Netherlands-Luxembourg-France-Germany Oct 18-Nov 11

รีวิวต่างประเทศ รีวิวแยกประเทศ ตั้งคำถามที่คาใจ กลเม็ดเคล็ดลับในการท่องเที่ยว

Re: Netherlands-Luxembourg-France-Germany Oct 18-Nov 11

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 23/11/2018 10:08 am

รูปภาพ
.
ถึงมาสทริชท์ ถามเจ้าหน้าที่รถไฟที่ยืนบอกทาง เค้าตอบอย่างเคยชินว่า ขึ้นลิฟท์ข้ามทางข้ามชานชาลาไปปลายทางอีกด้าน ลงล่างผ่านที่จอดรถจักรยานไปก็ถึงป้ายแล้ว
.
โปรดสังเกตนะครับว่า ป้ายจอดรถบัสส่วนใหญ่ ไม่ได้อยู่ในท่ารถแต่อย่างใด มีเพียงเสาริมทางเหมือนป้ายรถประจำทาง...ป้ายบนเสาสีเขียวคือสัญลักษณ์ของ Flixbus และบนพื้นตีเส้นและเขียนอักษรว่า BUS ชัดเจนครับ..
.
รอประมาณครึ่งชั่วโมงตามเวลา รถก็มาถึง.... คุณนายเคทยื่น QR Code ในมือถือให้คนขับแล้วขึ้นรถไปล่วงหน้า ส่วนผมรอนำสัมภาระใส่ใต้ท้องรถก่อน แล้วอีกซัก 10 นาทีเมื่อตรวจตั๋วครบทุกคนแล้ว ฟลิ๊กบัสก็เคลื่อนตัวออก....ให้เรานั่งสบายบนเก้าอี้คนละ 2 ตัวตลอดแม้จะมีผู้โดยสารขึ้นเพิ่มระหว่างทางก็ตาม
.
รูปภาพ
.
เส้นทางนี้ แวะจอดรับผู้คนและให้เข้าห้องน้ำ 2 ครั้ง ที่สถานีรถไฟ Liege ซึ่งใหญ่โตมโหฬารมาก และ สถานีรุ่นเดอะ Bushalte ของประเทศ Belgium ทั้งสองแห่ง..... แล้วประมาณ 3 ชั่วโมงให้หลัง ก็จอดในที่ที่ค่อนข้างร้าง ไม่มีวี่แววของเมืองให้เห็นอย่างที่อื่นเลย
.
คนขับยิ้มเจื่อนๆ และบอกพวกเราว่าเพิ่งมาครั้งแรก ไม่รู้เรื่องอะไรเลย และเที่ยวนี้ต้องจอดที่นี่คือ P+R Bouillon 1 (มีระบุในตารางเวลาและตั๋วข้างต้น) ในขณะที่ เที่ยวอื่นๆไปจอดที่สถานีรถไฟ Gare Centrale หรือ Central Station ในศูนย์กลางเมือง-Center เลย
.
ไหงโชคดีปานนี้เล่า ธ่อ.... ไอ้เราก็ลืมดูรายละเอียดเสียด้วย แต่ไม่เป็นไร มีเพื่อนร่วมชะตากรรมเดียวกันเยอะ อิอิ....
.
เอาละสิ คราวนี้จะเข้าเมืองได้อย่างไรล่ะ แล้ววันอาทิตย์อย่างนี้ นอกจากวิญญานสัมภเวสีแล้วหาใครให้ถามไถ่ไม่ได้เลย ทั้งหมดจึงลากสัมภาระมาที่ตึกข้างหน้าและมีป้ายรถที่นั่น บนป้ายบอกว่า รถบัสสายต่างๆจะมาเวลานั่นเวลานี่..
.
หนุ่มคนหนึ่งรีบเปิดมือถือหาข้อมูล...ส่วนผมก็เดินว่อนไปทั่ว ในที่สุดก็เจอรถบัสคันหนึ่งที่จอดอยู่และเพิ่งมีคนขับ ก็เลยถามเค้า แล้วได้ความรู้มาว่า "เดี๋ยวรอนั่งรถบัสสาย 1 ไปที่สถานีรถไฟ จากนั้นค่อยต่อสาย 9 หรือ 14 ไป Youth Hostel ของคุณ ที่ป้าย Plateau Altmunster ตามข้อมูลที่คุณมีแล้วนะ"
.
ผมถามต่อว่า "จะต้องซื้อตั๋วรถเมล์ที่ไหน...ราคาเท่าหร่...ตั่ววันมีไหม..บลาห์ บลาห์.." เค้ารีบตอบว่า "ช้าๆหน่อย..รีบถามทำไมก็ไม่ทราบ เอางี้...ตั๋วซื้อบนรถกับคนขับได้ แต่ที่ลักซ์เซมเบิร์กนี่ วันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดราชการ Public Transportation-ยานเดินทางสาธารณะ ฟรีทุกประเภท..."
.
โห...ขอบคุณเ8hาแทบไม่ทัน แล้วผมก็ดุ่ยไปที่ป้าย บอกกล่าวข้อมูลให้ทุกคนที่รออยู่รับทราบ (มีคู่สามีภรรยาชาวมะกันที่คุยกับเราบนรถตลอดตั้งแต่เมือง Bushalte ที่เค้าขึ้น) ซึ่งทุกคนต่างดีใจ .....ผมก็เลยหันไปทางพ่อหนุ่มที่ยังค้นข้อมูลบนมือถืออยู่ว่า "เป็นไงล่ะ ไม่มีอินเตอร์เน็ตอย่างเรา ก็ไม่แพ้คุณหรอกนะ" แล้วก็ตบต้นแขนเค้าเบาๆ เป็นเชิงบอกให้เค้ารู้ว่า..... ขอให้พยายามถามผู้คนเอา การพึงกูเกิ้ลก็สะดวกอยู่หรอก แต่อย่าลืมเรื่อง เรียลไทม์ และการได้มนุษยสัมพันธ์ด้วยนะ....
.
รถมาถึง ได้ที่นั่งแล้ว ก็เห็นบนจอว่า อีกสักครู่จะรถคันนี้จะไปจอดในช่อง 12 ที่สถานีรถไฟ...
.
รูปภาพ
.
จากแผนที่เส้นทางเดินรถ จะเห็นได้ว่า เราขึ้นรถสาย 1 ที่ P+R Bouiilon อักษร A ไปยังสถานีรถไฟ Central Station หรือ Gare Centrale อักษร B แล้วตรงชานชาลาที่ 2 ...ค่อยต่อรถบัสสาย 9 หรือ 14 ไปยัง Plateau Altmunster อีกทีครับ
.
ลงรถที่ป้าย Plateau Altmunster ซึ่งออกนอกเมือง ต้องข้ามถนนมาอีกฝั่งตรงป้ายที่จะเข้าในเมือง ซึ่งตรงนั้นจะเห็นทางลอดรถไฟเด่นชัด
.
ผ่านทางลอดรถไฟปุ๊บ ให้เลี้ยวขวาปั๊บ (ตามใบบอกของโฮสเต็ล) จะเจอเส้นทาง 3 แบบ คือหมายเลข 1 Road-ถนน...หมายเลข 2 Footpath-ทางเท้า ....และหมายเลข 3 ขวาสุดเป็นทางลงขรุขระ มีราวสีเขียว....
.
ซึ่งจุดนี้ ส่วนใหญ่ไปผิด คือไปตาม Footpath-ทางเท้า หมายเลข 2 เพราะในใบบอกของโฮสเต็ลเขียนว่า "...walking down the footpath rather than the road. We are the building at the bottom of the footpath-อย่าเดินตามถนน แต่ไปตามฟุตบาทแทน เราอยู่ตรงปลายทางฟุตบาทพอดี".... ไม่ทราบ นึกยังไงถึงเรียกทางขรุขระว่าฟุตบาท โดยไม่กล่าวถึงฟุตบาทที่อยู่ติดถนนเลย...
.
เมื่อลงตามทางขรุขระไปนิดเดียว ก็เจอโฮสเต็ลอยู่ประจันหน้าพอดีครับ
.
รูปภาพ
.
.
Luxembourg City Hostel หรือที่คนขับรถบัสเรียกว่า Youth Hostel เป็นอาคารที่อยู่ข้างล่างติดกับ ท่อส่งน้ำโบราณขนาดใหญ่ แบบเดียวกับที่เคยเห็นใน Segovia ประเทศสเปน และหรือ Pont du Gard ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเดินลงง่ายมาก แต่ขาขึ้นมีหอบเล็กๆจนถือเป็นทางปฎิบัติให้ออกโฮสเต็ลเข้าเมืองเพียงวันละครั้ง แต่หลังจากขึ้นบนได้แล้ว การเดินทางสบายบรื๋อเลยครับ
.
พนักงานที่ประทับใจเรามากๆ คือคนผมเกรียนชื่อ Tom ซึ่งตอนแรกผมออกรำคาญเล็กๆที่เค้าใช้เวลามาก ไม่ทำอะไรคล่องปรื๋ออย่างพนักงานรีเซฟชั่นอื่นที่เคยเจอ จนอยากติดต่อกับหนุ่มหล่อมีเครางามอีกคนที่นั่งข้างๆชื่อ Daniel แทน....
.
ต่อเมื่อภายหลัง ได้พบประสบการณ์ที่ แดเนียล พูดตะกุกตะกักแบบคนติดอ่าง ค่อยตระหนักว่า... โฮสเต็ลแห่งนี้ช่างมีน้ำใจกับคนเหล่านี้เสียเหลือเกิน จึงพลอยอดชื่นชมพวกเค้าไม่ได้เลย ที่สามารถจัดการสารพัดเรื่องและปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่ง จึงได้เป็นเพื่อนรักกันแต่นั้นมาครับ
.
เพือ่นร่วมห้องของเราน่ารักมากๆ....คนหนึ่งเป็นชาวอินโดฯที่ชื่อ Kiki ที่ทำงานที่ฮังการี่ และ Nicholas อีกคนชาวเบลเยี่ยม ที่เรียนกฤหทายระหว่างประเทศ พูดเก่งและตลกมากๆจนฮากันตลอด แล้ววันสุดท้ายก่อนเช็คเอ้าท์ เราก็เห็นเค้าแต่งตัวเสียเท่ผิดกับเมื่อวาน..... เค้าบอกว่า "ผมจะไปสัมภาษณ์งานวันนี้"
.
พวกเราจึงบอกว่า..."มิน่าล่ะถึงแต่งตัวซะแทบจำไม่ได้ ว่าแต่ อย่าไปบอกเค้าว่าพักโฮสเต็ลเสียล่ะ เดี๋ยวราคาตกหมด" ซึ่งนิโคลัสก็กลั้วหัวเราะบอกว่า "เดี๋ยวผมจะบอกว่า พัก Marriott Hotel ก็แล้วกัน แถมทานอาหารมื้อละเป็นพันด้วย" 5555
.
ไม่น่าเชื่อครับ เมื่อผ่านมาไม่ถึงครึ่งเดือน เราก็ได้แมสเส็จจากนิโคลัสว่า ได้งานเรียบร้อยแล้ว น่ายินดีจริงๆครับ
.
รูปภาพ
.
โฮสเต็ลนี้ ลดราคาให้สมาชิก Hostelling Intermnational อีก 10% และแถมอาหารเช้าบุฟเฟต์ซึ่งสุดยอดอุดม ด้วย ทำให้ประหยัดไปอีกวันละหลาบยูโรทีเดียว แถมเจ้าหน้าที่ก็น่ารักมากทุกคน ...ส่วนอาหารค่ำ เป็นแบบตามสั่งจานละ 8-9 ยูโร แต่แถมสลัดและซุปฟรีแบบคล้ายๆ ซิซเล่อร์ ซึ่งถือว่าถูกมากอร่อยมากอีกเช่นกันครับ
.
ส่วนรถเมล์ไปกลับศูนย์กลางเมือง สุดสายสถานีรถไฟ ก็มีสาย 9 และ 14 ซึ่งมาถี่มากตั้งแต่เช้าถึงเกือย 2 ยาม วันหยุดและเสาร์อาทิตย์ฟรี แต่วันธรรมดา มีตั๋ววันซื้อจากคนขับได้ วันละ 4 ยูโรเท่านั้น (ควรซื้อ เพราะแม้คนท้องถิ่นหลายคนจะบอกว่า ซื้อทำไม ไม่มีคนตรวจ และไม่ต้องแตะเลยแท้ๆ) ตั๋ววันนี้ ไม่ใช่ 24 ชั่วโมงนะครับ แต่ใช้ได้ถึง ตี 4 วันรุ่งขึ้น (ซึ่งคงมีสายอื่นวิ่งถึงเช้ามืด แต่ไม่เคยใช้) ครับ
.
รูปภาพ
.
ลักซ์เซมเบิร์ก มีรถราง 1 สาย ที่วิ่งตามสถานที่ดังๆหลายแห่ง อาทิ ห้องสมุดใหญ่...มหาลัย...สำนักงานยูเอ็น...โรงละคร....สถานีรถรางขึ้นเขา (Funicular) ... และ ซุปเปอร์ ออเชิ่น-Auchan ที่ป้าย Alphonse Weicker ครับ
.
มีตั๋ววันขึ้นฟรี และวันหยุดก็ฟรีอีกเช่นกันครับ
.
บัตรเอนกประสงค์ที่ควรมีไว้อีกชิ้นก็คือ Luxembourg Card วันละ 13 ยูโร 2 วัน 20 ยูโร ซึ่งรวมค่าเดินทาง (4 ยูโร) ไว้เรียบร้อยแล้ว เท่ากับเพิ่มขึ้นอีกนิดเดียว แต่สามารถเข้าแหล่งท่องเที่ยวต่างๆได้กว่า 60 แห่ง คุ้มยอดคุ้มเลยครับ
.
รูปภาพ
.
และนี่คือ เข็มทิศไปสู่ ที่พักที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งที่เรามีประสบการณ์มา จองผ่าน Hostelworld สามารถยกเลิกได้ก่อนวันเข้าพัก 2 วัน
.
และด้านล่างคือ...รีวิวประเมินผลจากเราที่ให้ถึง 9.7 คะแนนเต็ม 10 โดยหักค่าขึ้นทางชันวันละครั้งนิดหน่อย..... Highly Recommended ครับ
.

รูปภาพ
.
.
แผนที่ของ Luxembourg City ที่อ่านไม่ยากและมีแจกหลายที่ แล้วผมจะเรียนรายละเอียดภายหลังครับ :-)
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3464
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Netherlands-Luxembourg-France-Germany Oct 18-Nov 11

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 26/11/2018 9:21 am

รูปภาพ
รูปภาพ

.
Strasbourg, Colmar, Riquewihr - รวมข้อมูล เมืองสวยบ้านงามในถิ่นไวน์
.
26 พฤศจิกายน 2561
.
สวัสดีครับ
.
จาก ลักซ์เซมเบิร์ก เราเดินทางมาต่อที่สตราสบรู็กเลย หลังจากการเปลี่ยนโปรแกรมเล็กๆ คือ จากอูเทร็ชท์ไม่ได้ไปมาสทริชท์ก่อน เป็นแบบใช้วิธีย้อนกลับเล็กๆ เพราะจากมาสทริชท์ไปโคโลญจ์นั้น สะดวกกว่ามาก แถมจากสตราสบรู็กไปมาสทริชท์โดยข้ามลักซ์เซมเบิร์กไป ยังสะดวกสบายด้วยรถบัสเที่ยวค่ำถึงมาสทริชท์เช้าอีกต่างหาก ทำให้ได้เที่ยว สตราสบรู็กเป็นอีก 1 วันเต็ม แถมประหยัดค่าที่พักไปอีก 1 คืนโดยไม่ลำบากลำบนอะไรด้วย
.
เที่ยวยุโรป เมื่อมองไปย้อนหลังยุคที่อินเตอร์เน็ตยังไม่เฟื่องฟู จองตั๋วออนไลน์ไม่ง่ายเช่นปัจจุบัน ยุคนั้นทำให้เราต้องเสียค่าเดินทางมากทีเดียว ทั้งๆที่ไม่ค่อยรีบร้อนเท่าไหร่ มีเวลามากมายที่จะผลาญตั้งแต่ 6 โมงเช้ายัน 3-4 ทุ่มว่างั้น เพราะ...
.
ทุกวันนี้ เราสามารถเลือกเดินทางด้วยเครื่องบิน รถไฟ รถบัส เฟอร์รี่ ตามความสะดวกทั้งราคาและเวลาชนิดไม่ต้องจองล่วงหน้าเป็นเดือนๆ คือแค่ 2-4 วันล่วงหน้าแม้จะแพงขึ้นเล็กน้อย แต่เราก็สามารถปรับเปลี่ยนโปรแกรมได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อเมืองที่อยู่เที่ยวนั้น หากสนุกก็เพิ่มวันเวลาอยู่ต่อ หากไม่ได้เรื่องก็ลดจำนวนวันลงเปลี่ยนไปเที่ยวที่อื่นแทน โดยไม่มีปัญหาใดๆ
.
ยิ่งเรื่องที่พัก ยิ่ง หมูบ่ะช่อ กว่าเดิมหลายเท่า เช่น การจองไม่ว่าจาก Hostelworld ที่เมื่อก่อนต้องซื้อ Cancellation Protection ออร์เดอร์ละ 2 เหรียญดอลล่าร์เผื่อกรณีเปลี่ยนแปลง เดี๋ยวนี้ก็ไม่ต้อง ด้วยเจ้านี่หรือแม้แต่ Agoda, Booking, ต่างใช้เกณฑ์ Free Cancellation ล่วงหน้า 2-3 วันทั้งสิ้น ไม่งั้นลูกค้าหายหมด เพราะการแข่งขันสูงมากๆ โดยเฉพาะกับ Airbnb ที่เราไม่เคยใช้บริการเลย เช่นเดียวกับการเช่ารถขับในต่างประเทศ(โดยเฉพาะญี่ปุ่น) เป็นต้น
.
ก็อย่างที่เคยเรียนนั่นแหละครับว่า ที่พักของ Airbnb นั้น ไม่เหมาะสำหรับเราที่ต้องการ ดูราคาและคะแนนให้พิจารณาจองปุ๊บได้ปั๊บ...เจอเพื่อนร่วมเดินทางตามแต่จะเลือกคบ...เจ้าหน้าที่รู้เรื่องของเมืองมีให้พูดคุยสอบถามตลอดเวลา...สรรพสิ่งและอุปกรณ์ ตั้งแต่ สถานที่ รีเซฟชั่น สไตล์ ล้วนได้ติดต่อกับคนเป็นๆ และเป็นรูปแบบที่เราคุ้นเคยทั้งสิ้น....
.
ที่สำคัญ เดี๋ยวนี้ Hostel ต่างๆ แข่งขันกันมาก เรื่องพนักงานน่ารักจึงเป็นปัจจัยที่เจ้าของไม่กล้าทอดทิ้ง แม้บางส่วนจะเป็นพนักงานชั่วคราวแลกกับการพักและทานอาหารฟรีก็ตาม (สังเกตได้จากคะแนนรีวิวที่สูงกว่าเดิมเยอะ) ..เราจึงไม่เคยเจอกรณี เข้าบ้านไม่ได้ หากุญแจไม่เจอ แบบที่เคยพบตามเว็บทั่วไปเลย...
.
ส่วนเรื่องขับรถเที่ยว เราก็เข้าใจผู้ที่นิยมด้านนี้ และกลุ่มที่เดินทางมากกว่า 4 คนขึ้นไปนะครับ เพราะอย่างหลังสามารถประหยัดค่าพาสส์ ค่าตั๋วรถ มากมหาศาล แต่เผอิญไม่ต้องรสนิยม "ช้าๆ เชื่องๆ ค่อยเยื้องย่าง กดแช๊ะวันละหลายร้อย" อย่างเราเลย.... ก็ขนาดเคยขี่มอไซค์และจักรยาน ยังพลาดรูปสวยๆที่น่าจะมีตั้งแยะ เพราะขี้เกียจจอดรถขับรถกลับ และขยันเดินเป็นหลัก.....
.
ยิ่งเรื่องหาที่จอดรถ...ขับตามกฎ (อยู่เมืองไทยยังเจอท่านจราจรประจำ)...หาสถานที่ ฯลฯ ยิ่งเป็นเรื่องที่เราไม่มีความสามารถจริงๆ เพราะแค่ใช้ Public Transportations-ยานสาธารณะ ยังขึ้นผิดขึ้นถูกฝั่งตลอด แล้วก็เป็นสิ่งเลือกได้ (ยิ่งมีรถรางยิ่งเจ๋ง) จึงไม่อยากแพลนเรื่องไปยังไง...จอดรถตรงไหน...แพงหรือเปล่า... เลยจริงๆครับ
.
ส่วนเรื่องเครื่องบินภายในหรือประเทศใกล้เคียง กราบลาล่ะครับ.... เฉพาะเรื่องน้ำหนักสัมภาระหนึ่ง และเวลาก่อนหลังเดินทางหลายชั่วโมงอีกต่างหากก็ยอมแพ้แล้ว มิพักต้องห่วงเรื่องราคาค่าบินที่แพงขึ้นเป็นธรรมดา
.
ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่เคยมีแผนท่องเที่ยวชนิดละเอียดยิบสไตล์ทำแต้ม (นึกถึงเวลาจัดทำแล้วหนาวว่า เที่ยวผ่อนคลายหรือไปทำวิทยานิพนธ์กันแน่ อิอิ) เพราะมีเจ้าหน้าที่จากที่พักและ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวค่อยชี้แนะด้วยทุกที่ หากเกิดกรณีหลงทางหรือกลับไม่ถูก ชาวท้องถิ่นก็มีน้ำใจช่วยเหลืออยู่แล้ว จึงไม่เคยประสพปัญหาใดๆแม้ยังใช้ GPS ไม่เป็นก็ตาม
.
10 กว่าปีให้หลังมานี้ เราจึงใช้บริการทัวร์น้อยครั้งมากๆ ยิ่งทัวร์ตั้งแต่ออกจากเมืองไทย ขอยอมแพ้เลยครับ เพราะขนาดได้ไปฟรีกับศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเกาหลี ที่อนุโลมให้เราไป 2 คนด้วยกันเป็นกรณีพิเศษ เพิ่มวันจากที่กำหนด 4 วัน เป็น 10 กว่าวัน (ส่วนที่เหลือออกค่าใช้จ่ายเอง) ยังเหนื่อยเสียจนไม่สามารถบรรยายได้ นอนก็ไม่พอ ที่ที่อยากชมก็ไม่ได้ชม ที่ที่ไม่อยากชมก็ต้องไปซ้ำ จึงเป็นความทรมานมากกว่าสนุก และพลอยให้เราปฎิเสธ "ของฟรี" เหล่านี้เป็นนิจ ด้วยรู้ตัวว่า ในเมื่อสังขารไม่เที่ยง อย่างไรเสีย ก็ขอไปที่ที่ไม่เคยไปดีกว่า...อิอิ
.
ยิ่งการออกทริปไปกับคนอื่นในต่างประเทศ (ในประเทศไม่มีปัญหา เพราะไปใหม่ได้เรื่อยๆ) แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยครับ คือแค่เจอคำถามจากเพื่อนร่วมทางว่า...เยอะวันไปไหม... พรุ่งนี้จะไปไหน... ไปยังไง... พร้อมเล่าเรื่องเก่าซ้ำๆเป็น 10-20 รอบ... เราก็จุกแล้ว มิพักต้องพรรณนาต่อไปว่า ใครขืนไปกับเรา มีหวังเข็ดจริงๆให้ดิ้นตาย 5555
.
ก็เราเหมือนเทียนไขไส้สั้นๆแล้วนี่ครับ จึงขอทำในสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบเป็นหลัก อะไรที่สร้างความสัมพันธ์ได้มากแต่ไม่ค่อยมีสารประโยชน์ เช่นการ Happy Birthday... Happy New Year..ฯลฯ จึงไม่ค่อยและไม่เคยทำอ่ะครับ หากอีกฝ่ายเข้าใจก็ถือเป็นพระคุณและโล่งอกมาก แต่จะโกรธเราในกรณีอย่างนี้ ก็ยินดีรับกรรมครับ
.
เขียนเสียยืดยาว เพื่อเป็นการตอบคำถามค้างคาใจของเพื่อนๆทั้งที่อึกอักถามส่วนตัวบ้างและเขียนบอกกลายๆนะครับว่า หากเพื่อนๆนิยมในเรื่องที่คนทั่วไปชื่นชอบแต่บังเอิญไม่ได้รับการสนองตอบจากเรา ก็ขอได้โปรดเว้นเราไว้ซักคู่เน้อ อย่าได้ถือสาหาความให้เสียเวลาเปล่าเลยครับ ฮี่ฮี่
.
ว่าแล้ว เราก็ไปดูกันว่า เที่ยวสตราสบรู็กย่าน Alsace ควรรู้ในเรื่องใดบ้างนะครับ
.
รูปภาพ
.
พัก ลักซ์เซมเบิร์ก วันที่ 21-24 แล้วเช้าวันที่ 25 ตุลาคม เราก็ทานอาหารเช้าฟรีแต่ต้น และเช็คเอ้าท์หลัง 10 โมงเล็กน้อย....วานให้รีเซฟชั่นช่วยเรียกแท๊กซี่ให้ เพราะไม่อยากลากกระเป๋าขึ้นทางขรุขระให้ล้อเสีย (ทั้งหากขึ้นรถบัส 2 คนก็ 4 ยูโรแล้วสำหรับเที่ยวเดียว) เจ้าหน้าที่บอกว่าประมาณ 15 ยูโร
.
ภาพที่เห็น คือเจ้าหน้าที่ชายห้องอาหาร พนักงานหญิงห้องอาหาร และพนักงานทำความสะอาด ที่ดีใจมากที่เราให้เกียรติพวกเค้าต่างจากคนอื่นเสมอ
.
แป๊บเดียวแท๊กซี่ที่รู้ทางลัดดี ก็มาส่งเราที่สถานีรถไฟใกล้ๆป้ายที่ 16 ของรถบัส ค่ารถแค่ 11.40 ยูโร คุณนายเคทให้ไป 12 ยูโร เค้าขอบคุณยกใหญ่.... ยังมีเวลาเหลือเป็นชั่วโมง จึงเข้าไปนั่งรอให้ห้องพักของสถานีรถไฟก่อน ดู Thailand's Got Talents ที่อัดมาไปพลางๆ
.
รูปภาพ
.
เราไปกับ ฟลิ๊กบัส เที่ยว 11.50 เดินทาง 3.15 ชั่วโมง ค่ารถเพียงคนละ 13 ยูโรครับ
.
รูปภาพ
.
อีก 10 นาทีได้เวลา เราขยับไปที่ป้ายรถพร้อมคนอื่น พอถึงเวลา ปรากฎว่า ไม่ยักมีรถสีเขียวของ Flixbus อย่างที่เคยขึ้น แต่กลับมีคันสีเลือดหมูมาแทน พร้อมบอกว่า "สตราสบรู็กเที่ยว 11.50 น. ขึ้นคันนี้เลย" ผมหันไปดูข้างรถ เห็นแปะสติ๊กเกอร์ฟลิ๊กบัสค่อยเบาใจหน่อยและแน่ใจเมื่อเค้าตรวจ QR Code ที่ตั๋วผ่านสบายๆครับ
.
15.15 น. รถบัสเลี้ยวเข้าท่ารถของสตราสบรู็ก (เป็นป้ายรถราง Étoile Bourse ที่แปลว่า Stck Exchange-ตลาดหุ้น) ผมเข้าไปสอบถามเจ้าหน้าที่ของ Ecolines ที่มีสำนักงานที่นั่นพร้อมที่อยู่ของโรงแรมว่า "จะไปที่นั่นได้อย่างไร" เค้าบอกว่า "ขึ้นรถรางสาย A หรือ D ไปก่อน ถึง สถานีรถไฟ Gare Centrale ค่อยลงแล้วเดินต่อ..."
.
ดูแผนที่ที่ป้ายรถราง ก็ทราบว่าต้องไปอีก 5 ป้าย แล้วซื้อตั๋วบนรถได้หรือเปล่าหนอ...
.
คำตอบจากคนข้างๆคือ ต้องซื้อตั๋วที่ตู้ที่มีอยู่ข้างๆ (แทบทุกป้ายที่สำคัญ)...ผมตรงรี่ไปทันที
.
รูปภาพ
.
การซื้อตั๋วรถราง-รถบัส (ใช้ได้ทั้งคู่) มีขั้นตอนดังนี้ครับ
.
1. ดูที่ตู้ก่อน ใช้บัตรเครดิตได้ แต่ใช้ธนบัตรไม่ได้ (ผมก็เลยเข้าไปแลกเหรียญอีกทีที่สำนักงาน Ecolines แล้วมีหนุ่มใจดีที่ต่อแถวอยู่แลกให้ ขอบคุณจริงๆครับ)
.
* (รูปเครื่องหมายดาว) โปรดสังเกตว่า ปุ่มกดเพื่อเลื่อนข้อความบนจอนั้น ต้องใช้วิธีหมุนทวนเอาเหมือนเข็มนาฬิกาข้อมือนะครับ
.
2. เลือกภาษาตามสัญลัษณ์ธงก่อน
.
3. ต้องการซื้อตั๋ว-Achat หรือ เติมเงิน- Rechargement
.
4. เลือก Tickets Urbans-ตั๋วใช้ในปริมณฑล
.
5. ต้องการตั๋วแบบไหน Billet Aller Simple หมายถึงตั๋วปรกติเที่ยวเดียว 1.80 ยูโร..... แต่เราต้องการตั๋ววัน-Day Tickets ก็มีให้เลือก 2 แบบ คือ 24H Solo 4.50 ยูโร และ หากซื้อใช้สำหรับ 2-3 คน ก็แค่ 6.90 ยูโร เป็น Billet TRIO 24H Solo ครับ.....ดีจังเลย
.
6. ถ้าคนเดียว เลือกแบบ 4.50 ยูโร
.
7. ถ้า 2-3 คนเลือก 6.90 ยูโร
.
8. เลือกแล้ว เค้าจะมีรายละเอียดให้ดู ชอบใจและถูกประสงค์ก็หยอดเหรียญหรือจ่ายบัตรเครดิตเลยครับ
.
ไม่ยากเลยใช่ไหมครับ ผมทำครั้งเดียวก็เป็น ถึงขนาดบอก 2 สาวจีน ที่มา 2 คนแล้วจะซื้อตั๋ว 4.50 ยูโร 2 ใบด้วยบัตรเครดิต ให้แคนเซ่ลทิ้งแล้วเลือกใหม่ก่อนจ่ายมาซื้อแบบ 6.90 ยูโรแทน จนได้รับการค้อนแต่แรกและ เซี่ยเซี่ย ทีหลังอ่ะครับ
.
รูปภาพ
.
แผนที่เดินรถของ สตราสบรู็กดูง่ายครับ เดี๋ยวขอนุญาตรีเฟอร์ทีหลังอีกทีนะครับ ตอนนี้ชมเล่นๆไปก่อนครับว่า สะดวกโยธินต่อการไปไหนมาไหนเพียงไร
.
รูปภาพ
.
รถรางมาแล้วครับ ตอนแรกอยู่บนดิน สักพักก็มุดอุโมงค์ใต้ดินไปสถานีรถไฟเลยครับ ... 5 ป้ายชัวร์ๆ
.
ออกมาข้างนอก โห...สถานีสวยงามมากทีเดียว แจ่มกว่าสนามบินหลายแห่งนะครับผมว่า...
.
สอบถามผู้คน เค้าบอกให้เดินไป เราก็ใช้เวลาหน่อยสำหรับ 600 เมตรที่เป็นทางตรงด้านซ้ายมือ ต่อเมื่ออยู่ที่นี่แล้ว จึงทราบว่า ไปด้วยรถบัสสาย 1 ป้าย Wilson หรือ สาย 10 ไป 2 ป้ายที่ป้าย Travail ง่ายกว่ากันแยะโดยเฉพาะเมื่อมีสัมภาระครับ
.
สาย G คือ เส้นสีน้ำเงินในแผนที่ครับ อยู่แค่ป้ายแรก Wilson จากสถานีรถไฟ Gare Centrale ครับ
.
รูปภาพ
.
ถึงป้ายแรก ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับที่พักผู้โดยสาร (ซึ่งเป็นขาไปสถานีรถไฟ) เป็นป้ายโล่งๆ ....ลงรถแล้ว เดินย้อนหลังไปถนนใหญ่ เห็นตัวอักษร ES อยู่บนตึกฝั่งตรงข้าม เดินชิดซ้ายไป 1 บล็อก มองทะลุซอยแยกซ้ายมือ ก็จะเห็นโรงแรม City Residence Access 1 เป็นตึกรูปครึ่งวงกลม....ถ้าพักที่ City Residence Access 2 ให้เดินเลียบตึกไปอีก 200 เมตรก็ถึงตึกสูงที่เห็นครับ
.
โรงแรม City Residence Access 2 ยังมาถึงได้ด้วยรถบัสสาย 10 จากสถานีรถไฟ คือ 2 ป้าย ลงที่ป้าย Travail ใกล้ๆร้าน Fit Store ที่มี 4-5 คูหาด้วยกันครับ
.
รูปภาพ
.
ที่พักเป็นแบบอพาร์ตเม้นท์ มีครัวในห้องด้วย แต่ไม่มีแอร์นะครับ เพราะกลางคืนหนาวทีเดียว
.
เจ้าหน้าที่รีเซฟชั่นชื่อ พอลลีน่า น่ารักมากๆ ยิ้มทักทายและช่วยเหลือเสมอเวลาเจอ....ที่นี่รีเซฟชั่นปิด 3 ทุ่มครึ่ง ฝากกระเป๋าเลยเวลานี้ไม่ได้ ต้องไปนั่งที่ City Residence Access 1 ซึ่งเปิด 24 ชั่วโมงมีโจ๊ะเก้าอี้เยอะ มีห้องน้ำ และเครื่องดื่มจำหน่าย สามารถเสียบปลั๊กมือถือได้มากจุดครับ
.
จากโรงแรม City Residence Access 2 เดินตรงออกไปถนนใหญ่ แป๊บเดียวก็ถึงป้ายรถบัส Travail ใกล้ๆร้าน Fit Store แล้วครับ
.
รูปภาพ
.
นี่คือที่พักราคาคืนละ 1850 บาท ที่เราต่ออีก 1 คืนรวมเป็น 3 คืน โดยไม่ไปพักที่ Colmar ซึ่งนับว่าตัดสินใจถูกแล้วครับ ดังรีวิวที่เขียนให้กัย อะโกด้าด้านล่าง
.
รูปภาพ
.
สำหรับอาหารการกิน เราใช้ที่ซุปเปอร์ฯขนาดยักษ์ของ Auchan-ออเชิ่น สาขา Baggersee และที่สาขา Graffenstaden ซึ่งสามารถไปถึงได้ด้วยรถรางสาย A ...ข้าวของราคาไม่แพงเลยครับ
.
และอย่างที่เรียนแล้วนะครับว่า การทานอาหารตามร้านดีๆ นอกจากเราจะไม่ชอบ (เหมือนทานร้านดีๆในเมืองไทยที่มีทุกสไตล์) แล้ว ยังเสียเวลาโดยใช่เหตุด้วย จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเราเลยครับ :-)
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3464
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Netherlands-Luxembourg-France-Germany Oct 18-Nov 11

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 26/11/2018 9:23 am

รูปภาพ
.
.
Day Trip to Colmar and Riquewihr-บ้านสวยไปเช้าเย็นกลับ
.
30 พฤศจิกายน 2561
.
สวัสดีครับ
.
ก่อนจะว่ากันเรื่องเที่ยว Day Trip ของเราในวันนี้ ผมมีข้อสังเกตเกี่ยวกับ เมืองสวยบ้านงามในย่าน Alsace-อัลสาส อยู่ 2-3 เรื่องด้วยกันครับ คือ
.
1. สำหรับเพื่อนๆที่ติดตาม Feeds ใน Facebook บ่อยๆ ย่อมทราบดีว่า มีบริษัททัวร์ที่โฆษณาทัวร์ยุโรปเป็นหลัก จะประชาสัมพันธ์ "ทัวร์อัลสาส" ด้วยรูปบ้านสไตล์ทิวดอร์สวยๆ ริมน้ำเงียบสงบ พร้อมไม้ดอกพุ่มชะอุ่มนานาพันธุ์ มากและบ่อยเป็นอันดับหนึ่งทีเดียว แม้แต่เมืองไร้ถนนอย่าง Giethoorn-กีธฮอร์น ก็ยังมีไม่ถึงครึ่ง....
.
2. ระยะหลังๆนี้ มีการจัดเที่ยวโดยนักท่องโลกที่กลายเป็นนักจัดทัวร์โดยอัตโนมัติ อาสานำคณะเที่ยวอัลสาส มากๆเลย ซึ่งเท่าที่ติดตามดู ก็มีคุณภาพเป็นที่ชื่นชมของกลุ่มไม่น้อย จนแทบจะหรือกลายเป็นอาชีพหลักไปแล้ว ซึ่งเห็นแล้วอดดีใจแทนในพัฒนาการของพวกเค้าไม่ได้เลย......
.
หวังแต่เพียงว่า คำชื่นคำชมจากลูกทัวร์จะเป็น "กำลังใจ" ให้ "ขยันพูดดี ทำดีต่อผู้อื่นอย่างเสมอต้นเสมอปลาย" โดยไม่หลงใหลได้ปลื้มกับคำเยินยอจนเกิด Ego-ตัวตน แบบ Larger than life-ยิ่งใหญ่เกินตัว ชนิด "ฉันแน่-I'm the greatest" ท่วมตัว กระทั่ง "เขียนยกตนเอง กระหน่ำลงรูปตัวเองในทัวร์" จนกระสุนเริ่มๆด้านในที่สุดด้วยกลับตัวไม่ทันนะครับ
.
เพราะใครก็ตามที่ยอมจ่ายเงินให้เราเพิ่มเป็น "กำไร" ไม่ว่ามากหรือน้อย ก็เพราะไม่ต้องการคร่ำหาข้อมูลต่างๆเอง โดยยอม "จ้างเรา" แบบเสียสละความชอบส่วนตนเพื่อที่จะตื่นเช้า นอนดึก เดินเยอะ บ้าง.... ทานของไม่ชอบบ้าง... ไปที่ที่ไม่อยากไปบ้าง... ฯลฯ ทั้งๆที่อยากเที่ยวสบายๆสไตล์ตนเอง และต้องการผู้นำที่มี Service Minded-จิตใฝ่บริการ มากเป็นพิเศษกันทั้งนั้น น้อยหรือมากหรือเยอะแล้วแต่บุคคล เช่นเดียวกับ... นอกจากชื่นชอบแล้ว ยังมีที่ไม่ชอบ ที่อยากตำหนิ ด้วยดังที่เห็นในรีวิวบริการต่างๆ ขึ้นอยู่กับว่า จะพูดหรือไม่พูด (ที่ไม่พูดสิครับ น่ากลัว) รีวิว หรือไม่รีวิว อ่ะครับ
.
3. กลุ่มเที่ยวเองที่เจอในเว็บและพบเจอกับตัวส่วนใหญ่ จะมีเวลาเที่ยว Strasbourg และ Colmar ในเวลา 1 วันที่แพลนไว้เท่านั้น โดยทิ้ง Riquewihr, Eguishem, Kaysersberg, Selestat, Obenai ฯลฯ ที่เป็นประเภทคล้ายคลึงกัน คืออยู่ในถิ่นไวน์ ปลูกไร่ต้นองุ่นเป็นว่าเล่น ไปเสียเลย.....ในขณะที่เราให้เวลากับ Strasbourg ถึงเกือบ 3 วันเต็ม และเหลือ โคลม่าร์ และ ริคเวียร์ เพียงอีก 1 วันเต็มๆเท่านั้น...กลุ่มนี้ แน่นอนว่า มีเวลาไม่มากพอ...
4. กลุ่มที่ท่องไปเกือบทั่วย่านอัลสาส คือขับรถไปเอง ค่อยๆตะลอนๆไปทีละจุดละจุด เหมือนกับการขับรถไปเที่ยว บางปะอิน... บ้านผักไห่... ตลาดโก้งโค้ง.. สารพัดวัดอยุธยา....ทานก๋วยเตี๋ยวไก่วัดเจ้าเจ็ดใน... อ่างทอง... วิเศษไชยชาญ.... ซื้อหมูทบ ขนมเปี้ยที่สิงห์บุรี...ฯลฯ ได้ตามใจชอบ ซึ่ง.....
.
เราในฐานะคนเดินทางด้วย Public Transportation-ยานพาหนะสาธารณะ มิอาจทำได้หนึ่ง และความที่ผ่านไร่องุ่นมาแยะ (ทั้ง Vevey ที่ Switzerland มาแล้วด้วย) อีกหนึ่ง ก็จึงสรุปเข้าข้างตัวเองว่า "ทุกที่ เกือบทั้งหมดคงจะเหมือนๆกันแหละน่า ไม่มีอะไรแปลก..." ทั้งๆที่กำหนดในใจว่า "วันข้างหน้า นักท่องเที่ยวเยอะขึ้น คงมีรถวิ่งเยอะ และไปได้หลายแห่งในวันเดียวกันแน่ ถ้าไม่เด๊ดสะมอเร่เสียก่อน..." 55555
.
ผ่านเรื่องที่คิดค้างไว้เพียงเท่านี้ก่อน ว่าแล้ว..เราก็ตะลุยเที่ยว "ริคเวียร์ ไข่มุกงามในฝรั่งเศส-Riquewihr: The Pearl of France" และ "โคลม่าร์ เมืองดุจเทพนิยาย-Colmar: The Fairlytale Village in Alsace" ใน 1 วันจาก สตราสบรู็ก ด้วยกันดังต่อไปนี้นะครับ
.
รูปภาพ
.
ดูจากแผนที่นี้ เพื่อนๆคงทราบแล้วนะครับว่า ย่านอัลสาส มิได้มีเพียงไร่องุ่น และไวน์มีชื่อ (ที่ผมไม่มีความรู้เลยแม้แต่น้อย เพราะงด Vino มาตั้งแต่กลับจากอิตาลี และ เวียตนามใต้ ที่เคยดื่มทุกวันๆละเกินขวดมาแล้ว จนน้ำหนักกระฉูด) เท่านั้น ยังมีหมู่บ้านสวยๆ ทิวทัศน์งามๆประกอบอีกต่างหาก
.
แต่การจะเยี่ยมเยียนให้ครบทุกแห่งหรือแม้แต่เพียงบางส่วน หากไม่ขับรถเองและมีเวลามากๆเพื่อเที่ยวแบบเจาะลึกละก็ สู้จับวางไว้บนหิ้งรอวันไปซ้ำในอนาคตแบบเราน่าจะเหมาะกว่าครับ อิอิ
.
รูปภาพ
.
จากสตราสบรู็ก ไปยัง โคลมาร์ มีทั้งรถบัสและรถไฟ ซึ่งรถบัสราคาถูกกว่าเป็นครึ่งโดยใช้เวลาต่างกันแค่ 20 นาทีโดยประมาณ แต่ไปรถไฟสะดวกกว่า เพราะการจองในเว็บแบบออน์ไลน์ แม้จะไปด้วยรถเร็ว TGV ที่ใช้เวลาแค่ 25 นาที แต่จะกลับเร็วกว่าเวลาที่จองเที่ยวกลับไว้ โดยรถธรรมดา Ter ที่มีชั่วโมงละหลายขบวน ใช้เวลา 40 กว่านาทีขบวนไหนก็ได้...... ราคาที่เราจ่ายไป 2 คน 18 ยูโร จึงถือได้ว่า ถูกมากทีเดียวครับ
.
รูปภาพ
.
เช้าวันที่ 27 ตุลาคม 2561 เรามาถึงสถานีรถไฟก่อน 9 โมงเช้าเล็กน้อย ดูป้ายสีน้ำเงินสำหรับรถที่จะไป (สีเขียวคือรถที่มาและจะมา) ยังมีเวลาอีกพอสมควร จึงใช้ลิฟต์แทนบันไดเลื่อนอย่างสบายๆ ไปยืนรอที่ชานชาลา ได้เห็นรถไฟไฮสปีดจุมพิตกันแบบเดียวกับ ชิงคันเซ็น ที่ ญี่ปุ่น เลยครับ
.
แป๊บเดียวก็ถึง Colmar....เดินตามผู้คนลงอุโมงค์ไปโผล่ที่สถานีด้านหน้า
.
รูปภาพ
.
คราวนี้ ก็ถึงเวลาหาทางไปหมู่บ้านต่างๆประดามี ซึ่งข้อมูลในเว็บนั้น ไม่มีที่ใดฟันธงได้เลยว่า จะมีรถไปกลับที่ใดหรือเปล่า.... บ้างก็เกริ่นแต่เพียงว่า ไปด้วยรถบัสสาย 106 แต่จะมีหรือไม่มีในช่วงไหนก็ไม่ทราบและไม่ยืนยัน...
.
ในเมื่อ อินเตอร์เน็ตช่วยอะไรเราไม่ได้เลย วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือ ไปถามผู้คนเอาดาบหน้านี่แหละครับ โดยไม่หวั่นแม้วันมามาก เพราะตั้งใจเป็นประจำแล้วว่า 隨機行事-สุยจีสิงซื่อ-Play it by ear หรือ จัดการตามสถานการณ์ คือ ได้ไปก็ไป ไม่ได้ไปก็ที่ยวแค่ โคลมาร์ นี่แหละ ไงๆก็มาถึงและทราบว่ากลับยังไงแล้ว อิอิอิ
.
ถามเจ้าหน้าที่ในสถานีรถไฟแล้ว เค้าบอกว่าสำนักงาน Tourist Infromation ในสถานีไม่มี ต้องไปที่ Center ซึ่งออกจากตัวสถานีไปอยู่ด้านซ้ายมือ ซึ่งเป็นการบอกเพียงคร่าวๆ แต่เราก็หลงเชื่อ กระทั่งออกมาแล้วถึงพบว่าไม่เจออะไรที่ประพิมประพายเลย....
.
รูปภาพ
.
แต่อาคารที่ประจักษ์อยู่ตรงหน้า คือโรงแรม Best Western....อย่ากระนั้นเลย หาที่เข้าห้องน้ำแบบไม่ต้องเสียสตางค์กันดีกว่า...
.
ไม่น่าเชื่อครับว่า เราจะดวงดีกว่านั้นอีก........
.
เพราะคุณสุภาพสตรีที่นั่งตรงเคาน์เตอร์รีเซฟชั่นข้างหน้าประตู นอกจากไม่ห้ามมิให้ใครไปใช้ห้องน้ำด้านในอย่างที่เคยเจอแล้ว เมื่อผมสอบถามข้อมูลต่างๆ เธอยังให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดีอีกต่างหาก..... โดยหยิบเอกสารออกมาให้ดูแผ่นนึง พร้อมขีดฆ่าส่วนที่ใช้ไม่ได้ออกให้เรา จนเรากระจ่างว่า....
.
ขึ้นรถบัสสาย 106 ไปตอน 11.10 น. แล้ว หากเที่ยวเฉพาะ ริคเวียร์ สามารถกลับมา โคลมาร์ ได้ในตอน 13.15 น. เพราะขาไปและขากลับใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ....ซึ่งก็ตรงกับใจเราที่อยากเที่ยว โคลมาร์ เยอะๆพอดี
.
เข้าห้องน้ำเรียบร้อย ออกมาหน้าโรงแรม เจอรถบัสจอดอยู่พอดี จึงขึ้นไปถาม...
.
เจ๊สาวใหญ่คนขับ ยิ้มตอบว่า "สาย 106 ต้องไปที่ท่ารถข้างๆ (ขวามือตอนออกสถานีมา) โน่น แต่ต้องรอจนกระทั่ง 11 โมงกว่าแน่ะคุณ"
.
ขอบคุณมากครับ แค่รู้ว่าได้ไป ก็ชื่นใจหาที่เปรียบมิได้แล้ว ส่วนเวลาที่มี ก็ขอเที่ยวศูนย์กลางเมือง-Center ของโคลมาร์ก่อนก็แล้วกัน 5555
.
โปรดสังเกตนะครับว่า ท่ารถบัสอยู่ด้านขวามือของสถานี.... มีหลายจุด.... แต่จุดหนึ่งตรงตึก Gare Bleyle Parc de Stationnement-ที่จอดรถของการรถไฟ จะมีป้ายรถบัสสาย 106 อยู่ พร้อมตารางเดินรถ 2 แผ่นขาไปและขากลับดังนี้ครับ
.
รูปภาพ
.
จากโคลมาร์ ไป ริคเวียร์นั้น บังเอิญช่วงนี้เป็นช่วงโรงเรียนปิดเทอม ตารางส่วนที่เป็น Scol หรือสำรับโรงเรียน จึงถูกขีดฆ่าโดยเจ๊โรงแรม เบสท์เวสเทิร์น ไปตามเส้นสีแดงที่ผมขีดไว้ ....... เพราะฉะนั้น หากพลาดจากเที่ยว 11.10 น. แล้วละก็ ต้องรอไปอีก 1 ชั่วโมง คือรอบ 12.10 น. ซึ่งน่าจะไม่เหลือเวลาให้ทำอะไรมาก (เว้นแต่จะกลับรอบเย็นๆเท่านั้น) และไม่ได้เที่ยวเมืองนี้แน่นอน...
.
ส่วนอีก 2 รอบที่มีแต่เช้าคือ 7.00 น. และ 7.40 น. นั้น ถึงสถานที่ต่างๆเช้าเกินไป คงไม่มีแหล่งท่องเที่ยวที่ใดเปิด เพราะกว่าคนยุโรปจะสตาร์ททำงานการกันก็จะ 10 โมงไปแล้วโน่นแหละครับ
.
รูปภาพ
.
ขากลับจากริคเวียร์ มาโคลมาร์นั้น ก็เช่นกันครับ ถ้าพลาดเที่ยว 13.15 น.แล้วละก็ ต้องกลับ 18.04 น.เลยทีเดียว...จ๊ากกกก
.
ส่วนเพื่อนๆที่จะไปที่อื่นๆด้วยตามตาราง ก็กรุณาตรวจดูเอาเองนะครับ....สำหรับเรา ขอเรียนว่า จากประสบการณ์ เวลาที่เค้ามีให้เราสำหรับริคเวียร์ ตั้งแต่ 11.40 ที่รถถึงที่นั่น จนกลับ 13.15 น. นั้น เหลือเฟือเกินพอสำหรับคนชักช้ากระย่องกระแย่งอย่างเราเต็มทนแล้วครับ
.
รูปภาพ
.
ในเมื่อมีเวลาเป็นชั่วโมง เราก็เลยย่ามใจเที่ยวบริเวณรอบๆเสียก่อน โดยไปที่อาคาร Cour d'appel de Colmar-Court of Appeal of Colmar-ศาลอุทธรณ์ ซึ่งใช้เวลาก่อสร้างถึง 4 ปีตั้งแต่ปี คศ.1902 ครู่หนึ่ง และ.......
.
Parc du Château d'eau-Water Castle Park-ปราสาทกลางน้ำ (ที่สร้างขึ้นในปี คศ. 1884 มีไร่องุ่นเพื่อการทดลองอยู่ด้วย) อยู่ใกล้ๆ.... แบบแว่บๆก่อนเพราะฝนตกพรำๆครับ
.
รูปภาพ
.
จากนั้น จึงเดินกลับย้อนไปเลี้ยวขวา เข้าสู่เส้นทางไป Center โดยการถามทางไปตลอด ไม่เว้นแม้แต่ คณะที่ออกมาดื่มกาแฟหน้าร้าน และสาวนักท่องเที่ยวฝรั่งเศสปารีสที่พูดอังกฤษได้น้อย แต่ถือแผนที่ติดมือมา.... โดยต่างบอกว่า "ตรงไปข้างหน้าเลย...."
.
กว่า 10 นาทีเชียวครับ เราจึงเห็นศูนย์กลางเมืองอยู่รอมร่อ...
.
ณ ที่นี่ ขอเรียนเพื่อนๆว่า หากมีเวลาไม่มากเหมือนเรา ท่านสามารถนั่งรถบัสเข้า Center ได้เลยจากสถานีรถไฟ (คงเที่ยวละไม่กี่ยูโร หรือซื้อตั๋ววันก็ได้ ขอโทษที่ไม่ได้ถามมาครับ) เพราะใน Center ก็ยังมีป้ายรถอีกแห่งหนึ่งคือที่ Place Scheurer Kestner หรือ Scheurer Kestner Square-จัตรัส ชูเออร์ เครสเนอร์ ข้างๆโรงภาพยนต์ 12 Cinemas ซึ่งจะออกช้ากว่าสถานีรถไฟ 6 นาที คือ 11.16 น. ด้วยครับ
.
รูปภาพ
.
เราเดินฉิวไปตามถนน Avenue de la Republique ผ่านตึกหัวมุม Espirit....พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน Le Village Hansi Colmar..... ร้านอาหารสองพี่น้อง Aux Deua Freres Charcuteie Fincker Freres.....เท่านั้น ก็เริ่มงง เพราะหาป้าย Tourist Information ไม่เจอเลย.....
.
ต้องถามคุณลุงใจดีที่พาหลานๆออกมาเที่ยว จึงชี้ให้ไปหลัง Unterlinden Museum ซึ่งเป็นทั้งคอนเวนต์ของแม่ชี ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 13 และสถานอาบน้ำโบราณในอดีตยุค คศ.1906 และปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เป็นเครือของ Musée de France ด้วย
.
แล้วเราก็ไปตามคำบอก ผ่านจุดจอด Le Petit Train de Colmar-รถไฟเล็ก บริเวณสวนหย่อม ทะลุไปด้านหลัง ซึ่งมีอาคาร Musee Unterlinden Nouveau Batiment-พิพิธภัณฑ์แห่งที่สอง ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับแห่งแรก... ด้านหน้ามีรางน้ำขนาดใหญ่ที่ออกแบบอย่างสวยงาม....
.
ตรงกลางอาคารค่อนข้างเก่าแต่ภูมิฐาน มีป้าย Office de Tourisme ด้านหน้ามีกลุ่มนักท่องเที่ยวออกันอยู่.....ใช่แล้วครับ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอยู่ที่นี่เอง
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3464
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Netherlands-Luxembourg-France-Germany Oct 18-Nov 11

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 28/11/2018 7:34 pm

รูปภาพ
.
เจ้าหน้าที่น่ารักมาก เมื่อทราบวัตถุประสงค์และมองออกว่าเรากระหืดกระหอบเล็กๆเพราะกลัวว่าจะกลับไปขึ้นรถบัส 106 ไม่ทัน ก็รีบบอกว่า "ไม่ต้องห่วงค่ะ อีกป้ายที่จตุรัส ชูเออร์ เครสเนอร์ ซึ่งรถบัสจะมาจอดตอน 11.16 น. อยู่ข้างหลัง ข้างโรงหนังนี้เอง 3 นาทีก็ถึงค่ะ"
.
โห...ค่อยยังชั่ว เพราะถ้าต้องกลับไปสถานีรถไฟ เห็นท่าจะดูไม่จืดแน่....
.
สอบถามข้อมูลต่างๆ..... เข้าห้องน้ำฟรี.... เล่น WIFI นิดหน่อยแล้ว... เราก็ค่อยๆอ้อมไปด้านหลังตามที่เธอบอก โดยมีการสื่อความผิดพลาดเล็กๆ เพราะโรงหนังดันมีถึง 2 แห่งใกล้ๆกันเสียด้วย คือที่ Le Colisée Cinema และ 12 Cinemas ในเครือ Cinema CGR Colmar อ่ะครับ
.
ข้างๆ 12 Cinemas โรงภาพยนต์โมเดิร์นทันสมัยใหญ่โต ก็คือป้ายรถสาย 106 ที่ว่านั่นเอง ตึกขาวๆตรงข้ามป้ายรถ คือ Brasserie La Marine มีเครื่องหมาย Fischer ติดไว้ด้วยครับ
.
ดูที่ป้ายรถ เห็นมีตารางแบบเดียวกันของสาย 106 ติดอยู่ข้างใน ก็แน่ใจและยืนรอ.....
.
รูปภาพ
.
จน 11.16 น. รถบัสสาย 106 ก็เคลื่อนตัวเข้ามา มีครอบครัวชาวญี่ปุ่นพ่อแม่ลูกชายวัยเด็กโต 3 คนนั่งมาก่อน เข้าใจว่าคงมาจากสถานีรถไฟ ผู้ภรรยาทักทายเราเป็นอย่างดีเพราะจะไปที่เดียวกัน กลับที่เดียวกันครับ
.
รถขับน่ารักมาก ถามว่า "ไม่ไป Ribeauville ด้วยหรือ" เราบอก "แค่ Riquewihr ก็พอครับ" เค้าบอก "ตั๋วไปกลับคนละ 12.60 ยูโร ถ้าเที่ยวเดียว 7.60 ยูโร" เราก็เลยซื้อตั๋วไปกลับคนละใบ
.
รถบัสขับผ่าน Le 152e Régiment d'infanterie de Colmar ที่มีรูปซาตานตัวแดงถือหอกอยู่ตรงกลาง คนขับเล่าว่า........เป็นหน่วยทหารราบ 152 ที่ออกมาปราบผู้ก่อการร้ายที่วางระเบิดก่อนหน้านี้....เหมือนประเทศไหนน้า นึกไม่ออกแฮะ
.
แป๊บหนึ่งก็ผ่านอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ-Statue of Liberty ตรงกลางวงเวียน ซึ่งทางการจำลองแบบมาจาก รูปปั้นเดียวกันในพิพิธภัณฑ์ที่ทางการสร้างให้เป็นเกียรติ แด่ ประติมากร Auguste Bartholdi ชาวโคลมาร์ผู้คลั่งใคล้ในแนวความคิดเสรีแบบมะกัน จนไปพำนักอยู่ที่สหรัฐหลายปี
.
สงสัยเหมือนกันว่า.... ทำไมผมถ่ายภาพรูปปั้นนี้ได้ตั้งหลายมุม.... ต่อเมื่อได้ยินเสียงผู้คนหัวเราะพร้อมคุณนายเคท จึงทราบว่า.... คนขับใจดีของเรา ได้ขับรถวนรอบวงเวียนให้ผมถ่ายภาพถึง 2 -3 รอบนั่นเอง....ร้ายจริงๆและน่ารักเป็นที่สุดครับ
.
รูปภาพ
.
รถขับผ่านหลายหมู่บ้าน...โฆษณาบ้านพัก Appartements Zimmer Chambres Rooms บนถังไวน์.... โรงผลิตไวน์และบ้านพัก Heimberger Caves de Hoen Au Chateau....
และไร่องุ่นริมทางสองฟากฝั่งมากมาย..... โรงงานผลิตไวน์ Domanines Dopff Au Moulin ที่พร้อมให้นักท่องเที่ยวชิม....
.
จนในที่สุดก็มาจอดให้ผู้คนลงรถที่ La Poste-อาคารที่ทำการไปรษณีย์ของ ริคเวียร์ ซึ่งมีลวดลายสวยงามตามแบบฉบับของบ้านกึ่งไม้แบบ ทิวดอร์-Tudor อันเป็นประดุจสัญลักษณ์ของอัลสาสไปแล้ว
.

รูปภาพ
.
Quizás, quizás, quizás-ก็ไม่รู้สินะ
.
14 ธันวาคม 2561
.
สวัสดีครับ
.
การเดินทางจากสตราสบรู็ก มาที่ โคลมาร์นั้น เราไม่ทราบหรอกครับว่า จะได้ไปยังหมู่บ้านสวยๆอย่าง ริคเวียร์ หรือไม่ ว่าไปก็ไม่ต่างอะไรจากเพลงคุ้นหูอย่าง Quizás, Quizás, Quizás (goo.gl/UuxK5w) ที่แปลว่า Perhaps perhaps Perhaps.....เลยนะครับ
.
คือไม่ว่าชายหนุ่มจะครวญถามหญิงสาวมากครั้งสักเพียงไรว่า “ตกลงจะเอายังไงแน่” เธอก็เอาแต่ตอบว่า “ก็ไม่รู้สินะ” อันมีความหมายให้เลือกเอาเองว่าเป็น ..."บางที".."อาจจะ"..."แล้วแต่"...อะไรทำนองนี้แหละ
.
คือ เราไม่มีความรู้มาก่อนเลยว่า จะได้ไป ริคเวียร์ หรือเปล่า?...หรือจะได้ไปแค่ โคลมาร์ เท่านั้น ....ในที่สุดก็ไม่มีอะไรดีไปกว่า.... ปล่อยเลยตามเลย ดาบหน้าเอาก็แล้วกัน เหอ เหอ
.
ยิ่งเมื่อรถบัสแล่นผ่านหมู่บ้านต่างๆ และไร่องุ่นเป็นทิวยาวนั้น เรายิ่งนึกไม่ออกว่า จะเที่ยวยังไง? เดินไปที่ไหนก่อน? แล้วจะจบสวยหรือไม่?อย่างไร? กับชั่วโมงกว่าๆที่มี....
.
เพราะแค่คิดว่า...ท่าจะต้องเดินเอา เท้าทั้งสองข้างก็เริ่มจะประท้วงเล็กๆแล้ว...
.
ครั้นพอรถจอดที่สำนักงานไปรษณีย์-Le Poste แล้วคนขับบอกว่า "ไปที่ Hotel De Ville (ที่เราทราบดีว่าหมายถึง City Hall) และเดินเข้าไปเลย แล้วอย่าลืมกลับมาตรงนี้เวลาบ่าย 15 ล่ะ"....เราก็ยิ่งมึนตึ๊บใหญ่
.
อะไรกัน ยังจะต้องหาข้อมูลท่องเที่ยวในสำนักงานศาลากลางด้วยหรือไง กับเวลาที่มีแค่นี้เนี่ยนะ
.
ตอนนั้น เราไม่ทราบจริงๆครับว่า ในเว็บจะมีไฟล์ PDF ที่บอกกล่าวเรื่องราวของหมู่บ้านริคเวียร์นี้ พร้อมแผนผังอย่างละเอียดว่า บ้านหลังไหน? หอใด? และ สถานที่ใด? มีความสำคัญแค่ไหน? อย่างไร?
.
เพราะฉะนั้น เพื่อนๆที่หากบังเอิญมีเวลามากกว่าเรา ก็ขอความกรุณาไปโหลดไฟล์ที่ว่านี้ ที่ลิงค์ goo.gl/gmYEKM ดังตัวอย่างข้างต้นก่อนไป เพื่อใช้สอบถามคน......
.
รูปภาพ

.
หรือจะเป็นฉบับภาษาอังกฤษที่ goo.gl/pbSRh9 เพื่อเข้าใจความหมายดีขึ้นก็ได้นะครับ
.
ในศตวรรษที่ 8 ชาวโรมันในอดีตผู้เป็นเจ้าของพื้นที่แห่งนี้ชื่อ Richo ทำงานอยู่ในไร่องุ่นและตั้งชื่อที่นี่ว่า "Richo Villa" จนเพี้ยนในเวลาต่อมากระทั่งกลายเป็น Riquewihr-ริคเวียร์ เช่นปัจจุบัน
.
วิลล่าแห่งนี้ ถูกครอบครองโดย Counts of Eguisheim-Dabo ในช่วงศตวรรษที่ 5 และ 6 กระทั่งตกเป็นมรดกของ Count of Horbourg ผู้ที่นอกจากยึดครองบริเวณพื้นที่โดยรอบแล้ว ยังสร้างกำแพงป้อมล้อมรอบอีกต่างหาก จนได้รับการขนานนามว่า "เมือง ริคเวียร์" เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
.
ต่อมาได้ขายต่อพื้นที่ทั้งเมืองให้กับ Count Ulrich of Wurttembourg ซึ่งตกทอดเป็นมรดกแก่ Count of Eberhard II of Montbeliard และ ภริยาของท่านคือ Henriette de Montbeliasd และได้รับการสืบทอดแก่ทายาทต่อมาจนถึงปี คศ. 1618 ริคเวียร์ก็ประสพกับความหายนะหนักจากสงคราม 30 ปีระหว่างการเมืองและศาสนา ด้วยภัยพิบัติต่างๆ...
.
ต่อมา ทางการฝรั่งเศสได้เข้ามายึดครองและริคเวียร์ จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Alsace แห่งฝรั่งเศสแต่นั้นมา
.
ที่นี่คือ อัญมณีแห่งไร่องุ่น จนถูกรวมเป็น "ไข่มุกงามแห่งฝรั่งเศส" เพราะความที่หมู่บ้านนี้ประกอบด้วย บ้านของชาวไร่ชาวเมืองที่สร้างด้วยอิฐชั้นล่างและต่อเติมด้วยไม้อีก 2-3 ชั้นตามแต่ฐานะของเจ้าของ..ส่วนบ้านที่เป็นอิฐทั้งหลังนั้น ต้องจัดว่าฐานะดีมากจริงๆ.....
.
บ้านอิฐกึ่งไม้ที่เป็นกรอบๆของริคเวียร์นั้น มีความเชื่อทางภูมิศาสตร์ว่า จะมีความมั่นคงเหนือกาลเวลา เพราะประกอบด้วย....
.
- กางเขนของเซนต์แอนดรูว์ อันหมายถึงการปกป้องจากภยันตรายนานา
.
- รูปตัวคูณเสมือนเก้าอี้ไขว้ หรือ Sella Curulus ที่ประดับข้างฝาหน้าบ้าน แสดงว่าเป็นบ้านของผู้ที่มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ และ
.
.- ตัวบ้านที่เป็นทรงสูงเดี่ยวแบ่งแยกจากบ้านหลังอื่น เปรียบเสมือนชายที่ยืนนิ่งตามลำพัง แสดงถึงความแข็งแรงคงทน
.
ฯลฯ
.
ไปกันครับ ไปชมความงามของบ้านสวยให้ประจักษ์กับสายตาเลย อุตส่าห์เดินทางมาซะตั้งไกล 555
.

รูปภาพ
.
ต่อเมื่อเราเดินไปจนถึงทางเข้าประตูซิตี้ฮอลล์ แลเห็นนักท่องเที่ยวตรึมเป็นแถวยาวในซอกซอยนั้น ไม่ต่างจากถนนคนเดินในเมืองจีนทั้งหลายแหล่ นั่นแหละครับ เราจึงตระหนักว่า "ที่แท้เค้าก็ให้เรามาเที่ยวหมู่บ้านที่ล้อมรอบไปด้วยสถาปัตยกรรมโบราณอันมีประวัติศาสตร์ยาวนาน และเป็น 1 ในหมู่บ้านสวยฝรั่งเศส ตามทำเนียบ Les plus beaux villages de France หรือ One of the most beautiful villages in France โดยไม่ต้องจรลีไปไหนอีกนั่นเอง"
.
เพราแค่มองทะลุเข้าไปด้านใน เราก็ทราบแล้วครับว่า ภาพบ้านสวยๆอย่างที่เห็นตามเว็บแทบทั้งหมด ก็ล้วนมาจากบริเวณนี้ทั้งสิ้น
.
เพราะฉะนั้น ขอไถลเถลกดแช๊ะตรงด้านหน้า Hotel De Ville นี้ก่อนเป็นการอารัมภบทก็แล้วกัน อิอิ
.
รูปภาพ
.
เมื่อเข้าซุ้มประตู City Hall หรือ Hotel de Ville เข้าไป....
.
กลางถนนคือ รถไฟเล็กนำเที่ยวรอบๆสีขาวตัดน้ำตาลสวยงาม
.
ซ้ายมือที่เดินออกไปที่ทำการไปรษณีย์ได้นั้น มีป้ายประชาสัมพันธ์ 2 ชิ้นประกอบด้วยรายละเอียดบ้านที่สำคัญๆ และภาพเมืองริคเวียร์ท่ามกลางถูเขาและไร่องุ่นที่ห้อมล้อม...
.
ตรงกลางเป็นบ่อน้ำที่มีไม้ดอกตรงกลาง..
.
ขอแช๊ะสักครู่ ก่อนจะมุ่งหน้าไปกันเลยครับ
.
รูปภาพ
.
ขวามือคือ Winemaker's house-บ้านผู้ผลิตไวน์ ที่มีชื่อเรียกว่า Gratte-Ciel ซึ่งสมัยโน้น ได้ชื่อว่าเป็น Skyscraper-ตึกระฟ้า เลยทีเดียว
.
โปรดสังเกต สัญลักษณ์ รูปตัวคูณเสมือนเก้าอี้ไขว้ หรือ Sella Curulus ที่ประดับข้างฝาหน้าบ้าน แสดงว่าเป็นบ้านของผู้ที่มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่
.
ไม่ต้องสนใจกับป้ายบอกทางที่เรียงยาวเป็นพรืดหรอกครับ เดินตรงไปเลย
.
รูปภาพ
.
สองข้างทางที่เราเดินต่อไปเรื่อยๆ ขวามือจะเป็นร้านค้าที่ส่วนใหญ่มีสัญลักษณ์ของ นกกระสาขาวแห่งอัลสาส-The White Stork of Alsace ซึ่งเป็นนกที่หายจากเมืองนี้ไปนานแสนนาน กระทั่งชาวบ้านรวมตัวสร้างรังเข้าล่ออีกเป็นครั้งใหญ่ และจัดรูปนกนี้ให้เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่ง ต่อมาจึงมีนกกระสาขาวถึง 800 คู่ผัวตัวเมียบินมาหลบตัวที่แถบนี้ตอนปลายฤดูร้อนจนเป็นที่พบเห็นได้โดยไม่ยาก
.
อาคาร Dopff & Irion คือเครื่องหมายของโรงผลิตไวน์ขาวชั้นดี...
.
อาคารกรอบหน้าต่างแดงที่มีบ่อน้ำโบราณอยู่ด้านหน้า ข้างๆอาคารสีเหลือง คือ อาคารของ Hotel Restaurant du Cerf Riquewihr (Reichenweier) ที่ชั้นล่างจำหน่ายไวน์ให้ลองชิมครับ
.
รูปภาพ
.
ร้านค้าต่างๆ และร้านจำหน่ายของที่ระลึก Le Passage ที่ชั้นบนมีตุ๊กตาหมีคู่บนหน้าต่าง....
.
หน้าภัตตาคาร Au Relais de Riquewihr มีซุ้มอาหารจานร้อนในกระทะใบใหญ่ ประกอบด้วยไส้กรอกแและมันฝรั่ง ที่ดูจะเหมาะสำหรับชาวยุโรปเป็นการเฉพาะ...
.
ร้านขนมมาคารอง-Macarons และขนมอื่นๆ...
.
รูปภาพ
.
ชมไปเรื่อยๆทั้งสองฟาก ที่ตกแต่งอย่างสวยงาม พร้อมป้ายเหล็กดัดที่ยื่นออกนอกอาคารชั้นบน....
.
ร้านค้า ร้านอาหารที่มีเครื่องหมายนกกระสาเป็นสัญลักษณ์...
.
รูปภาพ
.
บ้าน Le Gratte-Ciel หรือ The Skyscraper-ตึกระฟ้า ที่ก่อสร้างตั้งแต่ คศ.1561 สูง 25 เมตร และมี 5 ชั้น ด้วยกัน ชั้นล่างเป็นภัตตาคารและร้านค้าครับ
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3464
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Netherlands-Luxembourg-France-Germany Oct 18-Nov 11

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 28/11/2018 7:37 pm

รูปภาพ
.
อาคารสีแดงเลือดหมูอ่อนที่มีป้าย Winstub Au Cep de Vigne และ Vins Berbard Schwach-สถาบันสอนการชิมไวน์ คืออาคาร Historical Monument ที่ได้รับการคุ้มครองสภาพอาคารจากทางการครับ
.
บ้านที่มีรูปหัวใจแขวนเป็นริ้วยาวคือ ที่พักแบบอพาร์ตเม้นท์ Le Comptoir des Authentics...ฝั่งตรงข้ามตกแต่งแบบเครื่องใช้ของเกษตกร และมีฝักข้าวโพดเก่าแขวนอยู่บนราวครับ
.

รูปภาพ
.
มุมมองอีกด้านนะครับ
.
รูปภาพ
.
หอนาฬิกาสูง คืออาคารโบสถ์โปรเตสแตนต์ Sainte-Marguerite
.
Hugel et Fils เป็นร้านจำหน่ายและให้ชิมไวน์ชื่อดังแห่งหนึ่งของที่นี่
.
รูปภาพ
.
เยอะที่สุดก็ร้านจำหน่ายและชิมไวน์นี่แหละครับ สมเป็นดงไร่องุ่นจริงๆ
.
รูปภาพ
.
มีร้านจำหน่ายภาพวาดทั่วไปอยู่บ้างเช่นกัน
.
La nougaterie de Riquewihr เป็นร้านจำหน่ายขนมชื่อดัง
.
ถัดไปก็คือ หอคอย Dolder ซึ่งอยู่ปลายถนน Rue du Générre ralde Gaulle เป็น หอระฆัง และหอนาฬิกา ที่เปรียบเสมือนซุ้มประตูเมืองและอนุสาวรีย์ สูง 25 เมตร สร้างขึ้นในปีพ. ศ. 1291 ครับ
.
รูปภาพ
.
อาคารร้านของชำ Au Petit Délice-Riquewihr Grocery Store มีรถและพาหนะรุ่นปีต่างๆโชว์บนหน้าต่าง ทั้งรถเก๋ง...รถแข่ง...รถเข็นเด็ก...รถมอเตอร์ไซค์เวสป้า...
.
รูปภาพ
.
รถแทร็คเตอร์ และหน้าร้าน.... เข้าท่ามากทีเดียว
.
เหล็กดัดโลโก้ Coutelier หรือ Cutler ร้านทำมีดแบบต่างๆ...
.
รูปภาพ
.
ของสวยๆตามกรอบหน้าต่างร้านต่างๆ...
.
Féerie de Noël หรือ All things Christmas ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในเทศกาลคริสต์มาสโดยเฉพาะแต่มีวางโชว์ทั้งปีประดุจพิพิธภัณฑ์
.
รูปภาพ
.
ร้านอาหารและเหล็กดัดโลโก้ของร้านอาหาร Restaurant La Dime....
.
แกลลอรี่ ที่แสดงภาพและจำหน่ายผลงานของศิลปิน V.Ziminski หรือ Veronique Ziminski ชาวฝรั่งเศสที่เกิดในปี คศ. 1958 ครับ
.
รูปภาพ
.
ภาพแรก เป็นวิถีชีวิตของผู้คนและไม้ดอกบนถนนคนเดิน ลา รัมบลา ที่ บาร์เซโลน่า ประเทศสเปน-Barcelone, La Rambla des fleurs....
.
ภาพที่สอง เป็นภาพเต้นรำ-A Dance...
.
ส่วนภาพที่สาม เป็นภาพวาดในเทพนิยาย โฉมงามกับเจ้าชายอสูร-Beauty and The Beast ที่ติดบนฝาผนังหน้าร้านอาหารแห่งนี้ เพราะความที่ริคเวียร์ คือสถานที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับ บริษัทวอล์ท ดิสนีย์ ในการรจนาเรื่องราวของ Belle-สาวงาม....Beast-อสูร และตัวร้าย เกสตอง-Gaston ออกมาเป็นภาพยนต์การ์ตูนที่ลือลั่นไปทั่ววงการนั่นเอง
.
ในภาพจะเห็น เบลล์ ถือแก้วเบียร์ร่วมขบวนแห่ด้วยครับ
.
สำหรับหอคอย Dolder ที่เก่าแก่ที่สุด และเป็นภาพฝันในภาพยนต์การ์ตูน อันเป็นที่คุมขังของเจ้าชายอสูรนี้ ยังคงรูปลักษณ์ยุคกลางไว้กับด้านนอกที่แข็งขัน ออกแบบมาเพื่อป้องกันการโจมตีของผู้บุกรุกและภายในอาคารที่ตกแต่งด้วยโครงสร้างโครงไม้ที่ฉาบด้วยซุ้ม....
.
จากด้านบนของ Dolder ผู้เข้าชมจะเพลิดเพลินไปกับมุมมองที่กว้างขวางของหลังคาในเมืองเก่าแห่งอัลสาสทั้งหมด
.
รูปภาพ
.
มุมมองร้านอาหารและร้านค้าต่างๆรอบบริเวณ
.
รูปภาพ
.
บ่อน้ำพุ The fountain of gauging หรือ Fontaine de la Sinne ที่อยู่ข้างๆ มีป้ายลูกศรบอกทางไปยัง Musée de la Tour des Voleurs-The Thieves Tower พิพิธภัณท์หอคอยโจร ด้วย
.
ตรงบันไดทางขึ้นสู่หอ Dolder เป็นร้านของว่างที่มีหน่อไม้ฝรั่งเป็นส่วนประกอบ L' Asperge d' Alsace
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3464
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Netherlands-Luxembourg-France-Germany Oct 18-Nov 11

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 04/12/2018 11:45 am

รูปภาพ
.
ทะลุออกไปด้านหลัง จะเห็นไร่องุ่นบนเนินสูงแต่ไกล ในขณะที่ร้านค้าส่วนใหญ่เป็นร้านไวน์ทั้งนั้นครับ
.
รูปภาพ
.
บริเวณนี้มีรถบรรทุกถังไวน์ และรูปปั้นทองเหลืองสาวงามบนหลังอาชา ที่บริจาคโดย แกลลอรี่ดังแห่งย่านนี้ Rikia Ferrer ครับ
.
รูปภาพ
.
ด้านหลังของหอ Dolderคือ หอ La porte haute de Bergheim ประตูเมืองที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 14 อันเป็นส่วนหนึ่งของป้อมโบราณ เพื่อรักษาทางเข้าด้านตะวันตกของเมืองที่มีกำแพงล้อมรอบ
.
ที่นี่ ได้รับการบูรณะในปี 2018 นี้เอง ให้มีที่จอดรถจำนวนมากพร้อมห้องสุขาและสวนสาธารณะก่อนเข้าไปในหมู่บ้านด้านนี้
.
บานหน้าต่างด้านหลังของบ้านแต่ละแห่งนี้สวยงามด้วยวีสันงามตา
.
ป้ายขอบคุณแกลลอรี่ที่อุทิศหุ่นทองเหลืองให้เป็นของสาธารณะดึงดูดนักท่องเที่ยว
.
รูปภาพ
.
ทางเข้าสู่ พิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณท์หอคอยโจร หรือ Musée de la Tour des Voleurs-The Thieves Tower ครับ
.
รูปภาพ
.
เดินเล่นไปเรื่อยๆ บริเวณหน้าหอคอย แล้วลองชมร้าน Feerie De Noel ว่าสินค้าคริสต์มาสที่เค้าวางขายจนคนแน่นร้านนั้นมีอะไรบ้าง...
.
ซึ่งบริเวณนี้ สามารถทะลุไปอีกซอยหนึ่งได้
.
รูปภาพ
.
ด้านในมีโรงแรมและภัตตาคาร St.Nicholas ซึ่งมีหุ่นตัวกวางทองเหลืองอยู่ด้านหน้า ...
.
ลึกไปอีก ก็เป็นโรงแรมและภัตตาคาร Le Sarment d'Or....แล้วก็ไม่มีอะไร คือเป็นดงที่พักทั้งนั้น ก็เลยออกมาข้างนอก...
.
รูปภาพ
.
เข้าซอยอีกด้าน เป็นร้านไวน์ต่างๆ มีบุรุษไปรณีย์แบบ Kerry ของเรานำของมาส่งตามบ้าน...
.
รูปภาพ
.
ย้อนออกมาทางเดิม ชมร้านค้าอีกรอบยามนักท่องเที่ยวเริ่มหดหายไปกับคณะทัวร์....
.
รูปภาพ
.
ร้านอาหารและร้านของชำร่วยที่ระลึกมีเยอะไม่แพ้ร้านไวน์ทีเดียว
.
รูปภาพ
.
มุมนี้ ในอดีตเป็นที่ตั้งของโบสถ์ 3 แห่ง เรียกว่า Place des Trois Églises หรือ Place of The 3 Churches-ที่ตั้งของโบสถ์ 3 แห่ง อันประกอบด้วย 1. The Parish Church ที่สร้างอุทิศแด่ Sainte-Marguerite ซึ่งหลังจากนั้นได้สร้างใหม่เป็นโบสถ์โปเตสแต้นท์ไป ...... 2. The Pilgrimage Church of Notre-Dame และ 3.The Church of Saint-Erard ซึ่งปัจจุบัน กลายเป็น โรงเรียนเด็กชายไปแล้ว
.
อาคารไม้หลายชั้นที่เห็นมีโลโก้เหล็กดัดอยู่ข้างหน้าว่า Atelier des Trois Eglises หมายถึง Three Churches Workshop-ห้องฝึกงานของโบสถ์ 3 แห่งครับ
.
ไม่ไกลจากจุดนั้น คือ อนุสาวรีย์วีรบุรุษสตรีในการต่อสู้ครั้ง ปี คศ.1870-1871 และสงครามโลกครั้งที่ 1 และที่ 2 ที่น่าเศร้าสลด
.
จุดสะท้อนใจคือในปี คศ.1942-1945 นั้น ชาวบ้านฝรั่งเศสถูกบังคับให้สวมเครื่องแบบของประเทศอริเพื่อสู้รบกับพวกเดียวกัน ในจำนวนทั้งหมดมีถึง 28 คนที่ปฎิเสธเข้าร่วมและถูกสังหารสิ้น....ในอนุสาวรีย์จารึกไว้ว่า We will never forget it-จะอยู่ในความทรงจำของเราตลอดไป.......
.
น่าเสียดายมากนะครับ เพราะในบ้านเราก็มีผู้หลงอำนาจและคิดว่าตัวเองฉลาดที่โยนทิ้งอุดมการณ์ของคนดี กระทั่งแทนที่จะกลายเป็นวีรบุรุษ เปลี่ยนศรี ให้ผู้คนระลึกถึง กลับต้องทนทุกข์ในยามเกษียณเมื่อ เปลี่ยนสี บ่อยจนเป็นจิ้งจกไปเสีย...
.
รูปภาพ
.
อาคารโบสถ์โปรเตสแตนต์ Sainte-Marguerite ที่อดีตเป็น The Parish Church
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3464
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Netherlands-Luxembourg-France-Germany Oct 18-Nov 11

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 04/12/2018 11:49 am

รูปภาพ
.
เครื่องหมาย L'instant présent หรือ Present time และมีป้าย Overt-เชิญชม คือร้านไวน์อีกแห่งหนึ่ง
.
รูปภาพ
.
บ่อน้ำมีอยู่ทั่วไปหลายแห่ง..และบ้านสวยหลายหลังย่านนี้
.
โรงแรมและร้านไวน์......อีกแล้ว
.
รูปภาพ
.
แล้วก็มาถึง Galerie Rikia Ferrer แกลลอรี่ที่อุทิศรูปปั้นทองเหลืองต่างๆแด่สาธารณะรวมทั้ง หญิงงานบนอาชาด้วย
.
มีงานศิลป์รูปสัตว์ต่างๆจำน่ายมากมาย...
.
รูปภาพ
.
กลับออกไปที่เดิม...ชอบใจโต๊ะกาแฟที่มีลวดลายแผนที่มากเลยครับ
.
รูปภาพ
.
ทักทายคนขับรถไฟเล็กก่อนกลับ เพราะไม่มีเวลาที่จะโดยสารไปรอบเมืองและไร่องุ่น แม้จะใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมง และค่ารถคนละ 7 ยูโรเท่านั้น
.
รูปภาพ
.
ออกมาด้านนอกซิตี้ฮอลล์ และเลี้ยวซ้ายไปจนสุด...มองเห็นรไร่องุ่นบนเนินเหยียดยาว
.
รูปภาพ
.
เวลาที่มีไม่มาก คงไม่ได้แวะเที่ยวหรอกครับ
.
รูปภาพ
.
กลับมาที่สำนักงานไปรณีย์ เพื่อรอรถบัสเที่ยว บ่ายโมง 15 พร้อมๆกับพ่อแม่ลูกชาวญี่ปุ่น ที่ตลอดทางได้แต่บอกกันและกันว่า ตรงไหนน่าถ่ายภาพ ฯลฯ
.
รถออกจากริคเวียร์ ย้อนทางเดิมซึ่งดูสดสวยกว่าขามาอย่างบอกไม่ถูก ...ตามแยกต่างๆมีป้ายบอกทางเยอะแยะ ซึ่งคงไม่ยากที่จะไปตามหมู่บ้านสวยละแวกนี้ หากมีรถขับเอง
.
รูปภาพ
.
ผ่านบ้านเมืองงดงามหลายแห่ง ที่หากมีโอกาส น่าจะได้มาอีกรอบ อิอิ
.
แล้วก็ถึงวงเวียนอนุสาวรีย์เทพีสันติภาพ....
.
รูปภาพ
.
กลับเข้าสู่ศูนย์กลางเมืองโคลม่าร์อีกครั้งหนึ่ง และรถนำเราเข้าป้ายข้างโรงหนังเดิม โดยมีคนขับและลูกชายครอบครัวญี่ปุ่นโบกมือร่ำลาไหวๆ
.
รูปภาพ
.
ย้อนกลับไปที่โรงหนัง 12 ซีเนม่าส์ เพื่อนั่งทานของว่างที่ติดตัวมาและดูวิถีบันเทิงของผู้คนไปพลางๆ
.
รูปภาพ
.

ตอนนี้ ที่นี่กำลังฉายภาพยนต์เรื่อง Le Grand Bain หรือ Sink or Swim-จะผลุดหรือโผล่ ซึ่งเป็น Comady Drama เกี่ยวกับทีมผู้สูงวัยที่ลงแข่งขันว่ายน้ำสมัครเล่น เฉกเช่นภาพยนต์ประเภทนี้ทั่วไป คือเป็นเรื่องบันดาลใจที่ฝ่าฟันอุปสรรคทั่วไปจนประสพความสำเร็จแบบ Happy Ending...
.
แต่ความที่รีวิวให้คะแนนถึง 7.2 ทำให้ผมจัดการโหลดเพื่อเก็บไว้ชมทีหลัง หากสนุกน่าสนใจก็จะมานำเสนอเพื่อนๆอีกทีครับ
.
เรื่องอื่นๆที่ยังเสนอฉาย ก็เช่น ดันเคิร์ก ภาพยนต์สงคราม และการ์ตูน เยติ ดังที่เห็นในโปสเตอร์ครับ
.
อีกภาพคือ โปรแกรมบัลเล่ต์ และ โอเปร่าต่างๆ....
.
ถัดจากโรงภาพยนต์ไป ทางร้านอาหาร Au Bureau ก็คือ....
.รูปภาพ
.
ป้ายรถบัส PL.Scheurer Kestner ที่หมายเลข 106 จะนำเราไปกลับ ริคเวียร์และอื่นๆ ที่อยู่ตรงข้าม Brasserie La Marine อ่ะครับ
.
รูปภาพ
.
เรายังมีเวลาหลายชั่วโมง ที่จะท่องเมืองโคลม่าร์ที่สุดสวยดั่งเทพนิยาย แต่ความที่บ้านเมืองคล้ายๆกัน ก็ขอยกยอดไว้ทีหลังแล้วกันนะครับ
.
ขอบคุณที่ติดตาม และพบกับชุดรวมข้อมูลต่อไปได้เลยครับ
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3464
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Netherlands-Luxembourg-France-Germany Oct 18-Nov 11

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 17/12/2018 8:12 pm

รูปภาพ
รูปภาพ

.
Three Days in Maastricht-สามวันในมาสทริชท์
.
17 ธันวาคม 2561
.
สวัสดีครับ
.
ก่อนอื่น ต้องขอโทษเพื่อนๆด้วยนะครับ ที่ไม่ได้รีวิวเมืองโคลมาร์ต่อจากริคเวียร์ เพราะรู้สึกว่า บ้านเมืองจะเป็นประดุจเมืองในเทพนิยายคล้ายๆกัน จึงขออนุญาตผลัดไปก่อน เพื่อเข้าหมวด "ข้อมูล" ของทริปนี้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะว่าด้วยตอน...
.
สามวันเต็มๆ ที่เราอยู่เมืองมาสทริชท์ เมืองที่เป็นต้นเหตุให้เราจัดทริปนี้ขึ้นมานะครับ...
.
หมายเหตุ: ถาพนี้เป็นบริเวณรับประทานอาหารด้านนอกแม่น้ำ Meuse หรือ Maas River-แม่น้ำมาส ของที่พัก Stayokay Hostel Maastricht เช้าวันที่เรามาถึงครับ
.
รูปภาพ

.
ใช่ครับ ทริปซ้ำประเทศ (ที่มีของใหม่ไม่เคยไป อยู่เพียงที่เดียวคือ ลักซ์เซมเบิร์ก) ของเราเที่ยวนี้ เริ่มจากเมืองมาสทริชท์ ที่เป็นบ้านเกิดของนักสีไวโอลินเอกฯ Andre Rieu อังเดร ริอู (goo.gl/EFx9Qh ที่ออกเสียง ริอู เพราะเป็นเสียงที่อังเดรใช้เรียกตัวเองในคอนเสิร์ตหนึ่งของเค้า ซึ่งย่อมต่างจาก อังเดร ริว ที่ภาษาไทยในเว็บเรียกกันนะครับ) ซึ่ง...
.
ต้องขอขอบคุณ Google Map เป็นอย่างยิ่ง ที่ทำให้เราสามารถลงจุดเดินทางต่างๆในย่านนี้ จนทำให่ได้เที่ยวทริปใกล้ๆกัน 4 ประเทศ ในราคาไม่แพงต่อการเดินทางไปมา และเป็นวงรอบที่ทำให้เราไปกลับสนามบินเดิมอย่างไม่สมบุกสมบันนัก เพราะ...
.
แน่นอนครับว่า การไปสนามบินหนึ่งแต่กลับอีกสนามบินหนึ่ง ค่าตั๋วย่อมแพงขึ้นต่างกัน ซึ่งก็ต้องดูว่า ค่าเดินทางระหว่างประเทศจะพอไหวหรือคุ้มกว่าหรือไม่ด้วย
.
ทริปนี้ เราเริ่มต้นจากการมี มาสทริชท์อยู่ในใจ.... ตามมาด้วยแคว้นอัลสาส ฝรั่งเศสที่เพิ่มสีสันไม้ดอกบ้านสวยให้กับชีวิต คือ สตราสบรู๊ก โคลมาร์.... ได้เยี่ยมเมืองใหญ่อย่าง โคโลญจ์ จนทำให้การไป ดุสเซลดอร์ฟ อีกครั้งเป็นเรื่องง่าย (เคยไปครั้งแรกสมัยทำงานโรงงาน เกือบ 40 ปีเข้าให้แล้ว อิอิ)....และสุดท้าย ได้ไป กีธฮอร์น เมืองไร้ถนนไร้รถ จนพลอยให้ได้เก็บเมืองเล็กๆอื่นๆอีกมากมาย รวมทั้ง ลักซ์เซมเบิร์ก ที่ไม่คาดฝันว่า ทำไมถึงดีอย่างนี้ด้วย....
.
แน่นอนครับ ประเทศที่ดีที่สุด เดินทางสะดวกและถูก ที่พักไม่แพง วิวทิวทัศน์ยอดเยี่ยม และ ผู้คน+การบริการ เป็นเลิศ ต้องยกให้เนเธอร์แลนด์ เค้าล่ะ.... ซึ่งเชื่อว่า ชาตินี้ คงมีสิทธิ์ได้ไปเยือนเมืองเล็กๆอื่นๆของประเทศนี้อีกรอบสองรอบค่อนข้างแน่ครับ
.
รูปภาพ
.
.
การเดินทางจากสตราสบรู็ก ไปยัง มาสทริชท์นั้น จะว่ายากก็ยาก ว่าง่ายก็ง่ายครับ เพราะ...
.
มีรถบัสเที่ยวเดียว วิ่งแค่ประมาณ 5 ชั่วโมงกว่าๆ (อันเป็นเวลาที่ย่อมเสียทิ้งเปล่าๆหากไปกลางวัน) แต่ต้องเดินทางเอาซะตีหนึ่งกว่าๆโน่น...ในหน้าหนาวกลางคืนอุณหภูมิ ลบ เห็นๆ
.
ค่ารถบัสไม่แพงครับ เพราะแม้ในตารางเดินรถจะมี 2 เที่ยวก็ตาม แต่ของจริงเหลือเพียงเที่ยวเดียวคือ ตี 1.15 และ ถึงประมาณ 7 โมงเช้า ราคาแค่คนละ 26 ยูโร พันเศษๆเท่านั้นเอง
.
สำหรับเรา ซึ่งคุ้นเคยกับเรื่องเดินทางข้ามคืนด้วยรถบัสมาหลายรอบแล้ว เป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยจริงๆครับ เพราะวิธีนี้ ทำให้ได้ทั้งเวลาเที่ยวตอนถึงยามเช้าแล้ว แถมยังประหยัดค่าโรงแรมได้อีก 1 คืนเหนาะๆ**
.
แต่ในฤดูหนาวที่ 5 โมงเย็นฟ้ามืดอย่างนี้ อยากทราบจังครับว่า.... แล้วเวลาก่อนเดินทางกว่าจะถึงเวลารถบัสออกตั้งหลายชั่วโมงนั้น จะทำอะไรดีเอ่ย?
.
.
.
**(ยังจำได้เลยครับว่า ตอนอยู่ Barcelona มีหนุ่มร่วมห้องดอร์มวัย 20 กว่าคนหนึ่ง มาถึงราวๆบ่าย 4 ก่อนเราจะออกข้างนอกเพื่อเที่ยวต่ออีกรอบ บอกว่า "เหนื่อยมากๆเลย...ขอนอนพักก่อน"... เพราะเค้าเดินทางด้วยบัสจาก มิลาน-Milan อิตาลี-Italy มาถึง สเปน เกือบ 20 ชั่วโมง... "ยังกะขี่ม้ามาเลยคุณ" เค้าบอก
.
ผมทำท่าตกใจ "โห..เป็นไปได้ยังไง นั่งรถตั้ง 20 ชั่วโมง มิเมื่อยตายหรือ?" เค้าบอกว่า "นั่นสิ" ว่าแล้วก็ลงเตียง หันหลังให้ฉับพลัน จนเราอดหัวเราะไม่ได้...
.
เพราะอะไรนะหรือครับ?
.
ก็เพราะ หากหมอนั่นรู้ว่า..... ก่อนมา Barcelona-บาร์เซโลน่า เพื่อกลับไทยนั้น เราเดินทางด้วยบัส 3 ต่อ จาก พอร์โธ่-Porto โปรตุเกส-Portugal ไปรอผู้โดยสารเพิ่มที่ พาเลนเซีย-Palencia สเปน-Spain หนหนึ่งแป๊บเดียว (โชคดีที่ไม่ต้องเปลี่ยนรถ)... จากนั้น มาจอดรอเพื่อเปลี่ยนรถที่ นาร์บอนน์-Narbonne ฝรั่งเศส-France ตั้ง 5 ชั่วโมงอีกวัน ก่อนมาถึงที่หมายคือ Barcelona-บาร์เซโลน่า นั้น... สิริรวมเดินทางเวลา 29 ชั่วโมงเต็มๆโดยที่ สว.อย่างเรา ไม่ได้เหน็ดเหนื่อยเหมือนโขยกอาชามาซักหน่อย...เค้าจะทำหน้ายังไงหนอ... ฮ่าฮ่า)
.
รูปภาพ
.
.
ไม่ยากครับ ด้วยความช่วยเหลือของสต๊าฟฟ์ที่โรงแรม ซิตี้เรสซิเด้นซ์แอคเซส 2 ทำให้เราทราบว่า ที่นี่ปิดรีเซฟชั่นแค่ 3 ทุ่มครึ่ง แต่เราสามารถไปรอที่ โรงแรม ซิตี้เรสซิเด้นซ์แอคเซส 1 ซึ่งอยู่ติดๆกันแค่ 200 เมตร ได้ตลอด 24 ชั่วโมง...
.
เพราะฉะนั้น เมื่อเรากลับจากเที่ยวซักทุ่มกว่าๆ เราก็จึงย้ายสัมภาระมาที่ โรงแรม ซิตี้แอคเซสฯ 1 และใช้เวลาที่เหลือก่อนออกไปตอนเที่ยงคืนครึ่ง นั่งพัก (คุณนาย) และ เล่นอินเตอร์เน็ต (ผม) ไปเรื่อยๆ..... ซึ่งที่นั่นเปิดไฟสว่างโร่ มีโต๊ะเก้าอี้ ปลั๊กไฟ ห้องน้ำ และเครื่องดื่มหยอดเหรียญขาย สบายไปเลย..
.
แล้วซัก 11 โมงกว่าๆ เราก็ออกมาที่ป้ายรถเพื่อขึ้นรถสาย G สถานีเดียวเพื่อไปสถานีรถไฟ แต่....
.
อากาศข้างนอกหนาวสุดๆ และกว่ารถจะมาตั้ง 20 กว่านาที ในขณะที่ฝั่งตรงข้ามอีกแค่ 4-5 นาทีรถก็มา...
.
เราก็จึง...แหะ แหะ..(ไม่แน่ใจ โปรดอย่าเลียนแบบนะครับ อิอิ)...เราก็จึงข้ามไปนั่งรถฝั่งตรงข้ามแทน เพราะไปสุดสายแล้วกลับมาที่นี่ ใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงกว่าเท่านั้น....นั่งอยู่ในรถบัสที่มีฮีตเตอร์อุ่นเฉิบ พอสุดสายก็นั่งกลับ ฮ่าฮ่าฮ่า (คนขับตอนแรกยังงง นึกว่าเรานั่งผิดข้าง 5555)
.
ถึงสถานีรถไฟ ต่อรถราง (ที่วิ่งถึงตี 1 ครึ่ง) ไปสถานีรถบัส Étoile Bourse และถึงที่นั่นราวตี 1 ครับ
.
อยากเรียนว่า แม้จะดึกเพียงไร แต่ผู้คนนักเดินทางยังเพียบ คือส่วนใหญ่ไปดึกถึงที่หมายเช้าตามที่ต่างๆทั่วยุโรปกัน โดยเจ้าใหญ่ระหว่างประเทศก็คือ Euroline ซึ่งเท่าที่ทราบ มีตั๋วแบบเดือนและ 2 เดือน ขึ้นไม่จำกัดเที่ยวในยุโรป ราคาถูก โดยมีตารางให้ด้วยว่า วันไหนขึ้นที่ไหนอย่างไรด้วย (แบบเดียวกับ เจอาร์พาสส์ ของญี่ปุ่น หรือ ยูโรพาสส์รถไฟในยุโรป ครับ)
.
โชคยังดี ที่ดึกแค่ไหน ก็มีสุขาสาธารณะให้ใช้ฟรีถึง 2 ห้องด้วยกันครับ
.
รูปภาพ
.
ระหว่างรอรถ ผมหยิบมือถือมาดูรายละเอียดที่พักที่จองไว้ ทราบว่าจากป้ายรถบัส (หลังสถานีรถไฟ) มาสทริชท์ ต้องนั่งรถไป Avenue Ceramique แล้ว ยังต้องเดินอีก 10 นาที เพราะฉะนั้น ด้วยสัมภาระ 60 โลอย่างเรา จึงขอไปแท๊กซี่ดีกว่า...
.
(แล้วเราก็ได้ทราบหลังในวันต่อมาว่า นั่นเป็นข้อมูลยุคไหนไม่ทราบที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในเว็บให้ทันกาลเลย .... เพื่อนๆที่ไม่มีสัมภาระอย่างเรา นั่งบัสประจำทางสาย 9 แต่แรกก็สบายบรื๋อ....ทว่าสำหรับเรา ไม่เป็นไรครับ ถือเป็นความรู้ละกัน แหะ แหะ)
.
เพราะแค่เห็นรูปที่พัก ก็ชื่นใจเป็นที่สุดแล้วครับ
.
รูปภาพ
.
.
จากท่ารถที่ สถานีรถบัส Étoile Bourse สตราสบรู็ก ไม่มีปัญหาเรื่องความไม่ปลอดภัยเลย (บางรายรอรถถึง ตี 3 ด้วยซ้ำ เพราะช่วงนั้นสตราสบรู็ก ไม่มีรถสาธารณะแล้วหลังตี 1 ครึ่ง) ทว่า..อากาศในอุณหภูมิติดลบรอบบริเวณ... หูยยยย อย่าบอกใครเชียว อิอิ
.
เรายืนแกว่งแขนแก้หนาวสั่นเกือบครึ่งชั่วโมง ก่อนรถ Flixbus จะมาถึง แล้วก็ก็ขึ้นรถสายที่ไป อัมสเตอร์ดัม ซึ่งมีผู้โดยสารเกือบเต็ม....
.
เราหลับไปเกือบตลอดจนวันรุ่งขึ้นเช้าวันที่ 29 ตุลาคม ผ่านเมือง Liège ที่สถานีใหญ่มากของเบลเยี่ยม แล้วครู่หนึ่งก็ถึง มาสทริชท์ ที่สถานีรถไฟ ตรงป้ายที่เราคุ้นเคย...
.
ขึ้นสะพานข้ามชานชาลาไปที่หน้าสถานี แล้วก็เรียกแท๊กซี่ไปส่ง ซึ่งนอกจากเป็นคันใหญ่แล้ว ยังรู้จักที่พักคิอ Stayokay เป็นอย่างดีครับ
.
ผมถาม ยอร์ช ว่า "Why are you so early-ทำไมคุณเริ่มงานเช้าจัง" ยอร์ชหัวเราะสวนกลับ "Why are you so early-ทำไมคุณมาเช้าจัง" แล้วก็เลยฮาทั้ง 3 คน
.
ระหว่างทาง เราบอกว่าเป็นแฟนคลับของ Andre Rieu...ยอร์ชยิ้มใหญ่เลยว่า "จะไปบ้านเค้าไหมล่ะ อยู่ไม่ไกลจากที่พักคุณ"
.
โห...ดีใจเป็นที่สุด แต่ก็ในเมื่อเรามีเวลาตั้ง 3 วัน ผมเลยบอกว่า "ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมถ่ายรูปเบอร์โทรคุณไว้ หากจะใช้บริการแล้วจะบอกนะ"
.
แล้วเราก็คุยกันเรื่องอังเดร ริอู โน่นนี่นั่นอย่างสนานอารมณ์
.
ค่ารถแค่ 11 ยูโรเท่านั้น เราก็เลยใช้แท๊กซี่ทั้งขาไปและขากลับ (สู่ท่ารถสถานีรถไฟเพื่อไปโคโลญจ์เลย) แม้จะใช้รถบัสได้ก็ตาม...
.
รูปภาพ.
.
การใช้รถบัสจากสถานีรถไฟ มาสทริชท์ ไปยังที่พัก ง่ายมากๆครับ...
.
ขั้นแรก ออกจากสถานีฯไปทางขวามือ จะเป็นท่ารถบัส
.
นั่งรถบัสสาย 9 ที่วิ่งเป็นรอบวงกลม บอกเค้าว่าจะลงป้าย St. Pieterskade ซึ่งรถจะจอดที่อุทยาน Pierre Kemppark พอดี ใช้เวลาประมาณ 10 นาที (รถมีตั้งแต่ 6.30 น. ถึง 23.00 น.)
.
รูปภาพ
.
จากป้ายรถ เดินไป Stauokay แค่ 2-3 นาทีเท่านั้นตามทางเดิน (ถามใครๆก็ทราบ) ก็จะเห็นอาคารโฮสเต็ลอยู่ด้านหน้าให้ข้ามถนนไปหาได้ครับ
.
ที่นี่ดีพร้อมทุกอย่าง เสียอย่างคือ ผ้าเช็ดตัวที่ทุกที่ให้เช่าผืนละ 2-3 ยูโรนั้น ที่นี่เป็นขนาดเท่าผ้าเช็ดหน้าจีน (ผ้าขนหนูผืนเล็กๆสำหรับเช็ดตัวในห้องน้ำแบบญี่ปุ่น) เราก็จึงใช้ของตัวเองที่เอาเผื่อไป (เพราะเคยเจอว่าไม่มีที่จางเจียเจี้ยมาแล้วจนต้องซื้อใหม่เอา จึงไม่กล้าขาดนับแต่นั้นมา)
.
โฮสเต็ล Stayokay อยู่ในอุทยานใหญ่เลย มีความสุขมากๆในบรรยากาศอย่างที่เห็นครับ
.
รูปภาพ
.
เตียงนอนเป็นเตียงเหล็กที่สามารถพับเป็นสองชั้นและชั้นเดียวได้ แข็งแรงและดีมากๆจนอยากจะมีแบบนี้ที่บ้านของตัวเองเชียวครับ เพราะนอนหลับสนิทดีจริงๆ
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3464
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Netherlands-Luxembourg-France-Germany Oct 18-Nov 11

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 17/12/2018 8:14 pm

รูปภาพ

.
เรามาถึงแต่เช้า ฝากสัมภาระแล้วก็เลยขอฉลองด้วยอาหารมื้อเช้าของที่นี่เลย ปรากฏว่ามีนิสิตาไทยที่เรียนที่นี่มาฝึกงาน เลยคุยกันอร่อย
.
ค่าอาหารคนละ 6.50 ยูโร อุดมสมบูรณ์มากกว่าที่อื่น เพราะมีแยม ขนมปัง แฮม ผลไม้ หลายประเภท มีไข่ต้มด้วย แต่น้ำส้มเป็นแบบหัวเชื้อเข้มข้นต้องใส่แก้วนิดเดียวแล้วไปเติมน้ำอุ่นเอาเอง
.
มีที่นั่งทานทั้งข้างในและข้างนอกที่ชมวิวแม่น้ำไปด้วยอย่างสบาย (ถ้าไม่กลัวหนาว) ...
.
เพื่อนร่วมห้องอาหารคนหนึ่งเป็นชาวเยอรมันชื่อ เกิร์ช อยู่เมือง Bremen แนะนำให้ไปเมือง อาเคิ่น-Aachen ว่าแค่ได้เข้า มหาวิหารฯ ที่โน่นก็คุ้มแล้ว...ไปจากที่นี่ 40 นาที ถ้าไปจากโคโลญจ์ ชั่วโมงครึ่ง.... พูดง่ายๆ ก็คือ เป็นเมืองยอดนิยมของคนทั้ง 2-3 ชาติ (รวมเบลเยี่ยมด้วย) นี้ทีเดียว
.
ถังน้ำเขียวๆที่อยู่ตรงรีเซฟชั่น คือเครื่องกรองน้ำ ที่สามารถเติมน้ำใส่ขวดไปดื่มระหว่างทางได้
.
รูปภาพ

.
Day ticket-ตั่ววันรถบัส (แต่ละวัน นับเมื่อแตะครั้งแรก ไม่ใช่ 24 ชั่วโมง) เฉพาะเมืองมาสทริชท์ คนละ 6.50 ยูโร ครับ แต่น่าเสียดายที่วันแรกเราไม่ได้ใช้และเดินจนเมื่อย เพราะบนรถบัส ต้องซื้อด้วยบัตรเครดิต ซึ่งเราไม่ประสงค์ ก็เลยไปซื้อเอาที่สถานีรถไฟตอนบ่าย เพื่อใช้วันหลังครับ
.
Stayokay เป็นเครือเดียวกับที่ Utrecht และเป็นเครือ Hostelling International ซึ่งการที่เราเป็นสมาชิกฯ ได้ลด 10% ครับ
.
สต๊าฟฟ์ชื่อ Shouni (คนขวา) Amber (คนกลาง) Roxanxe (ไม่ได้ถ่าย) และผู้จัดการชื่อ Angela (รูปซ้าย) น่ารักและให้ความช่วยเหลือเรื่องข้อมูลและเรื่องต่างๆตลอดสามวันที่เราอยู่ที่นี่ จึงขอมอบรีวิวคะแนนเต็มให้เป็นที่ระลึกพร้อมข้อมูลเผื่อถึงแขกคนอื่นด้วยครับ
.
รูปภาพ
.
แผนที่ที่แจกโดยทางที่พัก พร้อมรูปประกอบ ทำให้ทราบว่า จะไปเที่ยวที่ไหนอย่างไร
.
รูปภาพ
.
ส่วนแผนที่นี้ เป็นเส้นทางแหล่งสำคัญๆ ของ Maastricht Sightseeing Tourist Train-รถเล็กท่องเที่ยวในมาสทริชท์ ที่ครบเหมือน hop on hop off Sightseeing Bus ของเมืองใหญ่อื่นๆ และ..
.
รูปภาพ
.
แผนที่ออนไลน์ goo.gl/pafPwq ไฟล์ .png ที่สามารถคลิกให้ใหญ่ขึ้นเพื่อดูรายละเอียดได้ครับ
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3464
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Netherlands-Luxembourg-France-Germany Oct 18-Nov 11

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 17/12/2018 8:15 pm

รูปภาพ
.
.
From Maastricht to Aachen-บ่อเยี่ยะโจ่ย ที่ เอียร์เล็น
.
18 ธันวาคม 2561
.
สวัสดีครับ
.
สามวันเต็มๆในมาสทริชท์ของเรา มีอยู่ 1 วันเต็มๆที่เราเดินทางออกไปยังเมืองอื่น โดยที่เริ่มต้นด้วย อาเคิ่น-Aachen เมืองที่ เกิร์ช (goo.gl/jbRBmB) เพื่อนร่วมโฮสเต็ลชาวเยอรมันเมืองเบรเด้น ที่พร่ำโฆษณาแล้วโฆษณาอีกว่า ดีเยี่ยมเพียงไหนอย่างไร...
.
จนเราอดไม่ได้ที่จะมาร์คข้อมูลนี้ไว้ในสมองว่า ...เห็นทีจะต้องไปให้ได้ ไม่จากที่มาสทริชท์นี้ ก็ไปจากโคโลญจ์แหละ เพราะจะมีเวลาอยู่โคโลญจ์ถึง 5 วันเต็มๆ...
.
และแล้ว จากการเดินเที่ยวมาสทริชท์ในวันแรก และมีโอกาสไปสถานีรถไฟเพื่อสอบถามเรื่องการเดินทางต่างๆและค่ารถ ฯลฯ ในวันรุ่งขึ้น คือ 30 ตุลาคม 2561 เราก็ตัดสินใจเลยครับว่า "ไป อาเคิ่น วันนี่แหละ แล้วถ้ามีเวลา เราค่อยไปต่อ เอียร์เลน-Heerlen ที่อยู่ไม่ไกลกันอีกเมืองก็แล้วกัน"
.
การได้เที่ยว เมืองอาเคิ่น ที่เราใช้เวลาที่นั่นหลายชั่วโมง เป็นความสุขใจยิ่งนัก และอดขอบคุณ เกิร์ช ไม่ได้ที่กรุณาแนะนำเมืองนี้ให้เรา ทำให้เรานอกจากได้เห็น มหาวิหารฯที่ยิ่งใหญ่แล้ว ยังมีโอกาสได้พบ ร้านหนังสือที่จัดแต่งได้ยอดเยี่ยม บนตึก 4-5 ชั้น ชนิด อดปลื้มใจไม่ได้ว่า วงการหนังสือในยุโรป ยังติดอันดับของขายได้ขายดีในต่างประเทศ ซึ่งต่างจากบ้านเราที่ยอดขายหายไปกว่าครึ่ง และธุรกิจสิ่งพิมพ์อันยอดตกเอาตกเอา จนกลายเป็นล้มหายตายจากก็เยอะ อยู่รอดไม่รอดไม่เห็นฝั่ง ก็ยังมีอย่างที่เห็นๆกัน
.
และแน่นอนครับว่า ร้านหนังสือใน อาเคิ่น ที่เราแวะเวียนไปอยู่ในนั้นตั้งนาน โดยส่วนตัว ตัวเองชื่นชอบมากกว่า ร้านหนังสือในโบสถ์เก่าที่ว่ากันว่า สวยติดอันดับโลก ในมาสทริชท์ เสียอีก เพราะความที่ Customers Sevice เหนือกว่า รู้ใจลูกค้ามากกว่าอย่างเทียบกันไม่เห็นฝุ่น....เอาไว้มีเวลาจะจาระไนให้เพื่อนๆฟังพร้อมรูปเป็นฉากๆนะครับ
.
เที่ยวจุใจจนบ่ายๆในอาเคิ่น เราก็ตัดสินใจเดินทางไป เอียร์เล็น-Heerlen ต่อ ซึ่งใช้เวลาเกือบชั่วโมง ประกอบกับการที่ฝนตกพรำๆหลายช่วง จนต้องหลบฝนในอาคารและทำให้เราเที่ยว เมืองศิลปะ อย่าง เอียร์เลน นี้ได้เพียงหน่อยเดียว ก็ต้องรีบเดินทางกลับมาสทริชท์ก่อนฟ้ามืด จึงเท่ากับว่า...
.
เรามีโอกาสได้เที่ยว เอียร์เลน เพียงหน่อยเดียว ทั้งๆที่ในฤดูไฮซีซั่น ที่นี่น่าจะมีนักท่องเที่ยวตรึมไม่แพ้ที่อื่น...ด้วยเหตุนี้ รีวิวตอนนี้ ก็จึงขอว่าเรื่องเที่ยวเอียร์เลน รวดเดียวผนวกกับข้อมูล ให้หมดเรื่องหมดราวไปเลย ขณะที่มาสทริชท์ และ อาเคิ่น ที่มีรูปในโฟลเดอร์เต็มแม็ค คงต้องรอให้โอกาสดีๆแยกเป็นส่วนเฉพาะต่างหากทีหลังครับ
.
ก็จะให้ทำอย่างไรได้เล่าครับ เวลามีเพียงน้อยนิด ได้ไปย่อมดีกว่าไม่ได้ไป ได้รีวิวก็ยังดีกว่าทิ้งไปเปล่า ที่เหลือตรงไหนอยากเห็นอยากรู้ก็เก็บเอาไว้วันหลังละกัน...บ่อเยี่ยะโจ่ย ไม่ป็นไร คือ ไม่เสียหายมาก อย่างเพลงของพี่แอ๊ด คาราบาว ว่าไว้นั่นแหละครับ อิอิ
.
รูปภาพ
.
.
พูดถึงพี่แอ๊ด คาราบาว ผมก็ขออนุญาตเรียนที่นี่เลยครับว่า โดยส่วนตัว ผมว่าพี่เค้า (หรือน้องเราหว่า อิอิ) เก่งกว่า อังเดร ริอู ที่ผมรีวิวเต็มๆมาแล้วเสียอีก....
.
เพราะในขณะที่ อังเดร มีรายการแสดงคอนเสิร์ตทุกๆ 4-5 วันนั้น พี่แอ๊ดเค้ามีงานเล่นบนเวที ทุกวัน แบบใหญ่เล็กไม่เกี่ยง บางวัน 2 งานด้วยซ้ำ.... กระทั่ง งานเพลงคือส่วนหนึ่งของชีวตของเค้าเหมือนการวิ่งออกกำลังกายยังไงยังงั้น...
.
และสิ่งหนึ่งที่ อังเดร สู้ พี่แอ๊ดไม่ได้เลยแบบห่างชั้นเป็นโยชน์ ก็คือ..... .
พี่แอ๊ดแต่งเพลงมามากมายเหลือคณานับ และเพลงดัง เพลงชวนเต้น เพลงเรียกน้ำตา เพลงบันดาลใจ ที่เรียกรวมๆกันว่า เพลงเพื่อชีวิต ก็มีให้กับคนทุกรุ่น ทุกยุค ทุกสังคม จนร้องคลอกันต่อๆไปอย่างไม่รู้ตัว (นึกถึงคุณนายเคท ตอนจัดของในบูธแล้วฮัมเพลง...อ่อง อ่องซานซูจี..ไปด้วยแล้วอดผวาไม่ได้ ฮ่าฮ่า) และแฟนเพลงทุกคนต่างมีเพลงจำนวนนับสิบนับร้อยเป็นเพลงโปรดประจำใจกันทั้งนั้น
.
สำหรับผมเอง เพลงของพี่แอ๊ดที่ชื่นชอบที่สุด ทั้งทำนอง สุ้มเสียง และเนื้อร้อง เป็นยอดเพลงแห่งความบันดาลใจ ชื่อภาษาจีนแต้จิ๋ว (ต้นตระกูลพี่เค้าเป็นคนจีน) ว่า "บ่อเยี่ยะโจ่ย" ครับ
.
"บ่อเยี่ยะโจ่ย" แปลเป็นไทยว่า "ไม่หนักหนาอะไรหรอก" ซึ่งในภาษาจีนแมนดารินทั่วไป หาคำตรงตัวยาก คือน่าจะเขียนว่า 無多樣-อู๋ตัวยั่ง (จีนกลาง)-บ่อโจ่ยเอี่ย (แต้จิ๋ว) แปลว่า ไม่มีหลายอย่าง....
.
มีความหมายเดียวกันกับ 無相工-อู๋เซียนกง-บ่อเซียงกัง หรือ ที่แปลว่า ไม่ต้องแบ่งงานกัน หรือ 無先干-อู๋เซียนกั้น-บ่อโซยก่ำ แปลว่า ไม่ต้องทำก่อน อันต่างแปลว่า ไม่เป็นไร (เวลาถูกชนแล้วเราบอกว่า บ่อเซียงกัง หรือ บ่อโซยก่ำ หมายถึง ไม่เป็นไร ไม่ต้องโทษใคร)... .
ซึ่งทั้งสองสำนวนนี้ ภาษาจีนไม่มี ที่มีใช้กันเยอะก็ 没事-เหมยซื่อ-ไม่มีปัญหา หรือ 無所謂-อู๋สั่วเว่ย-ไม่ต้องพูดถึง (อย่าเกรงใจ) แบบ "ไม่มีคำบรรยายใดๆที่ลึกซึ้ง..." ของ Mr.Team เค้านั่นแหละครับ
.
ณ ที่นี่ ก็ขอแทรกเนื้อเพลงประทับใจส่วนตัว "บ่อเยี่ยโจ่ย" (ในอัลบั้ม "กันชนหมา" ที่ไพเราะ ความหมายดีทุกเพลง) ณ ที่นี้ก็แล้วกัน เพราะรู้สึกว่าไม่ดังมาก แต่เนื้อหากินใจ สอนให้คนเรารู้จัก ปล่อยวาง และ มีความหวัง ได้แบบง่ายๅ เหมือนมีผู้หลักผู้ใหญ่ที่สั่งสมประสบการณ์มาบอกเพราะผ่านทุกข์ผ่านร้อนมามากแล้วคนหนึ่งอ่ะครับ
.
ฟังๆไป อดคิดถึงตอนที่พี่เค้านั่งแต่งเพลงที่ชานเรือนบ้านเชียงใหม่ตามลำพังแล้ว เห็นภาพการประดิษฐ์ถ้อยคำโดยมีกีตาร์วางบนตัก บนตั่งเตี้ยๆ มีปากกา กระดาษ คอยจนคอร์ดจดเนื้อเพลง (ที่มีรอยขีดฆ่าเต็มไปหมด) ขึ้นมาเลยในภวังค์...ขอคารวะครับ พี่แอ๊ด
.
บ่อเยี่ยะโจ่ย
(goo.gl/hBm1WE)
.
เกิดมาเป็นคนย่อมมีบาดแผล
ไม่มีที่กายก็มีที่ใจ
คมรักก็เหมือนมีด กรีดลึกทรวงใน
คมมีดในครัวบาดคนทำครัว
เจ็บปวดไม่นานเดี๋ยวมันก็หาย
แต่คมรักบาดลึกแผลใจ หายยากหายเย็น
.
คุณเป็นคนหนึ่งไหม ที่เจอเรื่องแบบนี้
เคยปล่อยวางได้ไหม ทำไม่รู้ไม่เห็น
อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด
อะไรจะเป็นก็ให้มันเป็น
ไม่เป็นวรรคเป็นเวร บ่อเยี่ยะโจ่ย
.
มันอยู่ที่ตัวเราเองเข้าใจ
ว่าการหลอกลวงเป็นเรื่องโง่เขลา
เขาทำแบบนี้กับเราแล้วจะสนทำไม
ตัวเราเองคือศัตรูผู้น่ากลัว ผู้เข้มแข็งรู้ชนะรู้อภัย
จงอย่ามองโลกในแง่ร้ายจงใช้เหตุผล
.
วันเวลาให้บทเรียนควรจดจำไว้
แต่อย่าให้มันบั่นทอนทำร้ายใจตน
คนที่รอเราอยู่ยังมี คนดีๆที่มีเหตุผล
อย่าไปทุกข์กังวล บ่อเยี่ยะโจ่ย
.
ความพ่ายแพ้จะแปลเป็นพลังสรรค์สร้าง
ชีวิตมีหลายทางทายท้าน่าเผชิญ
ใครคนนั้นอาจเป็นเนื้อคู่
ใครคนนี้อาจเป็นเรื่องบังเอิญ
ทางใครทางมันต่างเดิน บ่อเยี่ยะโจ่ย
บ่อเยี่ยะโจ่ย
.
รูปภาพ
.
.
มาสทริชท์-Maastricht ห่างจาก อาเคิ่น-Aachen และ เอียร์เล็น-Heerlen แบบสามแยก A-B-C อย่างที่เห็นบนแผนที่นั่นแหละครับ คือจะไปไหนก่อนก็ได้....
.
แต่เมื่ออยู่ที่มาสทริชท์ การไป อาเคิ่น นั้น ง่ายกว่าแยะ แถมแผนกประชาสัมพันธ์ซึ่งบริการประชาชนด้วย ณ สถานีรถไฟ (ที่เราสอบถามข้อมูลเมื่อวาน) ยังมีตั๋วรถบัสจำหน่ายในราคาที่...
.
หนึ่งวันเฉพาะในมาสทริชท์ 6.50 ยูโร
.
แต่หากบวกไป อาเคิ่น เอียร์เล็น และหรือเมืองอื่นไม่ไกลมากด้วย เพียงคนละ 8.50 ยูโร คือเพิ่มอีกแค่ 2 ยูโร เท่านั้น
.
ด้วยเหตุนี้ จะรออัลไลล่ะครับ จัดการซื้อตั๋วไว้ก่อน 2 ใบเลย
.
แล้วเช้าวันรุ่งขึ้น คือ 30 ตุลาคม 2561 เราก็จับรถสาย 9 ข้างที่พัก มาที่ท่ารถบัสตรงสถานีรถไฟทันที โดยคนขับบอกว่า "ไปขึ้นรถที่ท่ารถบัสได้เลย แล้วจากอาเคิ่น ค่อยไป เอียร์เล็น จากนั้นค่อยกลับมามาสทริชท์อีกที..."
.
แหะ แหะ...วันนี้ ก็เที่ยว 1 เมือง 2 เมือง หรือ 3 เมืองรอบๆ (รวมมาสทริชท์) ด้วยตั๋ว 8.50 ยูโร (322 บาท) ใบนี้แหละ 555
.
หมายเหตุ: ภาพแรก เป็นภาพที่พักผู้โดยสารรถบัส ที่ อาเคิ่น อันสุดจะยอดโมเดิร์นครับ
.
รูปภาพ
.
รอแป๊บเดียว ก็ขึ้นรถบัส 350 ไปอาเคิ่นได้เลย
.
คนขับทะเล้นมาก ตอนผมกดแช๊ะภาพเค้าก่อนขึ้นรถ เค้าทำเสียงเข้มว่า "10 Euro!" ผมรีบรับมุกโดยกดอีกแช๊ะ แล้วบอกว่า "20 Euro then-รวมเป็น 20 ยูโรละกัน"แล้วก็แถมว่า "I don't know how easy to make money here-ผมไม่รู้มาก่อนเลยว่า หากินที่นี่ง่ายอย่างนี้" เล่นเอาทั้งคนขับ+ผู้โดยสารที่ได้ยินฮาลั่น และก็ยิ้มให้เราเกือบทั้งคัน
.
รถผ่านเมืองอื่นๆมาเยอะ ล้วนทันสมัยและทิวทัศน์งดงาม จนถึงท่ารถที่อาเคิ่น แล้วเราเดินออกมาข้างนอกหน่อยเดียว ก็เจอป้ายรถหลักกลางเมืองใหญ่อย่างที่เห็น อยากไปไหนมาไหนมีรายละเอียดบอกพร้อม..... ต่างจากที่ไหนน้า ที่มีผู้บริหารไปดูงานรถประจำทางมาแล้วหลายประเทศ แต่จนป่านนี้ ยังหารายละเอียดรถสายใดๆไม่ได้เลย ต้องใช้วิธีจำๆสายเอาว่าคันไหนไปไหน..เคยทำป้ายให้ดูบ้าง ก็ลืมบอกให้ผู้โดยสารถือแว่นขยายซัก 100 เท่า ติดตัวไปขยายเอาด้วย 5555
.
รูปภาพ
.
ใกล้ๆกับ ท่ารถ ก็คือ อาคาร Elisenbrunnen ที่เป็นสถานอาบน้ำและสปาในอดีตของคนดังทั้งหลาย ปัจจุบันยังมีน้ำพุร้อนขนาด 52 องศาที่มีกลิ่นซัลเฟอร์รุนแรง ให้คนผสมน้ำเย็นไปใช้รักษาโรคภายหลังตามแต่ความเชื่อของคน
.
ด้านข้างมุมหนึ่ง คือ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ที่นอกจากมอบแผนที่ประจำเมืองให้แล้ว ยังแนะนำเราด้วยเป็นอย่างดีว่า ควรจะไปที่ไหนอย่างไรด้วยครับ
.
รูปภาพ
.
วิธีเที่ยวแหล่งดังๆแบบไม่ให้พลาดง่ายที่สุดก็คือ ตามรอยของ รถนำเที่ยว Hop on Hop off Sight-seeing Bus ประจำเมือง ที่บอกเส้นทางว่าควรไปที่ไหนอย่างไรใน 1 วัน ซึ่งเราก็หยิบแผนที่จากศูนย์ฯมาด้วยทุกครั้ง
.
เพียงเท่านี้ อาเคิ่น ก็อยู่ในมือของเราแล้ว ซึ่งรายละเอียดจักได้รีวิวอีกตอนภายหลังนะครับ
.
หากจะเที่ยวเฉพาะที่นี่ ขากลับก็ไปด้วยรถบัสสาย 350 เช่นเดิมครับ
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3464
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Netherlands-Luxembourg-France-Germany Oct 18-Nov 11

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 17/12/2018 8:19 pm

รูปภาพ
.
From Aachen to Heerlen-เอียร์เล็น...เมืองนี้มีศิลปะ
.
19 ธันวาคม 2561
.
สวัสดีครับ
.
เมื่อเราเที่ยว อาเคิ่น จนจุใจเอาตอนบ่ายๆของวันที่ 30 ตุลาคม ตรงบริเวณศูนย์กลางเมือง เราก็ตัดสินใจว่า ได้เวลาที่จะไปเที่ยวอีกเมืองคือ เอียร์เล็น-Heerlen ซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่งก่อนกลับมาสทริชท์ตอนย่ำค่ำด้วยรถบัสที่เรามีตั๋วนั่งฟรีแล้วละครับ
.
หมายเหตุ: ภาพนี้ เป็นในค็อฟฟี่ช้อปชั้นแรกของ อาคาร Studio Frank Havermans ซึ่งอยู่ที่ศูนย์กลางเมือง-Center ของเอียร์เล็น ซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารของบริษัทตัวแทนประกันภัยชื่อ Schunck ข้างๆอาคาร Glass Palace ครับ
.
รูปภาพ
.
ที่ศูนย์กลางเมือง อาเคิ่น-Aachen City Center บริเวณใกล้ๆดงพาณิชย์ทั้งมวลนั้น มีอนุสาวรีย์ Hotmannspief ที่เป็นเสาแหลมสูง ประกอบด้วยเทพีสีทองทั้ง 4 ด้าน ทำหน้าที่เทน้ำดื่มบริสุทธิ์ (ที่มีซัลเฟอร์สูง) ในคนโททองให้กับผู้คนที่ปรารถนาน้ำดื่มเพื่อการรักษาสุขภาพหรือกระหายหิวโดยทั่วไป
.
ทำเลแห่งนี้ ในอดีตเป็นที่ตั้งของน้ำพุ ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 เพื่อคนเดินทางสามารถนำม้าเข้ามาดื่มน้ำในสระน้ำพุอย่างอิสระ ต่อเมื่อปี คศ.1825 จึงมีการสร้างเป็นอนุสาวรีย์ขึ้นอย่างที่เห็นครับ
.
เดินออกไปทางถนน Couvenstrabe ผ่านร้านขายเครื่องกีฬา Inter Sport ไปทางอาคารเอนกประสงค์ที่เคยเป็น ห้างสรรพสินค้า Lust for Life มาก่อน แล้วเลี้ยวซ้ายอีกทีตรงอาคารหอสมุดของเมือง Stadtbibliothek ที่ตั้งข้ามถนน ก็เป็นป้ายรถบัสที่มีผู้คนรอขึ้นเพียบแล้วครับ
.
สอบถามผู้คนบริเวณนั้น ทราบว่า สามารถนั่งรถบัสสาย 44 ไปยัง เอียร์เล็น ได้ แล้วค่อยหารถบัสไปมาสทริชท์จากที่นั่น เพราะเพียงพอแล้วสำหรับอาเคิ่นครับ
.
รูปภาพ
.
รถบัสนำเราผ่านทุ่งทิวเกือบตลอดทาง แซมด้วยหมู่บ้านเล็กๆหลายแห่ง แล้วประมาณบ่าย 3 โมง ก็เข้าตัวเมือง ผ่านเครื่องหมายสีส้ม Heerlen ข้างทาง มาถึงท่ารถบัสที่อยู่ติดกับสถานีรถไฟ ซึ่งเป็นซุ้มโค้งเหมือนอุโมงค์ต้นไม้ที่สวยงามมาก
.

[LEFT]รูปภาพ
.
ถามเส้นทางผู้คนไปยังทางเข้าเมือง.....
.
ตึกขาวๆด้านข้างคือสถานีรถไฟ....
.
ฝั่งตรงข้ามที่มีลวดลายสีสันต่างๆหน้าตึกและด้านข้าง คือ มูลนิธิการเรียนรู้งานช่างต่างๆ หรือ De Stichting Gered Gereedschap Parkstad Limburg ที่ตกแต่งใหม่จากการเป็น Sporthotel เมื่อก่อน โดยใช้โครงการสร้างสรรค์ใหม่ๆจาก Creative Heerlen Development Projects และความช่วยเหลือทางการเงินจากทางการ สโมสรบำเพ็ญประโยชน์ต่างๆ และรับบริจาคอุปกรณ์ช่างนานาชนิดทั่วไป
.
เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2002 และเครื่องจักรเก่าที่มาทำใหม่โดยช่างสูงวัยกับช่างฝึกงานถูกส่งไปให้ประเทศด้อยพัฒนามากมาย
.
หน้าอาคารคือ กองปูนหลากสีกลางถนนเป็นวงเวียนที่น่ารักมาก
.
ถัดไปเป็นสำนักงานต่างๆที่ล้วนเป็นองค์การบำเพ็ญประโยชน์ทั้งสิ้น อาทิ บ้านพักคนชรา โรงซ่อมจักรยาน ฯลฯ
.
อาคารสีเทาหลังใหญ่ คือด้านหลังของสำนักงานตำรวจเอียร์เล็น...
.
ผ่านสวนสวยใบไม้แดงเขียวเป็นพุ่มไป ที่นี่ช่างสมกับข้อมูลคร่าวๆที่ว่าเป็นเมืองศิลปะจริงๆครับ
.
รูปภาพ
.
กองปูนหลากสีอีกมุมหนึ่งแทนทางข้ามถนน....
.
อาคารภาพวาดหญิงสาวสวยพื้นดำคือ Business Post หรือการไปรษณีย์ของเอียร์เล็น
.
อาคารโค้งๆของ Licht-Studio 2000 บริษัทจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์และเครื่องไฟฟ้า...
.
ข้ามรางรถไฟไปยังศูนย์กลางเมือง-City Center แบบไม่น่าเชื่อว่า แค่บ่าย 3 โมงแท้ๆ ทั้งเมืองก็เงียบสงบราวกับเมืองร้าง ร้านค้าแทบจะไม่มีใครเปิดเลยทั้งๆที่เป็นวันอังคารแท้ๆ
.
รูปภาพ
.
ร้าน Alfa เครือร้านพิซซ่าอิตาลี Lincontro ที่มีสโลแกนว่า Simply The Best Pizza & Pasta ที่ Made in Italy แต่บังเอิญทำไมปิดไม่เปิดขายไม่ทราบครับ
.
อาคารภัตตาคาร Grand Turquoise ที่ด้านหน้ามีภาพปั้นของพระเยซูบนกางเขน...
.
ด้านข้างคือร้านอาหาร Carpe Diem ที่แปลว่า Sieze The Days ที่คุณครู John Keating สอนเด็กๆให้กล้าทำในสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบโดยไม่หวั่นเกรงต่อการคัดค้านของพ่อแม่ ในภาพยนต์เรื่อง Dead Poets Society หรือ แด่คุณครูด้วยดวงใจ ครับ
.
โรงแรม Tulip Inn ที่น่าจะมีลูกค้าไม่มากนัก...
.
รูปภาพ
.
ร้านอาหารอินเดีย Safran....ร้านเฟอร์นิเจอร์เครื่องนอน Hastens beds and mattresses....ร้านรองเท้าแตะลวดลาย Platform 045 ในตึกสีสันบาดตาด้วยศิลเปรอะ Encore....
.
ทางขึ้น Pancratiuskerk หรือ St. Pancras Church ซึ่งเป็น Catholic Church ในเอียร์เล็น ที่มีโซฟานั่งเล่นที่ทำด้วยปูนแต่สีสันเหมือนทำด้วยเบาะผ้า
.
ข้างๆทางขึ้นโบสถ์ คือร้านอาหารญี่ปุ่น Chibi Yumi Heerlen
.
รูปภาพ[/LEFT][LEFT][FONT=Helvetica, Arial, sans-serif][HIGHLIGHT=#ffffff]
[/HIGHLIGHT]
[/FONT]
[/LEFT][LEFT].
ป้ายโฆษณา ร้านสเต๊ก Eldorado บนบันไดทางขึ้น ที่นำไปสู่ร้านอาหารมากมายหลายแห่ง
.
รูปปั้น Koehp Statue ของ Der Koehp (ผู้ถูกเกณฑ์เป็นทหารของนโปเลียนในสงครามและเป็นสหายผู้รู้ใจในเวลาต่อมา) ข้างหน้า Schelmentoren หอสูงที่เป็นทั้งส่วนหนึ่งของป้อมปราการและคุกคุมขังนักโทษ อันถือได้ว่าเป็นอาคารที่เก่าแก่ที่สุดของเอียร์เล็น
.
รูปภาพ[/LEFT][LEFT].
รูปปั้นขาวของหญิงสาวบริเวณสวนหย่อมหน้าร้านอาหาร
.
Schunck Musieken Dans คือส่วนที่เป็น Glaspaleis-Glass Palace-อาคารกระจก ของ Schunck Cultural Center ที่เป็นทั้งห้องสมุด โรงเรียนสอนเต้นรำ และกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่างๆ
.
รูปภาพ[/LEFT][LEFT].
ทางเข้าหอสูงของโบสถ์อีกด้านหนึ่ง ที่มีรูปปั้นสีสันทันสมัยของ Pilgrim-ผู้แสวงบุญเล็กๆข้างบน
.
ร้านเสื้อผ้าทุกเพศทุกวัย TK Maxx Heerlen...
.
ร้านอาหารรอบๆ Pancratiusplein-จัตุรัสแพนคราส ที่เห็นภาพโบสถ์และหอนาฬิกาชัดเจน
.[/LEFT]
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3464
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Netherlands-Luxembourg-France-Germany Oct 18-Nov 11

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 17/12/2018 8:22 pm

รูปภาพ

อาคารหลัก Schunck Cultural Center ที่มีร้านอาหารและห้องสมุดด้านบน
.
หุ่นทองเหลือง ลาหัวเราะ-The laughing donkey ที่มุมหนึ่งของลานจัตุรัส ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเทศกาลประจำปีของเอียร์เล็น-The Heerlen Carnival Society De Winkbülle ที่ใครเห็นก็อดยิ้มมุมปากไม่ได้
.
เข้าไปในอาคาร Schunck ชั้นสองที่เป็นห้องสมุด
.

รูปภาพ
.
บริเวณกว้างขวางและมีโต๊ะประชุมของสมาชิก
.
ส่วนด้านล่างชั้น 1 คือห้องอาหารที่มีนิสิตมหาลัยมาทานกันตรึม ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้อนรับและแคชเชียร์น่ารักมากๆ
.
รูปภาพ
.
ออกมาด้านนอก จะเป็นหุ่นจำลองของป้อมปราการเดิมของ Landsfort Herle ซึ่งมีโบสถ์ St. Pancras Church ทุกส่วนจากด้านบนชัดเจน
.
และแล้วฝนก็ตกห่าใหญ่จนต้องหลบในภัตตาคารข้างๆชั่วคราว ก่อนฝนซาลงต่อมาจึงค่อยเดินชมบริเวณรอบๆ
.
รูปภาพ
.
ผ่านร้าน Staal en Inkt ที่เป็นทั้งร้าน Tattoo-สักหมึก และจำหน่ายงานศิลปะต่างๆโดยมีตู้โชว์แสดงสินค้ารอบๆ
.
คาสิโน Supergame ที่ปิดรอบด้านด้วยวอลล์เปเปอร์ขนาดใหญ่เต็มพื้นที่
.
แล้วก็มาถึงวงเวียนที่มีเหล็กดัดเป็นพุ่มตรงกลาง
.
รูปภาพ
.
ถามทางคุณลุงเพื่อไปยังสถานีรถไฟ...
.
ผ่านร้านค้าต่างๆ...โรงภาพยนต์ Quatro Cinema และด้านหลังของ Gemeente Heerlen หรือ The municipality of Heerlen-เทศบาลเอียร์เล็น หรือ ศาลากลาง-City Hall นั่นเอง
.
รูปปั้นคนยืนเอาแขนป้องมองข้างบน และชิงช้าที่ทำขึ้นเพื่อพยุงต้นไม้เก่า คือบริเวณที่ช่วงหนึ่งของวัน ภัตตาคารที่อยู่ตรงข้ามจะนำโต๊ะเก้าอี้มาวางให้ลูกค้าทานอาหารเครื่องดื่มแบบชิลล์ๆ
.
รูปภาพ
.
แกลลอรี่และรูปปั้น The Photographer-ลุงนักถ่ายภาพจากท่องเที่ยว ที่มีอยู่หลายจุดในเมือง
.
สำนักงาน Wiertz personeelsdiensten ที่ปรึกษาบุคคลในเรื่องต่างๆตั้งแต่เรื่องงาน เรื่องบ้าน ฯลฯ
.
รูปภาพ
.
อาคารที่จอดรถ Raadhuis Q park Heerlen ที่ตกแต่งด้านหน้าแปลกตา และร้านค้าเบ็ดเตล็ดต่างๆ
.
รูปภาพ
.
โรงละครและภาพยนต์ Theater Heerlen ซึ่งมีถึงสองจุด อยู่ในเครือ Parkstad Limburg Theaters ซึ่งมีห้องประชุมสัมนา 2-3 ห้องบริการด้วย
.
ภาพจิตรกรรมฝาผนังบนอาคารที่แสดงประวัติศาสตร์ของเมืองเอียร์เล็นยุคอุตสาหกรรมหนักจนก้าวผ่านมาจนถึงยุคศิลปะในปัจจุบัน
.
รูปภาพ
.
ชมอาคารต่างๆและภาพศิลป์บนนังตึกไปเรื่อยๆนะครับ
.
แล้วเราก็ข้ามชานชาลารถไฟมาอีกด้านหนึ่ง...
.
รูปภาพ
.
ซึ่งก็มีภาพโปสเตอร์บอกเล่าเรื่องราวต่างๆของเมืองมากมาย...
.

รูปภาพ
.
น่าเสียดายทื่มีเวลาไม่มากพอที่จะตามหาภาพจิตรกรรมฝาผนังต่างๆที่มีอยู่ทั่วเมือง
.
รูปภาพ
.
แล้วเราก็กลับมามราท่ารถบัส จับรถบัสสาย 52 ผ่านเส้นทางด้านนอก ก่อนจะแวะเปลี่ยนเป็นสาย 56 เพื่อไปยังมาสทริชท์ ซึ่งมีรถบัสกลับที่พักที่สถานีรถไฟครับ
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3464
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Netherlands-Luxembourg-France-Germany Oct 18-Nov 11

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 05/02/2019 9:55 pm

รูปภาพ
.

รูปภาพ
.
Walking in Maastricht-เดิน เดิน เดิน ในมาสทริชท์
.
(ความเดิมตอนที่แล้ว "Three Days in Maastricht-สามวันในมาสทริชท์" อยู่ที่ลิงค์ goo.gl/4UFG7v ครับ)
.
สวัสดีครับ
.
06 กุมภาพันธ์ 2562
.
หากจะมีใครถามให้เราบอกด้วยความจริงใจว่า "สิ่งที่ดีที่สุดในการไปนอกคืออะไร?" ละก็ ตอบพลัวะได้เลยครับว่า "....คือการได้ไปในช่วงเวลาที่ดีที่สุดของชีวิต อันหมายถึง ช่วงหลังเกษียณ.." นี่แหละครับ เพราะเราทั้งคู่...
.
-- มีเวลามากเหลือเฟือ จนไม่ต้องทำอะไรเร่งรีบ และที่สำคัญ ประสบการณ์สอนให้ "ไม่เรื่องมากทำในสิ่งไร้สาระ" โดยใช่เหตุ ด้วยความที่ผ่านมาเยอะแล้วแถมลึกๆไม่ได้รู็สึกนิยมชมชอบด้วยเลย
.
-- รายจ่ายน้อยจนมีปัจจัยบ้างพอสมควรในการเที่ยว เพราะอย่างอื่นๆที่เคยใช้เยอะในวัยก่อนหน้าเพื่อแสดงหน้าตาในสังคมนั้น เดี๋ยวนี้แทบไม่มี อาทิ บ้าน รถ เสื้อผ้า ที่ใช้ได้แบบ Massๆ เป็นพอ ไม่จำเป็นต้องใช้ของแบรนด์เนม หรือ Exclusive แต่อย่างใด
.
-- ทานน้อย ซึ่งนอกจากผ่านอาหารแพงๆล้นหลามมาจนพอแล้ว สภาพร่างกายแทบจะไม่รับอะไรที่มากเกินหรือขาดคุณสมบัติทางโภชนาการ (ไม่มีผัก และอุดมแป้ง) ไปได้เลย ทำให้งบค่าอาหารน้อยมาก ยิ่งเรื่องเครื่องดื่ม แทบจะไม่ได้คิดถึงเลยเพราะกลัวอ้วน (แต่ผมก็ลงพุงอยู่ อิอิ)
.
-- เลือกที่พักง่าย เพราะนอนร่วมห้องกับคนอื่นก็ได้ ยิ่งอยู่ร่วมกับคนในวัยน้อยกว่า ก็ได้โอกาสเป็นตัวอย่าง "...เกรงใจผู้อิ่นเป็น ตามมารยาทสังคมอันควรปฎิบัติ" ให้พวกเค้าได้เลียนแบบเพื่อปรับชีวิตให้ดีขึ้น (ไม่ส่งเสียงหนวกหูหรือเป็นที่รำคาญ ไม่ทิ้งของระเกะระกะ แต่งกายสะอาดและจัดที่นอนทุกวัน) ถ้าพักห้องส่วนตัว ก็เป็นที่นับถือของคนทำความสะอาด เพราะไม่เปิดน้ำเปิดไฟเปิดแอร์ทิ้งเด็ดขาด
.
-- เดินเก่ง คุณสมบัติข้อนี้แหละครับ ที่ทำให้เราอยากไปนอกมากๆในฤดูที่อากาศเย็นสบาย เดินวันละสิบๆกิโลไม่มีปัญหาใดๆทั้งสิ้น และยิ่งอยู่มากวัน งบผันแปร-Variable Cost ก็ทำให้งบคงที่-Fixed Cost น้อยลงเรื่อยๆ ในขณะที่มีเวลามากกว่าเดิม ต่างจากที่อยู่บ้านเรา ไปเดินออกกำลังในที่เดิมๆก็เดี๋ยวเดียวเบื่อ ไปที่ใหม่ๆก็กลัวรถชนตายอ่ะครับ หุหุ.....ที่สำคัญคือ ไม่ขอเปลี่ยนที่พักบ่อย (ปรกติแห่งละ 4 คืน หรือ 2 คืนน้อยสุด) เพราะตระหนักดีว่า การย้ายแต่ละครั้งหมดไปครึ่งวัน อีกทั้งค่าเดินทางไปกลับไม่แพงเลย
.
ฯลฯ
.
ทั้งหมดข้างต้นนี้ เป็นที่มาของการอยู่มาสทริชท์เมืองเล็กๆ แหล่งท่องเที่ยวน้อย (แต่สำคัญ) มากถึง 3 วัน เพราะทำให้เราได้เดินเต็มที่อย่างสมใจอยากยามตัวเปล่า (ไม่มีสัมภาระ) ขึ้นรถประจำทาง รถทางไกลเป็นว่าเล่น จนแทบจะผ่านสายตาวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นมากกว่าที่อื่นใด...
.
ด้วยเหตุนี้...วันแรก 29 ตุลาคม 2561 นี้ ตั้งแต่เกือบเที่ยงหน่อยๆ....
.
เมื่อฝากสัมภาระข้าวของ (เพราะเวลาเช็คอินคือบ่าย 3) ใช้ห้องน้ำให้พอ และเติมอาหารเช้าจนอิ่มหนำแล้ว เราก็จะ เดิน เดิน เดิน กันนะครับ
.
.
หมายเหตุ: ภาพที่เห็นคือ Sint Servaasbrug หรือ Saint Servatius Bridge-สะพานเซ้นต์เซอร์วาสเชียส ที่ทอดข้าม Meuse River-แม่น้ำมูซ หรือ River Maas-แม่น้ำมวลชน ใน Maastricht-มาสทริชท์ อันเป็นเมืองมหาลัยที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของเนเธอร์แลนด์ครับ
.

รูปภาพ
.
เริ่มต้นด้วยการเดินเข้าศูนย์กลางเมืองคือ Centrum โดยตัดผ่านสวนสาธารณะ Stadspark หรือ City Park ด้วยการถามไถ่ผู้คนไปเรื่อยผ่าน The old city walls-กำแพงเมืองเก่าที่ยาวเหยียดพร้อมป้อมโบราณ อันเป็นที่ตั้งของ Helpoort หรือ Hell’s Gate แหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของเมืองนี้
.
รูปภาพ
.
เดินผ่านรูปปั้นต่างๆ ขนานกำแพงยาว (มีหลุมต้นไม้หรือหลุมขยะไม่ทราบที่มีสายยางตรงเสาไม้ ไม่ทราบว่าเพื่ออะไร) จนถึงปากทางเข้าเมือง บริเวณโบสถ์ Basilica of Our Lady ก็เจอรูปปั้นสีแดงแจ๊ด Star-Studded Maastricht-ชุมนุมดาราสู่มาสทริชท์ แบบ Meet Europe-พบกับยุโรปในมาสทริชท์ อยู่ด้านหน้า
.
รูปภาพ
.
ด้านข้างของโบสถ์ Basilica of Our Lady หรือ Basiliek van Onze Lieve Vrouwe ที่เรายังไม่เข้าไปชม ผ่านร้านค้าต่างๆไปนั้น เป็นรูปปั้นทองเหลือง Relatie Ontwerp Sjra Schoffelen 1987 หรือ Relationship-ความสัมพันธ์ ที่ออกแบบโดย Sjra Schoffelen, 1987 อัน Abstract แสดงภาพคน 2 คนนั่งบนตั่ง...สร้างขึ้นเพื่อมอบให้เทศบาลมาสทริชท์ในโอกาสครบรอบ 150 ปี ตรงมุมลานกาแฟอาหารที่มีเก้าอี้เรียงรายนั้น
.
รูปภาพ
.
ถามเส้นทางไปสู่ จัตุรัส ไร้ทว์ฮอฟ-Vrijthof Square กับช่างไฟของเทศบาลที่มาซ่อมแซมสายไฟที่เสา เค้ายิ้มกว้างบอกว่า "เดินเลี้ยวซ้ายที่หัวมุมไปเรื่อยๆ ยังไงก็เจอ...." คนอะไร สูงยังกะต้นตาลแน่ะ 555
.
จัตุรัส ไร้ทว์ฮอฟ-Vrijthof Square คือลานกว้างที่ อังเดร รีอู-Andre Rieu ใช้เป็นสถานที่จัดแสดงคอนเสิร์ตที่บ้านเกิดของตัวเองทุกปีในเดือนกรกฎาคม นับถึงปี 2019 ก็จะเป็นการแสดงครั้งที่ 15 แล้วครับ
.
เรายิ้มทักทายกับ 2 ชายที่นั่งดื่มกาแฟหน้าร้าน คาเฟ่ ชาร์เลแม็งเน่-Cafe Charlemagne....โดยใช้มุกเดิมว่า "I intend to take 1 of you but got another for free, just like buying food didh and got free wine as bunus-ผมตั้งใจว่าจะถ่ายคนเดียวแต่ติดมาสอง เหมือนๆกับซื้ออาหารแล้วได้แถมไวน์ฟรีเลบครับ"
...
ทั้ง 2 ท่านนอกจากหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ทักทายปราศรัยด้วยไมตรีแล้วยังเชิญชวนด้วยว่า "ทำไมไม่แวะเข้าไปถ่ายรูปในค็อฟฟี่ช้อปนี้ล่ะ ทราบไหมว่า นี่คือ คาเฟ่อายุกว่าร้อยปีที่จัดว่าเก่าแก่ที่สุด และแฟนๆของอังเดรชั้นพิเศษ จะได้ทานอาหารที่ร้านนี้และลานกว้างที่เห็นเก้าอี้เรียงรายโน่น..."
.
โห...ขอบคุณมากๆครับ พอดีเจ้าของร้านสาวออกมา ก็เลยเชิญชวนเราอีกแรง เยี่ยมจริงๆครับ
.
รูปภาพ
.
คาเฟ่ ชาร์เลแม็งเน่-Cafe Charlemagne นี้ ตั้งอยู่ในทำเลที่ในอดีตกาล กษัตริย์ชาร์เลเม็งเน่ แห่งจักวรรดิ คาโรเลียน-Karolian แวะมาเยือนนางสนมกำนัลของพระองค์เป็นนิจครามาเยือนมาสทริชท์ และเป็นวโรกาสที่พระองค์ใช้สอบซักเหล่าปราชญ์และขุนนางที่ติดตามมาในกิจการบ้านเมืองนานา....ทว่าในตอนนั้น มีน้อยคนมากที่ตระหนักว่า ภายในเคยมีโรงเตี๊ยมลับๆในบริเวณด้านหลังของ จัตุรัส ไร้ทว์ฮอฟ-Vrijthof Square พอดี
.
รูปภาพ
.

รูปภาพ
.
รูปภาพ
.

รูปภาพ
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3464
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Netherlands-Luxembourg-France-Germany Oct 18-Nov 11

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 05/02/2019 9:58 pm

รูปภาพ
.
แล้วเราก็มาถึง จัตุรัสกว้างใหญ่ จุดเด่นของเมืองมาสทริชท์นี้ นั่นคือ จัตุรัส ไร้ทว์ฮอฟ-Vrijthof Square ซึ่งทุกปีในเดือนกรกฎาคม บริเวณนี้จะถูกแปลงสภาพเป็นงานมหกรรมคอนเสิร์ตของ Andre Rieu-อังเดร ริอู และ Johann Strauss Orchestra-วงออร์เครสตร้าของเค้า เพื่อชาวบ้านเกิดเป็นการเฉพาะ
.
สำหรับปี 2019 นี้ มีการแสดงเพื่อผู้ชมนานาชาติ 10 วันด้วยกันคือ 4,5,6,7,11,12,13,14,18,19,20, และ 21 กรกฎาคมครับ...
.
ทว่า...สำหรับรอบพิเศษวันที่ 14 กรกฎาคมนั้น แหะ แหะ ตั๋วชมหน้าเวที 8000 ที่นั่ง และตามชั้นล่างชั้นบนของร้านต่างๆโดยรอบอีกกว่า 3500 ที่นั่ง (น่าจะเป็นที่ยืนมากกว่า) ว่ากันว่าหมดไปตั้งแต่ปีมะโว้ (ตอนหมดคอนเสิร์ตปี 2018) แล้วครับ
.
ชมยูทูปของคอนเสิร์ตปี 2018 ได้ที่ลิงค์ goo.gl/frj9pp ครับ
.
ภาพจากเน็ต 2 ภาพนี้แสดงให้เห็นถึงช่วงที่ลานจัตุรัสโล่งปรกติและช่วงเตรียมจัดงานคอนเสิร์ตซึ่งใช้เวลาถึง 5 วันเต็มก่อนการแสดงรอบแรก
.
ณ จุดนี้ ก็อยากเรียนเพื่อนๆว่า เมื่อครั้งที่ อังเดร ริอู และวงออร์เครสตร้าของเค้าไปแสดงที่พระราชวังเชินบรุนน์-Schönbrunn Palace ที่กรุงเวียนนา-Vienna ประเทศ ออสเตรีย-Austria นั้น ความยิ่งใหญ่อลังการของสถานที่และการแสดงครั้งนั้น ทำให้อังเดรถึงกับสั่งทีมงานให้จำลองฉากทั้งหมดของแต่ละห้องโถงเพื่อการแสดงต่อไปยังสถานที่ต่างๆใน World Tour ของเค้า....
.
และนั่นคือบทเรียนสำคัญในชีวิตที่ให้ทั้งผลร้ายและผลดีอย่างที่เค้าไม่เคยคาดคิดมาก่อน นั่นคือ
.
ผลจากการลงทุนมากมายมหาศาลดังกล่าว ทำให้อังเดร ถึงขนาด I was completely bankrupt-ผมหมดเนื้อหมดตัวเลยว่างั้น โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายลงทุนสร้างฉากทั้งหมดทั้งหมด ใช้งบไปขนาด 34 ล้านยูโร ทีเดียว...
.
.....The bank manager ordered us in. He sat opposite and said: “What can we do to get our money back?”
-- ผู้จัดการธนาคารสั่งให้พวกเราเข้าพบ ณ ที่นั่น เค้านั่งหลังโต๊ะและเอ่ยเสียงขรึมว่า พวกคุณจะคืนเงินมาให้เราอย่างไร หา?"
.
...Of course, recreating a castle was completely stupid, so it was my worst financial decision but also my best, because it bought the best publicity.
-- แน่นอนครับว่า การสร้างฉากปราสาทอลังการเป็นเวทีคอนเสิร์ตนั้นเป็นความคิดโง่ๆจริงๆ แบบว่า มันเป็นการตัดสินใจทางการเงินที่เลวร้ายที่สุดของผม แต่แล้วในที่สุดก็กลับกลายเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดในชีวิต เพราะผลงานนี้เป็นการประชาสัมพันธ์คอนเสิร์ตผมขั้นสุดยอดจริงๆ
.
อังเดรบอกว่า "จะว่าเป็นข้อเสียอย่างหนึ่งของผมก็ได้นะ ที่มักถูกภรรยาผมต่อว่าเสมอว่า ผมลงทุนกับการแสดงมากไป แต่ก็นั่นแหละครับ คือผมอยากให้แฟนๆผู้ชมของเราได้อะไรมากกว่าที่พวกเค้าคาดการณ์เสมอ"
.
ในที่สุด ผู้จัดการธนาคารก็ตัดสินใจในสัปดาห์ต่อมาว่า ทางเดียวที่จะแก้สถานการณ์อันเลวร้ายได้คือ ต้องให้เค้าจัดแสดงต่อ เพื่อหากำไรมาใช้เงินกู้คืน ซึ่งเพียงปีต่อมา รายการคอนเสิร์ตในเวทีธรรมดาก็ทำรายได้ให้ถึง 22 ล้านยูโรทีเดียว
.
ชมตัวอย่างคอนเสิร์ต André Rieu At Schönbrunn, Vienna ได้ที่ลิงค์ goo.gl/h6C2Ax ครับ
.

รูปภาพ
.
ไหนๆมาถึงจัตุรัสฯในฝันแล้ว ขอเดินสำรวจรอบๆให้เต็มที่หน่อยนะครับ
.
อาคารสีขาวหลังใหญ่ อดีตเคยเป็นธนาคาร GE Artesia Bank แต่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น Forza Fashion House สาขาหนึ่งของห้างเสื้อผ้าสตรีชื่อดัง
.
คูหาติดๆกันสีแดงคือ ทำเนียบรัฐบาลสเปนเก่า-Old Spanish Government House ที่ในอดีตเป็นตำหนักของท่านดยุคและกษัตริย์สเปน ซึ่งปัจจุบันเป็น พิพิธภัณท์ภาพถ่าย Museum Aan Het Vrijthof a photography museum
.
ด้านหน้าของจัตุรัสฯ ที่เห็นเด่นเป็นสง่าคือ โบสถ์โรมันคาธอลิค เซ้นต์เซอร์วาสเชียส-Basilica of St. Servatius ที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่ มิชชันนารี หรือนักสอนศาสนาชาวอัลเมเนียน ตั้งแต่ปี คศ.384 ในมาสทริชท์
.
ข้างๆที่เป็นหอสูงสีแดงคือ โบสถ์โปเตสแต้นท์เซ้นต์จอห์น-St. John Church หรือ St.-Janskerk ที่สร้างขึ้นในปี คศ.1632
.
น้ำพุด้านหน้าลานกว้างเป็นหุ่นทองเหลืองสวมหน้ากากของศิลปิน 5 คน ที่จับมือกันล้อมรอบ ชื่อ Hawt uuch vas หรือ Hold each other โดยศิลปินชื่อ Frans Gast ในปี คศ.1978
.
รูปภาพ
.
ณ บริเวณลานจัตุรัส ไร้ทว์ฮอฟ-Vrijthof Square แห่งนี้นี่เอง ที่เป็นลานแสดงคอนเสิร์ตของ อังเดร ริอู ทุกปีในเดือนกรกฏาคม ที่มีผู้เข้าชมนานาชาติหนาแน่นเป็นประวัติการณ์ทุกรอบ ดังที่เห็นในภาพจากเน็ตนี้ ที่แม้แต่การชมจากร้านอาหารต่างๆรอบๆบริเวณก็หาตั๋วได้ไม่ง่ายเลย
.
รูปภาพ
.
สำหรับเพื่อนๆที่ประสงค์จะเข้าชมคอนเสิร์ตของอังเดร ริอูและวงออร์เครสตร้าของเค้า สามารถจองบัตรได้ที่เว็บ goo.gl/GGqRr5 ตามผังที่นั่งและราคาที่เห็นนี้ครับ
.
เรื่องราวของอังเดร ริอู สามารถชมรีวิวได้ที่ลิงค์ goo.gl/azqa9S ครับ
.
รูปภาพ
.
ด้านหนึ่งของลานจัตุรัสคือ หุ่นปูนของวงดนตรีในเทศกาลคาร์นิวัล 5 ตัวอันเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่ ประกอบด้วย หุ่นเล่นกลอง... เล่นทรัมเป็ต... เล่นแตร... เล่นฉาบ และตัวใหญ่สุดถือคทา...น่ารักน่าชังดีครับ
.
รูปภาพ
.
บริเวณด้านข้างคือร้านอาหารต่างๆที่ในเดือนกรกฏาคมจะรับทรัพย์กันถ้วนหน้าจากรายการคอนเสิร์ตของอังเดร ริอูครับ
.
ด้านหนึ่งคือ อาคารป้องกันภัยทางการทหาร Hoofdwacht ซึ่งทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยด้วยกล้องวงจรปิด ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ปี คศ. 1736 เพื่อทดแทนอาคารเดิมที่สร้างก่อนหน้านั้นเกือบร้อยปี (คศ.1642) และทางกลาโหมได้ขายให้กับทางเทศบาลในราคา € 1,040,000 ซึ่งปัจจุบันเป็นสถานที่แสดงนิทรรศการต่างๆและจัดงานประกอบพิธีมงคลสมรสเป็นครั้งคราวครับ
.
ด้านหนึ่งเป็น Perron-เปร์รอง หรืออนุสรณ์สถานที่แสดงความมีอิสรภาพของเมือง ที่เลียนแบบมาจากประเทศเบลเยี่ยม
.
มุมหนึ่งเป็น ที่จอดรถ-Q Park ซึ่งจอดด้านล่างของจัตุรัสเฉกเช่นสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไปและบ้านเราก็เคยอยากให้ใต้สนามหลวงเป็นที่จอดรถเช่นกัน แต่ยังทำไม่ได้
.
มุมหนึ่งที่เป็นอาคารสีขาวยาวพรืดคือ โรงละคร-Theater aan het Vrijthof หรือ Theatre Vrijthof ครับ
.
รูปภาพ
.
ด้านที่เป็นร้านไอสครีม Pinky และคูหาติดกันคือ Brasserie Monopole B.V. มีอักษรนีออนสีแสดของเบียร์ไฮเนเก้น-Heineken Bier นั้น...
.
บริเวณพื้นถนนมีทางม้าลายสีรุ้งซึ่งศิลปิน Maarten van den Berg เขียนบทกวีไว้ในโอกาส พาเหรดชุมนุมชาวเกย์-National Roze Zaterdag หรือ Gay Pride Parade ในปี คศ.2015 เป็นภาษาต่างๆทั้ง ดัทช์ รัสเซียน อารเบีย จีน และอังกฤษว่า...
.
Embrace me in this marl lands ochreous breath หรือ 请在这泥灰土地带的赭色气息中拥抱我 อันหมายความว่า จงโอบกอดฉันไว้ในบรรยากาศที่หายใจเอาฝุ่นควันเข้าไป
.
ถนนสายนี้เป็นถนนสายช้อปปิ้งสำคัญ เริ่มจากห้างเสื้อผ้าในเครือ America Today...ร้านรองเท้า Munnichs....ร้านขายอาหารเสริม Holland & Barrett....ร้านขายเสื้อผ้า Bershka...และ ณ จุดนี้นี่เองที่มี....
.
รูปภาพ
.
ร้านหนังสือสวยติดอันดับโลก ที่สร้างในโบสถ์เก่าอายุกว่า 700 ปี Boekhandel Dominicanen หรือ Bookshop Dominicanen ที่ใครก็ตามลองได้มาเมือง มาสทริชท์ แล้ว เป็นไม่ยอมให้พลาดการแวะเยือนอย่างเด็ดขาดถึงปีละกว่า 7 แสนคน
.
โบสถ์ดอมินิกัน-The Dominican Church นี้สร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 แต่ต้องหยุดการดำเนินการไปในปี คศ.1795 จนถูกนำไปเป็นโรงเลี้ยงม้าแข่ง...ที่จอดจักรยาน...ศูนย์นิทรรศการ และ ศูนย์บันเทิงงานปาร์ตี้ ฯลฯ กระทั่งได้รับการบูรณาการเป็นโบสถ์หรูอีกครั้งในปี คศ.2005 และเป็นร้านหนังสือชั่วคราวในอีกปีต่อมา
.
อย่างไรก็ตาม ร้านหนังสือในเครือของ Selexyz and Polare ตั้งแต่ปี คศ.2006 ก็ประสบกับปัญหาล้มละลายในปี คศ.2013 และในปีต่อมาจึงแปรเปลี่ยนเป็นหนังสืออิสระในนาม Bookshop Dominicanen นับแต่นั้น
.
รูปภาพ
.
รูปลักษณ์ด้านหน้าของโบสถ์ เป็นแผ่นเหล็กสีสนิมที่ดูเก่าคร่ำครึไม่น้อย แต่ภายในโบสถ์สิครับ งดงามน่าพิศวงยิ่ง เพราะมีหนังสือชาติต่างๆทั้งใหม่และมือสอง รวมทั้งซีดี ดีวีดี แผ่นเสียง LP ต่างๆมากมาย รวมทั้งยังเป็นสถานที่จัดรายการโต้วาที เสวนา อื่นๆอีกปีละหลายครั้ง
.
รูปภาพ
.
น่าสนใจมากๆครับต่อการเข้าไปเยือนสักครั้งหนึ่งในชีวิต โดยเฉพาะโครงสร้างภายในโบสถ์ที่ตกแต่งอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม...
.
เมื่อเราได้มีโอกาสไปเยือนร้านหนังสือใหญ่อีกแห่งในเมือง Aachen-อาเคิ่น ที่อยู่ไม่ไกล ชื่อ Mayersche Buchhandlung-ร้านหนังสือ มายเอ้อเช่อ ในภาษาเยอรมัน หรือ เมเอ้อเช่ ในภาษาดัชท์ เราก็ต้องยอมรับว่า ชื่นชมร้านหนังสือดังกล่าวและใช้เวลาอยู่ที่นั่นมากกว่า นานกว่าด้วยความนิยมยิ่งในความทันสมัยและรู้ใจลูกค้า ซึ่งจะได้โอกาสรีวิวในคราวต่อไปครับ
.
รูปภาพ
.
ข้างๆร้านหนังสือในโบสถ์เก่า คือห้างสรรพสินค้า Entre Deux ที่เราจะได้ไปเยือนในวันสุดท้าย ผ่านร้านค้าต่างๆที่สร้างทับเมืองเก่าที่ยังคงเหลือซากให้เห็นและกลายเป็นที่จอดรถชั้นใต้ดินไปแล้ว รวมทั้งสาขาหนึ่งของ ซุปเปอร์มาร์เก็ต Albert Hejin ด้วย
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3464
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Netherlands-Luxembourg-France-Germany Oct 18-Nov 11

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 05/02/2019 10:01 pm

รูปภาพ
.
ชมร้านค้าต่างๆไปเรื่อย ทั้งร้านบาร์เบอร์...ร้าน Schoenmakerij ที่แปลว่า Shoemaking-ร้านทำรองเท้า และมีคำขวัญว่า These shoes are made for walking-รองเท้าที่ทำสำหรับเดิน แต่ขายเครื่องหนัง เข็มขัด สารพัดสารเพ... รวมทั้งร้านที่วางเรียง กล่องเครื่องดื่มกะทิงแดง เป็นกองๆด้วย
.
รูปภาพ
.
แล้วเราก็ทะลุมาถึงลานกว้างอีกแห่งซึ่งอาคารใหญ่เบื้องหน้าคือ ศาลากลาง-City Hall ซึ่งตั้งอยู่ ณ จัตุรัสมาร์คท์-Markt square อันแปลว่า จัตุรัสตลาดนัด เพราะมีตลาดนัดใหญ่สัปดาห์ละหลายครั้ง อาทิ
.
- วันพุธ มีร้านค้าประมาณ 200 บูธ ตั้งแต่ 9.00 น. ถึง 15.00 น.
.
- วันศุกร์ มีร้านค้าปลาด้วยรวมเป็นประมาณ 300 บูธ
.
- วันพฤหัสบดี ตลาดชาวบ้านจำหน่ายสินค้าปลอดสารพิษ ทั้งพืชผัก และอุปกรณ์ต่างๆ
.
- วันเสาร์ เป็นตลาดมือสองหรือ Flea Market ตั้งแต่ 10.00 น. ถึง 16.00 น.
.
มุมหนึ่งคือ น้ำพุหญิงท้วม-Fat Lady Fountain หรือ 't Mooswief ที่หมายถึง ป้าขายผัก ที่ตั้งอยู่หน้าร้าน Cafe Napoli โดยศิลปิน Charles Vos ผู้ปั้นภาพจากป้าตัวจริงนาม Tant Merie Koch ซึ่งยืนขายผักในแผงบริเวณนั้น
.
อีกมุมหนึ่ง คืออนุสาวรีย์ Johannes Petrus Minckelers ผู้ประดิษฐ์แสงไฟจากแก้ส
.
ส่วนรีวิวละเอียดบริเวณนี้ที่เราได้ไปเยือนอีกครั้งในวันสุดท้าย คงต้องรอโอกาสต่อไปครับ
.
รูปภาพ
.
โคมไฟริมถนนตั้งแต่หน้าร้าน S.Oliver ที่นี่ทำเป็นเสมือนกรงนกที่ดูดีมากๆ...ห้าง H&M ที่เป็นอาคารยาวเหยียด...บันไดเลื่อนลงไปสู่ ร้านเครื่องตกแต่งภายในบ้าน Casa Shop...ร้าน The Sting เสื้อผ้าโบราณประเภทเชิ๊ตลายสก็อตต์และกางเกงยีนส์แบบในหนังมั้ง อิอิ....ร้านลีวายส์ Open 32....ร้านศิลปะ Pop Up....
.
รูปภาพ
.
ทะลุออกมาถึงริมน้ำ ที่ Waterpoort-Rondvaarten มีบริการเรือนำเที่ยวแม่น้ำหลายรายการ โดยเจ้าใหญ่หลายรายการคือ Stiphout Tours ....
.
อีกฝั่งหนึ่งคือ โบสถ์คาธอลิก Sint Martinuskerk Catholic Church...
.
รูปภาพ
.
เดิน เดิน เดิน จนกระทั่งถึงริมน้ำ บริเวณ Sint Servaasbrug หรือ Saint Servatius Bridge-สะพานเซ้นต์เซอร์วาสเชียส ที่ทอดข้าม Meuse River-แม่น้ำมูซ หรือ River Maas-แม่น้ำมวลชน ใน Maastricht-มาสทริชท์
.
สอบถามสองสาวนักเดินทางว่าจะไปยังโฮสเต็ล Satyokay ได้อย่างไร ทั้งคู่หัวเราะร่าและชี้นิ้วไปยังอีกฝั่งบอกว่า "เดินเลียบแม่น้ำไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็ถึงจร้า..."
.รูปภาพ
.
Hoge Brug Maastricht-เดิน เดิน เดิน ข้ามสะพาน เข้าเมืองอีกรอบ
.
16 กุมภาพันธ์ 2562
.
สวัสดีครับ
.
(ความเดิมตอนที่แล้วอยู่ที่ลิงค์ goo.gl/hfT4Rn ครับ)
.
เดินมาเอื่อยๆจนข้ามสะพานกลับมาด้านที่ตรงไปจะมุ่งสู่โฮสเต็ลอยู่แล้ว แต่ดูนาฬิกาเพราะความที่ยังเช้าอยู่ คือยังไม่ถึงบ่าย 3 ตามเวลาที่สามารถเช็คอินได้ เราก็จึงเปลี่ยนใจ ขอเข้าเมืองอีกรอบทางอีกด้านหนึ่งโดยข้ามสะพานสูง Hoge Brug ไปครับ
.
สะพานกว้างใหญ่มากครับ และเพื่อนๆคงยังไม่ลืมนะครับว่า เราอยู่ในเนเธอร์แลนด์ส ดินแดนแห่งจักรยาน เพราะฉะนั้น ทางจักรยานย่อมมีอยู่ทั่วไปแม้กระทั่งบนสะพานอย่างที่เห็นครับ
.
ขวามือที่เห็นเป็นหอสูง ก็คือ โบสถ์หลายแห่งบริเวณ จัตุรัส ไร้ทว์ฮอฟ-Vrijthof Square นั่นเองครับ
.
รูปภาพ
.
ห้างร้านด้านข้าง Saint Servatius Bridge-สะพานเซ้นต์เซอร์วาสเชียส นี้ก็คึกคักใช่ย่อย แต่ที่สำคัญคือหุ่นทองเหลือง ชื่อ Mestreechter Geis หรือ Spirit of Maastricht-จิตวิญญาณแห่งมาสทริชท์ ผลงานของศิลปิน Mari Andriessen ผู้สามารถรวบรวมความเป็น "คนมาสทริชท์" ได้ในรูปปั้นเดียว คือ ทั้งงดงาม ขี้เล่น อุดมอารมณ์ขัน และใช้ชีวิตอย่างสุขนิยม
.
รูปภาพ
.
แล้วเราก็กลับมาถึงจุดเดิมอีกด้านหนึ่ง เห็นรูปปั้นสิงโตหมอบริมฝั่งบริเวณที่อดีตเคยเป็นสะพานไม้ข้ามแม่น้ำ แต่ถูกทำลายไปในสงคราม ....โบสถ์ใหญ่ Basilica of Our Lady...ร้านเหล้า+สแน็ค Frape ที่โด่งดัง...จนถึงบันไดทางขึ้นไปยัง Helpoort หรือ Hell’s Gate...
.
รูปภาพ
.
ตรงนี้นี่เองที่มี Hoge Brug หรือสะพานสูงที่สามารถข้ามไปสู่บริเวณ เมืองเก่า อีกด้านหนึ่งของมาสทริชท์ได้ ซึ่งสามารถทั้งเดินขึ้นหรือขึ้นลิฟท์เอา โดยอีกฟากหนึ่ง เห็นอาคารของโรงแรม Crowne Plaza ชัดเจน
.
รูปภาพ
.
ภาพหอสูง 7 ยอดหน้าจัตุรัส ไร้ทว์ฮอฟ-Vrijthof Square ถ่ายจากสะพานได้สวยงามมากๆ แต่บริเวณเมืองเก่า-Old Town ปัจจุบันเหลือเพียงซากเท่านั้น
.
อาคาสีขาวทันสมัย เหมือนตัวอักษร EF คือภัตตาคารริมน้ำ Restaurant Beluga....ส่วนอาคารทรงโกดังสีขาวคือ โรงละครที่สร้างจากโรงงานเก่า The Bordenhal ขนาดย่อมที่บรรจุผู้ชมเพียง 150 ที่นั่งเท่านั้น....ด้านข้างมีร้านกาแฟ Café Zuid ด้วย
.
สอบถามคุณพี่ที่เดินสวนมาว่าที่นี่คืออะไร ก็ได้ทราบว่า เป็นลานจัตุรัส Plein 1992 หรือ Square 1992 อยู่ในเขต Céramique และปี คศ.1992 คือประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของมาสทริชท์ที่ลงนามในสัญญาว่าด้วยการใช้เงินสกุลยูโร เป็นเงินประจำที่นี่เพียงสกุลเดียว
.
เนื่องจากบริเวณที่อยู่ทางทิศเหนือนี้ ถมดืนให้สูงกว่าริมฝั่งแม่น้ำอีกด้านที่เป็นสวนสาธารณะใหญ่ จึงมักถูกกล่าวถึงว่าเป็น The City Balcony Of Maastrich-ระเบียงแห่งมาสทริชท์ อันถูกออกแบบรอบๆบริเวณได้อย่างสร้างสรรค์และทันสัมยยิ่ง
.

รูปภาพ
.
ด้านหนึ่งของอาคารที่เรียงยาวเป็นพืดคือ ซุปเปอร์มาร์เก็ต Albert Heijn ที่ใหญ่โต ภายในเตรียมงานฮาโลวีนเป็นพิเศษ...
.
และเราก็จัดการซื้อผลไม้เอย ขนมปังต่างๆมาตุนไว้ตามสไตล์ คือ ก่อนจ่ายเงิน ต้องสอบถามแคชเชียร์ว่า "มีบัตรโบนัสแจกหรือเปล่า" แล้วเค้าก็หยิบให้เราได้ส่วนลดหลายยูโรเลยครับ
.
มุมหนึ่งคือ ร้านกาแฟ Coffee Lover ในขณะที่อาคารขาวสูงมีกรอบน้ำตาลคือ Cultural Center/Centre Céramique-ศูนย์วัฒนธรรม อันส่วนหนึ่งเป็นห้องสมุดใหญ่ด้วยครับ
.
อาคารโดยรอบที่เป็นทั้งสำนักงานต่างๆ-Goverment Offices และที่พัก ใช้สีน้ำตาลที่ทำให้ดูโอ่อ่าอลังการไปทั้งบริเวณ
.
จากมุมนี้ สามารถเดินไปสู่ตัวเมืองส่วนกลางได้
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3464
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

ย้อนกลับต่อไป

ย้อนกลับไปยัง งามต่างแดน

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 19 ท่าน

cron