns และ...
.
สถานีรถไฟเมืองโคเปนเฮเก้น ไม่ใช่ Copenhagen Central Station แต่เป็น Københavns Hovedbanegård หรือ Københavns H ครับ
.
ตู้ขายตั๋วเรียงราย เลือกภาษาอังกฤษได้ ใช้เงินสดได้ ค่าตั๋วคนละ 36 โครน (185 บาท)  เลือกเที่ยวเดินทาง Now แล้วตั๋วนี้จะใช้ได้ภายใน 2 ชั่วโมง...... ซื้อกี่คนก็จะได้ตั๋วเพียงใบเดียวรวมกัน (เดาจากคำว่า 2 Voksne และยอดเงิน 72,00 DKK บนตั๋ว) นะครับ....
.
ดูรายละเอียดตั๋ว เลยได้ศัพท์มาอีกคำ ที่ใช้ได้ในแถบสแกนดิเนเวียนี้ คือคำว่า Lufthavn ซึ่งแปลว่า Airport เพราะเมืองอื่นๆก็จะเป็นทำนอง Luft... ประมาณกันครับ
.
ลงลิฟท์ไปชั้นล่าง เพื่อไปชานชาลาที่ 2 ขึ้นรถขบวนที่จอดรอหรือกำลังมาได้เลย (มีถี่มาก) ... สถานีรถไฟอยู่แค่ป้ายที่ 4 ใช้เวลาประมาณ 17 นาทีเท่านั้น....ดูจากตัววิ่งได้ว่า Københavns H ถึงกี่โมงกี่นาที ก็ตามนั้น ไม่มีพลาดครับ
.
ไม่ต้องแตะบัตรเพื่อ Validate ใดๆ เพราะวันดีคืนดีถึงจะมีเจ้าหน้าที่มาตรวจตั๋ว (ปรกติจะไม่เจอ ไม่ว่ารถบัสรถไฟ) เพราะไม่ค่อยมีใครอยากเสี่ยง เนื่องจากค่าปรับสูงถึง 750 โครน (เกือบ 4 พันบาท) และต้องไปลงบันทึกที่โรงพักด้วย**
.
** เวลาเจอเจ้าหน้าที่สุ่มตรวจละก็ หนียังไงก็ไม่พ้นครับ เพราะมากันเป็นสิบ ดักหน้าดักหลังทุกด้านครับ
.

.
เที่ยวอย่างไรใน โคเปนเฮเก้น?
.
แหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่ของโคเปนเฮเก้น จะอยู่เป็นกระจุกในใจกลางเมือง ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสียอยู่ในตัวเดียวกัน นั่นก็คือ ส่วนใหญ่ใกล้กันเกินกว่าที่จะนั่งรถ และอีกส่วนก็ไกลเกินกว่าที่จะเดินเอา
.
เพราะฉะนั้น คงต้องผสมผสานกันระหว่างเดินกับนั่งรถ โดยเฉพาะบางแห่งต้องออกไปนอกเมืองซึ่งเป็นระยะทางไกลเอาการ อาทิ Roskilde 34 กม. หรือ Frederiksborg 38 กม. ซึ่งจำเป็นต้องใช้รถแน่ๆหากสนใจอยากไปเยือนอ่ะครับ
.
ดูจากแผนที่อย่างนี้ น่าจะเข้าใจได้ไม่ง่าย โดยเฉพาะคนที่ไม่เอาไหนในเรื่องแผนที่เสียเลยอย่างเราสองคน (คุณนายเคทยังดีกว่าผมมาก เพราะอย่างน้อยก็ทำความเข้าใจได้ดีกว่า... จากประสบการณ์ที่ผ่านมา วันไหนที่คุณท่านนำทาง รู้สึกจะไหลลื่นดีมาก แม้ส่วนใหญ่จะใช้วิธีถามทางผู้คนก็ตาม) เพราะฉะนั้น เราจึงต้องพึ่ง "ตัวช่วย" เสมอ นั่นก็คือ...
.

.
ใช้แผนที่ของ รถนำเที่ยวที่เรียกว่า Sight Seeing Bus หรือ Hop On Hop Off Bus ซึ่งเป็นแผ่นพับที่วางไว้ตามที่พักและแหล่งท่องเที่ยวทั่วไป... เพราะเค้าเน้นครอบคลุมแหล่งท่องเที่ยวดังๆห้ามพลาดทั้งหลายแหล่เป็นส่วนใหญ่อยู่แล้ว...ดูปราดเดียวก็เห็นเค้าว่า อะไรอยู่ตรงไหนอย่างไร ส่วนที่นอกเหนือจากนั้น ก็ค่อยๆเลาะเล็มเอาตามสถานการณ์ได้ไม่ยากครับ
.

.
ขอยกตัวอย่างของ Mermaid Tour ก็แล้วกันนะครับ เพราะมีถึง 3 เส้นทางด้วยกัน ดังนี้
.
(ดูต้นฉบับเพื่อขยายใหญ่ได้ที่เว็บ  goo.gl/Y1WkkA และ  goo.gl/FNd5vk ครับ)
.
เส้นสีแดง
.
1 - Gammel Strand-- ศูนย์กลางรถนำเที่ยว เรือนำเที่ยว สู่แหล่งท่องเที่ยวต่างๆในเมือง
.
2 - Højbro Square/Strøget--ถนนสายช้อปปิ้งไฮคลาสส์ ประกอบด้วยร้านค้า ร้านอาหารชั้นนำระดับนานาชาติ
.
3 - Nyhavn--หรือ New harbor ท่าเรือใหม่ (ใหม่ตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 17 อิอิ) เป็นไฮไล้ท์ของนครโคเปนเฮเก้น อันเป็นลำน้ำที่สองฟากฝั่งเป็นเรือนแถวหลากสีสันงดงามสะดุดตา
.
4 - Amalienborg Palace --พระราชวัง และจตุรัสที่มีChanging of the Guard-พิธีสวนสนามเปลี่ยนผลัดทหารรักษาพระองค์
.
5 - Gefion Fountain--น้ำพุยักษ์รูปหล่อของ Norse goddess Gefjon-ราชินีเกฟิออนและพระโอรสทั้งสี่ที่แปลงร่างเป็นพระโค เพื่อเกลี่ยไถพื้นแผ่นดินจนเป็นที่ตั้งของเดนมาร์คในปัจจุบัน
.
6 - The Little Mermaid--รูปปั้นเงือกน้อยที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองนี้ ที่นักท่องเที่ยวจะต้องมาสัมผัสหรือชื่นชมอย่างพลาดไม่ได้
.
7, 8, 9, - Langelinie N....Langelinie M....Langelinie S -- ทั้ง 3 แห่งนี้ เป็นทางเดินริมน้ำที่เป็นสถานที่สำคัญทางการทหาร และท่าเรือพาณิชย์นาวี และสวนหย่อนใจ
.
10 - Rosenborg Castle--พระราชวังฤดูร้อนที่สร้างขึ้นในปี คศ.1606
.
11 - Gammel Torv--ตลาดเก่าที่ปัจจุบันเป็นจตุรัสใจกลางเมืองเชื่อมต่อกับถนนสายช้อปปิ้ง Højbro Square/Strøget
.  
12 - City Hall Square--จตุรัสศาลาที่ว่าการเมือง
.
13 - Radisson Royal Hotel/Tivoli-โรงแรมเรดิสัน และ สวนสนุก ทิโวริ ที่อยู่ตรงข้ามกับ ศาลาว่าการเมือง
.  
14 - Tivoli Hotel--โรงแรมทิโวลิ
.
15 - Marriott Hotel--โรงแรมแมริอ็อต
.
16 - The Black Diamond--อาคารหอสมุดที่เป็นสถาปัตยกรรมนำสมัยอันโดดเด่น
.
glholu,j;'
.
34, 35 - Christianshavn/Christiania....Christiania Freetown-- ชุมชนเสรีชนที่อุบัติขึ้นจากพื้นที่รกร้าง ดูแลรับผิดชอบกันเองในรูปแบบของ Hippies-บุปผาชน มีบูธจำหน่ายกัญชานานาชนิดรวมทั้งอาวุธปืน ที่ทางการต้องยอมหลับตามองไม่เห็น
.
36 - The Opera--โรงละครที่เป็นสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นริมน้ำอีกแห่งหนึ่ง
.
37 - Casino Copenhagen-- คาสิโน
.
เส้นสีเขียว
.
54. Tycho Brahe Planetarium-- ท้องฟ้าจำลอง
.
55. Federiksberg Garden-สวนสาธารณะ
.
56. Copenhagen Zoo--สวนสัตว์
.
57. Carlsberg Visitors Centre--โรงเบียร์คาลสเบิร์ค
.
58. Museum of Copenhagen--พิพิธภัณฑ์โคเปนเฮเก้น
.
ซึ่งหากเที่ยวได้ตามนี้ บวกกับล่องเรือเที่ยวสักรอบ ก็ย่อมถือได้ว่า มีแหล่งท่องเที่ยวโคเปนเฮเก้นพกกลับบ้านเต็มกระเป๋าพอใช้ได้แล้วครับ
.
แต่การเที่ยวด้วยรถนำเที่ยว Sight Seeing Bus หรือ Hop On Hop Off Bus ให้ได้ครบแหล่งท่องเที่ยวที่ว่ามาข้างต้นตามเส้นทางของเขานั้น ในโลกแห่งความจริง เป็นไปได้ยาก แม้เค้าจะมีตั๋วแบบพิเศษ 48 ชั่วโมง
.
เนื่องจาก วิ่งบริการในเวลาค่อนข้างสั้น คือเริ่มต้น 9 โมงครึ่ง และ 10 โมง แต่เลิก บ่าย 4 โมงครึ่ง และ บ่าย 3 โมง ซึ่งหมายความว่า ใช้ได้ถึงเฉพาะเที่ยวก่อนสุดท้ายคือประมาณ บ่าย 4 โมง และ บ่าย 2 โมงครึ่งเท่านั้น
.
เพราะฉะนั้น จึงมีประโยชน์เฉพาะแผนที่ที่เค้าแจกฟรีเท่านั้น หากอยากเที่ยวตามเส้นทางของเค้าจริงๆ สามารถใช้รถบัสประจำทาง ซึ่งไปได้เร็วกว่า และ ราคาถูกกว่าอีกด้วยครับ
.

.
เอ้อ...อ้า...อ้อ..ลืมอะไรไปหรือเปล่า...เค้าว่า โคเปนเฮเก้นเป็นเมืองจักรยานที่มีคนใช้มากกว่า 1 ล้าน 5 แสนคัน (เท่ากับ กทม.เลย เพียงแต่ของเราเป็นรถยนต์อ่ะ) ไม่ใช่เหรอ?
.
งั้นก็ใช้จักรยานเหมือนคนท้องถิ่นไม่ดีหรือ ดูสะดวกออก เพราะช่องทางจักรยานก็มีทั่วทั้งเมือง แถมได้รับอภิสิทธิ์มากกว่ารถยนต์อีกด้วย?
.
ดีเลยครับ จักรยานให้เช่าก็หาง่ายด้วย เพราะโครงการ Bycyklen ของทางการ เค้าจัดวางให้เช่าง่ายๆตามจุดต่างๆกว่า 100 จุดทั่วเมืองอยู่แล้ว เช่าจุดหนึ่งคืนอีกจุดหนึ่งก็ยังได้ แถมยังเป็นยางตันที่ไม่ต้องห่วงเรื่องยางรั่วยางแตกอีกด้วย
.
สนใจก็สมัครเป็นสมาชิกที่ www.bycyklen.dk ได้เลย แค่ใส่ชื่อ อีเมล์ และหมายเลขบัตรเครดิต เท่านั้นก็จบ
.
สุดยอดไปเลย ใช่ไหมครับ ...แต่....
.

.
แม้ทางการจะดูแลคุ้มครองคนขี่จักรยานเป็นพิเศษ (ถึงขนาดเน้นการป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุจากการขับขี่มากกว่าไปสนใจว่าคนขี่จักรยานควรจะสวมหมวกกันน็อคหรือเปล่า) แต่ผมว่า...ปล่อยให้คนท้องถิ่นเค้าใช้กันไปเถิด นักท่องเที่ยวอย่างเราๆท่านๆอย่าไปลองใช้เลยครับ
.
ไม่สนุก สะดวกอย่างที่คิด หรือเหมือนอย่างในญี่ปุ่นหรอกครับ
.
เพราะอะไร?
.
เพราะแม้เค้าจะจัดเส้นทางจักรยานไว้ให้ก็ตาม แต่ก็เป็นช่องทางต่างหากที่อยู่บนถนน (ไม่เหมือนญี่ปุ่นที่อยู่บนทางเท้า) ด้านขวาติดทางเท้า ด้านซ้ายถัดจากช่องจราจรทั่วไป จึงต้องระมัดระวังคนเดินข้ามที่ลงจากรถบัส หรือจะไปขึ้นรถบัสเป็นพิเศษ โดยอย่าหวังว่าคนลงรถขึ้นรถจะเป็นฝ่ายระแวดระวังจักรยานนะครับ คนขี่จักรยานต่างหากที่ต้องคอยเฉลียวใจเอง ซึ่งสำหรับคนท้องถิ่น เค้ามีประสบการณ์คุ้นชินจนทราบว่าจะควบคุมหรือหลบหลีกอย่างไร แต่นักท่องเที่ยวที่เป็นมือสมัครเล่น โอกาสเบรคกระทันหัน เบรคศีรษะทิ่ม หรือชนคนมีเยอะมากครับ...(โปรดอย่าเข้าใจผิดว่า คนที่นี่หรือมาเที่ยวที่นี่จะข้ามถนนเฉพาะทางม้าลาย หรือข้ามเฉพาะเมื่อไฟเขียวเท่านั้นนะครับ... หุหุ)
.
นอกจากนั้น เรื่องหาที่จอดก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะไม่ต้องห่วงเรื่องถูกขโมย (เพราะแทบจะไม่เกิดขึ้นเลย ไม่เหมือนที่เนเธอร์แลนด์) ก็ตาม จะจอดซี้ซั้วหรือหาที่จอดใกล้ๆจุดท่องเที่ยวลำบากครับ
.


.
ด้วยเหตุนี้ นอกจากเดินเท้าแล้ว พาหนะที่เหมาะสมที่สุด สะดวกที่สุด ก็คือ ขนส่งมวลชนสาธารณะ ครับ อันหมายถึง...
.
1. รถบัสประจำทาง-Bus ซึ่งมีหลายสายและมีรถเยอะมาก เรียกว่าแต่ละสายแทบจะทุก 5 นาที 10 นาทีไม่เกิน และวิ่งตั้งแต่เช้ายันเที่ยงคืน รวมทั้ง ยังมีสายที่มีตัวอักษร A (Around the clock) ต่อท้าย วิ่งตลอด 24 ชั่วโมง และสายที่พ่วงยาว 2 คันเป็นคันเดียว อักษร C (Center) ต่อท้าย วิ่งรอบเมืองที่มีความถี่เป็นพิเศษด้วย
.
2. รถไฟฟ้า-Metro ที่วิ่งทั้งใต้ดินและขึ้นบก
.
3. รถไฟชานเมือง-Train
.
4. เรือประจำทาง-Harbour Bus
.
ยานพาหนะทั้ง 4 แบบนี้ คิดค่าโดยสารตามโซน คือ โซน 1-2 เที่ยวละ 24 โครน (125 บาท).....โซน 1-4 เที่ยวละ 36 โครน (185 บาท) ...และ ทุกโซน คือ โซน 1-99 เที่ยวละ 108 โครน (560 บาท)
.
โดยปรกติ แหล่งท่องเที่ยวเกือบทั้งหมดในเมืองจะอยู่ในโซน 1-2 เท่านั้น ส่วนสนามบินนั้นอยู่ โซน 3
.
อย่างไรก็ตาม กว่า 95% มังครับที่จะไม่ใช้ยานพาหนะเหล่านี้เพียงเที่ยวเดียวหรือ 2 เที่ยว ส่วนใหญ่จึงซื้อ ตั๋ววัน-Day Ticket ใช้กันทั้งนั้น เพราะราคาถูกมากเมื่อเทียบกับการซื้อเที่ยวต่อเที่ยวครับ
.

.
ตั๋ววัน หรือที่เรียกทางการว่า City Pass นั้น มีด้วยกัน 2 แบบ คือแบบ โซน 1-4...24 ชั่วโมง 80 โครน (460 บาท) ...72 ชั่วโมง 200 โครน (1050 บาท)  กับแบบ โซน 1-99...24 ชั่วโมง 130 โครน (680 บาท) ครับ
.
ตั๋ววัน City Pass นี้ สามารถซื้อตามตู้ขายตั๋วทั่วไปตามจุดต่างๆโดยเฉพาะที่สถานีรถไฟ รถไฟฟ้าและสนามบิน รวมทั้งตามร้านสะดวกซื้อ 7-11 ด้วยครับ
.
การซื้อตามตู้ เมื่อเลือกเป็นภาษา English แล้ว ก็ทำตามจอเลยครับ
.
1. เลือก Tourist Tickets
.
2. อ่านคำเตือนว่า ให้ซื้อเมื่อจะเริ่มต้นใช้เลย (อย่าซื้อล่วงหน้านาน) เพราะจะนับวันเวลาเริ่มต้นตั้งแต่ตอนออกตั๋วนี้เลย
.
3. เลือกแบบที่ต้องการ
.
4. ยอดที่ต้องจ่าย
.
5. เมื่อหยอดเงินหรือใช้บัตรเครดิตแล้ว ก็จะได้ตั๋วออกมาตามต้องการ ระบุ วัน-เวลาสิ้นสุดการใช้ เรียบร้อย
.
เข้าใจดีแล้วนะครับ ไม่ยากนะครับ แต่.....อย่าเพิ่งรีบซื้อครับ รอแป๊บนึง พิจารณาอีกซักเรื่องก่อนครับ อิอิ
.


.
โคเปนเฮเก้น มีแหล่งท่องเที่ยวกลางแจ้งที่ชมฟรีมากมายเหมือนเมืองอื่นๆในโลก (รวมทั้ง เงือกน้อย-Little Mermaid ด้วย) แต่ที่ที่ต้องเสียค่าเข้าชมเป็นร้อยแห่ง ก็ล้วนแต่น่าสนใจทั้งสิ้น จะตัดใจข้ามไปโดยไม่แวะเลยสักแห่งเดียวไหวหรือครับ
.
ง่ายๆก็ สวนสนุกทิโวลิ-Tivoli Gardens ที่เปิดมาแล้วกว่า 170 ปี ใครจะว่าไม่เข้าเหมือนมาไม่ถึงโคเปนฯก็ช่างเค้าอย่างนั้นหรือ?
.
แล้วถ้าเข้า...ก็ต้องเจอค่าตั๋ว 120 โครน (620 บาท) ไงครับ นี่เฉพาะที่เดียวนะครับเนี่ย...
.
อย่ากระนั้นเลย ลองพิจารณา ตั๋วเอนกประสงค์ ที่เรียกกันว่า Copenhagen Card สักหน่อยดีไหมครับ
.
-- เข้า พิพิธภัณฑ์ แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ 79 แห่งฟรี
-- เดินทางด้วยรถบัส รถไฟ รถไฟฟ้า ฟรี
**ใครมีเด็กอายุต่ำกว่า 10 ขวบ ยังใช้บัตรนี้ร่วมได้ 2 คนด้วย
-- ได้ส่วนลดร้านค้า ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยวต่างๆมากมาย
.

.
ทั้ง 79 แห่งที่เข้าฟรีนี้ หากไม่มี Copenhagen Card จะต้องเสียค่าเข้าแต่ละแห่งเท่าไหร่กัน
.
เฉพาะเดินทางฟรี ก็เห็นๆอยู่แล้วว่า 80 โครน ต่อ 24 ชั่วโมงล่ะครับ
.


.
แต่ราคา Copenhagen Card ก็ดูเหมือนไม่ถูกเลยนะครับ
.
--- 24 ชั่วโมง 2,080.00 บาท
--- 48 ชั่วโมง 2,908.00 บาท (ตกวันละ 1,454.00 บาท)
--- 72 ชั่วโมง 3,498.00 บาท (ตกวันละ 1,166.00 บาท)
--- 120 ชั่วโมง 4,716.00 บาท (ตกวันละ 943.00 บาท)
.
ใช่ครับ ดูเหมือนไม่ถูก แต่ไม่มีคำว่า "ไม่คุ้ม" ครับ เพราะแม้แต่จะซื้อแบบ 24 ชั่วโมง ซึ่งตก 2 พันกว่าบาท ถ้าเลือกใช้ดีๆ ก็จะได้กำไรแน่ๆ ส่วนแบบที่มีเวลาเยอะกว่า 24 ชั่วโมง คือ 48-72-120 ชั่วโมงนั้น ยิ่งมากยิ่งถูกครับ
.
ลองดูตารางท่องเที่ยวโคเปนเฮเก้นของเราใน 8 วันข้างล่างนี้ ที่เราเริ่มใช้บัตรเอนกประสงค์ Copenhagen Card แบบ 120 ชั่วโมง ราคาคนละ 889 โครน (4,596.00 บาท ถูกกว่าราคายูโร 120 บาท) ตั้งแต่ 10 โมงเช้าวันที่ 15 สิงหาคม จนถึง 10 โมงเช้าวันที่ 20 สิครับ รวม 15 แห่ง (ในวงเล็บท้ายสถานที่) เทียบกับตารางราคาค่าบริการแต่ละแห่งในหน้าที่แล้ว จะเห็นว่า ถ้าไม่ใช้บัตรนี้ อาจจะต้องเสียค่าเข้า (+ค่าเดินทาง 5 วัน 480 โครน) มากน้อยเพียงไร
.
.
August 13
Travel to Copenhagen
.
August 14
-- Tycho Brahe Planetarium, Det Ny Teater, Central Station, Christiansborg Palace, Stroeget, Royal Smushi Cafe, Nyhavn, Cosmic Space 2003, North Atlantic House, Contemporary Art Center, Street Food Market.
.
August 15
-- Frederik's Church, Amalienborg Square, Changing of the guards, Gefion Fountain, St. Alban's Church, The Little Mermaid, Royal Pavilions, The Citadel, Amalienborg Palace (1), Canal Tour Copenhagen (2).
.
August 16
--Frederiksberg Palace (3), Hillerod, Kronborg Castle (4).
.
August 17
--Roskilde Cathedral (5), The Viking Ship Museum in Roskilde, RAGNAROCK Museum for pop, rock and youth culture (6).
.
August 18
--Botanical Garden, Rosenborg Castle (7), National Gallery of Denmark (8), Torvehallerne Food Market, Rundetaarn The Round Tower (9), Ny Carlsberg Glyptotek (10) , Tivoli Gardens (11).
.
August 19
--Netto Boat Tour (12), Thorvaldsens Museum (13), Design Museum (14), Visit Carlsberg (15), Dan Hostel, Copenhagen Pride LGBT festival.
.
August 20
--Church of Our Saviour, Christiania Freetown.
.


.
เมื่อซื้อบัตรนี้ (จากร้าน 7-11) แล้ว เราจะได้รับ หนังสือคู่มือมา 1 เล่ม ซึ่งจะมีรายละเอียดของ แหล่งท่องเที่ยวทั้งหมดว่า คืออะไร อยู่หมายเลขที่เท่าไหร่ของแผนที่ ซึ่ง...
.


.
สามารถเปิดดูตามหมายเลขหน้าต่างๆได้เลย หรือจะโหลด APP มาใช้ก็ได้ แต่ไม่สะดวกเท่าคู่มือครับ
.
อ้อ....ซื้อบัตรแล้ว อย่าลืมนะครับว่า ก่อนใช้ ต้องเขียน "วัน เดือน ปี และ เวลา เริ่มใช้" ก่อน มิฉะนั้น หากถูกตรวจ (เช่นขึ้นรถบัส ซึ่งไม่ต้องแตะบัตร) อาจถูกถือว่า เจตนาทุจริตและถูกปรับได้นะครับ
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3249
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Scandinavia Trip 2017

โพสต์ #7  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 03/10/2017 9:48 am




.
Eating in Copenhagen--ถูกและดีที่โคเปนฮาเก้น
.
3 ตุลาคม 2560
.
สวัสดีครับ
.
แหะ แหะ เปล่าครับ...แม้จะยืมชื่อร้านอาหารของ ฟู้ดแลนด์ มาใช้ แต่ไม่ใช่การโฆษณาประชาสัมพันธ์หรือมีอะไรเกี่ยวข้องกับฟู้ดแลนด์เลยครับ
.
แต่...เอ..ขอเกี่ยวนิดนึงก็ได้ครับ
.
เพื่อนๆที่เคยไปทานอาหารบ่อยๆที่ร้าน "ถูกและดี" ไม่ว่าสาขาใด คงยอมรับนะครับว่า ส่วนใหญ่ต้องต่อคิวพอสมควร ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ...ก็อยากทานของอร่อย  รูปลักษณ์ คุณภาพประมาณกันกับตามร้านอาหารหรูในราคาที่ถูกกว่าเยอะนี่เนาะ...ทว่า
.
ระหว่างยืนรอในแถวไป เคยรู้สึกหงุดหงิดบ้างไหมครับ ที่มองเข้าไปในร้านรอบๆ แล้วเห็นโต๊ะที่มีคนทานเสร็จแล้วแทนที่จะรีบเช็คบิลและลุกออกให้คนอื่นเข้ามานั่งแทน กลับยังจิบน้ำครึ่งแก้วที่เหลือคุยกันไป เล่นมือถือไป อ่านหนังสือพิมพ์ต่อไปอย่างสบายอารมณ์  โดยไม่รู้สึกรู้สา สนใจ หรือแคร์ซักนิดเลยว่า ข้างหน้ามีคิวยาวเท่าไหร่....
.
ใช่ครับ ถ้าเป็นร้านอาหารทั่วไป ที่มีที่นั่งเหลือเฟือ จ่ายราคาแพงกว่า ก็คงมีความชอบธรรมที่จะทำอย่างนั้น.... แต่กับร้านถูกและดี ซึ่งว่าไปก็คงมีวัฒนธรรมแบบเดียวกับ แคนทีน ฟู้ดคอร์ท ฟาสต์ฟู้ด หรือร้านอาหารตามสั่ง (ช่วง Rush Hour เช่น มื้อกลางวัน มื้อเย็น) ทั่วไป ที่มีที่นั่งจำกัด  อันวิญญูชนพึงตระหนักว่า "กาลเทศะ หมายถึง ควรรีบทานรีบไป แบ่งปันให้คนอื่นมั่ง" มิใช่หรือ
.
แต่ก็นั่นแหละครับ อารมณ์เสียก็ขาดทุนเปล่า วิธีที่ดีที่สุดก็คือ ปล่อยวาง และมองทะลุสัจธรรมของชีวิตว่า สิ่งกวนใจเหล่านี้ มีเพียงไม่ถึง 1% ของชีวิต โชคดีจะตายที่ได้เรียนรู้ทั้ง Do-สิ่งที่พึงทำ และ Don't-สิ่งที่ไม่ควรทำ ไว้สอนใจตนเอง.....ง่ายๆก็โดยการไปทานที่อื่นถ้าต้องต่อคิวเกิน 3-5 คน หรือแกล้งหลับตามองไม่เห็น ก็เท่านั้น....
.
แบบเดียวกับ การไม่เสียเวลาเซ็งเปล่าที่เห็นรถจะออกจากซองที่จอดรถ แล้วเราจ่อรอ แต่พี่แกเจ๊แกก็เกิดมีภารกิจอยากดูแลความเรียบร้อยภายในรถอยู่นั่นแล้วราวกับกะลังจอดอยู่ที่บ้านตัวเองซะงั้น..
.
แม้กระทั่ง พัก Hostel (ที่ไม่ใช่ Youth Hostel ที่พร้อมจะรองรับหมู่คณะถึงขนาดมีลานกิจกรรมให้) ก็เถอะ... วิญญูชนที่ซึมซับวัฒนธรรมของ Hostel ย่อมทราบดีว่า  กฏ-กติกา-มารยาท ที่ไม่มีเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรแต่เป็นที่ตระหนักกันดี คือ "เป็นที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวเดี่ยว คู่ หรือกลุ่มเดียวกันอันไม่ควรเกิน 4 คน.."
.
จะเห็นได้ว่า หลายแห่งระบุเงื่อนไขพิเศษสำหรับ Group เลยว่า จะต้องติดต่อ Hostel โดยตรง ผ่านเอเย่นต์ เช่น Hostelworld ไม่ได้....
.
ก็เพื่อป้องกันมิให้ความเป็นกลุ่มก้อน ไปสร้างความรำคาญให้คนอื่นโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว อาทิ..
.
-- จับกลุ่มคุยกันเองเสียงดังรบกวนคนอื่น (เชื่อเถอะครับว่า ไม่ว่าชนชาติใด ลองมีเกิน 3 คนเมื่อไหร่ จะเสียงดังกว่าปรกติจนเป็นที่นอยด์ของคนอื่นเสมอ)
.
-- ยึดพื้นที่ส่วนกลางเป็นของตนเอง โดยไม่เปิดโอกาสให้มีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนหรือร่วมแชร์พื้นที่อย่างที่ควรจะเป็นเลย
.
-- ที่แย่มากก็คือ การใช้ห้องครัวช่วง Breakfast และ Dinner ที่นอกจากวางจาน กระเป๋า จองโต๊ะอาหารล่วงหน้าระหว่างทำอาหาร (ตัวเองยังไม่นั่งเพราะจะรอทานพร้อมกัน แต่คนอื่นก็ไม่มีที่นั่ง) แล้ว ยังช่วยกันเตรียมช่วยกันปรุง สับ ผัด ต้ม ทอด อย่างเพลิดเพลินประหนึ่งเป็นปาร์ตี้ส่วนตัวในครัวเรือน ขณะที่คนอื่นๆก็รอใช้อุปกรณ์ไป แช่งชักหักกระดูกในใจไป
.
-- ที่ร้ายที่สุดก็คือ ถ้าเป็น Hostel ขนาดเล็กที่มี Breakfast ให้ฟรี...เจอคณะที่มาเป็นกลุ่มเมื่อไหร่ เป็นคาดหมายได้เลยว่า จะได้เห็นเทศกาลเทกระจาดขนาดย่อมที่นอกจากรีบๆแย่งอาหารให้ตัวเองจนเกินพอแล้ว ยังมีเผื่อแผ่พวกพ้องอีกต่างหาก.... ใครมาทีหลังก็จ๋อยไปสิ  เพราะพวกเค้านัดหมายมั่นเหมาะกันมาก่อนแล้วว่า ต้องมารอแย่งทานตั้งแต่ต้นๆก่อนคนอื่นนะ อย่าลืม...555
.
อ้าว...ก็เที่ยวเป็นกลุ่มและพักโรงแรมมันแพงอ่ะ แล้วจะให้เค้าทำยังไง
.
ทางเลือกมีครับ...พักแบบบ้านแบ่งเช่า หรือ Apartment ตามเว็บ อาทิ www.airbnb.com สิครับ ตรงสเป็คเป๊ะ ด้วยเค้าเน้นกลุ่มเยอะคนอยู่แล้ว ได้ความเป็นส่วนตัวสูง เพราะไม่มีใครมายุ่มย่ามด้วยแม้แต่เจ้าของก็ไม่ค่อยได้เห็นหน้าเห็นตาด้วยซ้ำ ไหนๆเราเองก็ไม่สนใจที่จะสุงสิงกับคนอื่นอยู่แล้วมิใช่หรือ...
.
ในแง่เดียวกัน ถ้าเที่ยวกันแค่ 2-3 คน ที่พักแบบนี้สู้ Hostel ไม่ได้หรอกครับ... ส่วนใหญ่เป็นการหารายได้เสริมจึงดำเนินการแบบมือสมัครเล่น หาความคงเส้นคงวาไม่ได้เลย.... ถ้าเคมีเข้ากันดีกับเจ้าของก็ดีไป ถ้าราศีไม่ตรงกัน ก็เหนื่อยใจเรื่องขาดโน่นล้นนี่ โดยไม่จำเป็น...ส่วนตัว ผมคิดว่า ต่อให้ราคาถูกกว่า Hostel 20% ก็ไม่คุ้มอ่ะครับ  
.
.
.
แหะ แหะ เพราะตั้งชื่อตอนว่า "ถูกและดี..." แท้ๆ ก็เลยพล่ามออกนอกเรื่องมาซะไกล เหมือนเป็นคนแก่ขี้บ่นไปซะ ....ขออภัยด้วยครับ นึกเสียว่า อาจจะเป็นประโยชน์มั่งดีกว่าโพสต์รูปเฉยๆก็แล้วกันเนอะ อิอิ
.
เข้าเรื่องดีกว่านะครับ
.
อย่างที่เคยเรียนบ่อยๆนะครับว่า การเที่ยวนอกโดยเฉพาะในยุโรปของเรา จะค่อนไปทาง "ทัวร์สุขภาพ" คือทานน้อย เดินมาก ด้วยเหตุนี้ เรื่องอาหารประจำวันของเราจึงเน้นที่การ "ทานเพื่ออยู่" แบบ "ถูกและดี" เป็นหลัก โดย....
.
เน้นการประหยัดงบเป็นหลัก แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องมีคุณค่าทางโภชนาการด้วย
.
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ก็ไม่ยุ่งยากอะไร เพราะทุกเมืองก็ย่อมมีอาหารระดับชาวบ้านขายไปทั่ว และมีซุปเปอร์มาร์เก็ตให้ช้อปสรรพหารมาปรุงเองแบบง่ายๆอยู่แล้ว
.
สำหรับเพื่อนๆที่คงไม่มีเวลามากพอที่จะนั่งรถสำรวจไปทั่วเมืองอย่างเรา ก็ขออนุญาตนำเสนอข้อมูลดังต่อไปนี้ครับ....
.



.
เริ่มจากซุปเปอร์มาร์เก๊ต ที่มีหลายยี่ห้อหลายเครือข่าย...
.
NETTO มีสาขาเยอะสุด และสินค้าราคาถูกกว่าใครเพื่อน เป็นที่ที่เราช้อปไก่อบมาทานแทบทุกวัน
.
LIDL ยอดเยี่ยมเรื่อง เบเกอรี่ โดยเฉพาะ ขนมปังชิ้นทั้ง โดนัท ครัวซอง ที่ออกจากเตาร้อนๆ นอกจากอร่อยมากแล้วราคายังถูกกว่าที่อื่นด้วย แถมแต่ละวัน ก็มี รายการโปรโมชั่นแบบโน้นแบบนี้เป็นการยั่วยวนด้วย...แต่ ลิเดิ้ล จะไม่ค่อยมีอาหารคาวสำเร็จรูปครับ
.
ALDI สินค้าครบครัน แต่เป็นรอง 2 แบรนด์ข้างต้น และมีสาขาไม่มาก
.
BRUGSEN เป็นเครือเดียวกับ COOP ที่โด่งดังแพร่หลายในยุโรป อาหารว่างประเภทแซนด์วิช ฮ็อตด็อก อร่อยมากและราคาถูกครับ
.
FAKTA ถ้าทำเลไม่ไกล ก็เป็นทางเลือกสำรองได้ เพราะสู้ 4 แบรนด์ข้างต้นไม่ได้
.
เราใช้บริการซุปเปอร์ฯแทบทุกวันครับ หลักๆก็คือ ผัก (แพงมาก แต่ขาดไม่ได้) ผลไม้ (องุ่น กล้วยหอม ถูกมาก) น้ำอัดลม (นิดหน่อย ส่วนใหญ่ดื่มน้ำประปา) ขนมปัง ฯลฯ
.
อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมนะครับว่า ทุกๆแบรนด์เค้าก็แบ่งสาขาเป็น 2 ประเภทเหมือนบ้านเรา คือเป็นแบบซุปเปอร์ฯขนาดใหญ่ (ราคาขายส่ง) และแบบร้านสะดวกซื้อขนาดย่อม (ราคาขายปลีก) เหมือน โลตัส กับ โลตัสเอ็กซ์เพรส ....อย่างหลังนี่ ราคาจะไม่ต่างจากร้านสะดวกซื้อทั่วไปนะครับ
.
เพราะฉะนั้น ก็ต้องออกนอกเมืองนิดๆซึ่งไม่ลำบากอะไร เพราะแทบทุกแห่งอยู่ในทำเลที่ไม่ไกลป้ายรถบัสอยู่แล้ว และ ไม่มีคำว่ารถติดครับ
.
เกือบทุกเมืองในสแกนดิเนเวีย เค้ารักษาสิ่งแวดล้อมโดยการส่งเสริมให้คนไม่ทิ้งขวดเปล่ากระป๋องเปล่าไปทั่ว โดยการคิดค่าขวดค่ากระป๋อง เวลาเราซื้อน้ำขวดต่างหากนะครับ
.


.
อย่างที่เห็นในใบเสร็จนี้ น้ำอัดลมลิตรครึ่ง ขวดละ 6.60 โครน (34 บาท) แต่บวกค่าขวด ใบละ 3 โครน (15.50 บาท) เข้าไปด้วย ซึ่งหากเราอยากได้ค่าขวดคืน ก็ต้องนำไปหยอดตู้รับขวดเปล่าทีหลัง โดย....
.
สอดเข้าไปในช่องทีละใบ เมื่อครบแล้วก็กดปุ่มเขียว ใบเสร็จก็จะออกมา เพื่อไปรับเงินคืนที่แคชเชียร์ได้ตามจำนวน...... และไม่ต้องรำคาญนะครับ ซื้อจาก NETTO แต่คืนที่ LIDL หรือห้างอื่นๆก็ได้ เอาสะดวกเราเป็นหลักครับ
.
คราวนี้ก็มาถึง อาหารหลักของเราเมื่อเที่ยวยุโรป นั่นก็คือ Kebab หรือเรียกอีกชื่อว่า Doner..เป็นโรตีม้วนเนื้อไก่ กับผัก และเครื่องปรุง ซึ่งคุณค่าอาหารครบทุกหมู่ดีกว่าฟาสต์ฟู้ดทั่วไป แถมราคาไม่แพง คือชิ้นละ 30-35 โครน (155-180 บาท) ชิ้นนึงตัดแบ่งทาน 2 คนกะลังพอดี ถ้าหิวมากๆก็คนละชิ้น ซึ่งถือว่า ถูกและดี ทั้งถูกและดีครับ :-)
.
ร้าน เคบับ หรือ โดนเน่อร์ นี่ มีทั่วไป เยอะมาก ไปไหนก็เจอ บางร้านขายทั้ง พิซซ่า และ เคบับ ด้วยครับ
.


.
ถัดมาที่ถูกเหลือเชื่ออร่อยเกินคาด ก็คือ พิซซ่า ซึ่งเราทาน 2 เจ้าด้วยกัน
.
เจ้าแรกเป็นร้านดัง Tony's Pizzeria ของหนุ่มใหญ่โทนี่ ที่อพยพมาจากอิตาลี ร้านนี้อยู่ใกล้ๆโฮสเต็ลที่เราพัก (เดินไปก็ได้ นั่งบัสก็แค่ป้ายเดียว) ซึ่งดังมาก มีลูกค้าต่อคิวรอตลอด
.
พิซซ่าของโทนี่ แป้งกรอบแบบบาง มีหน้าต่างๆให้เลือกเป็นหลายสิบ ทำสดๆร้อนๆ กัดกร้วมคำแรกก็อร่อยลืมไปเลย...หน้าไก่หรือเบคอนที่เราซื้อทาน ถาดใหญ่เพียง 68 โครน (แพงสุด แต่=350 บาท) ถูกกว่าบ้านเราอีก
.
พิซซ่าอีกเจ้าที่ถูกกว่าบ้านเราก็คือแบรนด์ Domino ซึ่งถาดใหญ่เฉพาะแป้งราคา 49 โครน บวกหน้าอีก 10 โครนเป็น 59 โครน (336 บาท) ทาน 2 คนอิ่มตื้อไปทั้งวันเลยครับ
.
สาขาที่เราซื้อทานในร้าน เชฟประจำร้านน่ารักมาก ตอนผมถามว่า "Where you from-มาจากไหน?" หมอตอบหน้าตาเฉยว่า "Thailand" เล่นเอาผมร้อง "หา" เลย ชี้ตัวเองและพูดภาษาไทยว่า "ผมมาจากเมืองไทย" แต่หมอทำหน้าเลิ่กลั่ก แล้วก็...สารภาพว่า "มาจาก เนปาล"
.
เมื่อคุยต่อ จึงทราบว่า "การบอกว่ามาจากเมืองไทย จะได้รับการยอมรับมากกว่า...เพิ่งมาจุดไต้ตำตอวันนี้เอง..ขอโทษด้วยน้า.."...ว่าแล้วก็ยกมือไหว้ประหลกๆ และ...
.
ใส่หน้าให้เรามากเป็นพิเศษ เป็นการไถ่โทษ...555 (แต่ลูกเกดที่เห็นโรยหน้านั้น เราพกติดตัวไปต่างหาก ไว้ทานตอนเดินเหนื่อยๆนะครับ)
.
KFC ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง แม้จะแพงกว่าบ้านเรา แต่ก็ไม่แพงมาก คือ ปีกไก่หรือน่องเล็ก 6 ชิ้นพร้อมเป็บซี่ เฟร้นช์ฟราย ราคา 69 โครน (356 บาท) และเราซื้อเพิ่มต่างหากอีก 3 ชิ้น 19 โครน (98 บาท) อิ่มใช้ได้ครับ
.



.
ไก่อบ อาหารประจำวันของเรา ปรกติจะซื้อจาก NETTO เป็นสะโพกกล่องละ 4 ชิ้นมั่ง น่องเล็กกล่องละครึ่งโลมั่ง ราคาประมาณ 200 บาท
.
แต่มีอยู่วันที่เราเจอร้านขายเข้าอย่างจัง ก็เลยขอลงรูปเพื่อเรียนเพื่อนๆว่า อาหารค่ำของเราส่วนใหญ่ก็จะเป็น ไก้อบ+ผักต้ม+ไข่ต้ม+ขนมปัง+โค๊ก นี่แหละครับ ...ซึ่งแสนจะซิมเปิ้ล แต่ก็.....
.
เป็นที่อิจฉามารศรีของคนอื่นๆไม่น้อย...อ้อ..เราซื้อ เคทฉับ มาใช้ด้วย (ทั้งทริปใช้ 2 ขวด 1 กก.พอดี) เพราะไม่ว่าร้าน KFC, MC, Kebab, เค้าคิดตังซองละ 1 โครนครับ
.


.
ผ่านเรื่อง "ถูกและดี" ไป คราวนี้ก็ขอแนะนำ ศูนย์อาหารที่ดังมากใน โคเปนเฮเก้น ซึ่งมี 2 แห่งด้วยกันคือ
.
1. Torvehallerne Food Market
.
ศูนย์นี้อยู่ข้างๆท่ารถบัส Nørreport Station ซึ่งอยู่ใจกลางเมืองเลยครับ
.
ศูนย์นี้ป้อบมากครับ ลูกค้าหนาแน่นทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวเลย...มีร้านค้านานาประเภท ทั้งร้านอาหารและร้านจำหน่ายเครื่องปรุงและอุปกรณ์ต่างๆครับ
.


.
ลูกค้าส่วนใหญ่นิยม Open Sandwitch-แซนด์วิชเปิดหน้า (คือแผ่นขนมปังใส่หน้าเยอะและไม่มีประกบบนอีกแผ่น) รสชาติต่างๆ คล้ายๆซูชิ แต่ชิ้นใหญ่อ่ะครับ
.
ยอดนิยมอีกอย่าง ก็คือเนื้อปลาประเภทต่างๆ โดยมี แซลม่อน เป็นพระเอกครับ
.


.
ถ้าเป็นร้านก็มีที่นั่งด้านหน้า ถ้าแบบซื้อห่อมา ก็มีที่นั่งด้านนอกกว้างขวางครับ
.


.
2. ศูนย์อาหารอีกแห่งที่เป็นไฮไล้ท์ของเมืองนี้ ที่ห้ามพลาด ก็คือ ศูนย์อาหารริมถนน-Copenhagen Street Food ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำกับ โรงละคร-Opera House ครับ
.
ที่นี่คือสวรรค์ของคนท้องถิ่นที่จะมานอนเก้าอี้ผ้าใบผึ่งแดด และทานอาหารสารพันชนิดกันครับ
.


.
อาหารมีสารพัดประเภท อยากทานอะไรไม่ขัดสนครับ
.


.
ที่นั่งด้านในมีเหลือเฟือ
.


.
ทานไปดูคลิปวิดีโอไปด้วยก็เพลินดี...ที่เห็นบนจอก็คือ รายการ The Mask Singer (น่าจะของ) เกาหลี ครับ
.


.
หรือจะทานด้านนอก ก็ได้อารมณ์ครับ เพราะอุณหภูมิเฉลี่ยใน 8 วันของเราตอนกลางวันคือ 16 องศา...ชิลล์มากครับ
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3249
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Scandinavia Trip 2017

โพสต์ #8  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 04/10/2017 11:43 am



.
Copenhagen Walk-เดินท่องโคเปนเฮเก้นกับหน้ากากนกอินทรี
.
5 ตุลาคม 2560
.
สวัสดีครับ
.
สวัสดีคนดูทั้งประเทศครับ... ขอต้อนรับเข้าสู่รายการแห่งการกระชากหน้ากาก THE MASK SINGER หน้ากากนักร้อง ซี่เซิ่น สเปเชี่ยลลลลล...
.
แหะ แหะ ขอโทษครับ เป็นเพราะคุณนายตามติดรายการนี้จนหลอนแท้ๆ เห็นเค้าขายหน้ากากยางในตลาดนัด ก็จัดการเอามาสวมศีรษะผม แล้วก็แช๊ะ แช๊ะ ซะงั้น....
.
อย่างไรก็ตาม....
.
ในเมื่ออัลบั้มนี้ จะนำเพื่อนๆไปเดินเที่ยวโคเปนเฮเก้นด้วยกันอยู่แล้ว ก็ขออนุญาตเป็น หน้ากากนกอินทรี นำหน้าพาเพื่อนๆท่องไปทั่วๆละกัน ดูสิว่า จะไปได้ไกลสักแค่ไหน ผ่านอะไร เห็นอะไรบ้างนะครับ
.
รีวิวนี้เป็นของ วันที่ 14 สิงหาคม (ที่เราเพิ่งมาถึงเมื่อคืนนี้หมาดๆ) และด้วยความที่มีเวลาตั้งอีก 7 วัน เราก็จะยังไม่นั่งรถเที่ยวไปทั่วๆอย่างที่เคยทำหรอกครับ แต่ขอ เดิน เดิน เดิน อย่างที่ตั้งใจตั้งแต่ก่อนมาก็แล้วกันนะครับ
.


.
หลับปุ๋ยด้วยความเพลียจาก Jet lag.... ตื่น 8 โมงเช้า เสร็จธุระ ทานกาแฟเรียบร้อย... 10 โมงเช้าเราก็เตรียมท่องรอบๆที่พักก่อน เพราะถามไถ่ได้ความมาแล้วว่า ซุปเปอร์ฯ Lidl อยู่ไม่ไกล....
.
ถนนสายที่ตั้งของ Hostel เป็น Red Light Area-ย่านบาร์ผู้ใหญ่ จึงมีธุรกิจคนกลางคืน (ที่นอกจากร้านอาหารนานาชาติชุกชุม) ประเภทปลุกใจเสือป่าที่ตกแต่งอย่างหะรูหะรามากหลาย เสียแต่ทำไมต้องเอาราชสีห์ (สัตว์สัญลักษณ์ของเอเซีย) มาเฝ้าหน้าประตูด้วยก็ไม่ทราบ...
.
พักเดียวก็เจอซุปเปอร์ฯ Lidl (goo.gl/n8fcC6) สำรวจแล้วก็ข้ามไปก่อน เดี๋ยวค่อยแวะกลับมาช้อปทีหลัง
.


.
ตึกข้างหน้าสวยดี ตรงทางเข้าก่อนถึงเป็นสวนสวย ทะเลสาป บรรยากาศดี มีร้านกาแฟที่ช่วงเที่ยงช่วงเย็นคงมีลูกค้าไม่น้อย
.
อ้อมมาออกอีกด้าน ถึงทราบว่า เป็น Tycho Brahe Planetarium-ท้องฟ้าจำลอง ที่มีโรงภาพยนต์ 3 มิติ IMAX ด้วย
.


.
แค่ครึ่งชั่วโมงหน่อยๆ เสื้อคลุมชักจะเป็นส่วนเกิน คุณนายขอจัดการเก็บ แล้วก็ไปต่อจนถึง Det Ny Teater หรือ The New Theatre-โรงละครใหม่  
.


.
เดินอ้อมมายังทางเข้าด้านหน้า ที่กำลังโฆษณา Musical ละครเพลงเวที เรื่อง "Annie Get Your Gun-หยิบปืนมาเร้ว.. แอนนี่" ซึ่งจะเริ่มรอบแรกในเดือนกันยายน
.
Musical เรื่องนี้ เป็นละครเพลงยอดนิยมของบรอดเวย์ในปี คศ.1946 ต่อมาถูกดัดแปลงเป็นภาพยนต์ในปี คศ.1950 ซึ่งก็คว้ารางวัลมากมาย รวมทั้งออสการ์ สาขาดนตรี ด้วย
.
เนื้อหาเป็นเรื่องราวของ แอนนี่ นักแม่นปืนสาวที่ขับเคี่ยวกับ แฟรงค์ หนุ่มนักแม่นปืนอีกคนอย่างถึงพริกถึงขิง แต่สุดท้ายก็แฮ็ปปี้เอ็นดิ้งกลายเป็นคู่รักกันไป..
.


.
นอกจากร้านอาหารไทยที่น่าจะมีมากที่สุดแล้ว ไล่ๆกันมาก็คือ ร้านอาหารเวียตนาม จีน และ ญี่ปุ่น ครับ
.


.
เดินชมร้านค้าในละแวก แล้วก็แวะซื้ออาหารที่ Lidl กลับมาทาน Brunch-อาหารเช้า+เที่ยง ในสวนด้านหลัง ก่อนจะออกเตร่อีกครั้งครับ
.


.
รอบสองนี้ เริ่มต้นที่สถานีรถไฟ ด้วยจุดประสงค์เพื่อสำรวจเส้นทางไป ท่ารถบัส ที่เราจะไปต่อ Gothenburg-เกาเทิ่นแบร์ค ในวันที่ 21 สิงหา (อีก 7 วันข้างหน้า) ซึ่งจองตั๋วไว้แล้ว
.
ใช่ครับ เวลาที่ต้องย้ายเมือง ความที่มีสัมภาระเยอะ ทำให้เราไม่ว่าจะไปไหน (จะโดยทางรถบัส รถไฟ เรือเฟอร์รี่ หรือเครื่องบิน) ต้องหาเวลาสำรวจเส้นทางไว้ล่วงหน้าเสมอว่า วิธีไหนสะดวกที่สุด ถูกที่สุด เหมาะกับศักยภาพตัวเองที่สุด.... เพราะไม่สนุกแน่ๆ ถ้าจะป้ำๆเป๋อๆ เด๋อๆด๋าๆ หลงทิศคลำทางลากกระเป๋าไปโน่นนี่นั่นอย่างน่าสมเพชตัวเองที่สุดในวันเดินทาง..
.
ถามหนุ่มน้อยชาวปากีสถานที่ตั้งโต๊ะขายซิม** (เฉพาะในโคเปนฯ ไม่ครอบคลุมที่อื่น 8 วัน 40 โครน) ถึงทางไปท่ารถบัสนานาชาติ...หมอบอกว่า ลงบันไดไปชานชาลาข้างล่าง แล้วเดินตรงไปจนสุดทาง ขึ้นบันได้อีกที ข้ามถนนแล้วเลี้ยวขวาก็ใช่เลย...โห
.
.
.
** หมายเหตุ--ที่อาคาร Trendy สุขุมวิท 13 ที่ไปทำวีซ่านั้น มีโต๊ะขายซิมที่ใช้ได้ทั้งยุโรป สแกนดิเนเวียทุกประเทศ 30 วัน ประมาณ 2,000 บาท (คนขายบอกว่า ลดได้) แต่ผมไม่ได้ซื้อครับ
.
สาเหตุที่เราพยายามหลีกเลี่ยงการซื้อซิมใช้ในต่างประเทศ (ยกเว้นที่ถูกจริงๆอย่างในใต้หวันบางทริป) เพราะตระหนักจากประสบการณ์ดีว่า.....
.
การค้นข้อมูลจากมือถือได้ตลอดเวลา ทำให้เราไม่เลือกวิธีติดต่อสอบถามผู้คน (ซึ่งเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการเดินทาง) ไป ด้วยความคุ้นเคยกับน้องชายคุณแม่ (อากู๋) มากกว่า และ.....
.
มักจะอดดูข่าวคราวทางบ้านโดยไม่จำเป็นไม่ได้ (ซึ่งถือว่าเป็นโทษมากกว่าคุณ เพราะคงไม่มีเรื่องอะไรที่สำคัญชนิดรีบด่วนแบบพลาดไม่ได้ รอดูตอนกลับที่พักจะสายไป) จนทำให้ว่อกแว่กไม่ใส่ใจเรื่องเที่ยวเฉพาะหน้าอย่างที่ควรจะเป็นอ่ะครับ
.


.
ตามนั้นเลยครับ...ไม่ได้เป็นอาคารอะไรพิเศษแบบ Bus Terminal ทั่วไปเลย... เหมือนป้ายข้างทางดีๆนี่เอง...
.
แต่รถทัวร์นานายี่ห้อก็ทะยอยกันมาให้คนขึ้นคนลงตลอด...ได้การล่ะ แต่ อือม์...ไม่ไกล ทว่า..จะมายังไงล่ะ...ต้องแท๊กซี่หรือเปล่าน้า...
.
ไม่เป็นไรครับ ยังมีเวลาที่จะสำรวจอีกหลายวัน ตอนนี้ไปท่องโคเปนฯให้เต็มที่ก่อน
.


.
ย้อนกลับทางเดิมไปหน้าสถานีรถไฟอีกที ตรงไป Exit-ทางออก ด้าน Tivoli Garden-สวนสนุกทิโวลิ...โห อยู่ใกล้แค่เอื้อมนี่เอง ผู้คนหนาตาทีเดียว
.
ถามทางเจ้าหน้าที่ตรงทางเข้าว่า ... Nyhavn-นี่ฮ่าฝ/นิ่วฮ๊าฟ หรือ New Habour-ท่าเรือใหม่ (ที่มีบ้านสวยๆหลากสีริมคลองสองฟาก ไฮไล้ท์ของเมืองนี้) ไปยังไง.... .
พี่เค้าบอกว่า .... ตรงไปทางซ้ายมือของเค้า ถึงสี่แยกเลี้ยวซ้าย แล้วตรงดิ่งไปตลอดก็เจอ...
.
"Not far-ไม่ไกลใช่มั้ย?" ผมถาม....พี่พยักหน้า พูดตามว่า "Not far-ไม่ไกลจร้า"...ขอบคุณคร้าบ...
.
เดินขนานไปกับอาคารสถานีรถไฟอันอลังการ ถึงสี่แยกที่เห็น Copenhagen Central Post Building-อาคารไปรษณีย์กลาง ทางขวามือ ก็เลี้ยวไปทางซ้ายตามคำบอก...
.
ถึงอีกสี่แยก....ซ้ายมือเป็นทางเข้าสวนสนุกทิโวลิอีกช่องทาง...
.


.
ถัดไปทางซ้ายเห็นหอนาฬิกายอดสูง คือ City Hall-ศาลากลาง.... ส่วนขวามือ เป็น Ny Carlsberg Glyptotek-พิพิธภัณฑ์ศิลป์คาลสเบิร์ค
.
ข้ามสี่แยกไปตรงๆ..... ขวามือที่เห็นเป็นเสากลมๆเรียงเป็นแถวคือ The National Museum of Denmark-พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเดนมาร์ค
.
เดินตรงต่อไป เป็นอาคารสีเหลือง คือ Thorvaldsens Museum-พิพิธภัณฑฺ์ ธอว์วาลเซน ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์อันรวบรวมผลงานของศิลปาจารย์เพียงท่านเดียว คือท่าน  Bertel Thorvaldsen ชาวเดนมาร์คที่ใช้ชีวิตและสร้างผลงานส่วนใหญ่ใน กรุงโรม ประเทศอิตาลี
.
ด้านหน้าเป็นลานกว้าง มีแอ่งน้ำตื้นๆที่มีคันกั้นเป็นลายคลื่น สะดุดตาดี
.
ถัดไปก็เป็น Christiansborg Palace-พระราชวังคริสเตียนบอร์ค ปัจจุบันคือที่ทำการรัฐสภา บ้านพักนายกรัฐมนตรี และเป็นตำหนักของพระมหากษัตริย์ พระราชินีและพระราชวงศ์ ในพระราชพิธีที่สำคัญต่างๆ
.
ด้านหน้าคืออนุสาวรีย์ของพระมหากษัตริย์ Christian IX-คริสเตียนที่ 9 ซึ่งครองราชย์ระหว่างปี คศ.1863 ถึง คศ.1906...
.
พระองค์ทรงได้รับพระฉายานามว่า "The Father-in-law of Europe-พระสสุระ (พ่อปู่-พ่อตา) แห่งยุโรป" เนื่องด้วยพระราชโอรส ราชธิดาทั้ง 6 พระองค์ ล้วนอภิเศกสมรส กับ พระราชวงศ์ของยุโรปทั้งหมด อาทิ....  
.
สมเด็จพระราชินี Margrethe II แห่ง Denmark,
สมเด็จพระราชินี  Elizabeth II แห่ง United Kingdom, พระมหากษัตริย์ Philippe แห่ง Belgium,
พระมหากษัตริย์ Harald V แห่ง Norway,  
พระมหากษัตริย์  Felipe VI แห่ง Spain และ
ดยุค Henri แห่ง Luxembourg ครับ
.

.

ยังไม่ได้เข้าไปชมข้างในหรอกนะครับ วันนี้แค่เดินชมด้านนอกก่อน
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3249
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Scandinavia Trip 2017

โพสต์ #9  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 06/10/2017 2:25 am


.
เดินทะลุออกมาอีกด้าน ... อาคารหลังคาเขียวมียอดแหลม คือ Borsgade Copenhagen (Stock Exchange) - ตลาดหลักทรัพย์แห่งโคเปนเฮเก้น ครับ
.
ถึงแล้วครับ จุดที่มีป้ายบอกทางหลากแฉก คือ Gammel Strand-ศูนย์กลางรถนำเที่ยว เรือนำเที่ยว สู่แหล่งท่องเที่ยวต่างๆในเมือง
.
จุดนี้ เป็นจุดสตาร์ททั้ง Walking Tour-ทัวร์เดินเที่ยว ทั้งฟรีและไม่ฟรี (ถึงเป็นประเภทฟรีโดยอาสาสมัคร เค้าก็หวังว่าจะต้องมีทิปให้ 5-10 ยูโรนั่นแหละครับ), Sight Seeing Bus หรือ Hop On Hop Off Bus-รถนำเที่ยว, Sight Seeing Boat-เรือนำเที่ยว...
.
หอระฆังยอดสูงที่เห็นคือ Nikolaj Kunsthal (The Nikolaj Contemporary Art Center-ศูนย์ศิลป์ร่วมสมัย นิโคลัส) ซึ่งอดีตเป็น St. Nicholas Church-โบสถ์เซ้นต์นิโคลัส ครับ
.
ที่มีอนุสาวรีย์นายทหารบนหลังม้า-Equestrian statue of Absalon อยู่ด้านหน้าคือ ถนนสายช้อปปิ้งไฮคลาสส์ เริ่มต้นจาก Højbro Plads หรือ High Bridge Square-จัตุรัส สะพานสูง ไปจนถึง ถนนคนเดิน Strøget ....ประกอบด้วยร้านค้า ร้านอาหารชั้นนำระดับนานาชาติต่างๆ
.

.
อยากได้แบรนด์อะไรที่เงินอย่างเดียวซื้อไม่ได้ มาที่นี่เป็นมีหมดมีครบ รวมทั้งร้านอาหารเครือข่ายดังๆของโลกด้วยครับ
.

.
มาที่นี่ พลาดไม่ได้ที่ต้องขอสัมผัสร้านของหวานชื่อก้องโลก Royal Smushi Cafe....
.
เสียดายนิดหน่อยครับ ที่ที่นั่งเต็มหมด ทำได้แค่ซึมซับบรรยากาศ และยืนนับว่า ได้รางวัล มิชลิน กี่รอบ แล้วก็ แล้วก็.....
.
เก็บลิ้นไว้รอ ขนมหวานตลาดนางเลิ้งเมื่อกลับบ้านแล้วอ่ะครับ อิอิ
.

.
เดินชมห้างต่างๆไปเรื่อยๆ...
.

.
แวะพิพิธภัณฑ์ Guinness World Records Museum...ถ่ายรูปกับหุ่นเจ้าของสถิติโลกที่เค้าตั้งโชว์หน่อย....
.

.
ทะลุมาถึงถนนใหญ่ริมน้ำอีกด้าน เห็นตัวอักษร Nyhavn บนแผงบอร์ดสีเขียวที่ล้อมรอบพื้นที่ก่อสร้างอะไรซักอย่าง  ก็โล่งใจว่า... ในที่สุดก็มาถึงจุดหมายที่ตามหาเสียที
.
ตลาดนัดนี้ คงจัดให้สำหรับผู้ที่ถูกโยกย้ายออกมาจากพื้นที่เดิมเป็นการชั่วคราว
.
ผ่านร้านค้าที่มีหน้ากากยางรูปสัตว์ต่างๆ คุณนายเลยขออนุญาตคนขาย หยิบหน้ากากนกอินทรีให้ผมสวมและกดแช๊ะตามมา 2-3 แช๊ะ...เล่นเอาผมหูฝาดกลายๆเสมือนหนึ่ง มีเสียงของ กันต์ กันตถาวร สั่งมากระทบโสตประสาทว่า..."หน้ากากนกอินทรี ถอดหน้ากากครับ...."
.
แต่ ตอนเอาออกจริงๆ ไม่ยักได้ยินเสียงร้องด้วยความเซอร์ไพร้ซ์ว่า..."โอ้ว...พี่ก้อง สหรัถนี่เอง เป็นไปได้ไง" ซักแอะแฮะ...เศร้าใจจริงๆ
.
บริเวณนี้แหละครับ ที่เรียกกันว่า Nyhavn หรือ New harbor อันหมายถึง ท่าเรือใหม่ มาตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 17 จนถึงทุกวันนี้และคงตลอดไปอีกยาวนาน... อิอิ
.

จุดนี้ เป็นท่าเรือนำเที่ยว ที่วันๆมีนักท่องเที่ยวมาล่องเรือ Canal Tour กันมากมายนับไม่ถ้วน จึงมีบริษัทที่ได้รับสัมปทานพิเศษ เพื่อเป็นบริษัทเดียวที่อนุญาตให้ใช้ทำเลนี้เป็นจุดสตาร์ท เพราะจะเห็นวิวเรือนแถวหลากสีสันทั้งสองฟากฝั่งอย่างใกล้ชิดที่สุด
.
แน่นอนครับว่า ค่าตั๋วย่อมแพงกว่าที่อื่นเป็นธรรมดา เพราะแม้จะมี Copenhagen Card ก็ต้องเสีย 50%..ส่วนรายการฟรีเมื่อมีบัตรเบ่ง Copenhagen Card นั้น ต้องไปที่ท่าอื่น คือที่ Gammel Strand-ศูนย์กลางรถนำเที่ยว เรือนำเที่ยว สู่แหล่งท่องเที่ยวต่างๆในเมือง ตรง Højbro Plads หรือ High Bridge Square-จัตุรัส สะพานสูง ที่เราผ่านมาตะกี้ครับ
.
โปรดสังเกต อาคารทางด้านขวามือนะครับว่า เค้าตกแต่งเป็นศิลปะลายพื้นสีแสดมีจุดดำๆแทรกอย่างสวยงามสะดุดตาด้วยอะไร
.


.
บริเวณนี้แหละครับ ที่สำคัญไม่แพ้ รูปปั้นเงือกน้อย-Little Mermaid เพราะหากไม่ได้รูปอาคารสารพันสีสองฟากฝั่งติดมือไปละก็ คงพูดไม่ค่อยเต็มปากเท่าไหร่ว่า ได้มาโคเปนเฮเก้นจริงๆ...อุอุ
.
เพราะฉะนั้น ต้องกดแช๊ะให้เต็มที่...555
.
ถ่ายภาพในระดับเดียวกัน หน้ามืดทุกรูปเพราะย้อนแสง ..ต้องอัญเชิญคุณนายขึ้นไปลองถ่ายจากที่สูงลงมา หน้าผมค่อยแจ่มจันทร์หน่อย...ฮิฮิ
.


.
ขึ้นจากท่าเรือมาข้างบน นั่งพักหลบแดดสักครู่ แล้วก็เดินเลี้ยวมาทางฝั่งขวา เพื่อชื่นชมเรือนแถวฝั่งตรงข้ามที่หลากสีสันกว่า...
.
ต้นทางด้านนี้ เป็นเป็นที่ตั้งของ Kunsthal Charlottenborg หรือ Charlottenborg Exhibition Hall-ศูนย์นิทรรศการพระราชตำหนักชาร์ล็อต ซึ่งเป็น Royal Danish Academy of Art-สถาบันศิลป์แห่งเดนมาร์ค ที่มีห้องสมุดศิลป์ที่ได้การกล่าวขวัญว่า สมบูรณ์แบบที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
.
เห็นแล้วนะครับว่า อาคารด้านหน้าตกแต่งด้วย เสื้อชูชีพใช้แล้ว นั่นเอง...สุดยอดครีเอถีฟครับ
.


.
เดินเลาะริมน้ำและเก็บภาพไปเรื่อยๆจนถึงสะพานข้ามคลอง...
.


.
เดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ กระทั่งถึงสะพานโค้งสวยงาม ณ จุดที่เรียกว่า Inderhavnsbroen หรือ Inner Harbor Bridge สะพานข้ามท่าเรือใหม่ ที่ใช้เวลาก่อสร้างถึง 5 ปี  ออกแบบอย่างสวยงาม และเป็นที่รู้จักกันในอีกฉายาว่า The Kissing Bridge-สะพานจุมพิต เพราะสามารถเปิดให้เรือใหญ่แล่นผ่าน และเมื่อปิดลงก็ประหนึ่งการจุมพิตกันนั่นเอง
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3249
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Scandinavia Trip 2017

โพสต์ #10  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 06/10/2017 2:28 am



.
ชมวิวรอบๆระหว่างข้ามสะพานให้อิ่มใจ
.
ด้านขวามือคือ Nordatlantens Brygge หรือ The North Atlantic House  ซึ่งเป็นที่ตั้งของ North Atlantic Cultural Center-ศูนย์วัฒนธรรมแอตแลนติกเหนือ ซึ่งมีนิทรรศการงานศิลป์แสดงเป็นประจำ
.


.
ที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ เคยเป็นที่ตั้งของ Noma Restaurant-ภัตตาคารนอมา ระดับ Michelin 2 ดาว ซึ่งได้รับการประกาศให้เป็นภัตตาคารที่ยอดเยี่ยมที่สุดของโลกจาก นิตยสาร  Restaurant Magazine อันทรงอิทธิพลของนักชิมทั้งหลาย ถึง 3 ปีซ้อนด้วยกัน ในปี คศ.2010, 2011, 2012 และหลังหลุดตำแหน่งไปเพียง 1 ปี ก็กลับมาครองแชมป์ได้อีกครั้งในปี คศ.2014
.
ชื่อ Noma ย่อมาจาก "nordisk" (Nordic-ชาวสแกนดิเนเวีย) และ "mad" (food-อาหาร) หรือ อาหารสแกนดิเนเวีย นั่นเอง
.
ภัตตาคารนี้เปิดในปี คศ.2003 .... ความสมบูรณ์แบบของอาหารชุดที่นักชิมทั่วโลกต่างจองกันข้ามเดือนข้ามปีเพื่อลิ้มลอง คือ อาหารชุดหลากหลายที่แตกต่างกันไปตามฤดู ประกอบด้วยจานเด็ดต่างๆในขนาดเล็กๆประมาณ 20 จาน สนนราคาเริ่มต้นที่คนละ ประมาณ 12,000.00 บาท และไวน์ประกอบเซ็ทอีกราวๆ 7,000.00 บาทต่างหาก...
.
พูดง่ายๆคือเตรียมสตางค์เผื่อไว้ซัก 2 หมื่น ก็อาจจะมีเศษเงินทอนให้ขึ้นรถบัสกลับบ้านนิดหน่อย 555
.
น่าเสียดายที่ เชฟ René Redzepi เจ้าของได้ตัดสินใจปิดกิจการเมื่อปลายปีที่แล้ว (2016) เพื่อเปิดใหม่ในสถานที่ที่แวดล้อมด้วยธรรมชาติในปี 2017 นี้ แต่....
.


.
ระหว่างนี้ พนักงานของ นอมา ได้รวมตัวกันเปิดภัตตาคาร
Popup Under the Bridge ชั่วคราวด้วยคุณภาพคับแก้วเช่นเดิม (ต้องจองคิวยาว และแพง เช่นเดิม อิอิ) ณ ใต้สะพาน Knippelsbrogade ใกล้ๆกับ Royal Danish Library-หอสมุดแห่งชาติ ที่เป็นสถาปัตยกรรมนำสมัยอันได้รับฉายาว่า The Black Diamond-เพชรสีนิล ครับ
.


.
ข้างๆอาคาร North Atlantic cultural center-ศูนย์วัฒนธรรมแอตแลนติกเหนือ ที่มองจากสะพานไป เป็นอาคารทันสมัย ที่ชวนให้ไปสัมผัส...
.
ยิ่งกว่านั้น เมื่อซูมกล้องไปใกล้ๆ จะเห็นภาพของครอบครัวน่ารัก ที่ลูกน้อยกำลังเล่นกับคุณพ่อที่พากันมาหย่อนใจริมน้ำ ในขณะที่คุณแม่หลับปุ๋ยอย่างสุขีข้างๆ ซึ่งดูอบอุ่นเหลือเกิน
.
ลงสะพานมา เจอของแปลกเข้าให้ก่อน เมื่ออ่านดูโปสเตอร์ด้านหน้า จึงทราบว่าเป็นงานศิลป์ชิ้นหนึ่งที่มีชื่อว่า Cosmic Space 2003-จักรวาลอวกาศ 2003 เปิดให้เข้าชมได้
.
ก่อนอื่นต้องสวมถุงผ้าคลุมรองเท้า เพื่อไม่ให้เกิดริ้วรอยบนพื้นกระจกด้านในที่ไม่ต่างจาก Kaleidoscope-ภาพลานตา ที่เราเคยเล่นกันสมัยเด็กนั่นเอง
.


.
หนุกจุงเบย....
.


.
เดินต่อมาที่อาคารทันสมัย 2 บล็อคใหญ่ที่ออกแบบได้อย่างสุดเฉี่ยว มีผู้คนมานั่งหย่อนใจ ทานอาหารด้านหน้าด้านข้างประปราย...
.
สอบถามได้ความว่า ที่นี่เป็นทั้งที่พักอาศัยมีระดับ และสำนักงานของหลายๆประเทศด้วย...
.
บริเวณนี้ เดิมทีเป็นโกดังท่าเรือเก่า (ใช่ครับ ศูนย์วัฒนธรรมแอตแลนติกเหนือ ก็เป็นโกดังเก่า) ปรับปรุงดัดแปลงให้เป็นแหล่งหย่อนใจ เช่นเดียวกับในหลายๆประเทศ อาทิ ฮาโกดาเตะ ในญี่ปุ่น หรือ เอเชียทีค ของเรานั่นเอง
.
ของเก่าเมื่อดูแลให้สะอาดตา ก็มีค่าเป็นทวีคูณเลยครับ
.


.
เรือใบ 3 เสากระโดงลำนี้ คือ The Topgallant Schooner ACTIV เป็นเรือขนถ่ายสินค้าตั้งแต่ปี คศ.1951 ที่สถาปนิกชาวเยอรมัน Volkwin Marg กับเพื่อนอีกคน ลงทุนซื้อซากมาตกแต่งใหม่โดยใช้เวลาหลายปี
.
Marg บอกว่า.....นี่คือสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจของเค้าเป็นที่สุด เพราะว่างจากภารกิจเมื่อไหร่ เค้าจะชวนญาติมิตรล่องเรือลำนี้ไปเรื่อยๆโดยมี "เสรีภาพ" เป็นจุดหมาย (ตามใจฉัน ตามสถานการณ์พาไป...คล้ายๆการออกทริปของเราเลย อิอิ)
.
เค้าบอกว่า "การนำเรือมาเทียบท่าที่นี่ เสมือนหนึ่งเป็นการหวลอดีตที่งดงามให้เป็นอมตะไปชั่วนิรันดร์กาล"
.


.
เดินจากสะพานต่อไปข้างหน้าเรื่อยๆ.... ผ่านลำน้ำที่มีผู้คนมาพายเรือคยัคอย่างสนานอารมณ์ แล้วก็มาถึงบริเวณริมน้ำที่มีผู้คนหนาแน่น
.
ฝั่งตรงข้ามคือ อาคาร Skuespilhuset/The Royal Danish Playhouse-โรงละครเดนมาร์ค แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่ง
.


.
ถัดไปเป็น Copenhagen Contemporary Art Center (CC)-ศูนย์ศิลป์ร่วมสมัยโคเปนเฮเก้น อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งด้านหน้ากำลังแสดงงานศิลป์ ผลงานของ Yoko Ono ภริยาหม้ายของ John Lennon อยู่....
.
ประสาผู้ด้อยปัญญาทางงานศิลป์ ดูแล้วผมก็ไม่เข้าใจว่า กำลังสื่อถึงอะไร ได้แต่ถอนหายใจเพราะมองเห็นสัจธรรมของชีวิตว่า .....
.
......คนเรา ขอให้ดังซะอย่าง ทำอะไรออกมา ก็มีคนชื่นชมแซ่ซร้องเสมอ...
.
แต่ถ้าเป็นฝีมือของ ชาวบ้านร้านถิ่น (ที่อาจจะทำออกมาน่าดูชมกว่านี้) หรือ ศิลปินโนเนมละก็ มีหวังโดนก่นด่า หรือถูกเทศกิจสั่งให้ขนไปทิ้งไม่ทัน...555
.


.
ยังไม่เข้าไปชมห้องแสดงผลงานต่างๆหรอกนะครับ เพราะข้างๆมีสิ่งที่น่าดึงดูดใจคนระดับเรามากกว่า นั่นก็คือ
Papirøen หรือ Street Food ที่เรียนเล่าไปแล้วในลิงค์ goo.gl/R1xmwz นี้ครับ
.
ฝั่งตรงข้าม ถัดจาก The Royal Danish Playhouse-โรงละครเดนมาร์ค คือ Opera House-โรงละครโอเปร่า ที่ออกแบบได้อลังไม่น้อย
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3249
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Scandinavia Trip 2017

โพสต์ #11  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 06/10/2017 2:30 am



.
เราตั้งใจจะเดินต่อไปจนถึง Little Mermaid-รูปปั้นเงือกน้อย แต่ตอนนี้ หลงทางเข้ามาคนละฟากฝั่งของแม่น้ำเสียแล้ว...ทำไงดี?
.
สอบถามผู้คนแถวนั้น เค้าบอกว่า "ก็ต้องเดินกลับไปลูกเดียว แล้วค่อยตั้งต้นจาก Nyhavn ไปใหม่"
.
โห...แค่คิด เท้าทั้ง 4 ข้างก็ประท้วงจะไม่ยอมก้าวเอาเสียดื้อๆตั้งแต่ตอนนี้แล้ว...
.
"...หรืออีกวิธีคือ เดินต่อไปหน่อย แล้วนั่งเฟอร์รี่ข้ามฟากไป" เค้าคงเห็นท่าทางกระอักกระอ่วนของเราสองแล้วอดสงสารไม่ได้
.
ฟังเหมือนดี แต่ไม่ดีหรอกครับ เพราะวันนี้ยังไม่คิดที่จะขึ้นรถลงเรือใดๆทั้งนั้น เพราะยังไม่อยากจ่ายค่าตั๋ว เที่ยวละ 24 โครน (125 บาท) หรือ แบบ 24 ชั่วโมง 80 โครน (460 บาท) ไม่ว่าแบบไหนอ่ะครับ...
.
สรุปแว่...เอ๊ย สรุปว่า.... เดินย้อนกลับไปเส้นทางที่ผ่านมาก่อนแล้วกัน..เฮ่อ
.
แล้วก็มานั่งพักที่หน้า ศูนย์วัฒนธรรมแอตแลนติกเหนืออันเป็นทำเลเก่าของ Noma Restaurant-ภัตตาคารนอมา นั่นเอง
.
หมายเหตุ--โปรดสังเกตนะครับว่า น้ำขวดแบบที่บ้านเราขายขวดละ 10 บาทนั้น ที่นี่ราคาปรกติขวดละ 15 โครน (78 บาท) แต่เจ้านี้ขายดีกว่าเพื่อน คือ แค่ขวดละ 10 โครน (52 บาท)....ซึ่งข้าพเจ้า งุนงง เป็นอย่างยิ่ง เพราะน้ำประปาตรงไหน ก็ล้วนแต่ดื่มได้ทั้งนั้น ทำไมต้องเสียตังซื้อด้วย...
.
อ้อ..เข้าใจแล้ว..... 10-15 โครนในความคิดของพวกเค้าก็เท่ากับ 10-15 บาทของเรานั่นเอง ไงล่ะครับ
.


.
ลงสะพานจุมพิตมา ไม่ตรงไป Nyhavn ล่ะครับ ขอกลับที่พักดีกว่า เพราะตอนนี้ อีก 5 นาทีก็ 5 โมงเย็นเข้าไปแล้ว ...เลี้ยวซ้ายตัดไปทางนี้ละกัน น่าจะคู่ขนานกับเส้นทางขามาตอนเที่ยงๆ..
.
เส้่นทางริมน้ำชิลล์มากๆครับ ทอดน่องได้เรื่อยๆ เหนื่อยก็นั่งพัก
.


.
เห็นเค้าพาเด็กๆมาวิ่งเล่น ปีนโน่นป่ายนี่แล้ว สัมผัสได้เลยครับว่า คนที่นี่ใช้ชีวิตแบบสบายๆจริงๆ (มีลูกปุ๊บ คุณแม่ทั้งหลายก็เลิกทำงาน รับจ๊อบเป็นแม่บ้านเลี้ยงลูกกับดูแลบ้านช่องเท่านั้น เพราะรัฐมีสวัสดิการให้อยู่แล้ว) มีความสุขมากกว่าเราหลายเท่านัก
.
ที่น่าทึ่งอีกอย่างก็คือ ฝาปิดท่อที่เป็นตะแกรงอย่างที่เห็นนั้น ทำด้วยยาง สามารถให้เด็กกระโดดจัมพ์เล่นได้ครับ
.
5555...ไม่ยอมเสียชื่ออยู่แล้วเรา...หลงทางจนได้ ต้องถามไถ่ผู้คนไปตลอดทางว่า "สถานีรถไฟไปทางไหน?"
.
คนฟังได้ยินแล้วก็ส่ายหน้าบอกว่า "ไกลมากนะคุณ เดินเกือบชั่วโมงเชียว...เดี๋ยวคุณเดินตรงไปจนถึงตลาดหลักทรัพย์ที่เป็นยอดแหลมๆโน่น แล้วค่อยถามคนข้างหน้าเอาละกันน้า....ฮิฮิ"
.
ทำไงได้ ทางออกที่ดีก็คือ ตกกระไดพลอยโจน ค่อยๆจรลีมาจนถึง ตลาดหลักทรัพย์ที่ดูรูปลักษณ์อันทะมึนโบราณแล้ว ไม่อยากเชื่อเลยครับ ข้างในอาคารจะเป็นเรื่องของธุรกรรมที่ต้องใช้เทคโนโลยี่ล้วนๆ...
.


.
ข้ามสี่แยกไปทาง Christiansborg Slotsplads หรือ Christiansborg Palace Square-จัตุรัสพระราชวังคริสเตียน ซึ่งเป็นสถานที่ พอฤกษ์งามยามดี ก็จะผู้คนมารวมตัวกันแสดงออกทางการเมืองเป็นครั้งคราว (ไม่ทราบว่า พกขวดน้ำมันเบ็นซินมาด้วยอย่างสงบอหิงสาหรือเปล่า อุอุ) ...คง ประมาณลานพระรูปทรงม้าหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมของเรานั่นแหละครับ
.
ผ่าน Thorvaldsens Museum-พิพิธภัณฑฺ์ ธอว์วาลเซน...
......The National Museum of Denmark-พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเดนมาร์ค....
.


.
แล้วก็มานั่งหอบที่หน้าสถานีรถไฟ เมียงมองสวนสนุกทิโวลิที่อยู่ตรงข้าม...
.
ไม่น่าเชื่อนะครับว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ก็มีเครื่องเล่นที่น่าหวาดเสียวอย่างที่เห็นนี้ และยืนยงคงกะพันยังได้รับความนิยมมากระทั่งปัจจุบัน
.
เดินอ้อมไปเข้าหลังสถานีรถไฟอีกทาง มาโผล่ที่แถวร้านโทนี่พิซซาเรีย....ที่ตรงหัวมุมเป็นร้านอาหารไทย Thai Corner กำลังโฆษณาชุดโปรโมชั่น ต้มข่าไก่-เปาะเปี้ย-แกงพะแนงไก่ 3 อย่างทั้งเช็ตแค่ 159 โครน (820 บาท) ถูกมากเลย...เอื๊อก...
.


.
ช่วงทอดน่อง (ที่ใกล้จะหลุดจากหัวเข่า) กลับที่พัก ..พลันได้ยินเสียงปี่เสียงกลองครึกครื้นผสมผสานกับเสียงไชโยโห่ร้อง อันแสนจะคุ้นหู...
.
โห ...หาใช่ใครอื่นไม่.....แขกอินเดียที่ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่นี่ เค้ากำลังฉลองมงคลสมรสตามวัฒนธรรมของเค้า ขณะรถเจ้าบ่าวมารับเจ้าสาวจากสถานที่ประกอบพิธี...
.
สนุกสนานกันเต็มที่ ไม่ต่างจากในหนังแขกเลย...ปล่อยฟีลลิ่งกันเต็มสตรีมแบบไม่มีเกรงใจเพื่อนบ้านเลย...ร้ายจริงๆ.... ฮัดช่า
.


.
ถึงที่พักประมาณทุ่มครึ่ง...
.
สรุป ไปไม่ได้ไกลเท่าไหร่ แต่ก็ผ่านแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆมาไม่น้อย ทำให้จับทิศทางได้ถูกว่าอะไรอยู่ตรงไหนอย่างไร...
.
ถ้าดูตาม Google Map เส้นทางวันนี้ก็เริ่มจากจุด 1 ไป จุด 2 แล้วย้อนทางเดิมกลับมาที่พักเพื่อทาน Brunch
.
จากนั้น จากที่พัก จุด 3 ไปสู่ จุดที่ 4 ซึ่งยังไกลจาก Little Mermaid-รูปปั้นเงือกน้อยอีกโข แล้วก็ย้อนกลับทางคู่ขนานกับขาไป โดยใช้เวลา เกือบ 9 ชั่วโมง (หักทานอาหารช่วงเที่ยงประมาณ ครึ่งชั่วโมงแล้ว)...แฮ่กๆๆ
.
รักกันจริง ห้ามถาม หน้ากากนกอินทรี ที่ปีกทั้งสอง ลู่จนแทบหัก ว่า "เหนื่อยไหม" นะครับ ขอบอก..ฮึ่ม
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3249
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Scandinavia Trip 2017

โพสต์ #12  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 11/10/2017 5:45 am


.
With a Copenhagen Card in Hand--บัตรเบ่ง..เจ๋งจุงเบย
.
14 ตุลาคม 2560
.
สวัสดีครับ
.
เดินท่อมๆชมเมือง จนขาลากไปวันเต็มๆ goo.gl/y8bxms .....ได้ตกผลึกภูมิศาสตร์และข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวพอสมควร  เราก็ตัดสินใจได้แล้วว่า...
.
บัตรเอนกประสงค์ Copenhagen Card เป็นสิ่งที่สมควรลงทุนซื้อมาใช้อย่างยิ่ง เพราะแค่จิ้มๆดูว่ามีที่ไหนบ้างที่เราสนใจอยากเข้าชมและแต่ละแห่งค่าเข้าปรกติตกคนละเท่าไหร่ เพียงไม่กี่ที่ ก็ดูเหมือนจะเกินค่าบัตรแล้ว
.
ความที่เรายังมีเวลาอยู่อีก 6 วันเต็มๆ จึงเป็นการง่ายมาก ที่เราจะเลือกแบบแพงสุดแต่คุ้มสุด คือ แบบ 120 ชั่วโมง เสียเลย (รายละเอียดอยู่ที่ goo.gl/kEJvvx ครับ) ....น่าเสียดายที่มีมากวันแค่ระดับนี้ ถ้ามีแบบ 7 วันด้วยละก็ เราคงซื้อไปเมื่อวานนี้แล้ว...
.
เพราะซื้อวันนี้ วันที่ 15 ก็จะไปจบที่วันที่ 20 ยังขาดอีก 1 วัน เนื่องจากเราจะเดินทางออกจากเมืองนี้ เที่ยงวันที่ 21 อ่ะครับ ..... สรุป คำนวณคร่าวๆแล้วว่า ซื้อวันนี้ ต้องเริ่มใช้ซักหลัง 10 โมงขึ้นไป เพื่อที่วันที่ 20 จะได้ซื้อบัตรเดินทางแบบ 24 ชั่วโมงราคา 80 โครนอีกใบ ใช้ได้ถึงใกล้ๆเที่ยงวันที่ 21 ก็คงจะพอดี
.
สำหรับเพื่อนๆที่อยู่ในวัยกระฉับกระเฉงคล่องแคล่วไหลลื่น มีเวลาที่โคเปนฯ 4 วันขึ้นไป ส่วนตัวผมก็ยังคิดว่า ซื้อแบบ 120 ชั่วโมงนี่แหละครับ เพราะแพงกว่าแบบ 72 ชั่วโมงเพียงแค่ 1200 บาท จะได้หมดห่วงไปเลย อยากทะลุทะลวงแค่ไหน ก็ไปได้ตามใจไม่ติดขัด เพราะที่เที่ยวที่ใช้บัตรเข้าฟรีได้ มีมากล้นเกินกว่าจะเก็บหมดใน 10 วันครับ โม่ว่า...เอ๊ย...ผมว่า....(ติดลิเดีย หน้ากากซูโม่ มาเฉยเลย 555)
.

.
ก่อนออกจาก โฮสเต็ล จัดการหยิบแผนที่ที่เค้าทำแจกมาดู แล้วก็ติดมือไปไว้ใช้ระหว่างทาง เพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยวตามเส้นทางตรงกับที่ใจคิดๆไว้แล้ว
.
จากนั้น ก็มาที่สถานีรถไฟ แวะร้าน 7-11 เพื่อซื้อ บัตรเอนกประสงค์ Copenhagen Card จ่ายเงินไป 1,778 โครน (9,192 บาท) ได้คู่มือมาด้วย 2 เล่ม แต่กระเป๋าฉีกไปเกือบหมื่น ยากจนทันตาเห็นเลย แต่เมื่อคิดว่า หลังจากวันนี้ ก็จะไม่มีรายจ่ายอะไรก้อนใหญ่อีกแล้ว ยกเว้นค่าอาหาร ก็ค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อย แหะ แหะ
.
บัตร Copenhagen Card ซื้อแล้วไม่ต้อง Activate ใดๆครับ จนกว่าเราจะเริ่มใช้ ก็ค่อยเขียน วัน เดือน ปี และ ชั่วโมง นาที ลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าสตาร์ทด้วยการใช้ขึ้นรถสาธารณะ ไม่งั้นโดนตรวจเข้า ก็เป็นเรื่องครับ (แต่ถ้าจุดแรกที่ใช้ เป็นพิพิธภัณฑ์ หรือแหล่งท่องเที่ยวที่เค้าต้องสแกนบัตร ก็ยังพอมีหลักฐานมั่ง) เพราะการขึ้นรถบัส รถไฟ รถใต้ดิน ไม่มีการสแกน ขืนใช้ก่อนเป็นจุดแรกโดยไม่ได้เขียนวันเวลาไว้ ก็ต้องวัดดวงล่ะครับ
.

.
ได้บัตรแล้ว เดินกลับมายังทางออกข้างโฮสเต็ลที่เราเข้ามาตะกี้อีกที เพราะสังเกตเห็นว่า มีทางเดินไปไหนไม่ทราบทางขวามือที่มีผู้คนใช้เป็นทางลัดกัน อยากขอลองสำรวจหน่อยว่า จะนำไปสู่ที่ใดบ้าง แล้วก็โชคดีเหมือนถูกหวยครับ เพราะ...
.
แค่ถึงทางเดินขึ้นเนินไปนิดเดียว ก็ชักคุ้นๆแล้ว.... สุดท้ายก็ปรากฎว่า เป็นทางลัดไปยังท่ารถบัสนานาชาติ ที่เรามาสำรวจเมื่อวานนี้นี่เอง.....หวานเราล่ะ วันเดินทาง แค่ลากกระเป๋าขึ้นเนินมาอย่างไม่ยากเย็นอะไร แป๊บเดียวแค่ 5-10 นาทีมั้ง ก็ถึงแล้ว..
.
วันนี้เห็น รถทัวร์ของ Nettbus อีกเจ้า ที่ราคาถูกจนเราไม่กล้าเลือกตอนเสิร์ชในเว็บ...เจ็บใจชะมัด เพราะดูดีดูเท่ไก๋เก๋ใหม่เอี่ยมกว่า Swebus ที่เราจองตั๋วไว้เสียอีก...
.

.
แล้วก็จับรถบัสสาย 1A ที่มาถี่มากๆแถวนั้น เพื่อศึกษาดูว่า จะพาเราไปไหนได้บ้าง โดยกดแช๊ะแผนผังเส้นทางเดินรถใส่มือถือไว้ ขณะนั่งรถไป ก็ดูจอที่บอกว่าถึงไหน แล้วก็ไล่ตามชื่อในมือถือเพื่อสร้างความคุ้นเคย ส่วน....ถึงป้ายไหนที่สามารถต่อสายอื่นได้มั่ง....ก็ดูเอาจากแผนผังในรถเอา ซึ่งง่ายมากครับ
.
ก่อนอื่น ต้องหยิบปากกาลูกลื่นมาเขียนวันเวลาลงบัตรก่อน โดยหันไปถามคุณสุภาพสตรีข้างๆว่า "ที่นี่เค้าเรียงลำดับวันเวลาอย่างไร...วันเดือนปี หรือ ปีวันเดือน" เมื่อได้คำตอบก็ว่าตามนั้น ...
.
คุณเค้าน่ารักมาก โอภาปราศรัยแล้วยังชี้บอกสถานที่ต่างๆสองข้างทางด้วยว่า อะไรเป็นอะไร พร้อมกับย้ำว่า...  "วันนี้ท้องฟ้าเปิดสวยมาก อย่าลืมไปล่องเรือชมวิวนะคะ เพราะพรุ่งนี้มะรืนนี้มี Rain Storm-ฝนตกหนักน่ะ"
.
ก่อนเธอลงรถ ก็ขอกดแช๊ะไว้เพื่อแสดงความอภิเชษฐ์ในความมีน้ำใจไว้ ณ ที่นี่ ...
.
นั่งรถไปจนเกือบจะสุดสาย พลันคุณนายก็เห็นช่วงป้ายหนึ่ง มีร้านอาหารเยอะแยะ รวมทั้งร้าน Kebab ด้วย จึงชวนลงรถ
.
ร้านอาหารเรียงรายไปสองฟากเลยครับ รวมทั้ง "ภัตตาคารสีลม" ของบ้านเรา ก็มาเปิดสาขาที่นี่ด้วย
.
แวะร้าน เคบับ ซื้อใส่ถุงมา 2 ชิ้น 60 โครน
.
เจ้าหนู 2 คนนี้ ได้ยินผมคุยกับหนุ่มเจ้าของร้านชาวบังคลาเทศว่า เป็นคนไทย ก็รีบเสนอหน้ามาบอกว่า "เคยไปเมืองไทยกับพ่อแม่มาแล้ว..ไปเกาะสมุย เกาะพงัน เกาะพยาม..."
.
หูยยย....ไปเยอะกว่าเราอีก.... สมแล้วที่เค้าบอกว่า  เมืองไทยเป็นขวัญใจของชาวสแกนดิเนเวียจริงๆครับ
.
.
ใช่ครับ อ่านไม่ผิดและฟังถูกแล้วครับว่า
.
เมืองไทยเป็นขวัญใจของชาวสแกนดิเนเวียจริงๆ
.
เพราะจากประสบการณ์ของเรา เราไม่เคยพบเจอเลยว่าจะมีประเทศไหน ที่มีร้านอาหารไทย ร้านสะดวกซื้อไทย ซุปเปอร์มาร์เก็ตไทย และคนไทย มากเท่ากับประเทศในแถบนี้เลยครับ
.

.
และความที่ 10 ปีให้หลังมานี้ ผมชอบดูหนังต่างประเทศมากกว่าหนังฮอลลีวู้ด (ที่ดู 5 นาทีก็เดาพล็อตออก) อยู่แล้ว หนังจากประเทศย่าน สแกนดิเนเวียฯ ไม่ว่าจะเป็น เดนมาร์ค นอร์เวย์ สวีเดน ฟินแลนด์ และแม้แต่ ไอซ์แลนด์ (ที่ดูซี่รี่ย์ เรื่อง Trapped หรือ
Ófærð แล้ว หนาวจนขยาด) จึงผ่านตามามากพอสมควร ซึ่ง....
.
ส่วนใหญ่ก็ประทับใจมาก ด้วยได้รับอรรถรสที่เป็นเรื่องพื้นๆธรรมดาๆอันเป็นวิถีชีวิตของผู้คน ที่เค้าถ่ายทอดมาได้อย่างสมจริง ไม่มีการแต่งแต้มสีสันเวิ่นเว่อร์ จนซึมซับคุณลักษณะของผู้คนย่านนี้ไปโดยปริยาย
.
และเมื่อได้เดินทางมาสัมผัสของจริง ก็ตกผลึกได้รวดเร็วมากว่า คนสแกนฯแทบจะไม่ต่างจากในหนังเลย คือ ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายแบบเรื่อยๆเฉื่อยๆ มีความสุข ไร้ทุกข์ ไร้เครียด พูดน้อยเชิงสำรวมเล็กๆแบบน้ำนิ่งไหลลึก ไม่โฉ่งฉ่างเฮฮาไร้สาระเป็น น้ำหลากไหลตื้น เหมือนชนชาติอื่นๆ และที่สำคัญคือ....
.
การมีภรรยาชาวไทย แทบจะเป็นแฟชั่นของชายวัยกลางคนขึ้นไปของชาวสแกนฯเลยทีเดียว
.
หากเพื่อนๆมีเวลา สามารถชมภาพยนต์เรื่อง Teddy Bear จาก ยูทูป ได้ที่ลิงค์ goo.gl/JR98b6 ก็จะคล้อยตามผมอย่างแน่นอนครับ.....
.
Teddy Bear เป็นภาพยนต์ระดับหลายรางวัลที่เรียบง่ายแต่ประทับใจยิ่ง ของนักเพาะกายชาวเดนมาร์ค ที่เดินทางมาหาคู่ถึงพัทยาตามการแนะนำของญาติที่มีภรรยาคนไทย และได้พบกับหม้ายสาวบ้านๆที่ดูเหมือนจะเป็นเพียงคนเดียวในชีวิตที่เข้าอกเข้าใจเค้าอย่างแท้จริง
.
เสียงพูดส่วนหนึ่ง (พูดน้อยตามสไตล์) เป็นภาษาเดนมาร์ค ที่พอเดาความได้ ส่วนใหญ่เป็นอังกฤษ แต่หากอยากได้อรรถรสสมบูรณ์ ถ้าเพื่อนๆสามารถโหลดจากยูทูปมาได้ (ด้วยโปรแกรม IDM) ก็สามารถ ซิงค์ ซับไตเติ้ล ภาษาอังกฤษได้จากลิงค์ goo.gl/H7TvKa ครับ..... ถ้าไม่ได้ ก็คงต้องใช้วิธีอ่านเนื้อหาเอา ซึ่งจะเข้าใจได้ไม่ยากครับ
.

.
เข้าเรื่องเที่ยวต่อดีกว่านะครับ แหะ แหะ
.
ข้ามถนนมารอรถบัสที่ป้าย เจอเฮียมาจากใต้หวัน บอกว่า"เกษียณแล้ว และอพยพมาอยู่ที่นี่สิบกว่าปีแล้ว" ผมถามเค้าว่า "กลับใต้หวันบ่อยไหม" เฮียบอกว่า "กลับปีละ 2 ครั้ง ...ไปพบเพื่อนเก่าเอย ญาติๆเอย เพื่อเป็นการเติมสีสันให้กับชีวิต เพราะอยู่ที่นี่สบายดีก็จริง แต่ผู้คนเค้าต่างคนต่างอยู่...ไม่ค่อยสุงสิงกัน"
.
เมื่อเราบอกว่า จะไป Amalienborg Square-จัตุรัส พระราชวังอเมเลี่ยน ก็เลยได้ขึ้นรถสาย 1A คันเดียวกัน.... ผ่านมา 2 ป้าย เฮียก็บอกให้ลงได้
.
เดินมาหน่อยเดียว ก็เห็น Frederik's Church โบสถ์เฟรดริค หรือที่รู้จักกันในชื่อ Marble Church-โบสถ์หินอ่อน (ในไตเติ้ล ของซีรี่ย์ Below the Surface หรือ Gidseltagningen จะเห็นภาพ Bird's-eye view ของโบสถ์นี้แจ่มจรัสมาก) ขอผ่านไปก่อน....เดินมาฝั่งตรงข้ามเลยครับ
.
ลานกว้างด้านหน้าที่เห็น โบสถ์หินอ่อน เด่นสง่า คือ Amalienborg Square-จัตุรัส พระราชวังอเมเลี่ยน ซึ่งมีผู้คนมายืนออกันเป็นหย่อมๆแล้ว เพื่อชม พิธีสวนสนามเปลี่ยนเวรทหารรักษาพระองค์-Changing of the guard at Amalienborg ซึ่งมีทุกวัน โดยขบวนจะออกจาก Gothersgade ตั้งแต่เวลา 11.27 น. มาถึงจัตุรัสนี้ก่อนเที่ยงเล็กน้อยครับ
.
โค้งคำนับขอถ่ายภาพกับ ทหารยาม เค้ายิ้มให้แล้วผายมือบอกว่า "ต้องห่าง 2 เมตร" ได้ค่ะ ขอบคุณค่ะ
.
ใกล้เวลา เจ้าหน้าที่ต่างๆก็มาจัดการให้ผู้คนยืนล้อมเป็นวงรีกว้างใหญ่...
.

.
แล้วเราก็ได้ชื่นชมพิธีที่ยาวเกือบชั่วโมงอย่างเต็มอิ่ม เหมือนดูการแสดงคอนเสิร์ตกลางแจ้งยังไงยังงั้นครับ
.
และนี่คือช่วงวงดุริยางค์เล่นเพลง National Emblem March (ที่ประพันธ์โดย Edwin Eugene Bagley ตั้งแต่ปี คศ.1902) 1 ในหลายๆเพลง อันแสนจะคุ้นหูครับ
.

.
ยังครับ ยังไม่เข้าไปชมภายในพระราชวัง เดินทะลุออกไปทางสวน Amaliehaven บรรยากาศน่าปิกนิคยิ่งนัก
.
ทานไปชมครอบครัวน่ารักครอบครัวนี้ไป โดยเฉพาะเจ้าหนู 2 คนที่สวมแว่นดำ (แบบรีๆที่กวนทรีนเหมือนพวกอันธพาล) วิ่งไล่จับนกพิลาปตะโกนโหวกเหวกอย่างสนุก....ผมจึงหันไปบอกคุณพ่อคุณแม่ของเค้าว่า
.
"With these two guys at home, no one would dare to trouble you at all, such powerful-มีเจ้าสองคนนี้อยู่บ้าน รับรองไม่มีใครกล้ามาหาเรื่องคุณแน่นอน ดูพลังเค้าสิ..."
.
ทั้งคู่ยิ้มอย่างชอบใจ ผมถามต่อว่า "มาจากไหน?" เค้าบอกว่า "อิตาลี" ...เข้าล็อคเลย ผมต่อ...
.
"You know, I used to tell everyone 'Popolo Italiano Molto Carino' but not these two--คุณรู้ไหม ผมเที่ยวอิตาลีแล้ว มักบอกทุกคนว่า คนอิตาเลียนน่ารักมากๆ แต่ไม่ใช่เจ้าสองคนนี้นะ" พร้อมกับส่ายหน้าอย่างระอา...
.
ทั้งคู่ชอบใจมาก หัวเราะก๊ากเลย พลางบอกว่า มาจากเมืองทางเหนือแถวๆ Lake Como...
.
ผมบอกว่า "ไม่ใช่มั้ง ดูจากเจ้าสองคนนี้ น่าจะมาจากตระกูล คาร์ลิอองเน่ พวกก็อดฟาเธ่อร์มากกว่านะ"
.
คราวนี้ ทั้งคู่ขำกลิ้ง ถามว่า "คุณหมายถึงซิซิลีใช่ไหม" ผมพยักหน้า คราวนี้ฮาก๊ากตัวงอเลย...จนเจ้าสองคนอดสงสัยไม่ได้วิ่งกลับมาถามว่า หัวเราะอะไร....คนพ่อก็เลยบอกไปว่า "เค้าว่าแกทั้งคู่ท่าทางเหมือนพวกมาเฟียอ่ะ"...
.
เพียงเท่านี้ ก็สนิทกันราวเพื่อนฝูง ต่างฝ่ายต่างชวนกันไปเที่ยวบ้านเกิดตัวเองตามธรรมเนียม...นี่แหละครับ เสน่ห์ของการเดินทางท่องเที่ยวแบบบ้านๆที่เกิดขึ้นได้บ่อยมากเท่าที่เราเปิดใจ Care for others-ใส่ใจผู้อื่น ครับ
.
ทะลุไปทางริมน้ำ ที่เป็นเส้นทางน่าเดินมากๆ ผ่านอาคารสีเหลืองซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ National Gallery of Denmark - Statens Museum for Kunst หรือ พิพิธภัณฑ์ศิลป์แห่งชาติ
.
ถัดไปที่มีรูปปั้นของเดวิดอยู่ด้านหน้า ก็คือ Den Kongelige Afstobningssamling-The Royal Casting Collection ศูนย์รวมปะติมากรรมหลวง
.
อาคารสีน้ำตาลอ่อนที่ยาวเฟื้อยไปด้านหลัง คือ Government Office Energistyrelsen-สำนักงานพลังงานแห่งชาติ ครับ
.

.
อาคารสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ดูมั่นคงยิ่งใหญ่ที่เห็น เป็นอาคารสำนักงานบริษัทโฆษณาดังๆทั้งหลาย
.
โป๊ะริมน้ำเป็นท่าเรือประจำทาง Harbour Bus ซึ่งใครมี City Pass หรือตั๋วเดินทางวันละ 80 โครน สามารถใช้บริการได้ แต่ Copenhagen Card ใช้ไม่ได้ครับ
.
เรือนำเที่ยวส่วนตัวที่มีโต๊ะให้ทานอาหารหรือจิบเครื่องดื่ม อย่างที่เห็นนี้ ขายดีมากทีเดียว ทั้งๆที่คลื่นลมอันเกิดจากการสัญจรทางน้ำอย่างหนาแน่น ทำให้เรือโขยกไปตลอดทาง.... นึกไม่ออกจริงๆครับว่า อิ่มเอมหรือเท่ตรงไหนกัน...(555 องุ่นเปรี้ยวอีกแล้วเรา)
.

.
ถัดจาก Royal Pavilion-พลับพลาหลวง ไปหน่อย ก็จะเป็น St Alban's Church-โบสถ์อัลบัน อันเด่นสง่าสวยงาม ซึ่งประทับใจยิ่งเมื่อเข้าไป เพราะ....
.

.
คุณป้าสองท่านที่ดูแลวัดให้การต้อนรับพร้อมถามว่าเรามาจากประเทศใด เมื่อทราบว่าเป็นคนไทย ก็หยิบข้อมูลภาษาไทยมาให้ เล่นเอาตะลึงเล็กๆ.....
.
คงเดาออกนะครับว่า ทัวร์ไทยที่แวะมาเยือนโบสถ์นี้มีจำนวนมากเพียงไร ซึ่งก็ไม่น่าประหลาดใจหรอกครับ เพราะ...
.
ข้างๆโบสถ์อัลบัน ก็คือ แหล่งท่องเที่ยวไฮไล้ท์อีกแห่งของเมืองนี้... น้ำพุยักษ์รูปหล่อของ Norse goddess Gefjon-ราชินีเกฟิออนและพระโอรสทั้งสี่ที่แปลงร่างเป็นพระโค เพื่อเกลี่ยไถพื้นแผ่นดินจนเป็นที่ตั้งของเดนมาร์คในปัจจุบัน....โปรแกรมทัวร์ที่พลาดไม่ได้อยู่แล้ว นั่นเอง
.
เดินต่อไปเป็นสวนสวยอันมีรูปปั้นของ King Frederik IX Statue-พระเจ้าเฟรดเดอริคที่ 9 อยู่ด้านหน้า
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3249
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Scandinavia Trip 2017

โพสต์ #13  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 11/10/2017 5:55 am


.
ข้ามสะพานไป เป็นอีกด้านหนึ่งของสวน Langelinie Park นี้ ตรงกลางคือ Iver Huitfeldt Memorial-อนุสาวรีย์ที่ระลึกถึง ท่านนายพลเรือเอก Iver Huitfeldt และกองทหารกล้าของท่านที่เข้าราวีในสงคราม  Great Northern War (ปี คศ.1700-1721) อย่างห้าวหาญ
.
อาคารเรือนกระจกข้างๆคือ Langelinie Pavilloenen -อาคารที่ใช้จัดงานเลี้ยงมีระดับต่างๆ
.
ในที่สุด ก็ถึงแล้วครับ มองไปไกลๆจะเห็นฝูงชนออกันหนาแน่น เห็นรูปปั้นเล็กๆอยู่ริมน้ำ....
.
ถูกต้องแล้วครับ รูปปั้นเงือกน้อย-The Little Mermaid ที่ลือลั่นไปทั่วโลกนั่นเอง
.

.
เงือกน้อย คือ 1 ในธิดาทั้ง 5 (อายุห่างกันคนละปี) ของเจ้าสมุทร ซึ่งได้รับอนุญาตให้ขึ้นมาพ้นน้ำเมื่ออายุได้ 15 และ หลงรักเจ้าชายที่เฉลิมฉลองในพิธีราชสมภพบนเรือ  ..... เมื่อเกิดมรสุมซัดเรือแตก เธอจึงว่ายน้ำนำร่างหมดสติของเจ้าชายไปวางไว้ที่ข้างวัด กระทั่งหญิงสาวชาววังคนหนึ่งมาพบ
.
ด้วยอารมณ์รักที่ล้นอก เงือกน้อยจึงไปขอความช่วยเหลือจากแม่มด ซึ่งให้เธอดื่มยาวิเศษที่จะเปลี่ยนหางปลาเป็นสองเท้า แลกกับการที่อายุจะสั้นลง 300 ปี และได้เป็นมนุษย์หากเจ้าชายตอบรักเธอ แต่หากเจ้าชายไปสมรสกับหญิงอื่น ชีวิตเธอจะสลายเป็นฟองน้ำในทะเล
.
เธอว่ายน้ำมานั่งรอบนก้อนหินใหญ่นี้ทุกเช้าเย็นเพียงเพื่อจะได้เห็นเจ้าชายในดวงใจของเธอ แต่เจ้าชายก็มิอาจเลือกเธอเป็นคู่ได้ เพราะต้องทดแทนบุญคุณหญิงชาววังที่พระองค์เข้าใจผิดว่าเป็นผู้ช่วยชีวิตพระองค์ไว้
.
เมื่อเจ้าชายอภิเศกสมรสกับหญิงอื่น เงือกน้อยก็ต้องจบชีวิตลงตามคำสาป แต่ด้วยความดี ทำให้เธอถูกชุบชีวิตใหม่เป็นธิดาพระพาย และจุติในโลกมนุษย์ไปถึง 300 ปีก่อนจะมีชีวิตอมตะในสรวงสวรรค์
.
จากความงดงามของเทพนิยายที่ประพันธ์โดย Hans Christian Andersen สร้างแรงบันดาลใจให้ Carl Jacobsen คหบดีเจ้าของโรงกลั่นสุราและเป็นนักสะสมงานศิลป์ตัวยงของเดนมาร์ค ว่าจ้างให้ Edvard Eriksen ปะติมากรชั้นครูสร้างรูปหล่อสำริดของเงือกน้อยขึ้นมาและมอบให้เป็นสมบัติของเมืองโคเปนเฮเก้น เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม คศ.1913 นับถึงปัจจุบันก็ 104 ปีแล้วครับ
.
.
การอาสาถ่ายภาพให้หลายๆคน และความชำนาญจากการกดแช๊ะๆๆๆๆเร็วๆ ก็ทำให้เราได้ภาพ เจ้าชายรูปงาม ที่ยืนประกบเงือกน้อย และ แม่มดที่ปรุงยาให้เธอ มาหลายภาพอย่างที่เห็นนี้ (อิอิ) โดยคนที่รอต่อคิวไม่รู้สึกว่าถูกเอาเปรียบจนรำคาญอ่ะครับ
.

.
ของที่ระลึกขายดีทีเดียว ทั้งๆเป็นของโหลที่ดูออกว่าต้นทุนไม่กี่สตางค์....Impulse Buying-ซื้อเพราะอารมณ์ร่วมพาไป ยังคงศักดิ์สิทธิ์ในวิชาการขายการตลาดเสมอ
.
เดินชมสวนไปรอบๆแล้วก็ลงเนินข้ามสะพานไปยังพื้นที่สีเขียวชะอุ่มอีกฟากหนึ่ง
.

.
อาณาบริเวณนี้ คือป้อมปราการ Kastellet หรือ The Citadel ซึ่งประกอบด้วยบ้านนายทหาร... เรือนพักทหาร ...โบสถ์ ที่.....
.

.
วางผังอย่างมีประสิทธิภาพตามหลักกลยุทธ์สงครามเป็นรูปดาว 5 แฉก
.
ปัจจุบัน เปิดเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ให้ผู้คนเข้ามาชื่นชมและหย่อนใจเป็นหลัก
.

.
เป็นพื้นที่สีเขียวที่งดงาม บรรยากาศน่าอภิรมย์ เดินชมได้อย่างอิ่มเอมใจเป็นที่สุดครับ
.

.
เดินไปเรื่อยๆ ปรากฏว่า ทางออกนำไปสู่ Amalienborg Square-จัตุรัส พระราชวังอเมเลี่ยน ที่ผ่านมาเมื่อช่วงเที่ยงพอดี
.

.
งั้นขอแวะเข้าไปชม โบสถ์หินอ่อน หรือ Frederik's Church โบสถ์เฟรดริค ก่อนละกัน
.
เริ่มงานก่อสร้างในปี คศ.1749 แต่ใช้เวลาเกือบ 150 ปี จึงเสร็จสมบูรณ์ในปี คศ.1894 เนื่องจากสถาปนิกคนแรก เสียชีวิตไปก่อน ต้องหาสถาปนิกใหม่และผ่านการแก้แบบ และปัญหาเรื่องงบประมาณที่ถูกตัดหลายวาระนั่นเอง
.
โบสถ์นี้เป็นที่นิยมของคู่สมรสอย่างยิ่ง ถึงขนาดมีการจองคิวยาวเหยียด กระทั่งทุกวันศุกร์เสาร์จะได้ยินเสียงระฆังฉลองพิธีมงคลสมรสอย่างไม่ว่างเว้น
.
ช่วงซัมเม่อร์ สามารถขึ้นไปบนโดมเพื่อชมวิวรอบๆได้ตั้งแต่เวลาบ่ายโมงถึงบ่ายสามโมง (ค่าขึ้นชม 35 โครน/180 บาท)...พ้นซัมเม่อร์ไปแล้ว จะเปิดให้ขึ้นเฉพาะวันสุดสัปดาห์เท่านั้นครับ
.

.
มาต่อกันที่ Amalienborg-พระราชวังอเมเลี่ยน กันนะครับ ถ้าไม่มีบัตร Copenhagen Card ค่าเข้าชมก็คนละ 95 โครน-เกือบ 500 บาท อ่ะครับ
.
สมเด็จพระบรมราชินีนาถมาเกรเธที่ 2 ทรงเป็นสมเด็จพระราชินีนาถและเป็นพระประมุขของราชอาณาจักรเดนมาร์ก
.


.
เพื่อความถูกต้องในพระราชประวัติและราชาศัพท์ ขออนุญาตกรุณาดูรายละเอียดที่ วิกิพีเดีย ณ ลิงค์ goo.gl/SKnxvv นี้นะครับ
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3249
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Scandinavia Trip 2017

โพสต์ #14  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 11/10/2017 5:58 am






.
ห้องของพระราชทานจากการเสด็จเยือนประเทศต่างๆ
.

.
คราวนี้ ก็ได้จังหวะที่จะต้องล่องนาวาตามคำแนะนำของคุณสุภาพสตรีที่เจอบนรถบัสเมื่อเช้าว่า ท้องฟ้าเปิดอย่างวันนี้ อาจจะเป็นโอกาสเดียวที่ได้ล่องเรืออย่างอภิรมย์ เพราะพรุ่งนี้มะรืน พยากรณ์อากาศแล้วว่า ฝนกระหน่ำค่อนข้างแน่ครับ
.
ไปกันที่ ท่าเรือ ตรง Gammel Strand เพราะสามารถใช้บัตรเบ่งไปแลกตั๋วได้ (ท่าเรือตรง Nyhavn ไม่ฟรีนะครับ ได้แค่ลด 50%) ปรกติคนละ 80 โครน หรือ 415 บาทครับ
.
มีไกด์สาว บรรยายนำเที่ยวตลอดเส้นทาง 1 ชั่วโมงครึ่งครับ
.

.
บรรยากาศรื่นรมย์จริงๆครับ ผ่านแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งที่เราเดินเท้าชมมาแล้วเมื่อวาน อาทิ โรงละคร...ศูนย์อาหาร Street Food (Papirøen)...
.

.
ศูนย์กีฬาทางน้ำที่กำลังคายัคกันเพลิน....อาคารสำนักงานบริษัทโฆษณาต่างๆ....
.

.
เรือพระที่นั่ง The Royal Yacht Dannebrog....
.
และ เงือกน้อย-The Little Mermaid ที่ผู้คนหนาแน่นตลอด
.

.
The Opera House-โรงละครโอเปร่า...
.

.
ตอนเลี้ยวเข้าคลองแคบๆ ไกด์สาวบอกว่า "เตรียมตัวนะคะ คุณมีเวลาเพียง 10 วินทีเท่านั้น ที่จะถ่ายภาพ โบสถ์ Church of Our Saviour เต็มๆได้จากในเรือนี้"
.
สนุกกันใหญ่เลยครับ... และจริงด้วยครับว่า ถ้าไม่ถ่ายจากเรือ โอกาสที่ได้ภาพเต็มๆยากมาก ยิ่งไปถึงที่ ด้วยทำเลที่แออัดรอบด้าน ยิ่งไม่มีสิทธิ์เห็นเต็มๆเลยครับ
.

.
มาถึงไฮไล้ทอีกแห่ง คือ The Black Diamond--เพชรสีนิล อาคารหอสมุดที่เป็นสถาปัตยกรรมนำสมัยอันโดดเด่น
.
แล้วก็กลับมาที่ท่าเรือด้วยความอิ่มเอมใจครับ
.

.
เย็นมากแล้ว ขอปิดรายการวันนี้ด้วยการนั่งรถบัสไปสุดสายซึ่งเป็นโรงพยาบาล แล้วเปลี่ยนอีกสายมาสุดสาย ค่อยย้อนมาแวะซุปเปอร์มาร์เก็ต ที่ผ่าน คาสิโน ร้านอาหารด้วย ก่อนกลับที่พักครับ
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3249
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Scandinavia Trip 2017

โพสต์ #15  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 22/10/2017 11:03 am


.
With a Copenhagen Card in Hand Pt.II-บัตรเบ่ง..เจ๋งผุดๆ
.
22 ตุลาคม 2560
.
สวัสดีครับ
.
เราไปเที่ยวต่อกันโดยใช้ บัตรเบ่ง Copenhagen Card ในวันที่ 2-3-4 เลยครับ....
.
โดยอัลบั้มต่อไปนี้ จะเน้นรายละเอียดเฉพาะ วิธีเดินทาง และข้อมูลที่น่ารู้เท่านั้น ส่วนอื่นๆจะข้ามๆไปเพื่อไม่ให้ "...เยิ่นเย้อ..รีวิวไม่จบซักที..." นะครับ
.
2 วันแรกต่อไปนี้ คือ วันที่ 16-17 สิงหาคม เป็นการเที่ยวเขตเมืองรอบนอกที่ต้องเดินทางด้วยรถไฟ เพื่อไปชมแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญๆเป็นการเฉพาะ แต่เน้นที่ราคาค่าเข้าแพงๆก่อน เพื่อให้คุ้มเกินคุ้มด้วยครับ อิอิ
.


.
รายการแรก ในเช้าวันที่ 16 สิงหาคม ก็คือ Frederiksborg Castle หรือ ปราสาท พระราชวัง เฟรเดอริคส์ ซึ่งอยู่บนเกาะเล็กๆทางทิศเหนือของกรุงโคเปนเฮเก้น
.
พระราชวังแห่งนี้ สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 โดย King Christian 4-พระเจ้า คริสเตียนที่ 4 ในสไตล์ Dutch Renaissance แต่ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ก็ถูกเพลิงเผาผลาญไปเกือบหมดสิ้น....
.
สภาพที่เห็นในปัจจุบัน เป็นการสร้างขึ้นใหม่โดย มหาเศรษฐี J. C. Jacobsen เจ้าของโรงเบียร์ คารล์สเบิร์ค ครับ
.
ภายในมี The Museum of National History-พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ชาติ ซึ่งสะสมผลงานศิลป์อันสำคัญไว้มากมายรวมทั้งผลงานศิลป์ร่วมสมัยด้วย
.
ด้านนอกเป็นสวนอลังการสไตล์ Baroque ที่ตกแต่งขึ้นใหม่ในปี คศ.1996 นี้ครับ
.
ค่าเข้าคนละ 75 โครน บวกค่าเข้าพิพิธภัณฑ์อีก 45 โครน และแน่นอนครับว่า ใช้บัตรเบ่ง Copenhagen Card เข้าฟรีได้
.


.
การเดินทางที่สะดวกสุดคือ รถไฟ...ไปยังสถานี Hillerød ระยะทาง 37 กม.ใช้เวลาเพียง ครึ่งชั่วโมงครับ
.

.
ออกจากสถานี ฮิลเล่อร์ร็อด เดินออกขวาไปที่ท่ารถบัส เพื่อต่อรถสาย 302 ไปเพียง 4 ป้ายเท่านั้น
.
ขณะรอรถ ก็มีคนไทยเข้ามาทักทาย คือคุณยุพิน ซึ่งอยู่ที่นี่มา 20 กว่าปีแล้ว ผมเลยแซวว่า "โห อยู่นานขนาดนี้ ก็รวยตายอ่า นะสิ" แกโบกไม้โบกมือปัด บอกว่า "ไม่หรอกค่ะ" แล้วก็เล่าว่า มีลูกสาวคน ออกเรือนไปแล้ว พร้อมกับชวนว่า "เที่ยวเสร็จแวะไปเที่ยวที่บ้านนะ จะทำข้าวผัดกะเพราะให้ทาน"...น่ารักมากๆครับ
.
เดินจากป้ายรถไปไม่กี่ก้าว ก็เห็นปราสาทอยู่เบื้องหน้าแล้วครับ
.

.
ยิ่งใหญ่อลังการมาก
.

.
เชิญชมบรรยากาศภายในไปเรื่อยๆนะครับ
.






ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3249
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

ต่อไป

ย้อนกลับไปยัง งามต่างแดน

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 7 ท่าน

  • Advertisement
cron