Spain-Portugal Trip March 02-April 05, 2018

รีวิวต่างประเทศ รีวิวแยกประเทศ ตั้งคำถามที่คาใจ กลเม็ดเคล็ดลับในการท่องเที่ยว

Re: Spain-Portugal Trip March 02-April 05, 2018

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 09/06/2018 10:53 pm

รูปภาพ
.
เก็บภาพใกล้ๆอีกที
.
รูปภาพ
.
แวะร้านแม็คโดนัลดิ์ แต่สู้ผู้คนไม่ไหว แถมราคาแพงกว่าที่ลิสบอนอีกเท่าตัว คือจาก 1.99 ยูโร (ของเบอร์เกอร์คิง) เป็น 4 ยูโร
.
จึงมาที่ร้าน Estambul Doner Kebap Pizza ที่อยู่ข้างๆ นั่งทาน เคบับ 2 ชิ้นๆละ 4 ยูโร มีคนเสิร์ฟ จนอิ่มตื้อ..
.
รูปภาพ

.
ขากลับ.....
.
รูปปั้นสาวเปลือย มีก๊อกน้ำ 4 ด้าน หน้า City Town Hall....
.
รูปปั้นของนักสู้พร้อมสาวงามบนหอนาฬิกา....
.
รูปปั้นนายทหารอันเป็นสัญลักษณ์ของท่าเรือเก่า O Porto.....
.
ร้านเสื้อผ้าวัยรุ่น Unic....
.
รูปภาพ
.
เดินทะลุซอย ผ่าน Hotel Aliados ไปนิดเดียวก็ถึง โฮสเต็ลของเรา จัดการเช็คอิน และขึ้นไปอาบน้ำ...
.
กลับมาแล้ว ในห้องไม่มีใคร ก็เลยดาวน์โหลด "บุพเพสันนิวาส" มาให้คุณนายดู....
.
เป็น 2 ชั่วโมงกว่าๆ.... ท้องชักหิวอีก แต่ฝนเริ่มตก.....ผมจึงกางร่มฝ่าฝนออกไปที่ ร้าน Estambul Doner Kebap Pizza เจ้าเก่า ซื้อพิซซ่าทะเลถาดใหญ่ 6.5 ยูโร และ เคบับแบบม้วน-Wrapped Kebap อีกชิ้น 4.5 ยูโร รวมเป็น 12 ยูโร แล้วอัญเชิญคุณนายมาดูละคร (เสียบหูฟัง) ไป ทานไป ด้วยความสุขสดชื่นในวันแรกของที่นี่ ก่อนจะกลับไปนอนที่ห้องในเวลา 4 ทุ่มหน่อยๆ
.
ราตรีสวัสดิ์ครับ
.
รูปภาพ
.
Porto Day Two-พอร์โธ่ วันที่สอง
.
13 มิถุนายน 2561
.
สวัสดีครับ
.
เมื่อคืนอากาศเย็นสบายจนต้องเปิด Heater ที่ 30 องศา แล้วนอนหลับสบายตลอดคืน
.
วันที่สองที่อยู่พอร์โธ่ (29 มีนาคม 2561) และวันพรุ่งนี้อีกวัน จะเป็นการใช้รถสาธารณะ (รถรางเป็นหลัก) ให้คุ้มค่าตั๋ว 2 วัน 10 ยูโรนี้อย่างเต็มที่
.
ตั้งใจแล้วครับว่า จะขึ้นทั้ง 3 สาย สายละกี่เที่ยวไม่จำกัด แต่จะไปทุกทิศตามเส้นทางที่เข้าใจว่าน่าจะครอบคลุมแหล่งท่องเที่ยวดังๆทั้งหลายในพอร์โธ่นี้ครับ
.
ภาพที่เห็น ถ่ายบนบันไดทางขึ้นของ โบสถ์ เซ้นต์ฟรานซีส-The Church of Saint Francis หรือ Igreja de São Francisco ในภาษาโปรตุเกส ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณศูนย์กลางประวัติศาสตร์พอร์โธ่ และเป็น มรดกวัฒนธรรมโลกของยูเนสโก้อีกแห่งหนึ่งด้วย
.
มองไปยังถนนใหญ่ Rua Infante Dom Henrique จะเห็นอาคารสีฟ้าอ่อนอันเป็นโบสถ์คาโธลิค เซ้นต์นิโคลัส ประจำตำบล-Parish Church of St. Nicholas หรือ Igreja Paroquial de Sao Nicolau ในภาษาโปรตุเกส
.
อาคารด้านหน้าที่มีรูปนิ้วคนกำลังง้างปากที่อ้าข้างล่าง คือ ร้านอาหาร กาแฟ ของหวาน Pimms Cafe อีกหนึ่งร้านดังที่ว่ากันว่าไม่แพงครับ
.
รูปภาพ
.
ขอถือโอกาสแนะนำ Yes Hostel Porto ซึ่งอยู่ในเครือ Yes Hostel ทั้ง 4 แห่งที่มีส่วนต่างๆคล้ายๆกัน
.
ภาพแรก เมื่อเช็คอินแล้ว แต่ละเตียงจะได้รับกำไลข้อมือพลาสติกคล้ายนาฬิกา เป็นชื่อเตียง ชื่อห้อง ที่สามารถใช้เป็นสัญญานเปิดประตูห้องได้-ขึ้นลิฟท์ได้-เปิดประตูหน้าชั้นล่างของโฮสเต็ลได้ ซึ่งสามารถสวมใส่ตลอดเวลาเพราะกันน้ำได้ด้วย.....มีค่ามัดจำชิ้นละ 5 ยูโรที่เค้าคืนให้เมื่อเช็คเอ้าท์ครับ
.
ทุกห้องจะมีข้อความว่า "โปรดเคารพความสงบสุขของเพื่อนร่วมห้อง...พึงเงียบบนชั้นนี้...สังสรรค์เฉพาะที่ห้องชั้นล่างส่วนกลางเท่านั้น...มิฉะนั้น ท่านจะถูกเขวี้ยงออก"..ว่าเข้านั่น แต่นี่เป็นกฏของโฮสเต็ลในเครือทุกแห่งซึ่งไม่ค่อยง้อคนเข้าพักเท่าไหร่ครับ
.
ถัดมาเป็นห้องส่วนกลาง มีเค้านเตอร์ลงทะเบียน/ประชาสัมพันธ์ (ที่เจ้าหน้าที่คือ Bernaldo นั่งอยู่) ซึ่งตอนเช้าเป็นที่วางสรรพบุฟเฟ่ต์อาหารเช้า ราคา 2 ยูโรทานไม่อั้น
.
ถัดไปหน่อยเป็นห้องครัว ที่มีอุปกรณ์พร้อมมูล พร้อมคำเตือนว่า "ก่อนนำอาหารเข้าตู้เย็น กรุณาหยิบถุงพลาสติคที่เตรียมไว้ให้ ห่อและเขียนชื่อพร้อมวันกลับไว้ด้วย...อาหารที่ไม่ติดตราจะถูกจัดเข้าหมวด [ของฟรี] หรือโยนทิ้ง"
.
อีกป้ายในห้องครัวที่มีโต๊ะยาวเขียนว่า "เราไม่ใช่คุณแม่ของคุณ โปรดล้างจานของตัวเอง (เป็นหลายภาษา)" 5555
.
คำเตือนเรื่องห่อพลาสติกและเขียนอีกครั้งหน้าตู้เย็น พร้อม "ปิดตู้เย็นให้สนิทด้วย คุณ" อิอิอิ
.
เมื่อลงบันไดมาชั้นล่าง แต่ละชั้นจะมีภาพเขียนข้างฝาเพื่อความสุนทรีย์ด้วยครับ
.
รูปภาพ
.
เปิดประตูออกไปข้างนอกทีไร ต้องตกใจกับภาพข้างๆเพราะนึกว่ามีคนอยู่ทุกที หุหุ
.
ออกจากโฮสเต็ลไม่ถึง 20 ก้าวไปทางซ้ายคือ โบสถ์พระสงฆ์-Church of the Clergymen หรือ Igreja dos Clerigos ในภาษาโปรตุเกส สร้างขึ้นตั้งแต่ปี คศ. 1732 ใช้เวลาทั้งหมดก่อนเปิดทำการ 22 ปี คือ คศ.1754 ครับ
.
ถ่ายภาพโบสถ์นี้ไว้ในมือถือ แล้วเปิดถามคน กลับที่พักได้ง่ายกว่าการจำชื่อครับ อิอิ
.
เดินออกซ้าย ผ่านร้านขายของชำร่วยต่างๆ ซึ่งตกแต่งไม่เหมือนกัน แต่ของขายคล้ายๆกัน
.
ร้านขายรองเท้า Pedantes ตราเท้า... เหอ เหอ
.
ข้างๆร้านเหล่านี้และโบสถ์ เป็นทางรถรางแคบๆด้วยครับ
.
รูปภาพ
.
ร้านขายเสื้อผ้าเด็ก...เครื่องประดับ...สังฆภัณฑ์....ของที่ระลึก โดยเฉพาะกระเบื้องเซรามิค.....และร้านขายของชำร่วยที่มีภาพสะพานดัง Dom Luis I Bridge ของพอร์โธ่ อยู่ข้างบน...
.
รูปภาพ
.
ร้านขายรองเท้าราคาพิเศษ....ร้านขายเครื่องเคลือบ..ผ้าปูโต๊ะ...และกระเบื้องเซรามิคที่สวยงามมากทั้งแบบแผ่นละรูปและ 12 แผ่นรูป .....
.
ร้านขายไวน์ โดยเฉพาะ ไวน์ท่าเรือ-Port Wine ของท้องถิ่น....ร้านขายของชำร่วยที่ตั้งชื่อซะเก๋ว่า "ด้วยการบริการนักท่องเที่ยว" 5555 มีขายบัตรท่องเที่ยวด้วย.....อาคารขายของชำร่วย 2 แห่ง คือ Principal da borracha...และที่ Casa Oriental A tradicao Portuguesa desde 1910 ที่มีปลากระป๋องลวดลายปีต่างๆแบบลิสบอนขายด้วย...
.
หอสูงที่เห็นคือ หอระฆัง Clerigos tower หรือ Torre dos Clérigos ในภาษาโปรตุเกส อันเป็นด้านหลังของ โบสถ์พระสงฆ์-Church of the Clergymen ตะกี้ สร้างขึ้นในปี คศ. 1753 สูง 75.6 เมตร และมีบันไดถายในขึ้นหอ 240 ขั้นด้วยกัน
.
เมื่อข้ามสวนสวยขนาดใหญ่ไปหน่อย ก็มาถึง โบสถ์ฝาแฝดที่ดูเหมือนเป็นโบสถ์เดียว....
.
ขวามือคือ โบสถ์ Carmo Church ที่สร้างในศตวรรษที่ 18 ด้านหนึ่งมีกระเบื้องภาพวาดเซรามิคเต็มกำแพง....ส่วนอีกแห่งทางซ้ายมือคือ โบสถ์ Carmelitas Church อันสร้างก่อนในศตวรรษที่ 17 ซึ่งภายในมีการตกแต่งภายในอย่างงดงาม (แต่เราไม่ได้เข้าไปชม) ครับ
.
ทั้งสองโบสถ์นี้ ถูกคั่นกลางด้วยอาคารเล็กๆกว้างแค่เมตรเดียว ด้วยความเชื่อทางศาสนาที่ว่า ไม่ควรมีโบสถ์สองแห่งใช้กำแพงเดียวกันนั่นเอง
.
รูปภาพ
.
รูปปั้นของ นักเขียนดังในปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 นาม Jose Duarte Ramalho Ortiga กลางสวนสวย
.
อาคารพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติและวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยพอร์โธ่-Museu de Historia Natural e da Ciencia da Universidade do Porto ที่กำลังตกแต่งใหม่
.
อาคารมหาลัยพอร์โธ่หลังใหญ่ที่มีน้ำพุอยู่ด้านหน้า...
.
อาคารโบราณ ชื่อ คลังสินค้ากูนเหยี่ย-Armazens Cunhas ร้านจำหน่ายชุดมงคลสมรสของธุรกิจเครือ กูนเหยี่ย-Cunhas ที่มีอักษรตัวเบ้อเริ่มด้านหน้าว่า
"ของแปลก-Novidade" และ "เราขายถูกที่สุด-Vendemos Mais Barato" 555
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3539
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Spain-Portugal Trip March 02-April 05, 2018

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 09/06/2018 10:54 pm

รูปภาพ
.
และแล้ว เราก็ได้มาชมกระเบื้องเซรามิคภาพใหญ่เต็มกำแพง โบสถ์ Carmo Church เป็นภาพของการออกคำสั่งในราวศตวรรษที่ 12 ให้สร้างโบสถ์สองแห่งนี้ขึ้นมาโดย คณะผู้นำบาทหลวงโรมันคาโธลิค-The Order of the Brothers of the Blessed Virgin Mary of Mount Carmel หรือ Carmelites .....
.
แล้วเราก็มานั่งรอ รถรางสาย 22 ที่หน้าโบสถ์ฝาแฝดข้างๆลานร้านอาหารครับ
.
รูปภาพ
.
มีป้ายบอกทางไปโรงแรมต่างๆละแวกนี้ด้วย....
.
ร้านขายของชำร่วยอีก 2 แห่ง....บูธกลางลานก็มาด้วย..และผู้คนเริ่มออกไปทำงานกัน..
.
กว่ารถรางสาย 22 จะมาจอดที่ป้าย Carmo ต้นสาย ก็เลยชั่วโมงไปแล้ว โดยคุณป้าชาวโปรตุเกสยืนรอแต่แรกด้วยความใจเย็น ตั้งแต่ก่อนเราจะเดินดูรอบๆที่ผ่านมาแล้วอีก
.
คนขับจัดการเปลี่ยนและเจาะตั๋วใบใหม่ให้เราเป็นสัญลักษณ์ว่าเริ่มใช้แล้ว....ตั๋วนี้ต้องติดตัวตลอด เป็นตั๋วเวลา 2 วัน (ค่ำหมดสิทธิ์) ไม่ใช่ตั๋ว 48 ชั่วโมงนะครับ
.[FONT=Helvetica, Arial, sans-serif][HIGHLIGHT=#ffffff]
[/HIGHLIGHT]
[/FONT]

[LEFT]
รูปภาพ
.
รถรางในพอร์โธ่ มีอยู่ด้วยกัน 3 สาย คือสาย 1...18...22.....และวิ่งมาตั้งแต่ครั้งกระโน้นนนน คือ ปี คศ.1872 ซึ่งเมื่อก่อนถือว่าป้อบปูล่าร์มาก แต่หลังๆนี้เมื่อมีทั้งรถเมล์ เมโทร (ที่เราไม่เคยใช้เลย) เรือ รถไฟ และอื่นๆที่เร็วกว่า รถรางจึงกลายเป็นยานพาหนะสาธารณะสำหรับ นักท่องเที่ยว ครอบครัวที่มีเด็ก (เป็นการหวนคืนสู่อดีต) และคนแก่เป็นหลัก
.
ทั้งรถเมล์และรถรางในพอร์โธ่ ดำเนินการโดยบริษัท STCP ค่ารถเที่ยวละ 3 ยูโร โดยซื้อจากโชเฟอร์ได้ และมีตั๋ว 2 วันจำหน่ายในราคา 10 ยูโรด้วย...
.
ปัจจุบันนี้...
.
-- สาย 1 วิ่งในช่วงระหว่าง 9.00 น. ถึง 20.35 น.ทุกวัน จาก ริมแม่น้ำ Passeio Alegre...Massarelos.....ถึง Infante แล้วกลับริมแม่น้ำ
.
-- สาย 18 วิ่งในช่วงระหว่าง 8.03 น. ถึง 18.33 น.ทุกๆครึ่งชั่วโมง และ หนึ่งชั่วโมง จาก Massarelos และ Carmo
.
-- สาย 22 วิ่งในช่วงระหว่าง 9.15 น. ถึง 19.15 น.ทุกวัน จาก Carmo บริเวณ Praça de Gomes Teixeira ไปกลับ Batalha
.
ทั้ง 3 สาย วิ่งในช่วง ทุกครึ่งชั่วโมง หรือ หนึ่งชั่วโมง ซึ่งเอาแน่ไม่ได้เลย เพราะคนเอย รถเอย ขวางทางรถรางตลอด ทั้งการขายตั๋วบนรถรางก็กินเวลามากแบบเอาแน่ไม่ได้ครับ....อย่างไรก็ตาม สำหรับนักท่องเที่ยวแล้ว รถรางก็ยังถือว่าเป็นยานพาหนะสาธารณะที่เหมาะสมมาก
.
โดยปรกติ การตรวจตั๋วจะอยู่ที่ตัวโชเฟอร์เองตอนขึ้นรถ แต่ในขณะเดียวกัน ก็จะมีสายตรวจนอกเครื่องแบบคอยสุ่มตรวจตามป้ายรถบนรถบ่อนเหมือนกัน หากพบว่าใครไม่มีตั๋ว ก็หนีไม่พ้นที่จะถูกปรับ 100 เท่า คือ 300 ยูโรครับ....จึ๋ยยย์
.
ก่อนอื่น โปรดจำไว้ว่า รถรางจะไม่จอดที่ป้าย จนกว่าจะเห็นผู้โดยสารข้างล่างโบกมือเรียกให้จอด นะครับ...อย่าลืม แหะ แหะ
.[/LEFT]
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3539
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Spain-Portugal Trip March 02-April 05, 2018

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 13/06/2018 6:21 pm

รูปภาพ
.

นั่งรถรางสาย 22 จาก Carmo กลับทางเดิม ผ่าน หอระฆัง Clerigos tower...ร้านค้าต่างๆ....โบสถ์พระสงฆ์-Church of the Clergymen...ที่เดินผ่านเช้านี้ เมื่อเลย Hostel ที่พักมาหน่อย เห็นศิลปินอัลเบเนียน เตรียมตัวแสดงขอเงินหน้าร้านค้าต่างๆถ้าฝนไม่มี...
.
ร้านที่ปิดอยู่ข้างๆมีภาพพนักงานภัตตาคารเสิร์ฟศีรษะคนบนจาน ทำให้อดนึกถึงบทละครเวทีจาก Musical เรื่อง Sunset Boulevard ไม่ได้..
.
เรื่องมีอยู่ว่า Salome บุตรีของพระนาง Herodias หลงรักบาทหลวงผู้ทำพิธีศีลจุ่ม St. John the Baptist แต่ไม่ได้รับการสนองตอบ...เมื่อเธอเต้นรำถวายพระชนกเลี้ยง Herod Antipas ซึ่งพอพระทัยเป็นที่ยิ่ง จนถึงกับตรัสว่า อยากได้รางวัลอะไรให้ขอมา เธอจึงเรียกร้องศีรษะของ St. John the Baptist วางบนถาดเงินมาให้นั่นเอง...ว่ากันว่า ที่จริงเป็นแผนกำจัดศัตรูของพระนาง Herodias ต่างหาก....
.
ไม่ทราบเหมือนกันครับว่า เกี่ยวอะไรกับรูปนี้หรือเปฃ่า..
.
ผ่านสถานีรถไฟ........ผ่านอาคารสีขาวหลังเล็กๆ เป็นโบสถ์ของช่างตัดเย็บ-Chapel of Tailors หรือ Capela dos Alfaiates ในภาษาโปรตุเกส ......โรงละครแห่งชาติ-Teatro Nacional Sao Joao....ก็ถึงป้ายสุดท้าย Batalha ตรงมหาวิทยาลัย Universidade Lusofona do Porto... มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว และ ลิฟท์รถรางขึ้นลงเขา-Batalha Funicular dos Guindais คนละ/เที่ยวละ 2.5 ยูโร อยู่ข้างๆ
.
รูปภาพ
.
ไม่ครับ ...ไม่ลงลิฟท์ครับ แต่ขอเดินไปตรงทางลงเขา ซึ่งเป็นสวนสวยและมีป้อมปราการทอดยาวสุดลูกหูลูกตา....
.
ป้อมนี้คือ ป้อมปราการเฟอร์นันจิน่า-Walls of D. Fernando หรือ Muralha Fernandina ซึ่งก่อสร้างตั้งแต่ ปี คศ.1336 ล้อมรอบอาณาบริเวณเทศบาลพอร์โธ่ในยุคกลาง.....
.
ด้านหน้ามีรูปปั้นของ Arnaldo Gama นักหนังสือพิมพ์ นักเขียนและผู้ประพันธ์นวนิยายอิงประวัติศาสตร์หลายเรื่อง ระหว่าง ปี คศ. 1829-1869
.
มองเห็นทางรถรางลงเขาข้างๆชัดเจน สูงเอาการทีเดียว แต่...
.
เราขอเดินลงพร้อมๆคนอื่นดีกว่า สะพานดังอยู่เบื้องหน้าแล้ว มีฝนนิดหน่อยไม่เป็นไร...555
.
รูปภาพ
.
ค่อยๆลง ไม่ยากครับ...เมื่อมาได้สักครึ่งทางกว่า ผมหันไปตะโกนบอกคนตามหลังว่า "It's the dead end stairs, nothing to see, please go up back-คุณๆ... ข้างหน้าบันไดนี่เป็นทางตันนะ ไม่มีอะไรให้ดู รีบกลับขึ้นไปคืน.." เล่นเอาพวกนั้นหัวร่อกันใหญ่ เพราะทราบดีว่าผมแซวเล่น...
.
ฝนหยุดแล้ว ฟ้าแจ้งจางปางเลย
.
ถึงแล้วครับ สะพานดัง Dom Luis I Bridge ที่ทุกคนไฝ่ฝันจักได้เห็น
.
รูปภาพ
.
ถึงตัวสะพาน แหงนมองนิดหน่อยแล้วก็เดินออกซ้ายไป...ผ่านร้านนำเที่ยวด้วยรถ Segway....ผ่านร้านอาหารหลายร้าน แต่ร้านนี้ดูเหมือนจะเข้าท่ากว่าเพื่อน ชื่อร้าน คนรักไวน์-Wine Lover และมีคำขวัญข้างล่างว่า Good Friends, Good Wine, Good Tomes.-มีเพื่อนดีไวน์เยี่ยมซะอย่างทุกอย่างก็แจ๋ว...มีเมนูอาหารหลากหลาย
.
มองเข้าไปข้างใน จัดแต่งดูดีทีเดียว แล้วหนุ่มน้อยคนหนึ่งก็ถลาออกมาต้อนรับ เจื้อยแจ้วว่าอาหารอร่อยอย่างโน้นอย่างนี้...เอาครับ ได้เวลาท้องร้องพอดี
.
รูปภาพ
.
ในร้านมีของชำร่วยจำหน่ายมากมาย พร้อมไวน์ท่าเรือ และไวน์รสต่างๆ
.
ผมถามถึงว่า ทำไมมีตุ๊กตาไก่เยอะจัง (ไม่น่าจะเกี่ยวกับสมเด็จพระนเรศวรนะ) พ่อหนุ่มชื่อ Brum (เรียนชั้นปี 10 อายุสิบกว่าเท่านั้นเอง ทางโรงเรียนส่งมาฝึกเป็นบ๋อย) บอกว่า "แหะ แหะ สัญลักษณ์ของโปรตุเกส คือ ไก่ อ่ะครับ" อ้อ อ้อ
.
เราสั่งอาหารชุดที่แพงกว่าใครเพื่อนในเมนูอันดับ 4 หน้าขวา ราคา 12.90 ยูโร แล้วคุณนายก็เลือกให้อีกอย่าง ได้เป็นอันดับแรกหน้าขวา 6.50 ยูโร...ถามว่าทาน 2 คนอิ่มไหม เค้าบอกว่า "ใช้ได้เลย เป็นจานยอดนิยมที่นี่ทั้งสอง..."
.
ในร้านมี WIFI ด้วย ผมนั่งเล่นเน็ต คุณนายขอเดินชมทั่วๆร้านระหว่างรออาหารในฐานะแขกเจ้าแรกก่อนนะครับ
.
รูปภาพ
.
อาหารมาแล้วครับ เจ้าหนุ่มถามถึงดริ๊งค์ เราบอกว่า "หมอห้าม" เค้าเลยพยักหน้าเข้าใจแบบงงๆ...555
.
เจ้าบรูมน่ารักดี ขยัน อนาคตคงสดใส...หมอจัดการถ่ายรูปให้เราหลายรูป
.
จานแรกเป็นเนื้อปลาชิ้นใหญ่ราดพริกบนมันฝรั่งและหัวหอม-Portuguese Codfish with chip and onion....จานเบ้อเริ่มเลย
.
อีกชามพร้อมข้าวสวยเป็นหมูตุ๋นถั่ว-Oporto Portuguese Pork Flavor (Accompanied with Rice and White Beans).. รสชาติคล้ายๆผัดเต้าหู้รวมมิตรของเรา...... เอาข้าวมาแบ่งกัน อร่อยดี อิ่มได้การครับ
.

รูปภาพ
.
ทานเสร็จ ใบเสร็จตามราคาคือ 19.40 ยูโร คุณนายให้ไป 20 ยูโร แล้วก็ออกมาให้เจ้าบรูมถ่ายภาพคู่สะพานด้านนอก บังเอิญฝนตกพอดี...
.
เสร็จสรรพ คุณนายหยิบแบ้งค์ 5 ยูโร แอบยัดใส่มือเจ้าบรูม เล่นเอาหมอนั่นตกใจระล่ำระลักว่า.... ขอบคุณมากมาก ไม่เคยได้ทิปขนาดนี้เลย เดี๋ยวกลับบ้านจะเล่าให้คุณพ่อคุณแม่ฟัง และเชิญชวนเราแวะมาทานอีกที...
.
อกเดินต่อไปเรื่อยๆ ผ่านบูธขาย ปลาซาร์ดีนย่าง เจ้าของผู้ชายในร้านยกนิ้วบอกว่าอร่อยมากนะ...เราขอผลัดเป็นดินเน่อร์ครับ
.
ฝนชะอย่างนี้ ร้านรวงที่ตั้งโต๊ะขายริมทางไม่ได้ขายเลย น่าเห็นใจนะครับ
.
รูปภาพ
.
เดินออกซ้ายกลางฝนพรำไปเรื่อยๆ จวบจนจะสุด ชนสะพานธรรมดาอีกหนึ่ง ฝนเริ่มแรงขึ้น...
.
ผ่านบาร์เล็กๆท่าทางมีศิลป์มากๆ ชื่อเหมือนภาษาไทยว่า "ครัวเทค" มีกระดานดำเขียนสีชอล์คเป็นรูปสะพาน Dom Luis I Bridge เสี้ยวหนึ่ง.... เข้าไปสอบถามจึงทราบว่า เป็นร้าน "A Bolina" อ่ะครับ
.
ผ่านร้านขายภาพเขียน Galeria de Arte มีรูปสาวสวยตั้งหรา ข้างร้านคือร้านอาหาร Porto in Art มีรูปม้าเด่นสง่า...
.
มองไปฝั่งตรงข้าม บนยอดเขาปลายสะพานก็คือ อารามเซฮ่าโดพิล่าร์-Monastery of Serra do Pilar หรือ Mosteiro da Serra do Pilar ที่เป็นอาคารสีขาวทรงกลม...
.

รูปภาพ
.
ซึ่งความจริง จุดนี้มีแหล่งท่องเที่ยว 3 แห่งติดกัน ตั้งแต่ จุดชมวิว มิร่าโดโร เซฮ่าโดพิล่าร์-Miradouro, Serra do Pilar ที่มีหอสูงอยู่ด้านหนึ่ง อีกด้านเป็นลานกว้างมองข้ามสะพานไปเห็นบ้านเรือนอีกฝั่งและสายน้ำ Douro ได้
.
ถัดมาเป็น อารามเซฮ่าโดพิล่าร์-Monastery of Serra do Pilar ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ให้เหมือนกับ Church of Santa Maria Redonda ที่อยู่ในกรุงโรม อิตาลี แต่เพราะความที่ขาดทุนทรัพย์และตกอยู่ในการครอบครองของ สเปน อยู่ช่วงหนึ่งนั่นเอง จึงต้องใช้เวลาสร้างถึง 72 ปี
.
กระทั่งในปี คศ.1832 รัฐบาลยุคนั้น ได้ปรับเปลี่ยนเป็นป้อมปราการทางการทหาร และที่นี่คือแหล่งที่ Soraia Moreira เจ้าหน้าที่บาร์เซโลน่า บอกว่า พลาดไม่ได้ ในฐานะเคยอยู่โปรตุเกสคนหนึ่งนั่นเอง
.
ส่วนสุดท้ายเป็น ระเบียง-Terrace กว้างใหญ่ มีลานกว้างอยู่ข้างใน
.
ที่นี่เปิดทุกวันยกเว้นวันจันทร์ ตั้งแต่เวลา 10.00 น.ถึง 18.30 น. ค่าเข้าชม 1 ยูโร หรือ 3 ยูโร รวมทั้งการขึ้นหอด้วย และได้รับการสถาปนาเป็นมรดกวัฒนธรรมโลกของยูเนสโกในปี คศ.1996 นี่เองครับ
.
รูปภาพ
.
ย้อนกลับมาที่สะพาน หลบฝนตรงรถรางขึ้นเขาอีกช่วงหนึ่งจนฝนซา จึงค่อยๆไต่บันไดกลับคืนไปข้างบน
.
เซฟเงินคนละ 100 บาทไทย (2.5 ยูโร)
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3539
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Spain-Portugal Trip March 02-April 05, 2018

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 13/06/2018 11:12 pm

รูปภาพ
.
มาถึงตรงป้าย Batalha ที่มีลิฟท์ รถรางขึ้นลงเขา จนได้ครับ
.
ขึ้นรถรางสาย 22 ผ่านย่านชุมชนกลับคืนมายัง โบสถ์แฝด Carmo และ Carmelitas ต้นทาง เพื่อรอสาย 18 ไปอีกด้านหนึ่ง
.
ช่วงรอรถ เจอร้านขายทาร์ตไข่อยู่ไม่ไกล ตั้งใจจะขอตังคุณนายไปซื้อซักหน่อย เผอิญรถรางมาซะแหล่ว..ธ่อ
.
คนขับรถรางเป็นผู้หญิงน่ารักดี แต่ดุมากมากเลย ฝาหรั่งไปล้อเล่นโดนเหวี่ยงจนตั้งตัวแทบไม่ทัน แต่สำหรับเราไม่มีปัญหาครับ
.
รูปภาพ
.
ร้านรวงแถวนั้นขายของเยอะแยะ...ร้านขายเสื้อผ้านำโครงกระดูกมาเป็นหุ่นด้วย...
.
มีรถไฟเล็กนำเที่ยวรอบๆนี้ด้วย
.
รถรางสาย 18 คนไม่เยอะ นั่งอยู่บนรถมีคนที่ป้ายโบกมือต้อนรับตลอด
.
เพิ่งจับสังเกตได้ว่า พนักที่นั่งทั้งมวลสามารถผลักเลื่อนกลับได้ตอนรถรางวิ่งกลับ เจ๋งมากเลยครับ
.
ภาพคู่นี้ คนขับหญิงถ่ายให้นะครับ...สุดยอดดดด
.
รูปภาพ
.
มาถึงบริเวณ จุดรวม-Hub ที่มีสวนสวยอยู่ข้างๆ และ พิพิธภัณฑ์รถราง-Tram Museum ของบริษัท STCP อยู่ไม่ไกล เราจัดการเปลี่ยนสายเป็นสาย 1 มุ่งไป Passeio Alegae ข้างหน้าซึ่งไม่มีอะไร นอกจากอุทยานใหญ่และสะพานธรรมดาอีกแห่ง
.
รูปภาพ
.
จึงจับรถกลับมาอีกด้านหนึ่งไปยัง Infante...ด่านหลังเป็นส่วนคนขับ ได้เต๊ะท่าถ่ายภาพสบาย
.
ผ่านภัตตาคารเลื่องชื่อ Alfandega Douro ที่ดังเรื่อง แซนวิชยัดไส้ราดน้ำเกรวี่-francesinha และใช้เตาถ่านที่ทำให้อร่อยกว่าที่อื่น.....
.
ผ่านบริเวณใกล้ๆ Infante อันเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ที่ถนนแคบๆ มีร้านรวงมากมายรวมทั้ง พิพิธภัณฑ์เปิดโลกล่องไพรและสวนสนุก-World of Discoveries-Interactive Museum & Theme Park หรือ Museu Interativo & Parque Temático ในภาษาโปรตุเกส ซึ่ง..
.
ราคาแพงมากคือ คนละ 12 ยูโร หากรวมล่องเรือเที่ยวก็อีก 12 ยูโร ทั้งที่ไม่มีอะไร หลายคนบอกว่าเชือดคอแท้ๆ
.
ผ่าน Shops-Vintage-Bar และร้านรวงอีกมากมาย
.
รูปภาพ
.
แล้วรถรางก็มาสุดสายที่ป้ายหน้าโบสถ์ เซ้นต์ฟรานซีส-The Church of Saint Francis หรือ Igreja de Sao Francisco ในภาษาโปรตุเกส เพื่อกลับด้านไปอีกฟาก
.
ตรงข้ามโบสถ์คือท่าน้ำ Douro River ที่เห็นบ้านเรือนสวยงามและทางลงไปยังลานเดินเล่นข้างล่าง
.
รูปภาพ
.
จากท่าน้ำ ขอข้ามฝั่งมาเลี้ยวขึ้นบันใดชมโบสถ์เซ้นต์ฟรานซีส นิดหน่อยนะครับ
.
รูปภาพ
.
โบสถ์นี้สร้างขึ้นตั้งแต่ คศ.1223 จนเสร็จสิ้นเมื่อปี คศ.1425....โดยอาคารทางเข้าสร้างขึ้นในปีศตวรรษที่ 18 รวมทั้งชั้นใต้ดินนั้น สร้างใหม่หลังถูกไฟเผาผลาญโดย สถาปนิก Nasoni ในรูปแบบของ Neoclassical เป็นแห่งแรกในพอร์โธ่ครับ
.
รูปภาพ
.
เข้าชมภายในอันมลังเมลืองกันนะครับ...เพื่อนๆท่านใดมีความรู้ในเรื่องพระสงฆ์องค์เจ้าศาสนาคริสต์ เรียนเชิญตามสบาย.....อิอิ
.
รูปภาพ
.
รูปภาพ
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3539
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Spain-Portugal Trip March 02-April 05, 2018

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 13/06/2018 11:14 pm

รูปภาพ
.
รูปภาพ
.
รูปภาพ
.
ในชั้นใต้ดิน เป็น สุสาน-Catacombs อันกว้างใหญ่ ฝังศพของผู้มีอันจะกินโดยถมทับกันเป็นชั้นๆและทำเลตามแต่น้ำ "เงิน" จะนำไป
.
ทั้งหมดนี้ ค่าเข้าชมคนละ 6 ยูโรครับ
.
รูปภาพ
.
ได้เวลากลับที่พักแล้วครับ...เราจับสาย 1 เพื่อมาต่อสาย 18 และ 22 ตามลำดับ
.
ยืนหลังคนขับสาย 1 ที่เป็นชาย เห็นได้ชัดว่า รถรางโบราณถูกควบคุมด้วยเทคโนโลยี่สมัยใหม่แท้ๆ มิฉะนั้น คงไม่ต้องถึงกับใช้ Ipad กัน...อิอิ
.
แวะลงตรงพิพิธภัณฑ์รถราง ซึ่งเลยไปหน่อยเป็นซุปเปอร์ใหญ่ Continente ได้ข้าวของสำหรับทานมามากมาย...
.
แล้วก็จับสาย 18 และ สาย 1 กลับบ้านตามลำดับ เจอคนขับหญิงคนเดียวควบ 2 กะคนเดิม ซึ่้งหล่อนดุมาก เห็นรถจอดขวางทางรางเมื่อไหร่ สั่นกระดิ่งกริ๊งๆรัวๆ แถมโทรเรียกตำรวจมาจัดการทันที หรือมิฉะนั้น ก็ต้องรีบมาขยับเคลื่อนไปที่อื่นก่อนจะโดนปรับหนักอย่างที่เห็น เล่นเอาเรายกนิ้วชมเธอว่า ยอดจริงๆ
.
เข้าเขตเมืองแล้วครับ ขออนุญาตจบวันที่สองในพอร์โธ่แต่เพียงเท่านี้ก่อน
.
สวัสดีครับ
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3539
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Spain-Portugal Trip March 02-April 05, 2018

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 14/06/2018 11:30 am

รูปภาพ
.
Porto Day Three-พอร์โธ่ วันที่สาม
.
16 มิถุนายน 2561
.
สวัสดีครับ
.
มาที่พอร์โธ่สองวันแล้ว ได้เที่ยวแค่นิดๆหน่อยๆ เพราะเจอฝนตลอด เดี๋ยวตกเดี๋ยวหยุด...ดีที่เที่ยวนี้สวมรองเท้าหนัง เลยไม่มีปัญหาเรื่องรองเท้าเปียก แวะเวียนที่อื่นๆสักพัก ก็แห้งทั้งกางเกง-เสื้อ-เป้ เรียบร้อยโรงเรียนท้าวทองกีบม้า..
.
วันที่สาม (30 มีนาคม) หรือเกือบวันสุดท้ายที่พอร์โธ่นี้ จึงไม่สามารถไปไหนไกลได้เลย นอกจากเลาะๆเล็มๆแถวในเมือง เพื่อเก็บแหล่งท่องเที่ยวดังๆทั้งหลายเท่าที่จะสามารถตามและพอบอกคนอื่นว่า...ได้มาพอร์โธ่เหมือนกัน... อิอิ
.
ดีเหลือหลายครับ ที่มีตั๋ววัน (แบบ 2 วัน) ของพอร์โธ่ไว้ในมือ จึงสามารถใช้รถรางได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องขึ้นๆลงๆเนินให้วุ่นวาย ทว่า..ก็ไม่รู้จักหรอกนะครับว่า รถเมล์ประจำทาง-Public Bus และรถไฟฟ้า-Metro ของเค้าเป็นยังไง 5555
.
เที่ยวที่ไหนก็ตาม ร่มและหรือเสื้อฝนจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย โดยเฉพาะมาที่เมืองนี้ครับ
.
ภาพนี้ ถ่ายในสวน Jardim Joao Chagas ไม่ไกลจากที่พักเท่าไหร่ครับ
.
.
หมายเหตุ: ที่เรียนว่าวันนี้ไม่ใช่วันสุดท้าย เพราะพรุ่งนี้ (วันที่ 31 มีนา) เราเดินทางด้วยรถบัสไปบาร์เซโลน่าตั้งเที่ยงโน่น ช่วงเช้าจึงมีเวลาเป็นชั่วโมงๆ เตร่แถวๆท่ารถบัสใหม่คือ Casa Da Musica (คอนเสิร์ตฮอลล์) เสียชุ่มปอดไปเลยครับ
.
(รีวิวที่นี่ แถวย่านอุทยาน Rotunda da Boavista หรือจัตุรัส Praca de Mouzinho de Albuquerque หนึ่ง..... เมือง Narbonne ของฝรั่งเศส ช่วงรอต่อรถอีกหลายชั่วโมงก่อนเข้าบาร์เซโลน่า สอง.... รวมทั้งเมือง Trieste ของอิตาลี ที่เราได้ไปเยือนแบบแถมฟรี ช่วงไป Ljubljana ของ สโลเวเนีย ปีที่แล้ว สาม... น่าจะต้องรอเป็นอัลบั้ม "ได้มาฟรีๆ เมื่อมีเวลา" ต่างหากครับ)
.
รูปภาพ
.
เช้าวันนี้ เมื่อลงมาจากโฮสเต็ลแล้ว เราก็เดินออกทางขวามือไปฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นร้านเสื้อผ้ากีฬา จำหน่ายสรรพสิ่งอันมียี่ห้อนักฟุตบอลล์ที่เพิ่งเปิด โดยมีวัวกะทิงสีแดงตัวเบ้อเริ่มยืนเต๊ะอยู่หน้าร้าน (ไม่ทราบจริงๆครับว่า เครื่องหมายอะไร) ...
.
หะแรกผมเข้าใจว่า น่าจะเป็นสาขาหนึ่งของร้าน Ale Hop ที่ขายสินค้าตกแต่งกายแทบทุกชนิดในสเปนและโปรตุเกส และมีวัวที่ถูกนำมาประดับหน้าร้านด้วยดีไซน์แตกต่างกันทุกแห่ง (อย่างที่เห็นในภาพตรงร้านขายหมวก ซึ่งเจอทุกเมืองในทริปนี้) แต่ปรากฏว่า ไม่น่าจะใช่ครับ
.
ผ่านร้านคาเฟ่สวยที่นำโต๊ะเก้าอี้ออกมาวางหน้าร้าน....แวะถ่ายภาพกับรูปพนักงานเสิร์ฟที่มีศีรษะคนอยู่บนถาด...ร้านเครื่องประดับของ Michael Kors...
.
รูปภาพ
.
เดินไล่ทั้งสองฟากจากโบสถ์พระสงฆ์-Church of the Clergymen มาจนถึง จัตุรัส Praca da Liberdade แล้วก็จับรถรางสาย 22 ด้านหน้าไปยัง Batalha (โดนคนขับชายดุเอาว่า ทีหลังยืนอยู่ที่ป้ายก็ต้องโบกมือ ไม่งั้นไม่จอด ฮิฮิ) เพราะจำได้ว่า ก่อนป้ายสุดท้ายมีอะไรต่อมิอะไรให้เดินชมเยอะไปหมดครับ
.
ลงรถตรงร้านขายของหวาน ร้านคาเฟ่ และลานร้านอาหาร.... เดินกลับมาผ่านจัตุรัส Batalha Square ที่มีอนุสาวรีย์ของกษัตรฺย์ King Pedro V ตั้งเด่นสง่า.....ผ่านโรงแรม Mercure เห็นอักษร M ตัวยักษ์บนตึก....
.
รูปภาพ
.
แล้วเราก็เจอ โบสถ์ประจำตำบลที่มีกระเบื้องเซรามิคสีน้ำเงินอ่อนประดับเต็ม Parish Church of Santo Ildefonso หรือ Igreja de Santo Ildefonso ในภาษาโปรตุเกส ที่สร้างขึ้นในปี คศ. 1739 ซึ่งด้านหน้าตกแต่งในปี คศ. 1932 โดยสถาปนิกเอกชาวอิตาลี คือ Nicolau Nasoni ผู้สร้างหน้าโบสถ์เซ้นต์ฟรานซิส ที่ศูนย์ประวัติศาสตร์ ตรงป้ายจอดรถรางสาย 1 นั่นเอง
.
เราจะไปกันที่ถนนช้อปปิ้งคนเดิน Rua Santa Catarina ที่โด่งดังของพอร์โธ่กัน โดยผ่านร้านช่างทำทอง Ourivesaria ที่ตกแต่งเป็นลายสีดำงดงาม ทว่าปัจจบันถูกซื้อกิจการแปรเปลี่ยนเป็นร้านเสื้อผ้า Reis Filhos แล้ว
.
อ้าว...ฝนพรำอีกแล้ว.....แต่ดูสิครับ ถนนคนเดินสายนี้ยาวลงเนินไปลึกเชียว....เห็นโบสถ์พระสงฆ์ตรงที่พักของเราและหอระฆังแต่ไกล...
.
รูปภาพ
.
ผ่าน โรงแรมแบบอพาร์ตเม้นท์ O Porto Batalha....ผ่าน Tropical Snack Bar...ฝนตกหนัก ต้องรี่ไปหลบที่ห้างเสื้อผ้ายักษ์ใหญ่ fmc แล้วขึ้นชั้นบนไปเช็ดเนื้อตัวในห้องน้ำ โดยไม่ได้อุดหนุนหรือแม้แต่ชื่นชมข้าวของของเค้าเท่าไหร่ แหะ แหะ
.
รูปภาพ
.
เมื่อฝนหยุด ก็เดินต่อมายัง Majestic Cafe แหล่งดังของนักท่องเที่ยวนานาชาติ ที่เข้าคิวรอทานของหวาน ชา-กาแฟ กันอย่างขะมักเขม้น แต่..เราขอเข้าไปถ่ายภาพกับกัปตันร้านที่ยืนรอจัดแถวเสียก่อน อิอิ
.
ที่นี่เป็นคาเฟ่ ระดับ Top Ten ที่สวยที่สุดในโลก เปิดมาตั้งแต่ปี คศ.1921 ในชื่อ Elite...
.
ด้านหน้าของคาเฟ่ว่าสลักเสลายิ่งแล้ว แต่ภายในสิครับ วิจิตรพิศดารเหนือคำบรรยายจริงๆ..เป็นจุดนัดพบของเหล่าคนดังทั้งหลาย อาทิ นักเขียน นักการเมือง ศิลปิน นัดวิเคราะห์ ฯลฯ
.
น่าเสียดายที่คาเฟ่แห่งนี้ถูกละเลยจากเจ้าของจนสูญเสียตำแหน่งไป กระทั่งปี คศ.1994 จึงเปิดขึ้นใหม่อีกครั้งหลังการหยุดกิจการเพื่อตกแตงถึง 2 ปีเต็ม ให้กลับคืนมาเรี่ยมเร้เรไรดั่งเดิม...เป็นจุดที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งมวลครับ
.
ภาพภายในร้าน ขอจากเน็ตมาให้เพื่อนๆชมครับ เผื่อสนใจและพร้อมจะรอ...ฮิฮิ
.
รูปภาพ
.
ฝนตกๆหยุดๆบนถนนคนเดิน เล่นเอา ลุงและป้า คนขายร่มแฮ็ปปี้ไปเลย เพราะร่มทั่วไปรับกระแสพระพายกระหน่ำไม่ไหวจริงๆ เห็นซากอยู่หน้าร้านคันนึง....
.
ไกด์หนุ่มใหญ่ของคณะทัวร์จีน (น่าจะใต้หวัน เพราะไม่โฉ่งฉ่าง) รู้สึกว่าร่มตัวเองใช้ไม่ได้ จัดการซื้อใหม่จากลุง แล้วก็นำของเก่าไปทิ้งถังขยะและเดินจากไปทั้งกลุ่ม ทว่า...
.
แป๊บเดียวเท่านั้นแหละ ลุงแถวนั้นอีกคนจัดการนำมาเปิดดู เห็นว่าแค่เย็บนิดหน่อยก็ใช้ได้แล้ว ยิ้มเกร่ต่อหน้าลุงขายร่มและถือไปเลย 5555
.
รูปภาพ
.
ถึงห้าง Via Catarina Shopping เครือใหญ่ที่มาเปิดสาขาที่นี่ โดย Tom Capa สถาปนิกหนุ่มแห่งลิสบอน ตกแต่งทันสมัยดีไซน์ฟ้าแล่บจริงๆให้เป็น ปราสาทสีชมพู-Pink Castle จนกลายเป็น Fabrica dos Sonhos หรือ Factory of Dream ไป....เก๋จริงๆ
.
ร้านขนมเจ้าดัง Fabrica de Nata ที่มีในลิสบอนด้วย จำหน่ายของชอบคือ ทาร์ตไข่ และมีบรรจุกล่องสวยงามด้วย สงสัยราคาไม่ต่างจากที่ Belem-เบอเล็ม เท่าไหร่นัก
.
รูปภาพ
.
ผ่านร้านค้าต่างๆบนถนน Santa Catarina ย่านนี้ ขอเต๊ะกับตู้ไปรษณีย์สีแดง สีน้ำเงินอ่อน ของเมืองนี้หน่อยครับ
.
ตู้สีแดง สำหรับจดหมาย "ธรรมดา" ที่ติดแสตมป์แล้ว (ทั้งในและนอกประเทศ)
.
ตู้สีน้ำเงินอ่อน สำหรับจดหมาย "ด่วน" ที่ติดแสตมป์แล้ว (ทั้งในและนอกประเทศ) ครับ
.
รูปภาพ
.
ตรงหัวมุมถนนคนเดิน คือ Capela das Almas ซึ่งมีกระเบื้องเซรามิคสีน้ำเงินอ่อนประดับทุกด้าน โดยศิลปินชื่อ Eduardo Leite เป็นผู้วาดภาพของวิถีดำเนินชีวิตของเหล่าเทพทั้งมวล รวมทั้งภาพการมรณภาพของเซ้นต์ฟรานซีส-St. Francis และวีรกรรมของ เซ้นต์แคเธอรีน-St. Catherine ด้วย... วาดในศตวรรษที่ 20 นี้เอง ทั้งๆที่โบสถ์นี้สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ครับ
.
โบสถ์นี้เปิดให้เข้าชมทุกวันยกเว้นวันอาทิตย์ ตั้งแต่ 7.30 น. ถึง 19.00 น.....วันเสาร์ปิด 13.00 น. และเปิดอีกช่วง 18.00-19.00 น.ครับ
.
คุณนายขอแวะร้านเสื้อผ้า Stockshop ฝั่งตรงข้าม...เมื่อผมเก็บภาพเสร็จ จึงแวะไปถามถึง ตลาดโบเหย่า-Mercado do Bolhao..คุณพี่บอกว่า "อยู่ฝั่งตรงข้าม ใกล้ๆสถานีรถไฟฟ้าเมโทรไง..." ปัดโธ่....5555
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3539
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Spain-Portugal Trip March 02-April 05, 2018

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 16/06/2018 7:50 am

รูปภาพ

.
ตลาดสด Bolhao Market หรือ Mercado do Bolhao กินเนื้อที่กว้างมาก ชนิดผู้คนแทนที่จะเข้าทางหน้าที่มีหน้าจั่วเป็นรูปโดม ส่วนใหญ่กลับถือว่าด้านหน้าคือบล็อกที่เห็นสี่เหลี่ยมข้างๆ ทางขึ้นลงสถานีเมโทร โบเหย่า-Bolhao ต่างหากครับ
.
ตลาดสดแห่งนี้ เปิดดำเนินการขึ้นเมื่อปี คศ.1914 โดยเน้นที่เนื้อสัตว์ ปลา ผัก ผลไม้ ดอกไม้ และสินค้าทั่วไปอีกมากมาย
.
ว่ากันว่า..มาที่ตลาดนี้ เดินชมทั่วๆทั้ง 2 ชั้น จะเห็นวิถีชีวิตชาวพอร์โธ่แท้ๆว่าเป็นอย่างนี้นี่เอง และถือเป็นการหวนอดีตที่มีประโยชน์ยิ่ง
.
เราจะเข้าชมชั้นล่างที่แบ่งเป็นบูธต่างๆในลานกว้างชั้นล่างกัน
.
รูปภาพ
.
ชั้นแรกที่อยู่ชั้นบน เป็นแผงค้าของเกษตกรแท้ๆ มีผักผลไม้ เสื้อผ้าธรรมดา จำหน่ายแด่ชาวพอร์โธ่เป็นหลัก
.
ตามมุมต่างๆ มีศิลปินข้างทาง ยึดพื้นที่แสดงเพื่อขอเงินทั่วไป
.
ที่ชื่นชอบมากๆของตลาดก็คือ มีภาพและชื่อของคณะกรรมการตลาดซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะเป็นพ่อค้าแม่ค้าในนั้นติดให้เห็นอย่างเด่นชัด เป็นการรับรองความยุติธรรมของสินค้าและบริการในตัว
.
ลงไปชมข้างล่างกันนะครับ
.
รูปภาพ
.
ชั้นนี้ น่าจะเป็นของพ่อค้าแม่ขายขาประจำที่พอจะมีกะตังหน่อย เกือบทั้งหมดต่อเติมตกแต่งร้านตัวเองอย่างสวยงาม
.
ร้านขนมปัง-Bakery ดูขายดีเชียว
.
ส่วนร้านอาหารที่เห็นร่มโค้กอยู่มุมหนึ่งนั้น ราคาไม่แพง จึงมีนักท่องเที่ยวนั่งกันตรึมเลย
.
รูปภาพ
.
ส่วนที่เป็นด้านของชำร่วยมีมากมาย แต่กระเบื้องเซรามิกที่น่าสน คงนำกลับไม่ได้เนื่องจากน้ำหนักแต่ละชิ้นนั่นเอง
.
นักดนตรีและลูกน้อยมีเครื่องเล่นมากมายหลายอย่าง ทั้งรับเงินและขายของในขณะที่เด็กน้อยนั่งทำการบ้านไป...
.
รูปภาพ
.
ส่วนของผักผลไม้และของดองต่างๆที่ขายดิบขายดี...
.
พอแล้วครับ สำหรับตลาดนี้ ที่ว่าไปก็ไม่ต่างจากที่อื่นๆนัก ค่อนไปทางน้อง อตก.ด้วยซ้ำครับ
.
.รูปภาพ
.
ออกจากตลาดมาอีกด้านหนึ่ง มีต้นไม้สวย ร้านค้า ร้านอาหาร ร้านยามากมาย แถมยังมีร้านเครื่องแต่งกายของทีมฟุตบอลพอร์โธ่เสียด้วย
.
รูปภาพ
.
อ้อมมาอีกด้านคือ สำนักงานใหญ่ของธนาคาร Millennium bcp เครือ Portuguese Commercial Bank ธนาคารที่ใหญ่สุดในโปรตุเกส...
.
ด้านหน้าคือ จัตุรัสกษัตริย์จอห์นที่ 1 หรือ Praca de Dom Joao I ซึ่งเป็นกษัตริย์ของทั้งโปรตุเกสและย่าน Algarve ด้วยในปี คศ.1385–1433
.
ประติมากรรม คนกับม้า ทั้ง 2 ด้านเป็นผลงานของ João Fragoso นักออกแบบและผู้ชนะเหรียญประติมากรรมและกวีแห่งโปรตุเกส น่าเสียดายที่เขาถึงแก่กรรมเมื่ออายุ 87 ปี ในปี พศ.2543 นี้เอง
.
อาคารข้างๆรูปปั้น คืออาคารธนาคารของรัฐ Caixa Geral de Depositos ซึ่งเทียบกันไม่ได้เลย แม้จะเป็นธนาคารรัฐอันดับสอง รองจาก CGD ก็ตาม
.
ฝนตกไป กางร่มไป ยืนรอรถไป แต่ไม่ยักมาซักที...
.
รูปภาพ
.
เห็นรถไฟเล็กผ่านไป มีนักท่องเที่ยวนั่งรถชมเมืองเต็ม...ขอเดินดีกว่า ใกล้แค่นี้
.
โดยทะลุซอยออกไปอีกด้าน เห็นโรงละคร Teatro Municipal Rivoli อยู่ติดๆกับอาคารธนาคาร Caixa Geral de Depositos
.
มุมหนึ่งมีโฆษณาเป็นอักษร X ตัวเบ้อเริ่ม เป็นรายการทอล์คโชว์ Tedx Porto ที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 14 เมษายนที่ คอนเสิร์ตฮอลล์ Casa da Musica แถวท่ารถบัสใหม่
.
ผ่านร้านอาหาร...
.
รูปภาพ
.
ร้าน Mundo Mistico Bazar Esoterico ถือเป็นร้านหนึ่งในพอร์โธ่ที่เน้นจำหน่ายสินค้าแปลกๆอันมีผู้ชื่นชอบไม่มากหรือ esotericism จากทั่วโลก เหมาะสำหรับผู้ที่มีใจรักด้านนี้และสนใจอย่างจริงจัง....ร้านมีหลายสาขาด้วยกัน แค่เฉพาะที่เห็นในตู้โชว์ก็สวยประหลาดดีแล้วครับ
.
ผ่านมาที่ Teatro Sa Da Bandeira ซึ่งมีร้านขายของที่น่าสนใจหลายแห่ง อาทิ...
.
รูปภาพ
.
ร้านขายของเก่าที่ลดราคา 50% และร้านขายเครื่องเสียง Dance Planet
.
แล้วมาจ่อมที่หน้าโรงละครที่มีลายมือภาษาโปรตุเกสบนแผ่นไม้ลายฉลุ...
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3539
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Spain-Portugal Trip March 02-April 05, 2018

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 16/06/2018 7:56 am

รูปภาพ
.
ร้านเครื่องนอน Lethes Home..โรงแรม Pestana และร้านกาแฟของว่าง Café A Brasileira
.
ป้ายโฆษณาละครที่จะแสดงตั้งแต่วันที่ 5 ถึงวันที่ 22 เมษายน...
.
ร้านที่ติดกับร้านแลกเปลี่ยนเงิน Unicambio Exchange ที่มีโลโก้คล้ายของมหาลัย คือร้านขายของทานรสอร่อยกลิ่นหอมแบบต่างๆในนาม Mosaico de Sabores ครับ
.
อีกร้านหนึ่ง Turismo บริษัทท่องเที่ยว ที่เห็นโบสถ์ข้างที่พักเราชัดเจนทางซ้ายมือ
.
ภาพสุดท้ายคือตั๋วรถ 2 วัน ที่เราแลกเปลี่ยนกับโชเฟอร์รถรางเมื่อวาน ซึ่งเจาะเดือนและวันไว้เรียบร้อย โอกาสโกงเป็นศูนย์ว่าเข้านั่น อิอิ
.
รูปภาพ
.
แวะโฮสเต็ลของเรา ซึ่งได้เวลาพอดีกับพนักงานรักษาความสะอาดมาคลีนห้องทุกวัน ขอแช๊ะภาพหน่อยนะจ๊ะ
.
ทำความรู้จัก Yes Hostel อีกรอบหนึ่ง...กำไลรหัสและกุญแจที่เป็นของคู่กัน...ป้ายขอความร่วมมือจัดห้องและปิดน้ำไฟก่อนออกจากห้อง และ...
.
ดินเน่อร์พื้นเมืองคนละ 10 ยูโร
.
รายการ ท่องบาร์ราตรี-Pubcrawl คนละ 12 ยูโร ที่จะเริ่ม 11.30 น.ทุกคืนยกเว้นคืนวันอาทิตย์ รวมดินเนอร์ด้วยเพียง 20 ยูโร...
.
เดินท่องทัวร์-Walking Tour ฟรีทุกวัน 10.30 น. และ 15.20 น.
.
ทุกอย่างต้องลงทะเบียนก่อนครับ
.
รูปภาพ
.
ก่อนออกข้างนอกอีกรอบ ถามหัวหน้าทัวร์วอล์กกิ้งว่า "ห้องสมุดที่ว่าสวยๆนั่นอยู่ที่ไหน" หนุ่มเดินนำชี้ไปข้างนอก บอกว่า "โน่น คุณเห็นแถวต่อคิวยาวๆนั่นไหม นั่นแหละ นั่นแหละ"...อุแม่จ้าว
.
ใช่ครับ...นั่นคือแถวยาวเหยียดที่นักท่องเที่ยวทั้งหลายแหล่อยากเข้าชม ริแวริอาเรลโล่-Livraria Lello Bookshop Porto หรือชื่อจริงคือ Lello & Irmao พี่น้องเรลโล่-Lello & Brother Bookstore อันเป็น ห้องสมุด/ร้านหนังสือที่สวยที่สุดในโลก-The most beautiful bookstore in the world? แต่....บ้างก็ว่า สวยแค่อันดับ 3 อ่ะครับ
.
ร้านหนังสือและอาคารทั้งหมดนี้ เปิดเมื่อวันที่ 13 มกราคม 1906 หน้าตึกออกแบบโดย Xavier Esteves และด้านบนมีภาพวาดเทพธิดา 2 องค์อันเป็นตัวแทนของ วิทย์ และ ศิลป์ ผลงานของ José Bielman ครับ
.
ด้านในดั่งในรูปทั้ง 4 สิครับ วิลิศมาหลาเกินขนาด...... ถึงกับว่ากันว่า J.K. Rowling’s ผู้ประพันธ์ Harry Potter ได้แรงบันดาลใจจากที่นี่ เพราะเธอพำนักและเป็นครูภาษาอังกฤษอยู่ที่พอร์โธ่นี้ถึง 10 ปี ซึ่งเธอนั่งดื่มกาแฟที่ชั้นสองของร้านนี้....จะเห็นได้ว่า บันไดโค้งที่เห็นนี้ละม้ายบันไดของ Hogwarts ทีเดียว
.
นอกจากนั้น ชุดเครื่องแบบ Hogwarts ชุดสีดำ ยังนำมาจากชุดนักศึกษาในพอร์โธ่อีกด้วย
.
น่าเสียดายที่เราไม่ได้เข้า ไม่ใช่เพราะค่าเข้าชมคนละ 5 ยูโร (เมื่อซื้อหนังสือราคาเกิน 5 ยูโรแล้วจะได้รับเงินนี้คืน) หรอกนะครับ แต่มิอาจสู้รอต่อแถวไหวอ่ะครับ แหะ แหะ....โน่น ฝนจะมาแล้ว
.
รูปภาพ
.
ผ่านอาคารสีขาวรูปประหลาดมีเส้นตัดไปมา อันเป็นบาร์ค๊อกเทลชื่อดังของพอร์โธ่ STOX Club นั่นเอง.......ผ่านอาคาร Samsonite ร้านกระเป๋าดังที่แพงหูฉี่ ที่เราไม่เคยและไม่บังอาจใช้.......ร้านหนังสือ Fernando Machado ที่นอกจากจำหน่ายเรื่องอ่านแล้ว ยังมีข้าวของที่เกี่ยวข้องจัดจำหน่ายด้วย...
.
เราเข้าไปในสวน จัตุรัสลิสบัว-Praca de Lisboa ที่บนอาคารห้างสรรพสินค้าปลูกหญ้าสีเขียว และบริเวณรอบๆปลูกต้นไม้เตี้ยๆไว้มากมาย เห็นหอระฆังข้างที่พักของเราอยู่ใกล้ๆ
.
ทั้งหมดอยู่รอบๆ ร้านหนังสือ Lello & Irmao ที่ไม่มีทีท่าว่าผู้คนในแถวจะลดน้อยถอยลงไป...
.
รูปภาพ
.
รถรางยังไม่มา ขอเดินต่อไปเที่ยวสวน Jardim Cordoaria ก่อนนะครับ
.
ผ่านร้านอาหาร Alma Portuense Restaurante......โรงแรมแบบเกสท์เฮ้าส์ Residencial Caldeira ที่อยู่มุมหนึ่งของสวนที่มีศาลาว่างเปล่าอยู่ด้านหน้า
.
ยืนอยู่หน้าอาคารใหญ่ ของโรงพยาบาลของมหาลัยพอร์โธ่-The Neoclassical Building of Hospital de Santo António ซึ่งมีพิพิธภัณฑ์ Meseu do Centro Hospitalar do Porto อยู่ภายในด้วย
.
แล้วเราก็เจอหุ่นทองเหลืองหลายจุด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ "ทั้งสิบสามคนหัวเราะใส่กัน-Thirteen to laugh each other หรือ Treze a Rir uns dos Outros ในภาษาโปรตุเกส" ของศิลปิน Juan Munoz นักปั้นผู้เชี่ยวชาญทั้ง Paper Mach-งานกระดาษ Resin-เรซิน และ Bronze-ทองเหลือง ที่ถึงแก่กรรมในวัยเพียง 48 ปีที่ พศ. 2001 นี้
.
รูปภาพ
.
ดูกันชัดๆนะครับ...ขอจัดการกับร่มที่สู้แรงลมฝนไม่ไหวก่อน...555
.
รูปภาพ
.
มาอยู่ที่หน้าอาคาร ศาลพอร์โธ่ Tribunal da Relacao do Porto หรือ Courthouse ที่มีรูปปั้นของ Lady Justice (Justica) ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปี คศ. 1961 โดยศิลปินชาวโปรตุเกสผู้โด่งดัง Leopoldo de Almeida
.
ใกล้ๆกันคือ อาคารนิทรรศการภาพถ่าย-Portuguese Centre of Photography หรือ Centro Português de Fotografia ซึ่งมี...
.
รูปปั้น "รักนรกอันยาวนาน-Long Love of Perdition/ Largo Amor de Perdicao" โดย Francisco Simos เพืออุทิศแด่ Camilo Castelo Branco ผู้ประพันธ์ "ความรักที่แสนเศร้า-Love of Doom/Amor de Perdicao" จากปี คศ. 1862 เรื่องราวของผู้ชายที่เอาชนะไฟปราถนาที่ท่วมท้นตัวได้ในที่สุด
.
ระหว่างสวนสวย ยังมีรูปปั้น "ความปลาบปลื้มของ Ganymede (หนุ่มรูปงามผู้ได้จุดโคมไฟโอลิมปิก) ในสวน-Rapto de Ganimedes" โดย António Fernandes de Sá ในปี คศ.2010
.
และโลโก้ Porto สีน้ำเงินสดสวยที่ตั้งเด่นเป็นสง่าที่นั่น
.
รูปภาพ
.
ณ บริเวณส่วนหน้าของสวนของจัตุรัสลิสบัว-Praca de Lisboa คือรูปปั้นของพระคุณเจ้าคณะตำบลชาวโปรตุเกส Antonio Ferreira Gomes จาก Vitoria Civil Parish of Porto...
.
แล้วก็เดินไปที่ป้ายรถรางที่มีคนมายืนรอต่อแถวเต็ม เมื่อรถมาถึง ผมก็รี่ขึ้นบนรถก่อนชนชาติอื่น (แบบไทยๆซึ่งเร็วมาก อิอิ) แล้วก็บุกไปจองที่นั่งแถวหลังให้ครอบครัวพ่อแม่ลูกจาก Madrid-มาดดริด ก่อน ซึ่งเมื่อพวกเขาซึ่งขึ้นมาทีหลังมีที่นั่งสบายก็ขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง
.
คุณแม่ของหนูน้อยขยับถ่ายภาพลูกชาย คุณนายเลยชี้ให้ไปเต๊ะท่าขับรถรางที่ด้านหลัง สนุกกันใหญ่ และเธอหันมาถามผมว่า "ชอบฟุตบอลหรือเปล่า" พร้อมกับให้ลูกชายยื่นกระเป๋าให้ดูว่า เค้าเป็นแฟนคลับของทีม ราชันสีขาว-Real Madrid นั่นเอง
.
คุณนายเดินไปทักทายคนขับสาวที่รู้จักกันมาก่อน พร้อมบอกว่า "ฝนตกทุกวันเลย" เธอยิ้มตอบว่า "Tomorrow is sunny day-พรุ่งนี้ฟ้าแจ้งจางปางจร้า" 555
.
ถึง Tram Museum เราขอลงเพื่อไปซุปเปอร์มาร์เก็ตก่อน โดยเจ้าหนุ่มน้อยโบกมือให้เราไปมาตลอดเวลารถออกเลย
.
รูปภาพ
.
เราแวะไปที่ซุปเปอร์ Continente เจ้าเก่า ซื้อทาร์ตไข่ที่ร้านเบเกอรี่ที่นั่น 1 กล่อง 15 ชิ้นๆละ 24 เซ็นต์ แค่ 3.60 ยูโรเท่านั้น อร่อยไม่ต่างกันจากที่อื่น.....
.
ซุปเปอร์ฯที่ต่างประเทศไม่มีการแจกถุงเหมือนเรานะครับ ส่วนใหญ่ขาประจำจะซื้อถุงที่จัดทำพิเศษทนทานมากของห้างเอง ในราคาเพียงใบละ 60 เซ็นต์ (24 บาท) ซึ่งเราเคยซื้อจากซุปเปอร์ในสเปน ร้าน Mercadona มาแล้ว 10 ใบซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่ขายบ้านเราใบละ 5-60 บาทเลยครับ
.
ต่อรถรางสาย 1 มาจนถึงปลายทางที่โบสถ์เซ้นต์ฟรานซีส ศูนย์ประวัติศาสตร์ตรง Infante..... เดินต่อไปข้างๆที่เป็นลานกว้างใหญ่ มีอาคารสีแดงอยู่ด้านหน้าเห็นแต่ไกล
.
ขอถ่ายภาพกับตู้โทรศัพท์ก่อน...อีกหน่อยจะไม่ได้เห็นกันแล้วครับ
.
รูปภาพ
.
ด้านข้างเป็นอาคารหลังใหญ่ที่อยู่ติดกับโบสถ์เซ้นต์ฟรานซีส คือ Bolsa Palace หรือ Palácio da Bolsa ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของโบสถ์ฯ.....ปัจจุบันคือ ตลาดหลักทรัพย์-Stock Exchange และสำนักงาน สมาคมธุรกิจแห่งพอร์โธ่-Commercial Association
.
ตรงกลางลานคือ จัตุรัส Infante D. Henrique Square ภายในสวน Jardim do Infante Dom Henrique ซึ่งมีอนุสาวรีย์ของดยุคแห่งวิซิล-Duke of Viseu รัชทายาทพระองค์ที่ 3 ของกษัตริย์จอห์นที่ 1 (ชาตะ 4 มีนาคม 1394-มรณะ 13 พฤศจิกายน 1460) หรือ Infante Dom Henrique หรือ เฮนรี่นักสำรวจ-Henry the Navigator ครับ
.
เราจะเข้าไปในตึกแดง ซึ่งก็คือตลาด Mercado Ferreira Borges ที่เป็นนามของ นักการเมืองผู้สนับสนุนกองทัพเสรีภาพในสงครามการเมืองใน ศตวรรษที่ 19
.
ตลาดนี้สร้างขึ้นในปี คศ.1885 เพื่อแทนที่ตลาดเก่าใน Ribeira ของยุคนั้น แต่กลับถูกนำไปใช้เป็นคลังอาวุธทหาร...ห้องครัวชุมชนสำหรับผู้โหยหิว...จนกระทั่งถูกใช้เป็นที่แสดงสินค้าในวาระต่างๆก่อนจะถูกรื้อไปเป็นที่จอดรถในภายหลัง ซึ่งถูกต่อต้านอย่างแรงจาก Adriano Vasco Rodrigues ประธานกรรมการศาสตร์และศิลป์แห่งเทศบาลพอร์โธ่ จึงยืดเยื้อตลอดมา
.
ต่อมาได้มีการเสนอให้จัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์สมัยใหม่-Modern Art Museum ซึ่ง Adriano ก็คัดค้านอีกโดยให้เหตุผลว่า "การทำเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลป์ริมแม่น้ำ รังแต่จะทำให้ภาพเสื่อมสลายโดยง่าย จึงเห็นควรให้ทำเป็นศูนย์นิทรรศการของงานศิลป์... จัดแสดงคอนเสิร์ต.. และกิจกรรมชั่วคราวในวาระต่างๆมากกว่า"
.
ปัจจุบัน จึงเป็นสถานที่แสดงนิทรรศการและจำหน่ายสินค้านานาชนิดในวาระต่างๆไป โดยส่วนหนึ่งให้ บาร์อาหารและคลับแห่งหนึ่งเช่าไป
.
ช่วงนี้เป็นเทศกาลตลาดชาวเมืองโดยคนรักพอร์โธ่-Urban Market by Porto Lovers....ซึ่งมีการจำหน่ายข้าวของต่างๆนานา
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3539
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Spain-Portugal Trip March 02-April 05, 2018

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 16/06/2018 8:01 am

รูปภาพ
.
แน่นอนครับว่า คนค้าคนขายฝาหรั่งย่อมสู้คนไทยคนจีนไม่ได้เลย...ไม่มีแม้ช่วงยิ้มต้อนรับ...ช่วงดึงดันลูกค้า..ช่วงไม่ยอมปล่อยไป...มาเอเซียเมื่อไหร่ ตายลูกเดียวครับ
.
รูปภาพ
.
ของที่เอามาจำหน่าย ก็ไม่ต่างอะไรจากที่อื่นๆ เดินชมได้โดยไม่ต้องซื้อหาอะไร
.
รูปภาพ
.
ชั้นบนที่เป็นบาร์ส่วนหนึ่งคนแน่นขายดี อีกส่วนว่างเปล่า ด้านล่างคือโปสเตอร์ต่างๆสำหรับงานศิลป์คนรักพอร์โธ่นี้
.
จากระเบียงด้านบน มองไปฝั่งตรงข้าม เห็นโบสถ์สีฟ้า Church of St. Nicholas หรือ Igreja Paroquial de Sao Nicolau ที่สร้างตั้งแต่ปี คศ.1671 แต่ถูกไปเผาผลาญในปี คศ.1758 (ของเก่าโบราณถูกไฟไหม้เยอะมาก) จึงปฎิสังขรณ์ขึ้นใหม่ในอีก 4 ปีต่อมา ในรูปลักษณ์ของ Neoclassical และ Baroque ครับ
.
รูปภาพ
.
ออกจากตลาดอาคารสีแดง ลงมานั่งทานขนมแถวจัตุรัสฯ แล้วเดินข้ามฟากไปชมโบสถ์นิดหน่อย พร้อมร้านขายเสื้อผ้าข้างๆที่ติดกระเบื้องเซรามิกบางส่วน...
.
รูปภาพ
.
อีกร้านข้างๆตกแต่งด้วยกระเบื้องเช่นกันทั้งตึก เป็นร้านขายเครื่องประดับ Fabrica da Filigrana ที่มีโป๊ะใส่ไก่โปรตุเกสเป็นสัญลักษณ์หน้าร้าน ภายในจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำมือส่วนหนึ่งและมีตู้นาฬิกาด้านหน้า
.
รูปภาพ
.
ได้เวลาเดินเลี้ยวขวาลงเนินไปยัง จัตุรัสริมน้ำ-Ribeira Square (Riverside) อันเป็นศูนย์ประวัติศาสตร์ ที่ได้รับการสถาปนาเป็น มรดกวัฒนธรรมโลกของยูเนสโกแล้วล่ะครับ
.
จัตุรัสแห่งนี้ ตั้งอยู่ริมน้ำ Douro river ตลอดแนว เป็นร้านค้าจำหน่ายปลา ขนมปังและข้าวของประจำวันต่างๆอย่างแน่นขนัดแต่ถูกไฟเผาผลาญ (อีกแล้ว) ไปในปี คศ.1491 จนเหี้ยนเตียนโล่ง จึงได้มีการสร้างอาคารขึ้นมาทดแทนใหม่ โดยชาวชุมชนเรียกร้องและได้รับการสนองตอบให้มีการสร้างทางเท้ากว้างใหญ่ไว้ด้านหน้าริมแม่น้ำด้วยหินแผ่น จนเป็นถนน Sao Joao Street เลยไปจนถึงเมืองด้านบน-Upper Town ดังปัจจุบัน
.
เชิญชมและชวนชิมบรรยากาศโดยรอบครับ
.
รูปภาพ
.
เรือท่องนทีมีออกทุกครึ่งชั่วโมง รอบละ 50 นาทีผ่านสะพาน 6 แห่ง คนละ 15 ยูโร หรือแวะทัวร์รถไฟเล็กพร้อมโรงไวน์ ก็คนละ 24 ยูโรครับ
.
ภาพเรือล่องแม่น้ำหลายเจ้าและสะพานดัง Dom Luis I Bridge อันเป็น Landmark ของพอะโธ่สวยงามจับใจ
.
นกนางนวลบินว่อนและเดินเล่นริมน้ำมากมาย
.
รูปภาพ
.
แหะ แหะ ทาร์ตไข่ยังเหลือเยอะ...อิอิ
.
รูปภาพ
.
อาคารสามชั้นที่มีตราสัญลักษณ์ทางการของโปรตุเกสประดับอยู่ด้านบน สร้างขึ้นในปี คศ.1780 เดิมมีน้ำพุอยู่ตรงกลาง แต่ถูกแทนที่ด้วยรูปปั้นของ บาทหลวง St John the Baptist โดยศิลปินชื่อดัง Joao Cutileiro.
.
รูปภาพ
.
ถัดมาเป็นน้ำพุใหม่ที่มีกล่องสี่เหลี่ยม-Modern Cubic Sculpture โดย José Rodrigues เรียกว่า Cubo da Ribeira แทนน้ำพุเก่าที่สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 โน่น....
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3539
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Spain-Portugal Trip March 02-April 05, 2018

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 16/06/2018 8:05 am

รูปภาพ
.
ขึ้นบันไดไปเดินชมด้านบนระเบียง...
.
รูปภาพ
.
มีร้านอาหารหลายแห่ง และเส้นทางนำไปสู่สะพานดังที่ทางเข้าเป็นซุ้มประตูใหญ่...
.
รูปภาพ
.
เดินข้ามไปได้หน่อยเดียว ก็เจอลมกระหน่ำและผู้คนที่แออัดตรงทางเดิน...
.
รูปภาพ
.
จึงขอเก็บภาพรอบๆมาให้ดูชมกันครับ
.
รูปภาพ
.
ก่อนจะกลับคืนสู่ปากทางที่เป็นอุโมงค์รถ...
.
รูปภาพ
.
และเดินชมร้านค้า ร้านอาหารทั่วไป...
.
รูปภาพ
.
รถส่งของที่กีดขวางจราจรชั่วขณะแบบไม่ต้องเกรงใจใคร...เหมือนๆบ้านเรา อิอิ
.
ศิลปินข้างถนนเพียบ...
.
รูปภาพ
.
ก่อนจะกลับคืนมายังต้นทางรถรางสาย 1 หน้าโบสถ์เซ้นต์ฟรานซีส ไปสู่ Tram Museum เพื่อจับรถรางสาย 18 ต่อสาย 22 กลับที่พัก
.
ยืนรอที่ป้ายตั้งนาน ค่อยก้มมองดูนาฬิกา.....ตายอ่า นี่มันเกือบ 2 ทุ่มเข้าไปแล้ว รถรางประจำวันหมดไปแล้วอ่ะ...จ๊ากกก...
.
รอรถเมล์ก็ไม่มาซักที แท๊กซี่ก็ไม่มี จำใจต้องฝ่าลมหนาวเดินกลับ ทว่า....
.
โชคดีเหลือเกิน ที่เมื่อคุณนายโบกมือ ขอไปด้วย-Hitchhike ข้างทางระหว่างเดิน ก็มีรถยนต์ของคุณลุงสุภาพบุรุษจอดให้ และรับเรามาส่งจนถึงหอระฆัง โดยไม่ยอมบอกชื่อแซ่ แค่เปรยว่า "I'm real Porto-ผมเป็นชาวพอร์โธ่แท้ครับ" ต้องขอขอบพระคุณและคารวะท่านจริงๆมา ณ ที่นี่ครับ
.
รูปภาพ
.
แวะชมร้านทำขนมซึ่งผู้คนหนาแน่นนิดหน่อย
.
รูปภาพ
.
ก่อนจะกลับที่พัก ขอแช๊ะรูปข้างหอระฆังนิดนึง...
.
จะเห็นได้นะครับว่า เราใช้เวลา 3 วันเต็ม (รวมพรุ่งนี้อีกครึ่งวันด้วย) แต่เก็บเมืองพอร์โธ่ได้เพียงหน่อยเดียว ยังมีอะไรต่อมิอะไรทั้งในเมืองและนอกเมืองให้ชื่นชมตามเก็บอีกกว่า 70 % ....
.
เพราะฉะนั้น อย่าว่าเราเลยนะครับที่อยากจะขออยู่เมืองนี้อีกซักเดือน (เดือนนึงจริงๆ) โดยไม่โทษฝนฟ้าอากาศเลย แค่ประนามเล็กๆตรงนี้ว่า...โธ่เอ๊ย จะตกไปทำไม ช่างตกได้ตกดี ฮึ่ม
.
อรุณสวัสดิ์ครับ
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3539
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Spain-Portugal Trip March 02-April 05, 2018

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 31/12/2018 4:06 pm

รูปภาพ.
รูปภาพ
.
Romantic Spain-ทริปสุดประทับใจในปี 2018
.
สวัสดีปีใหม่ 2561 หรือ 2019 ครับ
.
ปีที่ผ่านมาเรามีเวลาไปต่างประเทศเพียงแค่ 3 ทริป (ไม่นับทริปในประเทศ) คือที่ สเปน-โปรตุเกส 32 วัน เดือน มีนาฯ-เมษาฯ....ต่อด้วยเมืองจีน ไท่หยวน-ผิงเหยา-ต้าถง 19 วัน ในเดือนพฤษภาฯ...และตามมาด้วย ทริป 4 ประเทศหมาดๆ 25 วัน เมื่อเดือนตุลาฯ-พฤศจิกาฯ นี้เอง
.
เพราะฉะนั้น แม้เราจะรีวิวเต็มเหยียดโปรตุเกส 7 วันไปแล้วในรีวิว...
.
Lisbon, Portugal-ผจญภัยในลิสบอน
goo.gl/2GsRLp ....
.
Welcome to Belem-เวลคัมทูเบอเล็ม
goo.gl/RJMoQu ...
.
One Day in Sintra-1 วันในซินทร้า
goo.gl/XxsUfZ
.
Lisbon Chill-Out: The Last Day-เก็บตกลิสบอนแบบชิลล์ๆ
goo.gl/fmrg1E
.
Three Days in Porto, Portugal-สามวันในพอร์โธ่
goo.gl/MTSmuH
.
Porto Day Two-พอร์โธ่ วันที่สอง
goo.gl/pDzzaa
.
Porto Day Three-พอร์โธ่ วันที่สาม
goo.gl/1uY5am
.
แต่สำหรับสเปนที่สุดแสนโรแมนติกนั้น ยังไม่มีเวลาลงรายละเอียดของแต่ละวันเลย นอกจากเรื่องของวอลกกิ้งทัวร์เพียงรีวิวเดียว...
.
จึงขอถือโอกาสนี้ ลงไฮไล้ท์ของแต่ละวันไปเรื่อยๆเป็นการฉลองปีใหม่ (ให้ลงรายละเอียดในฐานที่ประทับใจสุดๆไม่แพ้ทริปอังกฤษ คงอีกนานนนนหรืออาจไม่ได้ลงเลย อิอิ) ก็แล้วกันนะครับ
.
ทริปนี้ อยู่สเปนเสีย 25 วัน คือ 2-23 มีนาคม และขากลับจากโปรตุเกสวันที่ 1-3 เมษายนครับ
.
รูปภาพ
.
ที่พักที่ดีที่สุด ที่ชอบใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ Barcelona และการได้มีโอกาสรู้จักกับ Ms. Soraia Moreira ที่นั่น ทำให้เราได้ที่พัก Yeah Hostel ในเครือเดียวกันอีก 3 แห่ง ดังรายละเอียดที่ลิงค์ goo.gl/t5MHS6 ครับ
.

รูปภาพ
.
รายการวอล์กกิ้งทัวร์ ที่เราเริ่มต้นในวันรุ่งขึ้นต่อมาใน Gothic Quarter มีรายละเอียดเต็มเหยียดแล้วที่ลิงค์ goo.gl/tGGM5o ครับ
.
และหลังจากนั้นในช่วงบ่าย เราก็มีโอกาสท่องเมือง บาร์เซโลน่า ไปอย่างเต็มตื้นด้วยความสนุกสุขใจในบรรยากาศชิลล์ๆ จนทำให้เราทราบว่า ช่วงเวลาไปยุโรปที่ดีที่สุดคือเดือนมีนาฯ-เมษาฯ นี่เอง
.
รูปภาพ

.
Mercado de Santa Caterina หรือ Santa Caterina Market-ตลาดสดซานตา คาเตริน่า เป็นตลาดในร่มแห่งแรกของบาร์เซโลน่า ที่ได้รับการปรับปรุงขนานใหญ่ให้โมเดิร์นทันสมัยในปี คศ.2005 คือมีหลังคาลวดลายสดสวยเมื่อมองจากมุมสูง แต่ยังคงลักษณะของตลาดสดไว้โดยไม่เปลี่ยนแปลง
.
ทำเลดีมาก คืออยู่ในบริเวณ Gothic Quarter ในเขต La Ribera เปิดตั้งแต่ 7.30-14.00 น.ทุกวัน โดยวันพฤหัสบดีและวันศุกร์จะขยายเวลาไปจนถึงเย็นครับ
.
รูปภาพ
.
ด้านใน นอกจากอาหารสด เครื่องดื่มและร้านค้าของทานต่างๆตามสไตล์แล้ว ยังมีร้านอาหารทั้งแบบซื้อกลับบ้านและทานที่ร้านได้อีกด้วย
.
ภาพโปสเตอร์ข้างฝาของตลาดในอดีต ทำให้อดคิดถึงพนักงานขนข้าวของใส่รถเข็นของแรงงานในประเทศต่างๆแถบเอเซียของเราเช่นที่ตลาดไท สำเพ็ง ชายแดนเขมร หรือ ที่อินเดีย ไม่ได้เลยครับ คือขยันขนทีละเยอะๆประมาณกันแบบที่คนจีนชอบเรียกว่า 懶人领重大-ตั่วนั้งเนียตั่งต่า-คนขี้เกียจมักชอบขนทีละเยอะๆเดินน้อยๆเที่ยว..คือ ขนน้อยหลายเที่ยวอาจถึงที่หมายครบก่อนอ่ะครับ..555
.
รูปภาพ
.
ผู้คนกลุ่มหนึ่งในยุโรป ตื่นตัวในเรื่องการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเพื่อนำมาเป็นอาหารและเครื่องนุ่งห่มเครื่องดับมากๆเลยครับ จึงมีอาสาสมัครในเรื่องปกป้องพิทักษ์สิทธิอันชอบธรรมของสัตว์ทั้งมวลให้เห็นเป็นประจำทั้งนักศึกษา พ่อบ้านแม่บ้าน ฯลฯ
.
บนถนนใน Gothic Quarter ก็มีการแสดงออกประเภทนี้เยอะแยะ แต่ดูเหมือนรายนี้จะหนักหนาเป็นพิเศษ ทำให้อดชื่นชมพลังและความคิดสร้างสรรค์ในการกระตุ้นบอกผู้คนของเค้าไม่ได้เลย
.
คุณนายเคทจึงนอกจากชื่นชมและมีส่วนร่วมติ๊ดนึงแล้ว ยังบริจาคเงินส่วนหนึ่งให้พวกเค้าด้วยครับ
.
รูปภาพ
.
ตัวอักษรทองเหลือง Barcino ด้านหน้าตลาดเปิดที่จัตุรัสโนว่า เป็นชื่อเก่าของ Barcelona (เหมือน บางกอก กับ กรุงเทพมหานคร) ยังมีศิลปินเปิดหมวกที่เรียกว่า วณิพก เยอะแยะกว่าที่อื่นๆครับ
.
เดี๋ยวนี้ พวกนี้เค้าพัฒนาเซ็งลี้ขึ้นเยอะ เพราะไม่แค่รับบริจาคจากแฟนๆ (คนละ 50 เซ็นต์ 1 ยูโร) แล้ว ยังขายซีดีของตัวเอง ราคาตั้งแต่ 8-15 ยูโรด้วย ทั้งๆที่ต้นทุนนีสส์เดียอ่ะครับ
.
รูปภาพ
.
Palau de la Música Catalana เป็นโรงละครและคอนเสิร์ตฮอลล์ที่ยิ่งใหญ่อลังการมาก เพราะขนาดเข้าไปชมยังต้องเสียค่าเข้าหลายยูโรด้วย และภายในนอกจากหะรูหะรามหาศาล พร้อมด้านหน้ามีลวดลายสไตล์เกาดิด้วยแล้ว ยังมีอาคารทันสมัยด้านหลังอีกด้วย ซึ่ง...
.
วันแรกนี้ เราชมเฉพาะหน่อยเดียว ส่วนวันหลังเมื่อกลับมาบาร์เซโลน่าอีกรอบเดือนเมษาฯก่อนกลับบ้าน จะรีวิวอีกทีนะครับ
.
รูปภาพ
.
ถนนสาย Passeig de Gracia ที่ต่อเชื่อมมาจากจัตุรัส Catalunya อันเป็นจุดเริ่มต้นของถนนคนเดิน La Rambla อันลื่อลั่น เป็นถนนสายธุรกิจไฮโซทำเลแพ๊งแพงโดยเฉพาะแล้ว ยังมีอาคารสวยๆ ลวดลายทั้งโบราณและนำสมัย รวมทั้งรูปปั้นแปลกๆตามแยกต่างๆด้วย
.
อนุสาวรีย์นักเขียนนี้ จัดทำโดยสมาคมผู้จัดจำหน่ายหนังสือ ของนายกสมาคม Joan Brossa ผู้เป็นนักกวีเอกของสเปน เพื่ออุทิศให้กับหนังสือดีๆ ในงานมหกรรมหนังสือในปี คศ.2011 (ดังป้ายที่จัดทำเป็นที่ระลึกข้างล่าง) ด้วย
.
เมื่อก่อนรูปปั้นนี้สามารถหมุนได้ แต่คงเพราะดูไม่ศักดิ์สิทธิ์เท่าไหร่ ต่อมาจึงยึดติดเป็นแบบคงที่เสียเลย ซึ่งก็คงจริง เพราะดูดีไม่น้อยครับ
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3539
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Spain-Portugal Trip March 02-April 05, 2018

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 31/12/2018 4:09 pm

รูปภาพ
.
โรงภาพยนต์และละครโคลิเซ๊ยม เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ ปี คศ.1923 ซึ่งถือว่าใหญ่ที่สุดในสเปน นอกจากนั้น ตัวอาคารยังออกแบบได้อย่างวิลิศมาหลา จนผู้คนแห่กันมาชื่นชมไม่แพ้อาคารดังอื่นๆ เพราะส่วนหนึ่งเลียนแบบ Opera Garnier อันโด่งดังของปารีสด้วยครับ
.
ช่วงนี้มีการแสดง Musical-ละครเพลง เรื่อง Sugar หรือ Some Like It Hot ในภาพยนต์ยอดฮิตปี คศ. 1959 ของ Marilyn Monroe ด้วย
.

รูปภาพ
.
Casa Batllo เป็นตึกแถวคูหาไม่ใหญ่ในทำเลที่ดีที่สุดในถนนสาย Passeig de Gracia ซึ่งมหาเศรษฐีต้นตระกูล Batllo คือ Josep Batllo ซื้อมาเป็นศูนย์รวมของครอบครัวในปี คศ.1904 โดยเจตนาจะรื้อทิ้งแล้วสร้างใหม่ แต่การมอบหมายให้ยอดศิลปิน Antoni Gaudí-อันโทนิ เกาดิ มาออกแบบให้ ทำให้เกาดิผู้มีจินตนาการแปลกใหม่บอกว่า ไม่จำเป็นเพราะเค้าสามารถต่อเติมเพิ่มเสริมจากของเก่าให้ดูดีได้
.
โจเซฟจึงบอกเกาดิให้ลงมือได้เลยโดยไม่ต้องคำนึงเรื่องค่าใช้จ่าย ขอเพียงให้สะดุดตาและโดดเด่นไม่มีใครเหมือนเป็นใช้ได้ ว่าเข้านั่น...ทั้งหมดใช้เวลาถึง 2 ปีเต็มและแล้วทีมสถาปนิกนั้นก็ได้รับรางวัลสุดยอดอาคารปีนั้นของเทศกาลบาร์เซโลน่ามาไม่ยากแต่ไม่มีชื่อผู้ออกแบบคือเกาดิเลย
.
เมือโจเซฟและภรรยาถึงแก่กรรมในอีก 20-26 ปีต่อมา ทายาทของครอบครัวก็ยึดครอง และมีการขายเปลี่ยนมือหลายครั้ง แต่ในที่สุดในปี คศ.1993 ตระกูลนี้ก็ซื้ออาคารนี้กลับมาอีกครั้ง หลังจากมีการตบแต่งด้านในและด้านหน้าหลายครั้ง
.
ความที่อยู่ในทำเลศูนย์กลางเมือง ที่นี่จึงกลายเป็นสถานที่จัดงานสำคัญๆหลายแห่งรวมทั้งเปิดให้ผู้คนเข้าชมโดยเสียบัตรราคาตั้งแต่ 24.50 ยูโร แถมวิดีโอ ถึง 39 ยูโรได้ดูละครด้านบนอาคารด้วยครับ
.
รูปภาพ
.
อีกวิธีหนึ่งในการท่องเที่ยวบาร์เซโลน่า โดยเฉพาะแวะชมผลงานต่างๆของเกาดิในเวลาหลายๆชั่วโมงนอกจาก Segway หรือรถสองล้อยืนขับไปเรื่อยๆอย่างที่นิยมกันในยุโรปแล้ว ก็คือการใช้รถ Gocar ที่นั่งได้สองคนนี่แหละครับ เราจึงเห็นรถเหลืองๆเหล่านี้โลดแล่นเป็นขบวนตามถนนต่างๆเสมอ
.
ว่าแต่สนนราคาไม่ถูกเลยนะครับขอบอก คือคนละเกือน 90 ยูโรทีเดียว สนใจติดต่อได้ที่ลิงค์ goo.gl/nxoq2c เลยครับ
.
รูปภาพ
.
Casa Mila หรือ La Pedrera หมายถึงอาคารที่พำนัก The stone quarry-บ้านถ้ำหิน ออกแบบโดย ศิลปิน Antoni Gaudí-อันโทนิ เกาดิ เป็นผลงานสุดท้ายก่อนปลีกตัวไปดำเนินการออกแบบก่อสร้างมหาวิหาร Sagrada Familia เป็นการเฉพาะ
.
แรกเริ่มนั้น ผู้คนทั่วไปต่างวิพากษ์วิจารณ์ว่า ช่างน่าเกลียดกระไรเช่นนี้ แต่สุดท้ายกลับปรากฏว่า ทางยูเนสโก้ ถึงกับให้รางวัลมรดกวัฒนธรรมโลก ในปี คศ.1984 ซึ่งแปลว่าห้ามมิให้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว แต่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว Top 1 ของบาร์เซโลน่าชนิดใครมานครนี้แล้วพลาดการแวะชมถือว่ามาไม่ถึงเลยปานนั้น
.
เจ้าของเดิมคือ Pere Mila ซึ่งเป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ผู้ร่ำรวย ได้มอบหมายให้เกาดิออกแบบให้ แต่ด้วยความอัปลักษณ์ในความคิดของคนยุคนั้น จึงตั้งชื่ออันเป็นนามสมมุติแทนว่า La Pedrera เพื่อไม่ให้คนทราบว่าเจ้าของแท้จริง (ที่ถูกหัวเราะเยาะเย้ยตลอด) เป็นใคร
.
อาคารนี้ถูกขายต่อมาหลายมือ จนในที่สุด ธนาคาร Caixa Catalunya ได้ซื้ออาคารนี้มาเมื่อปี คศ. 1986 และให้เทศบาลนครบาร์เซโลน่าเช่าเป็นสำนักงานเพื่อแข่งขันเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกในปี คศ.1992 ครับ
.
รูปภาพ
.
ขอเรียนว่า ภายในอาคารงดงามสะดุดตามาก แต่ใครที่ไม่ได้เข้าชมเพราะรู้สึกว่าแพงเกิน (เหมือนเรา อิอิ) คือ กลางวันคนละ 25 ยูโร กลางคืนคนละ 34 ยูโร หรือทั้งวันคืนคนละ 44 ยูโร....ก็สามารถเปิดเน็ตดูได้ที่ลิงค์ goo.gl/WS8ijC ครับ
.
หนังสือผลงานของเกาดิที่เห็น มีจำหน่ายที่ชั้นล่างซึ่งเป็นห้องขายตั๋วครับ
.
รูปภาพ
.
เช่นเดียวกับ โรงแรมดังๆหลายแห่งในบ้านเราที่มีการจัดงานออกร้านไม่ใหญ่นักตลอดทั้งปีตามกาลเวลาและวาระต่างๆ
.
บนถนนสาย Passeig de Gracia ที่เราเดินท่องทั้งวันนี้ก็ไม่แคล้วมือคุณนายเคทไปได้เช่นกัน จนอดแวะเข้าไปเดินชมไม่ได้...ขอเรียนว่า แม่ค้าพ่อค้าฝาหรั่งนั้น ไม่ได้ Aggressive เหมือนแถวเอเซียเราโดยเฉพาะที่จีนนะครับ จึงเดินชมเดินถ่ายภาพตามสบาย...
.
งานออกร้านแบบนี้ ต้องขึ้นอยู่กับจังหวะด้วยนะครับ หาได้มีตลอดเวลาไม่ ต้องแล้วแต่ดวงจริงๆ 555
.
รูปภาพ
.
เดินต่อมาหน่อยเดียว ก็ถึง Yeah Hostel ที่พักของเราซึ่งอยู่ไม่ไกล... ขอพักผ่อนซักหน่อย เพราะคืนนี้ เรามีโปรแกรมสำคัญอยู่ในใจแล้ว อิอิ
.
พอตกเย็น เราซึ่งอยู่ใกล้ๆ ป้ายรถใต้ดิน Verdaguer ก็ขึ้นรถสายสีเหลืองป้ายเดียวไปต่อสายสีเขียวที่ป้าย Diagonal เพื่อไปอีกป้ายที่ Fortuna (ในวงสีเหลี่ยมสีแดง) เพราะที่นี่มีของดีประจำปีให้ชมครับ
.
รูปภาพ
.
ถูกต้องแล้วครับ...ทุกปีในวันที่ 3 เดือนมีนาคม ไม่ว่าจะตกในวันธรรมดาหรือเสาร์อาทิตย์ ที่ย่านเขต Gracia ใน Barcelona จะมีเทศกาลใหญ่ประจำปีที่เรียกว่า Festa de Sant Medir หรือ Sant Medir candy festival-เทศกาลแจกท๊อฟฟี่ทิ้งกระจาดเซ้นต์เมดริ....
.
ซึ่งถึงเวลาประมาณ 3 ทุ่ม ขบวนรถม้ารถลากของทางการจะนำลูกกวาดจำนวนถึง 60 ตันมาแจกจ่ายแบบทิ้งทานให้ชาวบ้านตลอดถนนสายยาวเหยียด ในฐานที่เป็น la festa més dolça-the sweetest festival-เทศกาลแห่งความหอมหวาน นั่นเอง
.
ลงรถมาด้านหนึ่ง ซึ่งจะมีท่อเหล็กเป็นรางขวางไปมา แต่รางหนึ่งมีน้ำไหลลงแอ่งอย่างสวยงามหน้าหอสมุดของย่านนี้ครับ
.
รูปภาพ
.
ถามนักศึกษาที่อยู่แถวนั้นว่า "ตรงไหนที่เป็นเทศกาลรื่นเริง?" เค้าบอกว่า "ต้องไปที่การ์เชียโน่น" เราถามต่อว่า "Gracia-การ์เชีย คืออะไร?" เค้าตอบไม่ได้ ต้องเปิดคำแปลในมือถือเอา ค่อยทราบว่า หมายถึง neighborhood ที่แปลว่า ชุมชน นั่นเอง
.
แล้วเราก็เดินมุ่งหน้าไปยังย่านที่ว่าทันที ครู่หนึ่งก็เห็นขบวนม้าตำรวจสวนมา ผมยกกล้งกดแช๊ะ เล่นเอาม้าตื่นจากแฟลชที่สว่างจ้าแสบตา จนต้องขอโทษ (โดยเจ๊แกไม่ว่าอะไรนอกจากยิ้มให้) และหลังจากนั้น ก็ไม่กล้าใช้แฟลชแบบเดียวกับตอนอยู่ในพิพิธภัณฑ์ (ที่ถ่ายได้แต่ห้ามใช้แฟลช) เลยครับ
.
แวะชมร้านค้าต่างๆมากมาย ได้รูปมาตรึม (แต่ลงไม่ไหวนะครับ ขอโทษด้วย) จึงแซมแค่ภาพร้านขายของมือสองที่โชว์กระเป๋าเพียงร้านเดียว..... และแล้วขบวนรถม้าก็มาถึง ท่ามกลางผู้คนที่เริ่มหนาแน่นเข้าทุกที
.
รูปภาพ
.
ถูกต้องแล้วครับ เรื่องรับของฟรีนั้น ฝาหรั่งหรือคนชาติไหนๆก็ไม่ต่างกัน นอกจากแห่กันมานั่งรอยืนรอแล้ว ยังขนถุงกันมาเพียบเพื่อเก็บกวาดให้เต็มที่ 5555
.
รูปภาพ
.
ถูกต้องแล้วครับ เรื่องรับของฟรีนั้น ฝาหรั่งหรือคนชาติไหนๆก็ไม่ต่างกัน นอกจากแห่กันมานั่งรอยืนรอแล้ว ยังขนถุงกันมาเพียบเพื่อเก็บกวาดให้เต็มที่ 5555
.
แล้วก็ได้เวลา คราวนี้กรี๊ดกร๊าดกันใหญ่ บ้างก็เล่นถือร่มกางกลับหลังรับท๊อฟฟี่เป็นกระบุงๆเลยทีเดียว ต่างสนุกสนานกันเต็มที่...
.
น่าเสียดายที่เราต้องรีบกลับก่อน เพราะจองดินเน่อร์ที่โฮสเต็ลไว้ ไม่งั้นจะอยู่ทานลูกกวาดให้อิ่มเล้ย...
.
เพื่อนๆที่สนใจ อย่าลืมนะครับว่า ทุกวันที่ 3 มีนาคม ที่นี่มีเทศกาลทิ้งกระจาดฯ เตรียมถุงเตรียมกระเป๋ามาให้เต็มที่ เพราะปี 2019 นี้ ตรงกับวันอาทิตย์ซะด้วย อย่าให้เสียชื่อคนไทย เพราะแค่หลับตาก็เห็นภาพผู้คนเบียดเสียดยัดเยียดกันแล้ว ทว่าไม่ครณาสำหรับเราหรอกนะครับ หุหุ
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3539
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Spain-Portugal Trip March 02-April 05, 2018

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 02/01/2019 10:43 pm

รูปภาพ
.
Antoni Gaudi'e La Sagrada Familia-มหาวิหารแห่งบาร์เซโลน่า
.
28 มกราคม 2562
.
สวัสดีครับ
.
เพลินๆกับทริปจีน หนานหนิง-กุ้ยหลิน เสียหลายวัน ทำให้รีวิวยุโรปขาดช่วงไปบ้าง โดยเฉพาะ ทริปมาสทริชท์ 3 วัน (goo.gl/QirFmT) ก็เพิ่งรีวิวไปได้แค่หน่อยเดียว ซึ่งต้องขอเวลาหน่อยนะครับ
.
สำหรับวันนี้ ขอนำเพื่อนๆไปยังทริป สเปน-โปรตุเกส ในวันที่ 4 มีนาคม 2561 ซึ่งเป็นวันที่ 3 ของการมา และยังอยู่ที่บาร์เซโลน่า โดยรายละเอียดของรีวิวมีอยู่ที่ลิงค์ goo.gl/udSocJ ครับ
.
อย่างไรก็ตาม รีวิวชุดต่อไปนี้ จะเป็นการนำเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของ บาร์เซโลน่า คือ La Sagrada Familia Roman Catholic Church-โบสถ์แนวโรมันที่ยิ่งใหญ่จนอยากเรียกว่า มหาวิหาร-Cathedral แทนการเป็นแค่ Basilica หรือ โบสถ์ทั่วไปด้วย....
.
ซึ่งเพื่อนๆจะสามารถทำความเข้าใจในผลงานของ แอนโทนี่ เกาดิ-Antoni Gaudi แห่งนี้ได้ดียิ่งขึ้น เมื่อไปที่อัลบั้ม "ว่ากันว่า ที่นี่คือ เมืองเกาดิ" ที่ลิงค์ goo.gl/UM9Mzu ครับ
.
รูปภาพ
.
เมื่อคืน หลังกลับจากเทศกาลทิ้งกระจาดท๊อฟฟี้ก่อนงานจะจบ เพราะนัด (แบบที่ภาษาแต้จิ๋วเรียกว่า) โละเมี้ย-落名-ลงชื่อ กับทางโฮสเต็ลไว้ก่อนว่า จะร่วมทานอาหารดินเน่อร์ด้วยคนละ 12 ยูโร ซึ่งเป็นราคาถูกมากและทางเชฟเค้าจะปรุงตามจำนวนผู้คนที่จองไว้เท่านั้นอันเป็นอีกบริการหนึ่งของเครือ Yeah Hostel ทุกแห่ง
.
เมื่อได้เวลาประมาณ 3 ทุ่มครึ่งและทุกคนประจำที่แล้ว ทางห้องอาหารก็ให้ทุกคนนำแก้วไปรับเครื่องดื่มที่เคาน์เตอร์ก่อน ซึ่งมีทั้งเบียร์ หรือ ไวน์ซังเกียร์-Sangria Wine (อันเป็นเครื่องดื่มที่เหมือนๆจะ "ประจำชาติ" ของชาวสเปนและโปรตุเกส เพราะไม่ว่าไปที่ไหนใน 2 ประเทศนี้ เป็นได้เห็นจำหน่ายขายดีทั่วๆไปโดยเฉพาะตามงานออกร้านทั้งปวง)
.
ไวน์ซังเกียร์-Sangria Wine นี้ รสชาติคล้ายๆ Spy Wine Cooler ของเราที่มีความซาบซ่าน้อยกว่าในระดับพอดีๆ...ดื่มแล้วบ้างก็เมานิดๆ แต่บางคนก็ถึงกับเมาเป๋เลยทีเดียว... ฟังดูเป็นเรื่องที่น่าฉงนมาก จนกระทั่งแทบไม่มีใครทราบว่า แท้จริงแล้ว ซังเกียร์มีส่วนผสมของอะไรบ้าง...
.
ผมเคยเจอเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่โปรตุเกส เล่าให้ฟังว่า "คุณรู้ไหมว่า ซังเกียร์นั้นเค้าใช้อะไรปรุง?" ผมสั่นหน้า เค้าบอกต่อว่า "เวลาคุณไปบาร์ต่างๆ คุณจะเห็นใช่ไหมว่า บนตู้ชั้นๆข้างหลังเคาน์เตอร์นั้น มีขวดเหล้าสารพัดสารเพเต็มไปหมด......ผมจะบอกให้นะ เวลาลูกค้าสั่งซังเกียร์เนี่ย บาร์เทนเดอร์ก็จะเอาเหล้าในขวดที่เหลือๆอยู่นั่นแหละ เทใส่รวมๆกันแล้วส่งให้ ขอแค่มีสีแดงๆก็เป็นพอ 5555"
.
เครื่องดื่มเหล่านี้ ขอเติมได้แค่พอแกล้มอาหาร...ทว่าเฉพาะสนนราคาที่ดื่มๆกัน ก็แสนจะคุ้มเกินค่าอาหารมื้อนี้แล้วครับ
.
ครู่หนึ่ง เจ้าหน้าที่ก็นำซุปถั่วมาเสิร์ฟ ซึ่งต้องยอมรับว่าร้อน หอม อร่อยมากๆสำหรับผู้ไม่นิยมซุปอย่างเรา ถึงขนาดต้องขอเติมทีเดียว....
.
และแล้ว ทางครัวก็นำอาหารออกมาให้ทุกคนลุกขึ้นเรียงคิวถือจานเข้าไปรับเสิร์ฟ เป็นไก่ย่างและสลัดในปริมาณที่พอดิบพอดีไม่อิ่มเกิน
.
และตบท้ายด้วยของหวานอย่างที่เห็น อันพอประมาณการได้ว่า หากขายที่ร้านถูกๆทั่วไป น่าจะไม่หนี 20 กว่ายูโรค่อนข้างแน่ครับ
.
น่าเสียดายที่เราทานดินเนอร์เซ็ทอย่างนี้ (มีเปลี่ยนเมนูทุกวัน) เพียงแค่ 2 มื้อ เพราะปรกติไม่ค่อยทานอาหารค่ำในเวลาเกือบ 4 ทุ่มเสร็จจวน 5 ทุ่มอย่างนี้ครับ...ส่วนคนอื่นๆเห็นเป็นเรื่องธรรมดา เพราะทานเสร็จก็ออกไปปาร์ตี้ หรือเที่ยวโปรแกรม Pub Crawl (ทัวร์ตระเวณร้านเหล้า มีค่าบริการต่างหาก ที่ไกด์จากโฮสเต็ลพาไป) ต่อได้เลย
.
รูปภาพ
.
สำหรับอาหารเช้า ราคา 3 ยูโร อันประกอบด้วยทุกอย่างที่ตามโรงแรมเสิร์ฟๆกัน อาทิ ขนมปัง แฮม ชา-กาแฟ น้ำผลไม้ แพนเค็ก ฯลฯ คือ Breakfast ที่สามารถทำให้อิ่มไปจนถึงบ่ายเลยทีเดียว
.
ว่าแล้ว เช้านี้ เราก็ฉลองศรัทธาด้วยมื้อเช้าที่โฮสเต็ล ซึ่งเริ่มตั้งแต่ 8 โมงถึง 10 โมงนี่แหละครับ
.
และโปสเตอร์ที่เห็น น่ารักมากเลย ผมเคยนำเสนอคำคมทั้ง 2 นี้มาแล้วในรีวิวก่อนๆ คือเค้าให้สิทธิในการเลือกแก่เราอย่างเต็มที่ว่า...
.
-- รายการอาหารวันนี้ : ทาน หรือ อด
-- อยากทานอาหารบนเตียง (เสิร์ฟถึงเตียง) ก็ นอนในห้องครัวสิ (ง่ายนิดเดีย...)
.
55555
.

รูปภาพ
.
สอบถาม Francisco-ฟรานซิสโก้ หนุ่มหน้าเคาน์เตอร์ว่า จะไป โบสถ์ดัง ลาสะกร้าด้าฟามมิเลีย-La Sagrada Familia ต้องนั่งรถสายไหน? เค้ายิ้มตอบเลยว่า "นั่งรถทำไมครับ เดินจากที่นี่เลี้ยวซ้ายแล้วตรงไปเรื่อยๆก็ถึง นั่งรถป้ายเดียวไกลกว่าเสียอีก อิอิ"
.
อือม์...สบายไปเลย ว่าแต่เช้าๆตอนอิ่มๆเนี่ย เดินเร็วไม่ได้เลยครับ มันจุก...อิอิ
.
ผ่านมาที่ทางแยกที่สอง บริเวณที่จอดจักรยานบริการของ Vodafone เจอหนุ่มคนหนึ่งแบกธงมาเอาจักรยานไป ก็เลยอดแวะคุยนิดหน่อยไม่ด้ ได้ความว่า "วันนี้จะไปเชียร์บอล ลีค Primera Division ทีม Barcelona แข่งกับ Atletico Madrid ในตอน 4 โมงเย็น ส่วนธงนี้คือธงของสเปน... แบบว่าเราจะเป็นฝ่ายกลางๆอ่ะครับ ถึงทั้งสองเมืองคือบาร์เซโลน่ากับแมดดริดจะไม่ค่อยถูกกันก็ตาม แต่กีฬาก็ส่วนกีฬาครับ..."
.
ฟังแล้วก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ เดาว่าเป็นพวกสลิ่ม (อิอิ) แต่อดนึกถึงธงชาติแบบใหม่ของชาวคาตาลุนญ่า ที่ขอแบ่งแยกประเทศเป็นเอกราชต่างหากจากสเปน แต่ทำการไม่สำเร็จ ที่เห็นแขวนตามชั้นสูงๆเมื่อวานตอนไปวอล์กกิ้งทัวร์ ขึ้นมาเลยครับ
.
รูปภาพ
.
ถัดมาหน่อยเดียว เจอสาวน้อยอีกคน (ไม่ทราบเป็นแฟนหนุ่มคนตะกี้หรือเปล่า เพราะบ้านเรานั้น ต่างสีเสื้อเมื่อนอกหน้า ก็เป็นเพื่อนกันได้ อิอิ) คลุมตัวด้วยธง ทาบาเนีย-Tabarnia ซึ่งเป็นธงในนิยายของชาวคาตาโลเนีย-Catalonia หรือ คาตาลุนญ่า ของชาวคาตาลันที่ขอแยกเอกราชแจ๋เลย กำลังจะไปเชียร์บอลเหมือนกัน...(ผลตามมาปรากฎว่า คืนนั้น ทีมที่เค้าเชียร์ก็เอาชนะ มาดดริดไป 1-0 ตามระเบียบในฐานะเจ้าบ้าน เอ๊ย มีฝีมือ 555)
.
หมายเหตุ: ผมเขียนประสาคนไม่มีความรู้เรื่องฟุตบอลนะครับ ผิดถูกขออภัยล่วงหน้า แหะ แหะ
.
ภาพศิลเปรอะที่ดูแล้วน่ากลัวบนตู้สายไฟข้างถนนอันแรก เป็นความหวาดผวาต่อโบสถ์ยักษ์ลาสะกร้าด้าฟามมิเลียยามค่ำคืน ที่แปลกประหลาดไม่เหมือนโบสถ์หรือวิหารอื่นๆทั่วไป
.
ภาพถัดมา เป็นภาพ คากังเน่-Caganer หรือ ตุ๊กตานั่งส้วม สัญลักษณ์ของชาวบาร์เซโลน่า ที่เรียกร้องให้นักท่องเที่ยวกลับมาเยือนใหม่ See You Soon
.
ร้านอาหาร Cerveseria Gaudi ที่ขายชื่อของ อันโทนี่ เกาดิ โดยเฉพาะ ด้วยทั้งร้านประดับประดาผลงาน (ปลอมๆหรือเลียนแบบ) ของเกาดิทั่วไป....ร้านอย่างนี้มีอยู่มากมายและเราจะเจอบ่อยมาก ขายดีหรือไม่ไม่ทราบได้ครับ
.
บูธหนังสือพิมพ์และของที่ระลึกที่โฆษณา El Periodico หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของชาวคาตาลัน
.
มองไปด้านหลัง ก็เห็นโบสถ์ยักษ์ตั้งตระหง่านและระโยงระยางด้วยปั้นจั่นและอุปกรณ์การก่อสร้างที่แสดงว่า ยังคงดำเนินการไปเรื่อยๆ..... เพราะตามกำหนดที่จะให้เสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 2026 เพื่อเฉลิมฉลองวันครบ 100 ปีการจากไปของเกาดินั้น ดูท่าจะเลื่อนลอยแถมมีแนวโน้มว่าคงจะเอื่อยเฉื่อยไปจนถึงปี คศ. 2040 โน่น เพราะแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวแวะชมถุงกว่า 3 ล้านคนอ่ะครับ
.
ณ จุดนี้ เราขอเลี้ยวขวาเพื่อจะเข้าไปด้านหน้าโดยทะลุผ่านสวนใหญ่แห่งนี้ไป
.
รูปภาพ
.
และแน่นอนครับว่า ก่อนจะไปถึงโบสถ์ยักษ์นี้เต็มๆ คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพูดถึงวงดนตรี The Alan Parsons Project ขวัญใจของนักฟังเพลงในยุค คศ.1975-1990 สักหน่อยครับ.... เพราะถึงแม้ความอลังการทางดนตรีของพวกเค้าคณะนี้จะไม่ยิ่งใหญ่เท่า The Moody Blues ร็อคแบนด์ในยุคปี คศ.1964 ที่เนื้อเพลงและการร้องการบรรเลงไม่เหมือนใคร แต่เพลงของ ดิ อลัน พาร์สัน โพรเจคท์ ก็ฟังง่ายและจดจำได้ง่ายกว่า...
.
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วงนี้ที่ประกอบด้วยผู้นำ 2 คน คือ Eric Woolfson และ Alan Parsons (คนอื่นในทีมแปรเปลี่ยนไปเรื่อย) คือเจ้าของเพลง La Sagrada Familia (goo.gl/Zt9Ksv) ในอัลบั้มชื่อ Guadi ที่ยิ่งใหญ่ คุ้นหูแต่ไม่คุ้นชื่อของนักฟังเพลงทั่วไป
.
เพราะเพลงของ Alan Parsons ที่เปิดปุ๊บคนจำได้ปั๊บคือเพลง Time (goo.gl/aHfGTE) ที่ไพเราะจับใจและมีความหมายยิ่งสำหรับคนรักกันที่ต้องจากกันไป.....คนรักกันในที่นี่ อาจจะหมายถึงคู่รัก เพื่อน ญาติ พี่น้อง ฯลฯ ที่มีส่วนสำคัญยิ่งในชีวิตของเรานะครับ ฟังแล้วเป็นซึมเศร้านานขณะคลอไปด้วยทีเดียว ยิ่ง...
.
เพื่อนๆนักอ่านหรือนักดูซีรี่ย์จีนชุด "วรรณกรรมสามก๊ก" ฟังแล้วเป็นต้องนึกถึง ตอนสะเทือนใจครั้งที่ 刘备-เล่าปี่ เดินทางไปส่ง 徐庶-ซีชี ผู้จำต้องลาจากไปอย่างแน่นอน...ซีซีผู้นี้ คือผู้ที่ต้องขี่ม้ากลับมาเพื่อแนะนำให้เล่าปี่ไปหากุนซือคนใหม่นาม 孔明-ขงเบ้ง แทนว่า "หากข้าคืออีกา ขงเบ้งก็คือพญาหงส์...." และ....
.
ครั้ง 曹操-โจโฉ เดินทางไปส่ง 關羽-กวนอู เพราะมิอาจเหนี่ยวรั้งไว้ได้ ด้วยเคยมีสัญญาต่อกันว่า กวนอูจะลาจากทันทีที่ได้ข่าวของผู้พี่ร่วมสาบาน อันเป็นที่มาของคำคม "送君千里 终须一别-ซ่งจวินเชียนหลี่ จงซวีอิ๊เปี๋ย- ส่งกันพันลี้ สุดท้ายก็ต้องจากกัน" ที่มีความหมายซาบซึ้งใจยิ่ง
.
ใช่ครับ เพลง Time อยู่ในอัลบั้ม The Turn of a Friendly Card อัลบั้มแรกที่ผมรู้จักพวกเขา (หลังจากนั้น ก็ตามซื้อทุกชุด) ด้วยเนื้อหาที่กินใจยิ่งที่ว่า But the game never ends when your whole world depends on the turn of a friendly card-เกมชีวิตอันมืดมนนี้ยังไม่ยุติลงหรอก เพราะทั้งชีวิตเรายังคงรอคอยไพ่ใบสุดท้ายที่จะเป็นเพื่อนแท้ของเราอยู่....
.
ซึ่งในที่สุด... But a pilgrim must follow in search of a shrine as he enters inside the cathedral-ผู้แสวงบุญคนหนึ่งก็ยังคงตามหาศาลเจ้าต่อไปทั้งๆที่เดินทะลุมหาวิหารเข้าไปแล้ว...
.
ฟังแล้วต้องฟังซ้ำและขบความหมายของเพลงไปเรื่อยๆเชียวครับ :-)
.
Eric Woolfson และ Alan Parsons คือ Assistant Engineer-คนทำดนตรีให้กับ วง The Beatles ทั้งอัลบั้ม Abbey Road (1969) และ Let It Be (1970) ครับ
.
รูปภาพ
.
ด้านหนึ่งของสวนใหญ่ กั้นเชือกรอบๆบริเวณไว้เพื่อปลูกไม้ดอกต่างๆ โดยมีนกแก้วเลี้ยงที่ติดป้ายห้อยคอเก็บกินอาหารบนพื้นหลายตัว
.
แล้วเราก็มาถึงจุดที่ผู้คนมากมายออกันอยู่ทั้งๆที่ยังเช้าตรู่ ใบหน้าของทุกคนยิ้มแย้มผ่องใส กดแช๊ะไปมาทุกมุม รวมทั้งผลัดกันถ่ายภาพให้กันและกันด้วย จนแทบไม่น่าเชื่อว่า ที่นี่คือแหล่งท่องเที่ยวที่อารัมภบทในเนื้อเพลง La Sagrada Familia (goo.gl/Zt9Ksv) เริ่มด้วยว่า...
.
In recent times, there is no one at all who can approach Antonio Gaudi. He started a new cathedral, in Barcelona
It is called La Sagrada Familia or the Holy Family...
.
- ก่อนหน้านั้น ไม่มีใครที่สามารถจะเรียกร้องให้ อันโทนี่ เกาดิ ทำอะไรตามใจพวกเขาได้ เพราะเขาคือผู้ริเริ่มสร้างมหาวิหารในบาร์เซโลน่า ที่มีชื่อว่า ลาสระกราด้าฟามมิเลีย หรือ ครอบครัวผู้ศักดิ์สิทธิ์
.
The sad thing is they could try to finish it, but I don't think they will do it
.
- เรื่องน่าเศร้าก็คือ พวกเขาต่างคิดว่าจะสามารถดำเนินการสร้างต่อให้เสร็จสมบูรณ์จนได้ แต่เราคิดว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้....
.
รูปภาพ
.
ถูกต้องแล้วครับ ที่นี่ก่อสร้างมาตั้งแต่ปี คศ.1882 เกินกว่า 1 ศตวรรษมาแล้ว เพราะเมื่อเกาดิดำเนินการจนถึงวาระสุดท้ายในชีวิตเมื่อปี คศ.1926 นั้น โบสถ์ยักษ์นี้เพิ่งเสร็จสิ้นไปเพียง 1 ใน 4 ส่วนของโครงการเท่านั้น
.
พูดง่ายๆก็คือ ที่นี่ใช้เวลานานหลายเท่ากว่า การก่อสร้างพีระมิดแห่งอียิปต์ (ที่ใช้เวลาสร้างเพียง 20 ปี) เสียอีก และนับถึงปัจจุบัน เพิ่งใช้เวลาน้อยกว่า การสร้างกำแพงเมืองจีนไม่ถึง 50 ปีอ่ะครับ
.
ว่ากันว่า สาเหตุหนึ่งที่เกาดิรับงานนี้ เพราะใกล้ๆกันเป็นที่ตั้งเดิมของโรงเรียนที่รับนักเรียนที่เป็นลูกหลานของช่างและกรรมกรก่อสร้างโบสถ์นี้โดยเฉพาะ ปัจจุบันโรงเรียนดังกล่าวถูกแปรเปลี่ยนเป็นศูนย์นิทรรศการไปเรียบร้อย
.
รูปภาพ

.
แน่นอนว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้การก่อสร้างดำเนินไปอย่างเชื่องช้า ก็เพราะยุคนั้นทำการด้วยแผนงานที่เขียนบนกระดาษ กระทั่งต่อมา มีคอมพิวเตอร์เข้าช่วย งานจึงรุดหน้าไปได้อย่างรวดเร็วขึ้น
.
อย่างไรก็ตาม แม้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่โบสถ์นี้ก็ได้รับการเชิดชูให้เป็น มรดกวัฒนธรรมโลก โดยยูเนสโก้ ในปี คศ.1984 ด้วยความริเริ่มอันแปลกใหม่ในรูปลักษณ์งานศิลป์อย่างยากจะหาใครทานเทียมเกาดิได้
.
แต่แรกนั้น ที่นี่ถูกกำหนดให้เป็นเพียงโบสถ์แห่งหนึ่งของลัทธิโรมันแคโธลิค ทว่าต่อมา เมื่อโครงงานดูเหมือนจะยิ่งใหญ่สมเจตนารมย์ของเกาดิ ก็ได้มีการปรับใหม่ให้สร้างเป็นมหาวิหาร (Cathedral) แทน จนเมื่อปี คศ.2010 ท่านสันตะปาปา Pope Benedict XVI ค่อยแถลงว่า ที่นี่เป็นเพียง Basilica หรือ Church แห่งหนึ่งเท่านั้น
.
เมื่อโบสถ์ยักษ์แห่งนี้สร้างเสร็จสมบูรณ์ จะประกอบด้วยหอสูงถึง 18 ยอดด้วยกันตามความเชื่อของพระคัมภีร์ นั่นคือ เป็น 12 หอที่หมายถึง อัครสาวก-Apostles ทั้ง 12...ผู้สอนศาสนา-Evangelists 4....พระแม่มารี-Virgin Mary 1....รวมเป็น 17 ซึ่งหอสำคัญและสูงที่สุดคือ พระเยซูเจ้า-Jesus Christ รวมเป็น 18 พอดี....อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเพิ่งก่อสร้างได้เพียง 8 หอเท่านั้น
.
รูปภาพ
.
ภายในโบสถ์ยักษ์นี้ ในบริเวณชั้นใต้ดิน คือสุสานฝังศพของท่านเกาดิ ผู้อาภัพจากการสูญเสียชีวิตหลังถูกรถรางชนอย่างนิรนามเพียงไม่กี่วัน... สุสานนี้ล้อมรอบด้วย หอสวดมนต์-Chapels 4 แห่งโดยอีก 3 แห่งเป็นสุสานของผู้อื่นที่มีชื่อเสียงหรือยศฐาบรรดาศักดิ์
.
ในช่วงปี คศ.1936 ระหว่างที่เกิดสงครามกลางเมืองสเปน กลุ่มผู้ต่อต้านศาสนากลุ่มหนึ่งได้บุกเข้าโบสถ์นี้เพื่อจุดไฟเผาทำลายทิ้ง แต่โชคยังดีที่เอกสารสำคัญในการก่อสร้างยังคงสภาพใช้ได้เหลือมากกว่าค่อน แต่ก็ทำให้ทุกอย่างดำเนินการต่อมาอย่างเชื่องช้า
.
แม้โครงสร้างส่วนหนึ่งจะอยู่ในรูปแบบเส้นตรง แต่เกาดิผู้รังเกียจสไตล์ดังกล่าวและหลงใหลในธรรมชาติ ก็จัดการแก้ไขให้มีรูปทรงโค้งงอไร้เหลี่ยมไปตามความนิยมส่วนตัวเกือบทั้งหมด
.
รูปภาพ
.
ความสูงของโบสถ์ยักษ์นี้เป็นที่เลื่องลือไปทั่ว ซึ่งเมื่อสร้างเสร็จสมบูรณ์จะสูงกว่าตึกสูงในยุโรปทั้งหมด โดยเฉพาะหอกลางจะสูงถึง 170 เมตร ....อย่างไรก็ตาม เกาดิเองก็เชื่อมั่นว่า สรรพสิ่งบนโลกนี้ พระผู้เป็นเจ้าย่อมเป็นที่เคารพสูงสุด จึงดำรงเจตนารมย์ให้ความสูงของหอกลางสูงเพียงนั้น เพื่อที่จะให้ต่ำกว่า ยอดเขา มอนท์จูอิค-Montjuïc ที่มียอดสูงสุดในบาร์เซโลน่าตามธรรมชาดิสรรค์สร้าง ถึง 1 เมตรเต็มๆ
.
รูปภาพ
.
สุดท้าย การเยือนโบสถ์ยักษ์ La Sagrada Familia คือการบริจาคเงินช่วยเหลือโครงการก่อสร้างที่ใช้งบถึงปีละ 25 ล้านยูโรอย่างหนึ่ง หากปราศจากผู้เสียเงินค่าบัตรเข้าชมและผู้บริจาคในแต่ละปีแล้วละก็ สิ่งมหัศจรรย์-Masterpiece ชิ้นนี้คงมิอาจเกิดขึ้นได้
.
รูปภาพ
.
เพราะฉะนั้น แม้จะได้รับเสียงบ่นจากนักท่องเที่ยวว่า นอกจากค่าเข้าที่แพงลิบลิ่วเพื่อเข้าชมภายในแล้ว ยังต้องต่อคิวยาวเป็นชั่วโมงเพื่อเข้าชมอีกด้วย แต่คณะกรรมการฯก็ยังคงวาดหวังว่า ความเสียสละเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อันยิ่งใหญ่ในภายภาคหน้าครับ
.
จึงไม่ต้องมีคำถามว่า การเข้าชมภายใน เสียค่าขึ้นลงลิฟต์ขนาดเล็กและเดินซอกซอนไปในทางเส้นเล็กๆข้างบนนั้น จะคุ้มและควรไปหรือไม่อย่างไร และ....โปรดอย่าเอาแบบเราและคนอื่นๆที่คิดว่า ชื่นชอบเยือนชมเพียงรอบนอกให้ละเอียดก็ไม่หวาดไหวแล้ว เพราะเข้าใจผิดว่า ที่เค้าจัดหินสี่เหลี่ยมให้คนยืนถ่ายภาพรอบๆบริเวณเยอะขนาดนั้น จะต่อคิวรอชมข้างในให้ยุ่งยากทำไม กดแช๊ะรอบๆซักชั่วโมงก็อิ่มใจเต็มที่แล้วเชียวนะครับ ขอบอก
.
รูปภาพ
.
ชั่วโมงกว่าๆผ่านไปอย่างสมอารมณ์ แม้ผู้คนจะยังหนาแน่นตื่นตาชวนมองในอิริยาบทและพฤติกรรมต่างๆเพียงไร ก็ได้เวลาที่จะไปยังแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆแล้วละครับ
.
รูปภาพ
.
รอบๆบริเวณ เป็นไม่มีขาดเรื่องของทานตามใจปรารถนาอยู่แล้ว...หากมีโอกาส คงได้มาเยือนที่นี่อีกครั้งหนึ่งอย่างแน่นอนครับ
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3539
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Spain-Portugal Trip March 02-April 05, 2018

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 02/01/2019 10:48 pm

รูปภาพ
.
The Columbus Monument-สู่อนุสาวรีย์ นักเดินเรือผู้ยิ่งใหญ่
.
(ความเดิมตอนที่แล้วอยู่ที่ลิงค์ goo.gl/Rc35zp ครับ)
.
จากโบสถ์ยักษ์ La Sagrada Familia ที่ครั้งหนึ่งเกือบได้เป็น มหาวิหาร-Cathedral บนถนนสาย Carrer de Provenca ที่ตัดกับสาย Carrer de la Marina...
.
เราก็จับรถใต้ดินเพื่อไปยังริมทะเล เพื่อตามหา "ปลา" แหล่งท่องเที่ยวที่เห็นจากเว็บ Tripadvisor ในฐานะ Land Mark แห่งหนึ่งบริเวณชายหาดของ Barcelona แต่...
.
ปรากฎว่า ป้ายรถเมโทรสาย L2 สีม่วงชื่อ Parallel ที่เราขึ้นมาบนดินนั้น กลับนำไปสู่ปลายถนนคนเดิน La Rambla อันโด่งดัง ซึ่งเบื้องหน้าคือ...
.
อนุสาวรีย์นักเดินเรือผู้ยิ่งใหญ่ นาม คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ที่เรารู้จักเป็นอย่างดีตั้งแต่สมัยเรียนชั้นประถมฯ หรือ The Columbus Monument นั่นเอง
.
รูปภาพ
.
เชื่อว่าคงไม่มีใครหรอกนะครับที่จะไม่รู้จัก Christopher Columbus ผู้ไม่เพียงแต่เป็นนักบุกเบิกผู้ค้นพบทวีปอเมริกาแล้ว เรายังเรียนรู้มาว่า เขาผู้นี้แหละ ที่เป็นคนพิสูจน์ให้คนทั้งโลกรู้ว่า "โลกนี้กลม ไม่ได้แบนอย่างเข้าใจกัน" ดังตอนอารัมภบทของภาพยนต์ เรื่อง "1492: Conquest of Paradise-ศตวรรษตัดขอบโลก" ซึ่งสร้างขึ้นและออกฉายในปี คศ.1992 ช่วงครบรอบ 5 ร้อยปีโน่น ดังนี้...
.
-- ไม่มีอะไรบนโลกนี้ ที่มนุษย์เราจะประสพความสำเร็จและก้าวหน้าได้จากการยอมรับของเสียงส่วนใหญ่
.
-- และผู้ใดที่ได้บรรลุถึงสัจธรรมนี้ก่อนคนอื่น...
.
-- ย่อมถูกก่นด่าประนามเพื่อให้เลิกใฝ่หาคว้าไขว่เฉกเช่นคนอื่นๆ
.
-- เชื่อไหมว่า ครั้งหนึ่ง โลกใหม่ นี้ไม่มีอยู่จริง
.
-- แล้วเราก็เชื่อต่อๆกันมาว่าพระอาทิตย์ตกทางทิศตะวันตก เพราะไม่มีใครอาจหาญพอที่จะกล้าผจญภัยเพื่อยืนยันความเชื่อนั้นๆ
.
-- ไม่มีใครรู้ว่า ถัดออกไปจากปลายทิศตะวันตก คือ ความไม่มีที่สิ้นสุด
.
-- ลูกดูนั่นสิ
.
-- ลูกเห็นอะไรไหม
.
-- เห็นครับ ว่าลำเรือหายไปครึ่งหนึ่งแล้ว
.
-- ดีมาก
.
-- แล้วตอนนี้ล่ะ ลูก
.
รูปภาพ
.
-- ปิดตาก่อนนะ แล้วห้ามโกงด้วย
.
-- พ่อจ้องหน้าลูกอยู่นะ
.
-- เอาล่ะ เบิ่งตาดูได้ แล้วพ่อจะบอกอะไรให้
.
-- ตอนนี้เหรอ พ่อ
.
-- อือม์ มันหายไปหมดแล้ว
.
-- สิ่งนี้บอกอะไรเราหรือ ลูก
.
-- อือม์
.
-- มันกลมไงล่ะ แบบผลส้มนี้เลย
.
-- กลมแบบนี้
.

รูปภาพ
.
-- ผมเคยถามพ่อครั้งหนึ่งว่า พ่ออยากจะไปที่ไหนหรือ
.
-- พ่อตอบว่า....
.
-- พ่ออยากท่องไปทั่งผืนแผ่นทะเล
.
-- พ่ออยากจะเอาชนะท้องฟ้าทุกฤดูอ่ะ....
.
(ชมภาพยนต์เรื่องนี้ได้จากยูทูปที่ลิงค์ goo.gl/9idjjF ครับ)
.
ครับ เรื่องราวของ "New World-โลกใหม่" ที่โคลัมบัสเข้าใจผิดมาตลอดว่าอยู่ในรอบๆ "Old World-โลกเก่า" คือผลงานอันยิ่งใหญ่ของนักสำรวจ นักเดินเรือผู้ยิ่งใหญ่นี้
.
ส่วนข้อเท็จจริงจะเป็นเช่นไร น่าจะถูกต้องแม่นยำตามประวัติศาสตร์หรือไม่ ค่อยว่ากันทีหลังนะครับ อิอิ
.
รูปภาพ
.
ขึ้นรถใต้ดินเพื่อไปยังชายทะเล ที่ป้าย Parallel ระหว่างทาง เจอสามีภรรยาคู่หนี่ง อี๋อ๋อกันมากและฝ่ายหญิงสวมพวงดอกไม้ไว้บนศีรษะ อายุน่าจะห่างกันไม่น้อย
.
และแล้ว จากการพูดคุยกัน ก็ได้ทราบว่า ฝ่ายชายเป็นชาวสเปน แต่ฝ่ายหญิงเป็นสาวอูกันด้า (เมืองที่พูดถึงแล้วคิดถึงแต่คนผิวดำๆอย่าง อีดี้ อามิน ไม่นึกว่าคนสวยก็มีเยอะ) ก็พอจะเดาออกว่า มีความเป็นมาอย่างไร
.
ขึ้นมาข้างบน ปรากฎว่าเป็นท่อนปลายของถนนคนเดิน ลา รัมบล้า ที่นอกจากมีผู้คนขวักไขว่แล้ว ยังมีศิลปินเปิดหมวกที่แปลงร่างเป็นหุ่นจำลองเยอะเลย ดูแล้วเหมือนของจริงมาก แต่ความที่เรายังมีโปรแกรมที่จะมาถนนสายนี้อยู่แล้ว ก็จึงรีบๆจ้ำไปข้างหน้าแทน ซึ่งเป็นอนุสาวรีย์โคลัมบัสที่แต่แรกไม่ทราบว่าเป็นเค้า...
.
รูปภาพ
.
อนุสาวรีย์นี้สูง 60 เมตร พร้อมรูปปั้นของโคลัมบัสที่มือขวาชี้นิ้วไปทางโลกใหม่ มือซ้ายถือม้วนเอกสาร สร้างสำเร็จในปี คศ.1888 ทันงาน นิทรรศการสากล-Universal Exhibition เพื่อเป็นเกียรติแด่การออกเดินเรือครั้งแรกไปยังทวีปอเมริกา โดยถวายการรายงานแด่ พระราชินีอิสเบลล่าที่ 1-Queen Isabella I และกษัตริย์ เฟอร์นินันดิ์ ที่ 5-King Ferdinand V องค์อุปถัมภ์หลังกลับสู่สเปนครั้งแรก
.
ฐานของอนุสาวรีย์กว้าง 20 เมตร ทำเป็นบันไดทางขึ้น 4 ด้านโดยแต่ละด้านประกอบด้วยราชสีห์ 2 ตัว รวม 8 ตัวด้วยกัน
.
รูปภาพ
.
อาคารหลังใหญ่ที่เห็น คือ กรมสรรพากร-Tax Collector's Office หรือ Agencia Tributaria ซึ่งด้านหน้าส่วนหนึ่งเป็นบูธ ตลาดนัด-Flea Market หรือ Mercat Port Antic ครับ
.
รูปภาพ
.
คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ชาวเจนัว-Genoa อิตาลี เกิดเมื่อ ค.ศ. 1451 บิดาชื่อ Domenico Colombo เป็นชนชั้นกลางอาชีพทอขนสัตว์ ส่วนมารดา ชื่อ Susanna Fontanarossa... โคลัมบัสยังมีพี่ชายชื่อ Bartholomew อีกคน ที่มีอาชีพทำแผนที่โลกอยู่ที่ ลิสบอน-Lisbon เมืองหลวงของประเทศโปรตุเกส-Portugal และ น้องสาวชื่อ Bianchinetta
.
เค้าเริ่มออกทะเลตั้งแต่อายุ 14 และเมื่อมีอายุได้ 30 ก็เดินเรือนำร่องได้เชี่ยวชาญมากจนคิดได้แล้วว่า การมุ่งหน้าไปทางตะวันตกไปเรื่อบๆนั้น แทนที่จะตกขอบโลก (ที่คนทั่วไปคิดว่าแบน) กลับจะไปจนถึงทวีปเอเซียด้วยซ้ำ
.
นอกจากศึกษาบันทึกการเดินทางของ Marco Polo และ Sir John Mandeville จนตระหนักว่าเส้นทางบกอันไปสู่เมืองจีนที่อธิบายไว้นั้น ทำให้สินค้าไปต่อได้ช้าและแพงขึ้นโดยใช่เหตุ ด้วยเหตุนี้ในศตวรรษที่ 15 ชาวโปรตุเกสที่มีแสนยานุภาพทางทะเล จึงพยายามค้นหาเส้นทางเรือแบบอ้อมทวีปแอฟริกาไปยังอินเดียโดยมุ่งไปทางทิศตะวันออกแทน แต่ยังไม่มีใครเคยทำได้สำเร็จ
.
โคลัมบัสเชื่อว่าโลกนั้นเป็นทรงกลม ที่ทำให้เดินทางไปสู่อินเดียได้โดยไปทางทิศตะวันตก ซึ่งจะค้นพบเอเชียได้เร็วกว่าโดยการข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไป...
.
เค้าได้เข้าพบกษัตริย์แห่งโปรตุเกสเพื่อขอความอุปถัมภ์แต่ไม่สำเร็จ เค้าจึงเดินทางไปขอความช่วยเหลือจากพระราชินีอิสเบลล่าที่ 1-Queen Isabella I และกษัตริย์เฟอร์ดินันดิ์ ที่ 5-King Ferdinand V ประเทศสเปนแทน...
.
และในวันที่ 19 เมษายน ค.ศ. 1492 โคลัมบัสก็ได้รับพระราชทานเรือ 3 ลำพร้อมลูกเรือ ทั้งให้สิทธิ์ปกครองทุกดินแดนที่นำเรือผ่านไปด้วย
.
เวลาผ่านไป 3 อาทิตย์ ในขณะที่ทุกคนอ่อนล้าจนสถานการณ์ตึงเครียด และลูกเรือจะประท้วงลุกฮือหลายครั้ง แต่เมื่อย่างเข้าสัปดาห์ที่ 4 ทุกคนก็เริ่มสังเกตเห็นนกโฉบเหยื่อในทะเล และมีเศษกิ่งไม้ลอยล่องตามกระแสน้ำ
.
และแล้ว ในยามค่ำคืนของวันที่ 12 ตุลาคม ยามบนหอคอยเรือก็เห็นเงาตะคุ่มของฝั่งทะเลที่อยู่ห่างไป 10 กิโลเมตร คือ บาฮามาส- Bahamas ที่มีชนพื้นเมืองที่มีผิวสีแดงคล้ำอาศัยอยู่ จึงเทียบฝั่งและขึ้นสำรวจพร้อมประกาศให้เป็นเมืองขึ้นของสเปนเสีย โดยให้ชื่อใหม่ว่า เกาะซานซัลวาดอร์-San Salvador Island
.
หลังจากนั้น เค้าก็ใช้เวลา 36 วันในการพบแผ่นดินใหม่จนถึงคิวบา-Cuba และผู้คนผิวแดงคล้ำที่แต่แรกคิดว่าเป็นชาวอินเดีย นำใบยามามวนแล้วจุดไฟสูบ จนเข้าใจเอาเองว่ามาถึงมหาสมุทรอินเดียแล้ว พอดีกับเสบียงอาหารใกล้หมด จึงยกกองเรือกลับสเปนก่อนโดยนำเอาทองคำและทรัพย์สมบัติอื่นๆพร้อมคนอินเดียพื้นเมือง 7 คนกลับไปโดยไม่ฉุกใจคิดเลยว่า ดินแดนนี้คืออเมริกาในปัจจุบัน และเรียกชาวเผ่าผิวสีแดงคล้ำว่า อินเดียนแดง แทน
.
โคลัมบัสเดินทางครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ค.ศ.1504 ด้วยร่างกายที่อ่อนล้าและดวงตาใกล้บอด และเสียชีวิตอีกปีกว่าๆต่อมาในวันที่ 20 พฤษภาคม ปี ค.ศ.1506 ซึ่งพระเจ้าเฟอร์ดินานด์ได้ทรงสร้างอนุสรณ์เพื่อเป็นการรำลึกถึงเขาด้วย
.
รูปภาพ

.
อาคารสีนวลด้านหลังคือ อาคารฐานกองทัพบกแห่งบาร์เซโลน่า- Militaly Base Govern Militar de Barcelona ครับ
.
อีกด้านหนึ่งจะเป็นอาคารสีขาว เป็น อาคารฐานกองทัพเรือแห่งบาร์เซโลน่า-Militaly Base Comandacia Naval de Barcelona
.

รูปภาพ
.
ดูอาคารหลังใหญ่ของ กรมสรรพากร-Tax Collector's Office หรือ Agencia Tributaria ซึ่งส่วนหนึ่งเป็น ตลาดนัด-Flea Market หรือ Mercat Port Antic ให้ชัดถนัดตาด้วยครับ
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3539
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Spain-Portugal Trip March 02-April 05, 2018

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 01/02/2019 8:04 pm

รูปภาพ
.
อาคารใหญ่สีเหลืองอ่อน คือ สำนักงานที่ว่าการท่าเรือ-Port Authority-Admiral Historic Authority ซึ่งด้านหนึ่งคือ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว-Tourist Information แต่วันนั้นปิดครับ
.
รูปภาพ
.
ไม่ทราบว่าจะสอบถามใครดีเพราะส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวจากที่อื่น เราจึงใช้ภาพ Gold Fish ที่ก้อปจากเว็บในมือถือ ส่งถามคู่สามีภรรยาในบูธขายตั๋วเรือท่องเที่ยวแทน
.
คำถามที่ได้รับ เล่นเอางงเหมือนกันคือ "ชายหาดเดียวกันค่ะ... แต่อยู่นู้นเลยค่ะ เดินไปเห็นจะไม่ต่ำกว่าเกือบชั่วโมง...เอางี้ดีกว่า เดี๋ยวคุณทั้งสองข้ามสะพาน Rambla de Mar-Rambla of the Sea นี้ไปจนเลยห้างสรรพสินค้า Maremagnum Shopping Center แล้วค่อยต่อรถบัสสาย V17 ไปที่สถานี Marina แล้วจากนั้นค่อยต่อรถรางไปอีกที...ฟังดูเหมือนยาก แต่ถามใครก็รู้จัก และบรรยากาศอย่างนี้ สถานที่สวยอย่างนี้ เดินเพลินเลยค่ะ...."
.
โห...ตอบดีเหมือนศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเลย ขอบคุณมากครับ
.
ไปกันครับ..ด้านหนึ่งเป็นหุ่นพลาสติกสีขาวแหงนหน้ามองท้องฟ้า ข้างหน้าเรือ Balearia ชื่อ Miraestels ออกแบบโดย Robert Llimos ที่สรรค์สร้างจากแรงบันดาลใจของกลอนชื่อ "El Saltamarti" โดยกวี Joan Brossa....ก็เลยให้คุณนายลองทำเหมือนดู 555
.
รูปภาพ
.
ถนนบนทะเล-The Rambla of the Sea เป็นถนนไม้-Wooden Walk ออกแบบโดย Helio Piñon และ Albert Viaplana เปืดดำเนินการในเดือนกันยายน คศ.1994. เริ่มต้นจาก ปลายอาคารการท่าฯ ไปจนถึงศูนย์การค้าใหญ่โน่น
.
รอบๆบริเวณ จะมีทั้งที่นั่งชมวิวทะเลและบริการเรือท่องเที่ยวทางน้ำมากมายหลายบริษัทครับ
.
รูปภาพ
.
แล้วเราก็เห็นทางเดินเลียบฝั่งอีกด้านที่สวยเงียบสงบ มีสะพานรถข้ามสีแดงบนร่องน้ำที่เปิดปิดได้เด่นชัด จึงขอย้อนกลับไปทอดน่องดู....
.
รูปภาพ
.
ที่น่าแปลกและเพิ่งเคยสังเกตก็คือ ห้องน้ำชั้นล่างต้องเสียค่าเข้า ในขณะที่ชั้นสองสามารถเข้าได้ฟรี....ส่วนอื่นๆก็ไม่ต่างจากศูนยืการค้าทั่วไปอ่ะครับ
.
รูปภาพ
.
ด้านนอกเป็นสนามเด็กเล่นที่ทันสมัยมาก เด็กๆกระตู้วู้ว๊ายน่าดู...ส่วนด้านข้าง นำเสนอผลงานของศิลปินต่างๆเป็นแนวยาวครับ
.
รูปภาพ
.
ผ่านอาคาร โลกใต้ทะเล-Aquarium de Barcelona ไปหน่อยก็เป็นป้ายรถประจำทาง ที่คุณ 2 แม่ลูกยืนยันว่าไปที่ Arc de Triomf โดยลงที่ป้าย Urquinaona ได้ แล้วค่อยต่อเมโทรไปที่สถานี Marina อีกที เพื่อขึ้นรถรางที่นั่น...."
.
รูปภาพ
.
ลงรถที่ Arc de Triomf ที่เป็นเสมือนประตูเมือง ที่สร้างขึ้นในปี คศ. 1888 เมื่อ Barcelona เป็นเจ้าภาพจัดงาน นิทรรศการสากล-Universal Exhibition เพื่อเป็นซุ้มประตูนำเข้าสู่เทศกาล Fair-ออกร้าน ด้วย
.
บนซุ้มประตูชัยนี้ ประกอบด้วยตราสัญลักษณ์ของจังหวัดต่างๆของสเปนทั้ง 49 แห่งด้วย บริเวณทั้งหมดอยู่ในอุทยาน Parc de la Ciutadella ครับ
.
ขอแวะชมวิถีชีวิตของผู้คนหน่อย.... แล้วก็เห็นศิลปินเปิดหมวกนำอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆมาทำเป็นกลองชุด มีครอบครัวหนึ่งยืนดูโดยเจ้าเด็กน้อยจ้องตาเขม็งเลย....ส่วนลุงอีกคนก็ตีโป่งฟองน้ำไปเรื่อยๆเหมือนที่เห็นโดยทั่วไป
.
ข้ามมาด้านหนึ่งเป็นอนุสรณ์ที่อุทิศแด่ Lluís Companys ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นประธานาธิบดีของรัฐบาล คาตาโลเนีย ส่วนประวัติอันยืดยาวและโด่งดังของท่านจะไม่นำมารีวิว ณ ที่นี่นะครับ
.
รูปภาพ
.
เราเดินไปสถานีรถเมโทร Arc de Triomf โดยผ่านอนุสรณ์ชูกำปั้นของอดีตทนายความ Pau Claris i Casademunt ผู้ประกาศตนว่าเป็นประธานาธิบดีของ Deputation of the General of Catalonia คนที่ 94 ด้วย
.
ขึ้นมาข้างบนสถานี Marina ถามสาวน้อยที่เดินผ่านก็ทราบว่า สถานีรถราง-Tram อยู่ที่นั่นไม่ไกล สรุปคือได้นั่งทุกยานพาหนะสาธารณะแล้วเรา อิอิ
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3539
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

ย้อนกลับต่อไป

ย้อนกลับไปยัง งามต่างแดน

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 10 ท่าน

cron