Netherlands-Belgium-Switzerland 22 มิ.ย.-22 ก.ค.2015

รีวิวต่างประเทศ รีวิวแยกประเทศ ตั้งคำถามที่คาใจ กลเม็ดเคล็ดลับในการท่องเที่ยว

Netherlands-Belgium-Switzerland 22 มิ.ย.-22 ก.ค.2015

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 25/07/2015 4:29 am

รูปภาพ


สวัสดีครับ
.
ทริป 3 ประเทศ Netherlands-Belgium-Switzerland 22 มิ.ย.-22 ก.ค.2558 มีตารางพอสังเขปดังนี้ครับ




Netherlands


22 มิถุนายน Amsterdam
23 มิถุนายน Zaanse Schans, Zaandam
24 มิถุนายน Edam, Volendam, Marken, Monnickendam
25 มิถุนายน The Rijksmuseum, Van Gogh Museum, Haarlem
26 มิถุนายน Bloemenmarkt, Waterlooplein markt, Museum Het Rembrandthuis,

Albert Cuyp Markt, Spui Book Market, Anne Frankhuis,
27 มิถุนายน Rotterdam, Willemsplein, Drijvend Paviljoen
28 มิถุนายน Delft, Den Haag, Mauritshuis Museum, Peace Palace
29 มิถุนายน Museum Park, Eendrachtsplein, Markthall, Cube House, Leuvehavan,

Historisch Delfshaven

Belgium

30 มิถุนายน Brugge, Belfort, Molennmeers
01 กรกฎาคม Ghent, Eeklo
02 กรกฎาคม Sint-Janshuis Mill, Fontein op 't zand, Onze Lieve Vrouwekerk, Historium,

Arentshuis, Koningin Astridpark
03 กรกฎาคม Brussels, Grand Place, Menneken-Pis,
04 กรกฎาคม Antwerp
05 กรกฎาคม Leuven, Rue de Brabant, Atomiumplein, Parc de Cinquantenaire
06 กรกฎาคม Square Marie-Loiuse Plein, Jeanneke-Pis, De Koningsgalerij,

Impasse de la Fidelite


Switzerland
.
07 กรกฎาคม Basel, Luzern,
08 กรกฎาคม Lake Luzern, Lion Monument, Glacier Garden, Bourbaki Panorama,

Dattenberg, Wien Markt
09 กรกฎาคม Jungfraujoch, Kleine Scheidegg, Interlaken
10 กรกฎาคม Mt.Pilatus, Kunstmuseum
11 กรกฎาคม Mt.Rigi, Lausanne
12 กรกฎาคม Lausanne, Bern, Thai Festival, Rosengarten, Zytglogge,

Einstein-Haus, Bundeshaus
13 กรกฎาคม Bettmeralp, Princess Mother's former residence.
14 กรกฎาคม Montreux, Chateau de Chillon, Vevey, St.Saphorin
15 กรกฎาคม Geneva, Zermatt
16 กรกฎาคม Matterhorn Glacier Paradise, Furi, Forrest Fun Park
17 กรกฎาคม Gornergrat
18 กรกฎาคม Visp, Sass-Fee,
19 กรกฎาคม Basel
20 กรกฎาคม Appenzell, Ebenalp
21 กรกฎาคม Zurich
22 กรกฎาคม Basel
23 กรกฎาคม Flying Home

.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3539
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Netherlands-Belgium-Switzerland 22 มิ.ย.-23 ก.ค.2015

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 26/07/2015 1:46 pm

รูปภาพ

[FONT=Times New Roman][SIZE=130]การเลือกที่พัก ใน เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม และ สวิตเซอร์แลนด์
[/SIZE][/FONT]

[FONT=Times New Roman]25 กรกฎาคม 2558[/FONT]
[FONT=Times New Roman][/FONT]
[FONT=Times New Roman]สวัสดีครับ[/FONT]
[FONT=Times New Roman][/FONT]
[FONT=Times New Roman]ตั้งใจตั้งแต่อยู่ที่โน่นแล้วครับว่า กลับมาเมื่อไหร่ เรื่องแรกที่จะเขียนเล่าเพื่อนๆก็คือ เรื่องที่พัก นี่แหละครับ เพราะแม้เราจะทำใจตั้งแต่แรกแล้วว่า เป้าหมายสำคัญในการท่องยุโรปอย่างหนึ่ง คือ "ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตเพื่อการมีสุขภาพกาย สุขภาพจิตดีขึ้น" (ซึ่งปัจจัยหลักอันจะช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์ก็คือ "การใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นแบบไม่อาจตามใจตัวได้" นั่นเอง) แต่ทริปนี้ก็ให้ประสบการณ์กับเราในเรื่องที่พักมากพอที่จะมาแชร์บอกเพื่อนๆทีเดียวครับ[/FONT]

[FONT=Times New Roman]เรื่องที่ไม่อาจตามใจตัวเองได้เรื่องแรก คือ ค่าที่พัก ที่ ไม่อาจตามใจเงินทองในกระเป๋า (ที่เหลือน้อยเต็มทน หุหุ) นี่แหละครับ เพราะค่าที่พักสำหรับทริปนี้ ถูกสุด คือ คืนละ 1948.00 บาท เข้าไปแล้ว และ แพงสุดก็ 3292.32 บาทโน่น... โอ๋ยโย๋..... ขนาดจองไปล่วงหน้าเกือบ 2 เดือนเชียวนะครับเนี่ย[/FONT]
[FONT=Times New Roman]

[COLOR=#800517]ที่พักที่มีอาหารเช้า ราคาต่อ 2คน*

Amsterdam ห้อง 8 เตียง มีอาหารเช้า 5 คืนๆละ 3170.60 บาท
Bruges ห้อง 4 เตียง มีอาหารเช้า 3 คืนๆละ 1948.00 บาท

Luzern ห้อง 6 เตียง มีอาหารเช้า 4 คืนๆละ 2238.20 บาท
Lausanne ห้อง 4 เตียง มีอาหารเช้า 4 คืนๆละ 3292.32 บาท
Zermatt ห้อง 8 เตียง มีอาหารเช้า 4 คืนๆละ 2815.80 บาท
Basel ห้อง 4 เตียง มีอาหารเช้า 4 คืนๆละ 2870.00 บาท


ที่พักที่ไม่มีอาหารเช้า ราคาต่อ 2คน

Rotterdam ห้อง 2 เตียง ไม่มีอาหารเช้า 3 คืนๆละ 2043.70 บาท
Brussels ห้อง 6 เตียง ไม่มีอาหารเช้า 4 คืนๆละ 2158.30 บาท
[/FONT][/COLOR]
[FONT=Times New Roman].
[COLOR=#347235]* คิดจากอัตราแลกเปลี่ยน เมื่อกลางเดือนมิถุนายน 2558 ยูโร ณ 38.20 บาท และ สวีสฟรังค์ ณ 36.10 บาท


หมายเหตุ:
[/FONT][/COLOR]
[FONT=Times New Roman][/FONT]
[FONT=Times New Roman]ที่พักที่มีอาหารเช้า เท่ากับเซฟมาอีกประมาณ 8 ยูโร หรือ 15 ฟรังค์/คน คือถ้าเป็นเนเธอร์แลนด์ กับ เบลเยี่ยม ก็ลดได้ประมาณ 600 บาท/คืน และสวีส 1,100 บาท/คืนครับ[/FONT][FONT=Times New Roman]

โดยเหตุนี้ ที่แพงสุด 3,292.32 บาท จึงเท่ากับ 2190
[/FONT][FONT=Times New Roman].32 บาท ใกล้เคียงกับที่พัก 2 แห่งที่ไม่มีอาหารเช้า คืนละ 2043.70 บาท และ 2158.30 บาท ครับ [/FONT][FONT=Times New Roman]


เพราะฉะนั้น เรื่องนอน Hotel หรือ Bed and Breakfast เลิกคิดได้...... เหลือแค่ระดับ Guesthouse หรือ Hostel นั่นแหละครับ 555.......... อยากได้ห้องพักดีถูกใจถูกกระเป๋าสตางค์ เอาไว้ซื้อเว้าเช่อร์หัวหิน พัทยา เอาตอนหน้าโลว์ซีซั่น หรือตอนเที่ยวจีน เที่ยวแถบบ้านเราละกัน ก็อย่างที่เคยเรียนไว้นั่นแหละครับว่า ต่อให้เป็นโรงแรม 5-6 ดาวก็ไม่นอนสบายเหมือนห้องนอนเราที่บ้าน (มีของใช้ที่คุ้นเคยรอบตัว หลับตาเดินหรือหยิบของต้องการได้) หรอกครับ
[/FONT]


[FONT=Times New Roman]เรื่องที่ไม่อาจตามใจตัวเองได้เรื่องที่สอง คือ การพักรวมกับผู้อื่น ซึ่งมาจากร้อยป่าป๊าพันหม่าม๊า อันมีทัศนคติและวิถีชีวิตต่างจากเรา จึงนอกจากต้องงัด ศาสตร์และศิลป์ในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น จากประสบการณ์ที่มีมาใช้แล้ว ยังต้องปรับอารมณ์ความรู้สึกให้ เย็นไว้โยม ปลงเถิดโยม หลายครั้ง ซึ่งจะสำเร็จได้ ก็โดยการทำตัวเป็น "ผู้ใหญ่" แทนการเป็น "อาจารย์" (ให้ "ความเมตตา" แทน "ความปรารถนาดีที่ไม่มีใครร้องขอ") เท่านั้นเอง ไม่มีทางเลือกที่ดีกว่าอย่างอื่นเลยครับ[/FONT]
[FONT=Times New Roman]

เรื่องที่ไม่อาจตามใจตัวเองได้เรื่องที่สาม ก็คือ ทำเลที่พัก ครับ..... ยากมากครับที่จะหาที่พักประเภทนี้ที่สามารถเดินทางจาก สนามบิน หรือสถานีรถไฟหลัก ได้ภายใน 1 ชั่วโมง ส่วนใหญ่ต้องต่อรถ 2 ต่อแล้วลากกระเป๋าหรือลากเท้าไปอีกไม่น้อยกว่า 10-20 นาทีทั้งนั้น (เยี่ยมที่สุดในทริปนี้ คือ Bellpark Hostel ที่ Luzern ครับ เพราะลงจากรถบัสเที่ยวเดียวจากสถานีรถไฟ ก็เห็นประจัญหน้าตรงป้ายเลย) และนี่คือเหตุผลที่ผมเรียนเพื่อนๆเสมอว่า อย่าย้ายที่พักบ่อย เพราะการย้ายแต่ละครั้ง ทำให้เสียเวลาเที่ยวไปเปล่าๆปลี้ๆเป็นอย่างน้อยก็ครึ่งวัน.....
[/FONT]


[FONT=Times New Roman]ทริปนี้ของเราจึงขอบคุณพระเจ้ามากที่ตัดสินใจเลือก Amsterdam 5 วัน.. Rotterdam 3 วัน ...Bruges 3 วัน ...Brussels 4 วัน... Luzern 4 วัน... Lausanne 4 วัน... Zermatt 4 วัน.... Basel 4 วัน..คือเฉลี่ย 4 วันย้ายที ไม่งั้นมีสิทธิ์หัวใจวายบนฟุตบาท กองตัวข้างๆสัมภาระเกือบ 60 กิโลในต่างแดน ช่วงย้ายที่พักเป็นแน่ครับ[/FONT]

[FONT=Times New Roman]เลือกที่พักแบบไหนดี?[/FONT]

[FONT=Times New Roman]จากประสบการณ์ที่มีมา จากทริปยุโรป 4 รอบรวมทั้งรอบนี้ ขอแนะนำเพื่อนๆดังนี้ครับ[/FONT][FONT=Times New Roman]

1. ดูจาก Hostelworld.com เป็นหลัก เพราะนอกจาก ตัวเลือกแยะ แล้ว เว็บนี้ยังสามารถซื้อ Cancellation Protection ในราคา 2 ดอลล่าร์ได้ ซึ่งทำให้เราสามารถยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงได้ 2 หรือ 1 วันก่อนวันเข้าพักโดยไม่สูญเงินค่ามัดจำ 12% ที่ถูกหักไปแล้ว (แต่เค้าจะคืนในรูปบัญชี ให้เราใช้หักในการจองครั้งต่อไปภายใน 6 เดือน)

2. เลือกจาก Hostelworld.com โดยดูที่ ราคาไม่แพงเกิน (ถ้ามีอาหารเช้าให้ หักลบจากราคาได้) แต่ต้อง คะแนนรีวิวดี คือ 80% ขึ้นไป
[/FONT]

[FONT=Times New Roman]

3. ระหว่าง คะแนนรีวิวที่ดีใกล้คียงกัน มีอาหารเช้าหรือไม่มีอาหารเช้าเหมือนกัน ขอให้เลือก บรรยากาศ ตามรสนิยมว่า ชอบแบบ คึกคัก หรือ เงียบสงบ โดยอ่านรายละเอียดจากรีวิว
[/FONT]

[FONT=Times New Roman]
4. เลือกจาก ทำเล ว่า ต้องเดินเยอะไหม? ประเด็นนี้ไม่เกี่ยวกับว่าอยู่ ไกลศูนย์กลางเมือง-Far from Center หรือเปล่า เพราะมักไม่ไกลมากอยู่แล้ว หรือ ถ้าต้องเดินไกลหน่อยก็มีทางเลือกให้ใช้รถราสาธารณะเช่น รถบัส รถราง รถใต้ดิน หรือ รถไฟเขตเมือง ช่วงหนึ่ง ซึ่งสะดวกมากเพราะมีบริการตั้งแต่เช้ามืดยันเที่ยงคืน โดยค่า ตั๋ววัน One Day Pass ขึ้นได้ทุกประเภทแบบไม่จำกัดเที่ยว (มีแบบคิดเป็นวันต่อวัน หรือแบบ 24 ชั่วโมงต่อวัน) จะตกประมาณวันละไม่เกิน 7-8 ยูโร หรือ 300 บาทไม่เกิน (ยิ่งเป็นตั๋ว 2 วัน 3 วัน หรือ 5 วัน ยิ่งถูกมาก) ซึ่งต้องซื้อแน่นอนอยู่แล้ว หากใช้เดินทางวันละมากกว่า 3 เที่ยวขึ้นไป (ส่วนใหญ่ใช้เป็น 10 เที่ยวขึ้น อิอิ)
[/FONT]

[FONT=Times New Roman]5. ถ้าต้องการ ความเป็นส่วนตัว (เดินทาง 2 คนขึ้นไป) ก็เลือกแบบ Private Ensuite หมายถึง มีเฉพาะเรา และมีห้องน้ำในตัว ซึ่งมีตั้งแต่ 2 เตียง ถึง 6 เตียง (ต้องเหมาทั้งห้อง ถ้าเป็นห้อง 6 เตียง จะพัก 2 คนหรือ 3 คน เค้าก็จะคิด 6 คนครับ เวลาจองอย่าลืมดูยอดรวมก่อนคลิกโอเคนะครับ)[/FONT]

[FONT=Times New Roman]6. ถ้าพร้อมจะ นอนร่วมกับผู้อื่น (เพราะราคาถูกกว่ามาก ซึ่งมีตั้งแต่ 4 เตียงถึง 16 เตียง ยิ่งเยอะเตียงยิ่งถูก) ซึ่งต้องเลือกแบบ Dorm หรือสไตล์ หอพัก ก็เลือกแบบที่ต้องการได้ [/FONT]
[FONT=Times New Roman][/FONT]
[FONT=Times New Roman]อาทิ ต้องการ เฉพาะสุภาพสตรี (เผื่อใจสำหรับเจอสตรีไม่สุภาพด้วย อิอิ) ก็เลือก Female Dorm ไม่งั้นก็เลือกแบบ Mixed Dorm คือไม่จำกัดเพศ (ถึงเป็นสุภาพบุรุษ ก็อย่าเลือก Male Dorm เลยครับ เพราะโดยปรกติ ห้องที่มีสุภาพสตรีด้วย อย่างน้อยก็มีการสำรวมหน่อยไม่ค่อยเถื่อนกันเต็มสตรีมครับ)[/FONT]

[FONT=Times New Roman]7. ในกรณีที่เป็น ห้อง Dorm ถ้าเป็นขนาด 4-6 เตียง อาจมีช้อยส์ระหว่าง Ensuite (มีห้องน้ำในตัว) กับ Share Bathroom (ห้องน้ำรวมนอกห้อง) ..... ขอให้เลือกแบบ Share Bathroom นะครับ เพราะจะสะดวก ใหญ่กว่า และสะอาดกว่า...[/FONT]
[FONT=Times New Roman][/FONT]
[FONT=Times New Roman]-- สะดวกกว่า เพราะจะใช้เมื่อไหร่ ตอนไหน นานเท่าไหร่ ใช้เสียงประมาณไหน ก็ไม่ต้องเกรงใจใคร ต่างจากแบบ Ensuite ที่เวลาคนเข้าออกตอนดึกและเช้ามืด จะรำคาญเสียงเปิดปิดประตูและแสงไฟมาก.....[/FONT]
.
[FONT=Times New Roman]-- ใหญ่กว่า เพราะเป็นพื้นที่ส่วนกลางที่ทำไว้เฉพาะ จึงโปร่งโล่ง ไม่แคบเป็นรูหนูเหมือนอยู่ในห้องนอนที่มีพื้นที่จำกัดและส่วนใหญ่ไม่มีหน้าต่างระบายอากาศ.....[/FONT]
[FONT=Times New Roman].[/FONT]
[FONT=Times New Roman]-- สะอาดกว่า เพราะมีให้เลือกหลายห้อง และไม่ค่อยมีใครเอาข้าวของส่วนตัว(ทั้งสบู่ แชมพู ยาสีฟัน หมวกคลุมผม หรือแม้แต่ชุดชั้นใน...) ไปไว้ในนั้นให้รกตา หรือน่ารังเกียจ (คนวางไม่ค่อยคิดหรอกว่า คนอื่นจะรู้สึกอะไรยังไงหรือเปล่า)...
[/FONT].
[FONT=Times New Roman]8. อย่าคิดว่า ยุโรปไม่ร้อน (ทริปนี้เราเจออย่างจังเลยครับ แม้แต่สวีสฯที่ดูอุณหภูมิก่อนไปว่า ประมาณ 18-21 องศา แต่ของจริง 28-35 องศา (คนท้องถิ่นบอกว่า เป็นเรื่อง Crazy ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน) เพราะฉะนั้น ถ้าเลือกได้ ต้องเลือกห้องที่เป็น Air-conditioned (ซึ่งมักจะไม่มีระบุไว้ แต่ Hostel ในเครือ Meininger Hotel ซึ่งมีใน 10 เมืองใหญ่ www.meininger-hotels.com/ จะติดแอร์ทั้งหมด เพราะเคยเป็นโรงแรมมาก่อน) นะครับ[/FONT]
.
[FONT=Times New Roman]9. ถ้าเป็น ที่พักที่ไม่เป็นเครือข่ายคือไม่มีสาขา ต้องอ่านรายละเอียดประกอบให้ดี โดยเฉพาะเรื่อง Tax ว่า Included หรือไม่ เพราะผมเจอมาแล้วและคลิกจองไปรายหนึ่ง แม่เจ้า....มาเห็นยอดรวมทีหลัง ค่าภาษีแพงเกือบเท่าค่าที่พักเลยครับ โชคดีที่ซื้อ Cancellation Protection ไว้ รีบจัดการยกเลิกฉับพลัน[/FONT]
.
[FONT=Times New Roman]10. ถ้าเป็น ที่พักที่ไม่เป็นเครือข่ายหรือไม่มีสาขา ขอให้เลือกที่ ใหม่ และ ทันสมัย (Hip หรือ Boutique) หน่อย อย่างน้อยก็มีอะไร เจริญหูเจริญตา บ้าง.....ซึ่งทริปนี้ เราโชคดีมากที่เจอ King Kong Hostel ที่ Rotterdam เป็น 3 วันที่มีความสุขมากครับ[/FONT]
.
.
ไป Swiss ถ้าเดินไหว ต้องพัก Youth Hostel
.
.
ทริปสวีส 16 วัน นี้ เราพัก Youth Hostel ถึง 3 แห่งๆละ 4 วัน คือที่ Lausanne, Zermatt และ Basel ด้วยความรู้สึก ตุ๊มๆต่อมๆ เพราะไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน (เคยแต่พัก Hostel ในจีน ที่ถ้าเป็นสมาชิก Youth Hostel จะได้ส่วนลดคืนละ 10 หยวน ถ้ายังไม่เป็นก็ทำบัตรได้ทันทีลดทันควัน) เคยอ่านรีวิวหลายปีก่อน ก็รู้สึกว่า ถูกคอมเพลนมากมาย แต่ จำเป็นต้องเลือก เพราะดูรีวิวแล้ว น่าจะรับได้ และ ที่พักอื่นๆ แพงกว่ามาก จนถึงมากจนน่ากลัว อ่ะครับ
.

แล้วเราก็ได้ ประสบการณ์ประทับใจ ที่เชื่อว่าต่อแต่นี้ไป Youth Hostel น่าจะเป็นตัวเลือกแรกๆของเราเวลาเที่ยวในประเทศที่ค่าที่พักแพงกว่าระดับเอเซียทั่วไป ครับ
.
ข้อดีของ Youth Hostel ทั้ง 3 แห่งที่เราพักมา (ซึ่งมีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน) คือ
.
-- อาคารใหญ่ ห้องพักกว้าง และ สะอาดกว่า Hostel ทั่วไป รับผู้เข้าพักได้เป็น 100-200 คน
.
-- ห้องอาบน้ำ ห้องสุขา (เป็นแบบ Shared Bathroom น่าจะทั้งหมด) มีมากเกินพอความต้องการ (เพราะมีแต่พี่ไทยมั้งครับ ที่อาบน้ำ เช้าเย็น และเวลาใช้ก็มักจะไม่ตรงกับคนส่วนใหญ่ที่ตื่นสายมาก เข้านอนดึกมาก) สะอาด น้ำแรง (น้ำร้อนเร็วมาก และน้ำเย็นเหมือนแช่น้ำแข็งมา..ชอบมาก.. อิอิ)
.
-- มีอาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ และ ให้เวลาเช้ากว่ายาวกว่า Hostel ทั่วไป คือ ตั้งแต่ 6.00 น./6.30 น. ถึง 9.30 น./10.00 น. ในขณะที่ Hostel ทั่วไป ให้เวลา 8.00 น.-10.30 น. ซึ่งสายไปทำให้เสียเวลาเที่ยวโดยใช่เหตุ และวันสุดท้ายเช็คเอ้าท์ที่ส่วนใหญ่อยากเดินทางเที่ยวเช้าๆ ต้องสละสิทธิ์ไป ทำให้เปลืองงบอีกมื้อ
.
-- ห้องนอนเงียบสงบ ไม่มีเสียงรบกวน เพราะออกแบบดี และคนส่วนใหญ่จะฝังตัวหรือจับกลุ่มกันที่ล็อบบี้เท่านั้น (เพราะนอกจากล็อบบี้แล้ว ไม่มี WIFI ครับ) อุปกรณ์ภายในห้องครบครันความต้องการ
.
เพียงเท่านี้ เผลอๆก็ต้องนับว่าดีกว่าโรงแรม 2 ดาว-2 ดาวครึ่ง แล้วล่ะครับ
.
ลองมาดูภาพประกอบกันนะครับ
.
รูปภาพ

.
นี่เป็น Youth Hostel Lausanne แห่งแรกที่เราพัก จะเห็นได้ว่า มีเค้าของการเป็นโรงแรมมาก่อน (หรือส่วนหนึ่งก็ยังบริการแบบโรงแรมอยู่ เพราะมีป้ายชื่อ Junnotel ติดคู่โลโก้ Hostelling International อย่างที่เห็นเลยครับ)
.
ล็อบบี้กว้างใหญ่
.
ห้องพักชั้นสองมีทั้งส่วนที่เป็นผนังคอนกรีต และ ผนังไม้
.
ลานกิจกรรมกว้างใหญ่ เหมาะสำหรับครอบครัว หรือเป็นค่ายพักนักเรียนมาก
.
รูปภาพ
.
ห้องดอร์ม 4 เตียงที่เราพัก ซึ่งโชคดีมากที่เราได้ เตียงคู่ข้างล่าง จนดูเผินๆเหมือนห้องส่วนตัวในโรงแรม (เพราะมีเพียงคืนแรกเท่านั้นที่มีเพื่อนร่วมห้อง อีก 3 คืนหลังเราอยู่ตามลำพังครับ)
.
มีตู้แขวนเสื้อด้วย ซึ่งยากจะหาได้ใน Hostel ทั่วไป
.
รูปภาพ

.
สภาพห้องน้ำ ห้องสุขา และห้องอาบน้ำ มีมากห้อง ใช้ได้สบายใจ เพราะส่วนใหญ่ไม่เคยเจอใครร่วมห้องเลย แม้แต่ช่วงแปรงฟันตอนเช้าครับ
.
รูปภาพ

.
ส่วนภาพกรอบนี้ เป็นที่ Youth Hostel Zermatt ซึ่งเป็น ห้องดอร์ม 8 เตียง แบบนอนเรียงกัน (เหมือนตามศาลาวัด อิอิ) แต่เป็นห้องใต้หลังคา ที่แยกส่วนขึ้นมาอีกชั้นจากที่เก็บของและอ่างล้างหน้าแปรงฟัน...เมื่อเราไปเป็นคู่ จึงไม่ค่อยมีปัญหา เพราะถ้าคนที่นอนถัดไปเป็นชาย ผมก็ใช้เตียงนั้น ถ้าเป็นหญิง ก็เปลี่ยนให้คุณนายไปนอนแทน เท่านั้นเอง (คือเราโชคดีที่เลือกได้ 2 เตียงริมหน้าต่างก่อน) ครับ
.
อีกภาพเป็นห้องแบบ 4 เตียงแบบเตียง 2 ชั้น ที่กว้างขวางตามแบบฉบับทั่วไป
.
ส่วน 3 ภาพล่าง เราต้องรับ ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ปลอกผ้าห่ม ไปดำเนินการเอง และ วันเช็คเอ้าท์ ต้องนำมาคืนที่กล่องข้างๆครับ ...โปรดสังเกตว่า มีภาพประกอบ สอนวิธีปูเตียง ใส่ปลอกผ้าห่ม ด้วย เพราะหลายคนโดยเฉพาะเด็กหนุ่มหรือแม้แต่เด็กสาวบางคนก็ทำไม่เป็นครับ เพราะที่บ้านมีคุณแม่เป็นทาสรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ภักดีจัดการให้..หุหุ)
.

รูปภาพ
.
มีเครื่อง PC ให้ใช้ (น่าจะต้องเสียเงิน) มีโต๊ะเกมแบบ Hostel ทั่วไป
.
รีเซฟชั่น มีเจ้าหน้าที่ประจำหลายคน ที่ให้การต้อนรับและให้ความช่วยเหลือดีมากในทุกเรื่องครับ
.

รูปภาพ
.
และเยี่ยมที่สุดก็คือ อาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ ที่มีห้องอาหารกว้างใหญ่ และอาหารหลากหลายไม่แพ้ St.Christopher Hostel ที่ดังมากเรื่อง คุณภาพและปริมาณอาหารเช้า และเราเคยพักที่ ปารีส และ อัมสเตอร์ดัม และ บรุจจ์ มาก่อนครับ
.
ราคาตามร้านทั่วไปสำหรับอาหารเช้าบุฟเฟ่ต์อย่างนี้ น่าจะไม่ต่ำกว่า 7-8 ยูโร (ในเมืองยุโรปทั่วไป) หรือ 15 สวีสฟรังค์ (ในสวีส) ครับ
.


รูปภาพ
.

ส่่วนอาหารค่ำหรือดินเน่อร์ ทุก Youth Hostel ก็มีบริการครับ โดยจัดเป็นเซ็ต ราคา 17.50 ฟรังค์ (ประมาณ 650 บาท) ต่อศีรษะ และมีวันหนึ่งที่เป็นแบบบุฟเฟ่ต์ เพราะคนเข้าพักเยอะ เราก็เลยฉลองศรัทธาตามระเบียบ...... เป็นมื้อเดียวของทั้งทริปมังครับที่รู้สึกว่าได้ทานเหมือนผู้เหมือนคนบ้าง อิอิอิ
..

รูปภาพ
.
.
สำคัญที่สุด อย่าลืมนะครับว่า ต้องสมัครเป็นสมาชิกก่อนมา ที่ สมาคมบ้านพักเยาวชนฯ ซึ่งอยู่ ตรงข้ามสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ถนนพิษณุโลก (ดูรายละเอียดการสมัตรที่เว็บ) นะครับ มิฉะนั้น จะถูกชาร์จคนละ 6 ฟรังค์ (ประมาณ 220 บาท) ต่อคืน กระเป๋าฉีกโดยใช่เหตุครับ
.

[FONT=Times New Roman]ยังไม่จบตอนนะครับ หากคิดอะไรได้อีก จะมาเรียบเรียงและเพิ่มเติมภายหลัง หวังว่าคงเป็นประโยชน์นะครับ[/FONT]
[FONT=Times New Roman][/FONT]
[FONT=Times New Roman] [/FONT]
[FONT=Times New Roman][/FONT]
[FONT=Times New Roman][/FONT]
[FONT=Times New Roman][/FONT]
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3539
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Netherlands-Belgium-Switzerland 22 มิ.ย.-23 ก.ค.2015

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 26/07/2015 3:37 pm

รูปภาพ

ค่าใช้จ่ายเฉพาะสวิตเซอร์แลนด์
.
ค่าที่พัก 16 คืน 1242.80 ฟรังค์ x36.10 บาท = 44,865.00 บาท
ค่าสวีสพาสส์ 15 วัน 14200 บาท x2 = 28,400.00 บาท
ค่าใช้จ่ายในการไปแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ 603 ฟรังค์ = 21,768.30 บาท

[COLOR=#800517]-- Jungfraujoch 133x2=266 ฟรังค์ = 9,600.00 บาท
-- Pilatus 36x2=72 ฟรังค์ = 2,599.20 บาท
-- Bettmeralp 25x2=50 ฟรังค์ = 1,805.00 บาท
-- Matterhorn Glacier Paradise 50x2=100 ฟรังค์ = 3,610.00 บาท
-- Gornergrat 43x2=86 ฟรังค์ = 3,104.60 บาท
-- Ebenalp 14.5x2=29 ฟรังค์ = 1,047.00 บาท

[/COLOR]
ค่ารถไฟวันกลับจาก Basel ไป Zurich Airport 38x2=76 ฟรังค์ = 2,743.60 บาท

ค่าใช้จ่ายอื่นๆ 16 วัน 367.80 ฟรังค์ = 13,277.58 บาท

ค่าวีซ่า 3,000x2 = 6,000.00 บาท
ค่าหนังสือคู่มือ = 648.00 บาท
ค่าหมูหยอง 1.5 กก.ๆ 560 บาท = 840.00 บาท
.
รวมเป็นเงิน สำหรับ 2 คน (ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบิน) = 118,542.18 บาท
.
* สำหรับค่าตั๋วเครื่องบิน เนื่องจากเราบิน ไป Amsterdam กลับ Zurich จึงไม่ทราบว่าจะคำนวณอย่างไรสำหรับการเที่ยวทริปสวิตเซอร์แลนด์ประเทศเดียว เพราะฉะนั้น เพื่อนๆ ก็บวกกันเองละกันนะครับว่า งบประมาณน่าจะอยู่ประมาณไหน ถ้าใช้จ่ายแบบเดียวหรือใกล้เคียงกับเรานะครับ

.
.
จากรายละเอียดข้างต้น (เป็นไปได้ที่อาจจะมีตกหล่นบ้าง แต่น้อยมากครับ) เพื่อนๆคงจะได้ ข้อสังเกต อยู่ หลายประการด้วยกัน ดังนี้
.
1. แพงที่สุดของทริป คือ ค่าที่พัก
.
ซึ่งจะว่าไป คนละคืนละประมาณ 1,000 บาทไทย (ถ้าไม่มีอาหารเช้า) ก็ไม่ได้แพงกว่า ญี่ปุ่น หรือ เมืองไหนๆ มากมายนัก จึงไม่เป็นประเด็นที่ทำให้ "เที่ยวสวีสฯแพงนะ" แต่อย่างใด แถมความที่เราใช้บริการของ Hostelworld ซึ่งมี ออพชั่น ให้เลือกซื้อ Cancellation Protection ได้ด้วยแล้ว ทำให้ ระหว่างทริป เรายังสามารถเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงรายการเป็นการลดค่าใช้จ่ายและเวลาได้ อีกต่างหากดังนี้ครับ
.
รูปภาพ
.
.
รูปภาพ
.

2 ภาพนี้ จะเห็นได้ว่า ความที่ไม่ทราบภูมิศาสตร์ ข้อมูลการเดินทาง (เวลา-ค่าใช้จ่าย) มาก่อน ทำให้เราเลือก ที่พัก 4 วันสุดท้าย ทั้งที่ Basel และ Zurich ด้วยตรรกะที่ว่า ปิดท้ายรายการด้วยเมืองที่ใหญ่ที่สุด ดังที่สุด สักวันกว่าๆก็แล้วกัน (แพลนว่าเดินทางจาก Basel มาเช็คอินแต่เช้า วันที่ 22 เครื่องออก 23 ก.ค. บ่าย 3 ครึ่ง) หนึ่ง กับ อาศัยบริการของโรงแรมที่ รับส่งไปสนามบินฟรี (ซึ่งคิดว่า น่าจะแพงทีเดียว ในยามที่เราไม่มี Swiss Pass ใช้แล้ว) อีกหนึ่ง แลกกับ การพักโรงแรม (ที่จ่ายแพงขึ้นอีกเกือบเท่าตัวทีเดียว) เพื่อ นอนดีๆซักคืน ก็ยังดี 5555
.
โดยเหตุนี้ ผมจึงจัดการจอง Basel 3 คืน คือ 19-20-21 ก.ค. และ Zurich 1 คืน ในวันที่ 22 ก.ค. รวมเป็น ค่าที่พัก 2 ที่ 262+135=397 ฟรังค์ คิดเป็นเงินไทย 14,331.70 บาท
.
แต่หลังจากที่ได้พัก Youth Hostel มาแล้วทั้งที่ Lausanne และ Zermatt ด้วยความ พึงพอใจ แถมยังดูรีวิว Youth Hostel ที่ Basel แล้ว ปรากฏว่า คะแนนพึงพอใจของผู้เข้าพักสูงกว่าที่อื่น เสียอีก (ซึ่งก็เยี่ยมที่สุดทุกอย่างจริงๆ ยกเว้นกว่าจะถึงที่ ต้องลากกระเป๋าจนร้องโอย โอย โอย อันจะเล่าภายหลังนะครับ อิอิ)....
.
เราก็เลยคิดว่า ไม่จำเป็นต้องพัก Zurich วันสุดท้ายหรอก เพราะสนามบินห่างจาก ตัวเมืองแค่ 10 กว่านาทีเท่านั้นเอง ไหนๆก็ต้องย้ายสัมภาระไป Zurich อยู่แล้ว สู้เดินทางรวดเดียว (ทราบทีหลังว่าจ่ายเพิ่มแค่ คนละ 5 ฟรังค์) ไม่ดีกว่าหรือ?.... ส่วนเรื่องเที่ยว Zurich ก็จัดการเที่ยวในวันที่เรายังมี Swiss Pass ใช้ แบบ ไปเช้าเย็นกลับ (โดยสลับวันหมดพาสส์เที่ยวใน Basel แทน) ย่อมได้อยู่แล้ว เพราะ เดินทางแค่ชั่วโมงเดียว เท่านั้น
.
ว่าแล้ว ก็เช็คดูว่า สามารถเพิ่มวันพักที่ Youth Hostel Basel อีก 1 คืนได้หรือไม่? ก่อน... ซึ่งก็ยังมี ห้องว่าง อยู่ แต่ผลที่ออกมาสิครับ ทำเอาเรา ตะลึงมาก ดังภาพต่อไปนี้
.

รูปภาพ
.
อ้าว....ไหงยังงั้นล่ะเพ่...ตอนจองล่วงหน้าเมื่อ 2 เดือนก่อน คืนละคนละ 43.80 ฟรังค์ แต่จองตอนนี้กลับแค่ 39.84 ฟรังค์ เท่านั้น แบบนี้ จองก่อนก็กลับซวย เสียเปรียบเปล่าๆปลี้ๆ นะสิ...
.
ไหนลองเปลี่ยนเป็น จอง 4 วัน ดูหน่อยสิ ว่า จะได้ราคาใหม่หรือเปล่า? ก็ปรากฏว่า ได้ ครับ

ก็จึงรีบ เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส... แปลงอารมณ์เสียเป็นแป๊ะยิ้ม ฉับพลัน จัดการ คลิกจอง 4 วัน เลย เมื่อได้แล้ว ก็ต่อด้วยการ Cancelled 3 วันที่จองมาโน่น บวกกับ Cancelled โรงแรมที่ Zurich ด้วย
.
สรุปคือ แทนที่จะเสียเงิน 397 ฟรังค์ หรือ 14,331.70 บาท ก็เสียแค่ 318.72 ฟรังค์ หรือ 11,506.00 บาท กำไรเหนาะๆ 2,825.70 บาท พอดิบพอดีสำหรับ ค่ารถไฟวันสุดท้าย (ที่แพงโฆษๆ คนละตั้ง 38 ฟรังค์ หรือ 1,371.80 บาท 2 หน่อ 2,743.60 บาท) เลย อิอิ
.
แบบนี้ จะไม่ให้รักให้ชอบ Hostelworld จนผูกพันเป็นแฟนเกือบ 10 ปีได้ยังไง? .....ว่าแต่ เจ็บใจชะมัด ถ้าวันก่อนๆเช็คแบบนี้ซะหน่อย อาจมีเงินตกหล่นมาเป็นค่ากับข้าวรองท้องเพิ่มก็ได้เนอะ...เหอ เหอ
.
.
รูปภาพ
.
.
2. แพงรองลงมาคือค่า Swiss Pass แบบ 15 วันติดต่อกัน คนละตั้ง 14,200.00 บาท แต่เมื่อได้ใช้แล้ว บอกได้คำเดียวครับว่า "โฆษคุ้ม" และเป็นพาสส์ที่ "โฆษจะดีกว่าพาสสอื่นๆใดในโลกเลย"

คำนวณกันง่ายๆ เจอาร์พาสส์ ญี่ปุ่น ที่ว่าถูกและดีแล้ว ถ้า ซื้อแบบ 14 วัน ก็ราคาประมาณนี้แหละครับ แต่....แม้จะขึ้นรถไฟฟรีไปเที่ยวเมืองไหนได้ดังใจก็เถอะ ถึงที่ก็ต้องซื้อ พาสส์ รถบัส รถใต้ดิน จิปาถะ ต่างหาก แถม ไม่สามารถลดค่าเข้าชมแหล่งท่องเที่ยว อีกด้วย...
.
แต่ Swiss Pass นี่สิครับ มีติดตัวไว้ เลิกคิดถึงเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้เลย เพราะ ใช้ได้ทุก Transportation ทุกเมืองในสวีสฯ ไม่ว่าจะเป็น รถไฟ (ใช้ได้ทุกขบวน ไม่ต้องคอยดูว่า ขบวนนี้นั้นห้ามใช้นาเฟ้ย แบบ โนโซมิ ของญี่ปุ่น หรือ หัวกระสุนของประเทศยุโรปอื่นๆ) รถบัส รถเมโทร รถราง รวมกระทั่ง เรือข้ามฟาก จนถึง เรือท่องเที่ยว อีกด้วย...บ้าปล่าวฟ่ะ?
.
มี ต้องเสียตังค์ เพียงที่เดียวเท่านั้น คือ รถบัส ที่ Zermatt เพราะเป็นของ เอกชน เค้า ยังไม่เข้าร่วมโครงการอ่ะครับ
.
นอกจากนั้น Swiss Pass ยัง เข้าชม พิพิธภัณฑ์ได้ฟรีส่วนใหญ่ (เหมาะมากสำหรับใช้เข้าพิพิธภัณฑ์ที่เราไม่สนใจ แต่ไปใช้ห้องน้ำฟรี เพราะส่วนใหญ่เก็บตังตั้งแต่ 40 เซ็นต์จนถึง 2 ฟรังค์เชียว...อิอิ) และขึ้น เขา Rigi (ค่ารถไฟขึ้นลงเขา ประมาณ 70 ฟรังค์ หรือ 2,527.00 บาท) ได้ฟรีอีกด้วย...ผ่าง ผ่าง
.
ส่วน ยอดเขาดังๆอื่นๆ ปรกติจะได้ ลดครึ่งคือ 50% เสมอ มีเพียง Jungfraujoch เท่านั้นที่ลดแค่ 25% จาก 176 เหลือ 133 ฟรังค์ (แค่นี้ก็อยากจะยกมือธุ เพราะเซฟมาตั้งเกือบ 1,800.00 บาทแล้วครับ เจ้านาย) ซึ่ง คำนวณเฉพาะค่าส่วนลด ค่าเข้าฟรี เหล่านี้ ก็ปาเข้าไป เกือบครึ่งราคาของ พาสส์ แล้วล่ะครับ
.
ไหนจะ ค่ารถไฟที่แพงโฆษๆ อีกล่ะครับ ขนาด Basel-Zurich เดินทางแค่ชั่วโมงเดียว ยังปาเข้าไป 33 ฟรังค์ หรือ 1,200.00 บาท แล้วลองตรองดูสิครับว่า เราใช้รถไฟเดินทางไปกลับทุกวัน ส่วนใหญ่ เที่ยวละเกินชั่วโมง อาทิ Zermatt-Basel 3 ชั่วโมง... Luzern-Jungfraujoch 4 ชั่วโมง.... Basel-Appenzell 4 ชั่วโมง...จะราคาเท่าไหร่..... มิพักต้องพูดถึงรายการ ครึ่งชั่วโมง (ซึ่งบางวันเล่นซะ 5-6 เที่ยว) 1 ชั่วโมง 2 ชั่วโมง วันละไม่น้อยกว่า 2 เที่ยวอีกล่ะ...โอ้ย ไม่อยากจะคิด
.
เพราะฉะนั้น ขาดอะไรขาดได้ แต่ห้ามขาด Swiss Pass เด็ดขาด ถ้าลืมซื้อไม่ว่าจะเที่ยวกี่วันก็ตาม อากงอาป๊าที่บ้านรู้เข้า มีสิทธิ์ถูก ตัดออกจากกองมรดก โทษฐานเป็น "ต๊ำไบ่เกี้ย ต๊ำไบ่ซุง-ลูกหลานคุณเดียด" ชั่วร์ครับ 555

.
แล้วควรจะเที่ยวสวีสฯกี่วัน? หรือซื้อ Swiss Pass แบบไหนดี? หรือครับ
.
ฟันธงเลยครับว่า ไม่ควรต่ำกว่า 8 วัน แต่ 10-12 วันกำลังเหมาะถึงเหมาะที่สุดครับ เพราะ ไปแล้วชาตินี้ไม่ต้องไปอีก ยกเว้นติดอกติดใจอะไรเป็นพิเศษ (ซึ่งสำหรับเราแล้ว ไม่มีเลยครับ แหะ แหะ) ....

น้อยกว่า 8 วัน ก็ต้องไปซ้ำอย่างหนีไม่พ้น ซึ่ง การไปซ้ำแบบน้อยวัน ก็ย่อมแพงโดยใช่เหตุเป็นธรรมดา เพราะราคา Swiss Pass หรือ พาสส์ไหนๆในโลกก็ตาม ยิ่งหลายวันยิ่งถูก อ่ะครับ.... อย่างของเรา มี แบบติดต่อกัน 15 วัน 14,200 บาท เท่ากับ วันละ 950 บาท เท่านั้น ในขณะที่ 8 วันราคาประมาณ 12,000.00 บาท เท่ากับ วันละ 1500.00 บาท เข้าไปโน่น มิพักต้องพูดถึงแบบ 3 วัน 4 วันให้เปลืองเซลล์สมองนะครับ
.
แล้วใครจะมีเวลามากๆแบบคนตกงานเหมือนพี่วุฒิพี่เคทล่ะ?

โอยยย...ไม่จริงหรอกครับที่ว่า ไม่มีเวลา....เชื่อผมเต๊อะ
.
ใครที่มีเวลาว่างน้อยกว่า 10 วันไม่ไปยุโรปอยู่แล้วครับ คิดดูง่ายๆ....อุตส่าห์นั่งตัวขดหลังแข็งบนเครื่องเที่ยวละเกือบ 15 ชั่วโมง จะเที่ยวน้อยวันให้เมื่อยกายาทำพรื้อ? จริงไหมครับ?....
.
จริงนะครับ.... แต่ที่มีวัน เที่ยวสวีสฯน้อยวัน เพราะ เอาวันอื่นๆไปผนวกประเทศอื่นด้วย แบบเที่ยวทั้งทีต้องมี 3-4 ประเทศ ไงครับ...ซึ่ง..
.
ถามคำ..ทำไมถึงคิดว่าตัวเองจะมีวาสนาเที่ยวได้เท่านี้ อนาคตคงไม่มีหวังอีกแล้ว..หรือครับ? จะ รีบเที่ยวเอาแต้ม (ปริมาณ)แทนการ เที่ยวหาความสุข (คุณภาพ)ไม่เพื่ออะไรครับ?
.
เอ้อ...อ้า..ขอผ่านประเด็นนี้ดีกว่า เดี๋ยวงานเข้าโดยใช่เหตุ 555
.

รูปภาพ

.
เอ้า...สมมุติว่า จะเที่ยว 10-12 วันล่ะ ควรซื้อ Swiss Pass แบบไหนดี?
.
ไม่เอาแบบ พาสส์ญี่ปุ่นที่เที่ยว 10 วัน ซื้อแบบ 7 วันก็ได้ (เพราะบางเมืองไม่ต้องใช้รถไฟ หรือค่ารถไม่แพง) นะครับ สำหรับ Swiss Pass มีกฏข้อเดียวเท่านั้นครับว่า "เกินดีกว่าขาด" ครับ
.
ดูเราเป็นตัวอย่าง มี พาสส์ 15 วัน แต่ อยู่เที่ยว 16 วัน ผลคือ วันสุดท้ายต้องซื้อตั๋วรถไฟ คนละตั้งเกือบ 1,400.00 บาท อ่ะครับ....

นอกจากนั้น วันเดินทางซึ่งเป็นวันที่อยู่วันที่ 17 ถ้าไม่เป็นเพราะ ทาง Youth Hostel (ทุกแห่งจะ) แจกบัตรเดินทางภายในเมืองให้ฟรี ละก็ ต้อง เสียค่ารถรางอีก 2 ต่อมาสถานีรถไฟ อย่างเลวๆก็คนละ 3-5 ฟรังค์ (กระเป๋าฉีกอีกร้อยกว่าบาท) ล่ะครับ
.
เพราะฉะนั้น เที่ยวเกิน 8 วัน โดยเฉพาะเป็น 10-12 ละก็ แนะนำให้ซื้อแบบติดต่อกัน 15 วัน ครับ เพราะ แพงกว่ากันแค่ 2 พันกว่าบาท เท่านั้น.... ถึงแม้จะวางแผนเด็ดขาดแล้วว่า วันที่ไม่มีพาสส์ไม่เดินทางออกจากเมืองที่อยู่ไปไหนอีก ก็เถอะ.....เพราะ มูลสุกรมูลสุนัข ก็ต้องใช้ รถบัส รถราง รถใต้ดิน บ้างแหละ จะแก้ปัญหาด้วยการซื้อ ตั๋ววันใบละ 7-8 ฟรังค์ ให้ ขัดแข้งขัดเท้า ไปทำไม เพราะ หลายเมืองเค้าแบ่งเป็นโซนๆ นะครับ ออกนอกโซนนี้ต้องจ่ายเพิ่ม...แล้วใครจะช่างไปขยันจำขยันศึกษาให้เสียประสาทในเรื่องไม่เป็นเรื่องนี้ครับ กับ เงินเพิ่มแค่อีกหน่อยเดียว ก็เหมือนมี พรมวิเศษ แล้ว นึกอยากไปไหนซ้ำ หรือเดินเหนื่อยก็จับรถจับราใช้ ไม่ดีกว่าหรือครับ
.
แล้วก็...แบบ Fexi-เลือกใช้วันที่ต้องการได้ ก็ไม่เอานะครับ เอา แบบ Consecutive-ติดต่อกัน นี่แหละครับ เพราะ แบบ Fexi นอกจาก ถูกกว่านิดเดียว แล้ว วันไหนที่ไม่ใช้ ก็ ตายอย่างเขียด ปวดศีรษะเปล่าๆ จะไปไหนก็คิดแล้วคิดอีก..... แถมร้ายกว่านั้น แบบ Fexi ต้องเขียนวันเดินทางล่วงหน้าก่อนขึ้นรถ หรือก่อนการ์ดรถมาเจอ อีกด้วย ขืนลืมเขียน ละก็ เรื่องเล็ก(ของเรา) กลายเป็น เรื่องใหญ่ (ของเค้า) ถูกหาว่า "เจตนาทำเนียน" ซึ่ง ในยุโรป ไม่มีการอภัยให้กับข้ออ้างใดๆทั้งสิ้น และ
.
ค่าปรับ แพงม๊วกกกกก ครับ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ...คิดง่ายๆ แค่ไม่มี ตั๋วรถราง ราคา 2-3 ฟรังค์ เนี่ย ค่าปรับ 100 ฟรังค์ แถมยัง ต้องไปโรงพักบันทึกประวัติด้วย ครับ (เคยเห็นตำรวจซุ่มจับหญิงผิวสีที่แอบขึ้นรถรางฟรี แล้วกระโดดลงตอนเห็นท่าไม่ดี ปรากฏว่า โดนตำรวจข้างหน้า 3 ข้างหลัง 3 รุมตะครุบตัวไปโรงพักราวกับโจรปล้นร้านทองประมาณนั้นครับ)
.
เรียนย้ำอีกครั้งนะครับว่า เที่ยวสวีสฯ ...Swiss Pass ต้องมี มีแบบติดต่อกัน และ เกินดีกว่าขาด ครับ

.
.
3. แพงรองลงมาเป็นอันดับ 3 คือค่าใช้จ่ายในการไปแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ
.
จาก 6 รายการข้างต้น 603 ฟรังค์ = 21,768.30 บาท นั้น ประสบการณ์พานพบว่า รายการที่ 5 และ 6 คือ Gornergrat 43x2=86 ฟรังค์ = 3,104.60 บาท และ Ebenalp 14.5x2=29 ฟรังค์ = 1,047.00 บาท รวม 2 รายการ เสียดายตังค์ อ่ะครับ ถ้าไม่ไปก็เซฟเงินได้อีก 4,151.00 บาท
.
ที่เสียดายตังค์ ก็เพราะ ในเมื่อไป Matterhorn Glacier Paradise 50x2=100 ฟรังค์ = 3,610.00 บาท (เหมือนทุเรียนหมอนทอง) แล้ว ไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องไป Gornergrat (เหมือนทุเรียนชะนี) เลย เพราะ ทุกอย่างเหมือนกันในรูปแบบที่ด้อยกว่า ครับ
.
รูปภาพ
.

แล้วถ้าไม่ไป Gornergrat ควรจะไป Glacier 3000 ที่ Les Diablerets แทนอย่างนั้นหรือ?
.
เอ้อ...อ้า...เราไม่ได้ไป เลยฟันธงไม่ได้อ่ะครับ ....แต่สาเหตุที่ไม่ไปเพราะ เฮีย Rich Steves เค้าบอกว่า เป็น French version of Matterhorn Glacier Paradise ซึ่งทุกอย่าง ย่อมกว่า อ่ะครับ...... ถ้าเพื่อนๆอยากเสียเงินเล่นๆ 62 ฟรังค์ (มีสวีสพาสส์ 31 ฟรังค์) ก็ตามสะดวกครับ แหะ แหะ
.
รูปภาพ

.
แล้ว...แล้ว..แล้ว Mt.Titlis ที่ทัวร์ไทยพาไปแทบทุกคณะล่ะ?
.
ขอโทษครับ...เราก็ไม่ได้ไปเหมือนกันครับ เพราะดูข้อมูลจากเว็บและโบร์ชัวร์ต่างๆแล้ว สันนิษฐานว่า ทุกอย่างที่มีที่นั่น ยุงเฟรา ก็มี อ่ะครับ จึง ไม่จำเป็นต้องไปเห็นซ้ำสัมผัสซ้อน (ในความเห็นของเรานะ) ครับ เว้นแต่...อยากจ่ายเงินเล่นๆอีก 89 ฟรังค์ (มีสวีสพาสส์เหลือ 44.50 ฟรังค์) ก็เรียนเชิญครับ ไม่กล้าขัดใจเด็ด ฮิฮิ
.
แล้วทำไมถึงบอกว่า ไป Ebenalp แล้วเสียดายตังค์อ่ะ กับแค่คนละ 500 กว่าบาทเท่านั้นจะเอาอะไรกันนักหนาเชียว ...อีกอย่าง เที่ยว Appenzell ซึ่งแค่ 2-3 ชั่วโมงก็ทั่วแล้ว ไปต่ออีกแห่งจะเป็นไรไปอ่ะ?
.
ก็ถูกอ่ะครับ ถ้ายังไม่เคยไป Rigi ซึ่งไป ฟรีเมื่อมีสวีสพาสส์ มาแล้วอย่างเราอ่ะครับ..... Rigi กับ Edenalp อุปมาก็เหมือน ดอยสุเทพ กับ ภูเขาทอง นั่นแหละครับ...ไม่ต้องขยายความว่า รสชาติต่างกันอย่างไร รู้สึกเสียดายเวลาและสตางค์แค่ไหน นะครับ
.
รูปภาพ
.
แล้วมียอดเขาที่ไหนไหมที่อยากไปแต่ไม่ได้ไปอ่ะ?
.

มีครับ อย่างน้อยก็ Schilthorn ที่ เป็นฉากถ่ายทำ James Bond 007 นี่แหละครับ ดูเว็บดูโบร์ชัวร์แล้ว น่าสนใจมาก แต่เวลาไม่พอ ครับ..... รู้งี้ เอาวันที่ไป Gornergrat ไปที่นี่แทน ก็จะสมใจ ถึงแม้ จะต้องใช้เวลาเดินทางเที่ยวละ 3-4 ชั่วโมง ก็เถอะครับ
.
.
4. ถูกที่สุดคือ รายการค่าใช้จ่ายอื่นๆ 16 วัน 367.80 ฟรังค์ = 13,277.58 บาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่า อาหาร ผลไม้ ขนมทานเล่น เครื่องดื่ม อ่ะครับ
.
ถ้าที่ สวีสฯ ไม่มี ซุปเปอร์มาร์เก๊ต แบบ Coop และ Migros เกลื่อนกลาดไปทั่วทุกหัวระแหง ทั้งขนาด ใหญ่ กลาง ย่อม จิ๋ว ละก็ นักท่องเที่ยวต้องเผื่องบเพิ่มขึ้นสำหรับค่าอาหาร ผลไม้ ขนมทานเล่น เครื่องดื่ม อีกบานพะเรอ เชียวล่ะครับ
.
คิดดูง่ายๆ...... อาหารจานหลักทั่วไป (แบบยังกะทำเพื่อคนชอบชีสโดยเฉพาะ แหวะ) ตกประมาณ 22-25 ฟรังค์.... น้ำอัดลม 500 ซีซี 3.50 ฟรังค์ (แมร่งบร้า...) น้ำเปล่า 2-3 ฟรังค์ ขนมนมเนย 4-7 ฟรังค์...แค่เห็นป้ายราคาก็แทบจะเป็นลม....
.
แต่ต้อง ขอบคุณพระเจ้า ที่ประทาน Coop และ Migros มาให้ (Aldi ...Lidl.. Denner ก็มี แต่ไม่ติดฝุ่น) ชนิด ไล่บี้กันติดๆ ตรงไหนมี Migros ละก็ Coop ไม่อยู่ข้างๆก็ตรงกันข้ามนั่นแหละครับ....แล้วก็ไม่ต้องห่วงนะครับว่าจะลำบากเพราะ กฏหมายแรงงานห้ามเปิดวันอาทิตย์เด็ดขาด เนื่องจาก บริเวณสถานีรถไฟได้รับการยกเว้นเป็นพิเศษ หาซื้อได้จนถึง 2 ทุ่ม/4 ทุ่ม ครับ
.
อย่าว่าแต่ นักท่องเที่ยว ทั้งไทย จีน แขก ฝาหรั่ง ที่อัดแน่นซุปเปอร์สองแห่งนี้ (ยิ่งใกล้เวลาปิดยิ่งแน่น) เลย เพราะ คนท้องถิ่นเองก็พึ่งซุปเปอร์ฯทั้ง 2 เจ้านี้เป็นหลัก ในการดำเนินชีวิต ครับ
.
เพราะอะไร?
.
ก็เพราะ ราคาถูก สมความเป็น มานุษย์มานา (ไม่ใช่ยักษ์ใช่มาร) หน่อย ไงล่ะครับ
.
รูปภาพ
.
น้ำอัดลมแบรนด์เนม ไม่ว่า โค้ก แฟนต้า เซเว่นอัพ ขวด 1500 ซีซี แค่ 1.70-2.10 ฟรังค์..... ขนมปังมีตั้งแต่ 1 ฟรังค์ ถึง 5 ฟรังค์....ผลไม้ (องุ่น เชอร์รี่) กก.ละ 12 ฟรังค์...และ เบียร์กระป๋องสูง มีตั้งแต่ 50 เซนต์ขึ้นไปถึง 3 ฟรังค์....
.
ส่วน อาหารประเภทเนื้อๆ ที่เราซื้อประจำก็ ไก่ย่างตัวละ 12.80 ฟรังค์ (ที่ Zermatt มีร้านดังตัวใหญ่กว่า ราคา 16 ฟรังค์) ขาหมูท่อนละ 7.50 ฟรังค์ (ที่เยอรมันทริปที่แล้ว 2 ท่อน 6.90 ยูโร) เพราะฉะนั้น เราไม่ได้อยู่อย่างอดอยากแร้นแค้นหรอกนะครับ ขอบอก.... แค่ ระทดระทวย ทานไปเผลอเช็ดน้ำตาไปบ้าง เท่านั้นเอ้ง...หุหุหุ
.
นี่เองครับ เป็นที่มาของ สุขภาพดีที่เราใฝ่ปอง เพราะทริป 1 เดือนนี้ ทานน้อยเดินมาก ทำให้ผม น้ำหนักลดลงถึง 5 กก.ตามความคาดหมาย (ปีที่แล้ว ทริปเยอรมันก็ลดประมาณกัน แต่กลับมา 2 อาทิตย์ เรียกคืนเป็น 7 กก. เวงกำ)...ซึ่งหากไม่ทาน น้ำอัดลม น้ำผลไม้ (Tropica 1500 ซีซี 1 ฟรังค์) ไอสครีมแท่งแม็กนั่ม (ราคา 2.90 ฟรังค์) และ เบียร์ ทุกวันๆละ 2 กระป๋อง (ไม่ทานไม่ไหว เพราะแก้เหนื่อยเพลียได้ชะงัดมาก) ละก็ อาจจะลดได้อีก 2-3 กก.ด้วยซ้ำไปแถมเซฟเงินได้เพิ่มอีกไม่น้อยครับ...... เพราะ น้ำเปล่า ไม่มีราคา เนื่องจาก น้ำประปาดื่มได้ทุกที่ (ยกเว้นมีป้ายห้ามดื่ม) ครับ
.
รูปภาพ
.
.
ส่วน อาหารเย็น นอกจากที่ซื้อมาจากซุปเปอร์ฯแล้ว หลักๆ ก็คือ Doner Chickem Wrap หรือเรียกอีกชื่อว่า Kebab Chicken Wrap คือ เนื้อไก่ ใส่สลัดผัก ราดซ้อส์สารพัน ห่อม้วนด้วยแป้งโรตี (เบอร์ 2 ในภาพ) อันเป็นอาหารประจำของ ชาวตรุกี ที่เราซื้อทานอย่างคุ้นเคยมาแล้ว ตอน ทริปเยอรมัน...
.
แม้ที่นี่ จะตก ชิ้นละ 9.50 ฟรังค์ (ที่เยอรมัน เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม 5-6 ยูโร) ก็ตาม แต่ 1 ชิ้นตัดครึ่ง เราทาน 2 คนอิ่มกว่าทานข้าว 2 จาน หรือก๋วยเตี๋ยว 2 ชาม เสียอีก แถมยังมี คุณค่าทางโภชนาการสมบูรณ์ อีกด้วยครับ
.
นี่คือที่มาของค่าใช้จ่ายอาหารที่ไม่ค่อยมาก (เพราะที่พักมีเบรคฟาสต์ให้อัดเต็มที่อิ่มจนถึงบ่ายแก่ๆอยู่แล้ว) แม้จะแพงกว่า เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม เกือบเท่าตัวก็ตาม ซึ่งงบส่วนนี้ช่วยทำให้ การเที่ยวสวีสฯ ประหยัดไม่แพ้ทางอื่นที่ว่ามาเชียวครับ
.
อ้อ...เกือบลืม ซุปเปอร์ฯเครือ Migros นั้น ผู้ก่อตั้ง เค้ามีนโยบาย ไม่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ และ บุหรี่ ครับ..... เพราะฉะนั้น เบียร์กระป๋อง (อย่างในรูปข้างบน) ที่มี ชายหนุ่มรูปงามจากแดนสยามคนหนึ่ง ซื้อมาตั้ง แพค 6 กระป๋อง ด้วยความกระหยิ่มใจนั้น ดื่มยังไงก็ไม่รู้สึกมึนเลย.... เพราะตอนซื้อลืมดููว่า เป็น เบียร์ Alchohol Free อ่ะครับ....ฮือฮือ ...แง แง...เชี่ย เอ๊ย....
.
.



.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3539
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Netherlands-Belgium-Switzerland 22 มิ.ย.-22 ก.ค.2015

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 29/07/2015 3:16 pm

รูปภาพ

.
[SIZE=130]การวางแผนเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์
.
สำหรับเพื่อนใหม่ที่ยังไม่คุ้นเคยกับ สไตล์การท่องเที่ยวของเรา ขออนุญาตทำความเข้าใจก่อนนะครับว่า รูปแบบการเที่ยวของเราค่อนข้างต่างจากคนทั่วไป เพราะ...
.
[COLOR=#800517]1. เราไม่ชอบเตรียมตัวมาก เนื่องจากเวลาว่างไม่ค่อยแน่นอน เพราะคุณนายเคทมีตารางออกงานที่บ่อยครั้งปุบปับ และหลายครั้งก็ยาวเป็น 10 วัน โดยไม่มีโอกาสรู้ล่วงหน้าเป็นเดือน 2 เดือนเลย ....
.
เราจึงไม่สามารถวางแผนยาวๆได้ ส่วนใหญ่ต้องจัดทริปเที่ยวไม่เกิน 2 อาทิตย์ล่วงหน้า หรือแม้แต่นึกอยากไปปุ๊บซื้อตั๋วปั้บบินในไม่กี่วันก็บ่อย (ใช่ครับ ต้องเป็นประเทศที่ไม่ต้องขอวีซ่า หรือจีน ที่เราขอทีละ 2 Entries-เข้าได้ 2 ครั้งในรอบ 6 เดือนไว้ก่อนแล้ว)...ยกเว้น เที่ยวยุโรป ซึ่งพอกะเกณฑ์ได้ว่า ช่วงไหนน่าจะว่างซักเดือน 2 เดือน ก็จัดการเตรียมหาข้อมูล แล้วทำเรื่องขอวีซ่าไปครับ
.
2. เมื่อจัดตารางเที่ยวทั้งทริปได้แบบคร่าวๆแล้ว เวลาเที่ยว เราก็มักจะดูข้อมูลล่วงหน้าเฉพาะเมืองแรกๆวันแรกๆที่เราพัก จากนั้นก็พึ่ง เว็บ Tripadvisor และ Wikitravel กับพูดคุยซักถามคนท้องถิ่นเป็นหลัก..... ประโยคสนทนา "พรุ่งนี้จะไปไหนดี?" หรือกระทั่ง "วันนี้จะไปไหนดี?" จึงถูกใช้เป็นประจำระหว่างเรา.... เพราะถ้าไปในที่ๆมี Tourist Information Center-ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว สามารถรอพึ่งเค้าเอาดาบหน้าได้ครับ...
.
พูดง่ายๆคือ เราทำตัวเป็น "Traveler-นักเดินทาง" ไม่ใช่ "Tourist-นักท่องเที่ยว" ตรงตามสำนวนที่ว่า "The Travelers see what they see, Tourists see what they have come to see-นักเดินทางเห็นทุกอย่างตามทาง ส่วนนักท่องเที่ยวเห็นเฉพาะในสิ่งที่ตั้งใจมาดู" เป๊ะๆ.....
.
เพราะฉะนั้น เที่ยวเมืองไหน สิ่งแรกที่ทำคือ นั่งรถบัส หรือ รถรางสายรอบเมือง เพื่อดูวิถีชีวิตผู้คน ตาม แหล่งชุมชนรอบๆเมือง รวมทั้งหาข้อมูลด้วยว่า ซุปเปอร์ฯที่ใหญ่และเดินทางมาช้อปอาหารเครื่องดื่มได้ง่ายและสะดวกด้วยอยู่ตรงไหนอ่ะครับ.. อิอิ
.

จากวิธีการของเรา การเตรียมตัวเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ที่จะเรียนเล่าประสบการณ์ต่อไปนี้ จึงรบกวนให้เพื่อนๆได้โปรดเข้าใจแนวความคิดข้างต้นนี้ก่อน หลังจากนั้น ค่อยเลือกส่วนที่เหมาะกับสไตล์ของตัวไปใช้ทีหลังอีกที เข้าใจตรงกันนะครับ
.
.
เที่ยวยุโรปทีละกี่ประเทศดี?
.
แม้เราจะมีเวลาประมาณ 25-30 วัน แต่เราก็เลือกที่จะ เที่ยวทีละประเทศ มากกว่า หลายๆประเทศ (เพื่อที่ไปครั้งเดียว ชาตินี้ไม่ต้องไปอีก) อ่ะครับ เช่น อิตาลี ฝรั่งเศส..... แต่ถ้ามีประเทศที่ ไม่ใช่ประเทศหลักที่อยากไปเป็นการเฉพาะ (เช่น เช็คฯ ออสเตรีย เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม) เราก็จะจับไป ผนวก กับ ประเทศหลักที่อยากไป แต่ใช้เวลาไม่มาก (เช่น ทริปเยอรมันที่แล้ว เพราะก่อนไปไม่ทราบว่า เยอรมันน่าเที่ยวมากกว่าฝรั่งเศสเสียอีก ทำให้อาจจะต้องไป เยอรมันอีกรอบ)
.
ทริปนี้ก็เช่นกันครับ ที่ไม่ได้เที่ยวประเทศเดียว เพราะ เจตนาหลัก อยู่ที่ สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่ง มากที่สุดก็ไม่ควรเกิน 15-16 วัน จึงจำเป็นต้องพ่วง เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม (ที่เราคงไม่ไปเป็นการเฉพาะ) เข้าไปด้วย.....
.
เพราะ ไปยุโรปทั้งที เที่ยวน้อยกว่า 25 วัน ไม่คุ้มค่าตั๋ว ค่าทำการบ้านเพื่อขอวีซ่า และค่าหลังขดหลังแข็งเดินทาง อ่ะครับ[/SIZE][/COLOR]
.


.



รูปภาพ
.
[SIZE=130]จะทราบได้อย่างไรว่าควรเที่ยวประเทศไหนกี่วัน?

.
ผมใช้ สูตรง่ายๆ ครับ คือ ดู โปรแกรมทัวร์ของบริษัททัวร์ต่างๆ ว่า โปรแกรมยาวที่สุด (ที่เรียกว่า แกรนด์ทัวร์) ของประเทศนั้นๆ เค้าไปกี่วันกี่คืน แล้วก็ คูณ 2 หรือ 2.5 เท่า เพื่อที่จะได้ เจาะลึกจริงๆ ชิลล์ๆ แบบไม่ "ทัวร์บั้ว" (สมบุกสมบัน) เกินไปอ่ะครับ
.
อย่าง สวิตเซอร์แลนด์ ที่ไม่นับประเทศอื่นตอนลงเครื่องหรือแวะกลับ แกรนด์สวีสฯ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 8-9 วัน (6-7 คืน) ไม่เกิน และเนื่องจากเป็นประเทศเล็ก ผมก็จึง คูณแค่ 2 เป็น 16 วัน ซึ่งก็เต็มอิ่ม แม้จะขาด เมืองที่ไม่ได้ไปตามทัวร์ ก็ไม่ได้เสียดมเสียดายอะไรครับ
.
.[/SIZE]

รูปภาพ



[SIZE=130]ดูข้อมูลสำหรับจัดตารางเที่ยว (Itinerary) เพื่อขอวีซ่าจากไหน?

.
สำหรับ ยุโรป แล้ว ก็เช่นเคยครับ หนังสือคู่มือ-Guidebook ที่เป็นยอดนิยมของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็คือ ของเฮีย Rick Steves เค้าอ่ะครับ.... ผมใช้ตั้งแต่ทริป ฝรั่งเศส และ เยอรมัน (อิตาลี อันเป็นยุโรปทริปแรก ใช้ตอนปลายๆทริป เพราะไม่รู้จักมาก่อน แต่อดซื้อไม่ได้เมื่อเห็นคนถือกันเกลื่อน แล้วก็เลยผูกสมัครเป็นเพื่อนกันแต่นั้นมา ดูรายละเอียดเรื่องนี้ที่ [/SIZE]
http://goo.gl/JfziFW[COLOR=#cc0404] ได้) ครับ
.
ทริปนี้ ผมซื้อจาก คิโนฯ มา 2 เล่ม ราคา Amsterdam 725+ Switzerland 648=1,373 บาท หลักๆก็ดู หน้าการวางแผนเที่ยว ข้างล่างนี้แหละครับ
.
[/COLOR]
รูปภาพ

รูปภาพ


รูปภาพ

.


เมื่อพอได้ ไอเดีย แล้ว ก็จัดการเขียน Itinerary-ตารางการเที่ยว เพื่อขอวีซ่า ซึ่งคิดไปก็อด ขำ ไม่ได้ว่า เจ้าหน้าที่สถานทูต (ที่เที่ยวเก่ง) เห็นแล้ว จะหัวร่อประมาณไหน? เพราะ เฟอะฟะ โหลยโท้ย ไม่น้อยเลย ที่ที่ควรไปไม่ไป ที่ไม่ควรไปใส่มาซะราวกับเป็นประเภทชอบของแปลก (ซึ่งเอาเข้าจริง เราก็ไม่ได้ไปตามนี้เท่าไหร่ครับ อิอิ) .....เอ้อ...อ้า...อ้าว... ก็ยังไม่มีฟามรู้อ่ะ จาห้ายทามยางงายด้ายเนาะ...
.
ที่น่าโมโห ก็คือ ตาม แผนที่ท่องเที่ยว ของเฮีย Rick Steves ข้างบนนี้ แกเลือกวาด เฉพาะเมืองที่ตัวเองชอบ ส่วน เมืองดังๆที่ใครๆนิยมกัน กลับไม่มี ก็เลยทำให้ผมลืม Interlaken ไปฉิบ ทั้งๆที่ตอนเที่ยวเมือง อินเทอร์ลาเก้นจำลอง ที่ เซินเจิ้น [COLOR=#cc0404]http://goo.gl/pZTSDk
ยังบอกกับตัวเองเลยว่า จะต้องไปดูของจริงให้ได้ (แต่ก็ไม่พลาดหรอกครับ ได้ไปเหมือนกัน แม้จะเป็นเวลาสั้นๆแล้วไม่รู้สึกตื่นตาเหมือนเจอของก้อปที่จีนก็ตาม อิอิ)
.
ว่าไป.... จะโทษ เฮีย Rick Steves ทีเดียวก็ไม่ค่อยแฟร์เท่าไหร่นัก ....เพราะแกก็มี แผนที่ อีกตั้ง 2 อัน ในหนังสือเหมือนกัน แต่ผม ดันไม่ใส่ใจดูเอง.....
.
รูปภาพ
.
อันนึงเป็น ลายดินสอวาด แต่จับไปไว้ หน้าแรก เป็นไตเติ้ลที่ไม่มีรายละเอียด (ใครจะไปสนใจดู เชอะ)
.
รูปภาพ
.
ส่วนอีกอันเป็น แผนที่ 4 สี ที่อยู่ตอนต้นๆ ตัวหนังสือเล็กกระจิ๋วหลิว (ซึ่งผมไม่เคยดูอยู่แล้ว)
.
เมื่อผมไม่เห็น 2 อันนี้ ก็จึงใช้ ลายแทงข้างบนโน่น เป็นหลัก แล้วก็เลย เลือกที่พัก เป็น ฐาน 4 มุม ไว้ก่อน เผื่อยังไงค่อยเปลี่ยนแปลงทีหลัง (ซึ่งสุดท้ายก็ไม่ได้เปลี่ยน เพราะคิดว่าเหมาะสมพอใช้ หรือหมดสิทธิ์เปลี่ยนเพราะเข้าไปพักแล้วจ่ายตังไปแล้ว เช่นที่ Zermatt) ครับ
.
ที่เลือก เมือง Basel เพราะเป็น เมืองชายแดน ที่ ค่ารถไฟมาจากเบลเยี่ยมน่าจะถูกที่สุด (เพราะเราไม่มีพาสส์) ส่วนสาเหตุที่ไม่เข้าพักที่ Basel เลยแต่แรก เพราะ เมื่อถึงสวีสฯแล้ว เรามี Swiss Pass ใช้ไง ฮิฮิ...... และไหนๆก็ไหนๆ...อย่างน้อยวันแรกๆก็ต้อง เอาให้คุ้มค่าพาสส์ก่อน จึงเลือกเข้า Luzern แทน เพราะยังไงก็ไม่ค้าง Zurich อยู่แล้ว เนื่องจากไม่นิยมเมืองใหญ่ (ค่าที่พักแพง สภาพแวดล้อมวุ่นวาย) อ่ะครับ.....
.
จาก Luzern ต่อด้วย Lausanne ตามด้วย Zermatt แล้วจบลงที่ Basel เพื่อกลับบ้านง่ายๆ อย่างที่เรียนไปแล้วนะครับ
.
ประเด็น ก็คือ....
.
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา... หรือถ้าผม คุ้นเคย หรือ ขยันหาข้อมูลแบบคนอื่นๆ ผมคงเลือก ที่พักเป็นฐาน ได้ดีกว่านี้ ซึ่งจะทำให้ ประหยัดเวลาเดินทาง ได้มากขึ้นมาหน่อย และ เหนื่อยน้อยลง ครับ เพราะฉะนั้น.....
.
[/COLOR]
ขอฟันธงเลยนะครับว่า เมืองศูนย์กลางที่น่าจะใช้เป็นฐานที่พักเพื่อการท่องเที่ยวสวีสฯ ที่ดีที่สุด คือ Interlaken ครับ
.

.
รูปภาพ
.

เหตุผลก็คือ
.
1. ไปแหล่งท่องเที่ยวดังๆได้สะดวก ใช้เวลาน้อย เช่น ไป Jungfraujoch, Luzern, Lausanne, Zermatt, Zurich ฯลฯ ได้ ภายในเวลา 2 ชั่วโมงบวกลบ เท่านั้น ในขณะที่ เราไป Jungfraujoch จาก Luzern ใช้เวลา ปาเข้าไปตั้ง 4 ชั่วโมง หรือจาก Zurich หรือ Lausanne ก็ประมาณกันอ่ะครับ
.
2. Youth Hostel ที่ Interlaken ...โห...สุดยอดมาก เพราะติดกับ สถานีรถไฟ Interlaken Ost เลยครับ จึง สะดวก โฆษสะดวก สะดวกขั้นเมพขิงๆ ขนาด ใช้เป็นฐานทั้งทริป ก็ยังได้อ่ะครับ
.
สรุป เมืองที่น่าใช้เป็นฐานที่พักมากที่สุด คือ Interlaken ครับ
.
.
แล้วทำไม ถึงบอกว่า Zermatt เป็นเมืองที่น่าใช้เป็นฐานที่พักน้อยที่สุด ล่ะเพ่...ไปโดนอะไรเจ็บอกเจ็บใจมาจากเมืองนี้มาก็เลยอคติหรือเปล่า?...เพื่อนกันบอกตรงๆดีก่านะ นะ นะ..
.
ปัดโธ่ รุ่นนี้แล้ว ถึงเจ็บช้ำจากที่ไหนมา ก็แยกแยะเป็นล่ะน่า...

.
แล้วก็ไม่อยากคุยด้วยว่า แม่ค้าไก่ย่างที่นั้น วันลาจาก ถึงขนาดทั้งกอดทั้งหอมแก้มซ้ายขวาแล้วสั่งเสียว่า "See you next summer dear -เจอกันหน้าร้อนปีหน้านะสุดที่รัก" ตาละห้อยเชียวนา.... โช้ดโช้ย...
.
สาเหตุ ที่ไม่ควรพักที่ Zermatt ก็ด้วยเหตุผลต่อไปนี้ครับ
.
1. ที่พักส่วนใหญ่อยู่บนเนินชัน ถ้าใกล้ๆสถานีรถไฟที่เป็น ทางราบ (หน่อย) ก็ แพง (โฆษๆ) อ่ะครับ...อย่าง Youth Hostel Zermatt ที่เราพัก 4 คืนนั้น ตั้งอยู่ ยอดเนิน เลยทีเดียว (หลายห้องเปิดหน้าต่างตอนเช้าจะมองเห็น ยอดเขา Matterhorn มายิ้มเผล่จังๆ ....ของจริงชัดๆแจ่มๆครับ ไม่ใช่รูปที่เห็นหน้ากล่องช็อกโกแล็ต Toblerone เน้อ) ... ขาลงเขาไปเที่ยวยังเหนื่อย ขากลับสิ....พระเจ้าช่วยกล้วยทอด..อุปมาง่ายๆ ก็คือ เดินขึ้นยอดภูเขาทองเรา ดีๆนี่เองครับ....กว่าจะถึงต้องพักระหว่างทางมากกว่า 10 ช่วง..
.
แล้วไม่มีรถบัส รถแท๊กซี่บริการหรือไง เห็นคุยว่ามี Swiss Pass ดีอย่างโน้นดีอย่างนี้ใช้ได้ทุกเมืองทุกที่ไม่ใช่หรือ?
.

อ๋อ...มีครับ รถแท๊กซี่ ที่วิ่งขึ้นไปไม่ถึง 10 นาทีเนี่ย ศีรษะละ 10-12 ฟรังค์ (360-430 บาทไทย) อ่ะครับ ส่วน รถบัส เป็นของเอกชน ไม่เข้าร่วมโครงการครับ แล้วนอกจาก เที่ยวละ คนละ 3.20 ฟรังค์ (115 บาท) กับแค่ 10 นาที เนี่ยแล้ว ยัง หมดเวลาวิ่งแค่ทุ่มครึ่ง อีกต่างหาก ยังไงก็ได้ ทรมานไขข้อ อย่างหนีไม่พ้น.... เพราะ 3 ทุ่มที่นี่ ฟ้าแจ้งจางปางเท่ากับ 5 โมงเย็น ..คนยังเที่ยวกันตรึมครับ...
.
เราจึงได้ ใช้บริการรถบัส เพียง 2 เที่ยว คือ ขาไปวันแรก กับ ขากลับวันสุดท้าย แบบ จำเป็นยิ่งยวดต่อชีวิต (สัมภาระ 60 กก. นะครับ อย่าลืม) เท่านั้น... วันอื่นๆ เดินตัวเปล่า ยัง ก้าวขาซ้ายสบถ ก้าวขาขวาพึมพัมภาษาจีนประมาณ "เก๋าเจ้ง ผูบ้อ..." อ่ะครับ
.
2. ข้าวของ โดยเฉพาะของทาน ทั้งอาหาร ขนม เครื่องดื่ม แพงม้วกกกก ...ยังดีที่มี Coop อยู่ตรงข้ามสถานีรถไฟ และ ร้านไก่ย่าง (ที่ต้องสั่งจองตั้งแต่เช้า โดยจ่ายเงินไว้ก่อน) ไม่งั้น ตายลูกเดียว ครับ
.
3. Zermatt เป็นเมืองเล็ก ทั้ง ขึ้นเขา Matterhorn Glacier Paradise และ เที่ยวทั่วเมือง แบบ ไปเช้าค่ำกลับ ก็ หมดจดไม่ตกหล่น แน่นอนอยู่แล้วครับ...... จึง ไม่จำเป็นต้องพักที่นี่ ให้เจ็บช้ำใจกาย เลย.... พัก เมืองอื่นใกล้ๆ ดีกว่า ถูกกว่า เดินไปกลับที่พักสบายกว่า เพราะ รถไฟมีตั้งแต่เช้ายันดึก ออกทุกๆ 15 นาที ครึ่งชั่วโมง ประมาณนั้นครับ
.
4. ที่พักที่เป็นเมืองคึกคัก มีชีวิตชีวา น้อยกว่าหน่อย มีให้เลือกแยะมาก (ไม่มีทางคึกคักเท่า Zermatt อยู่แล้วครับ เพราะเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยว 95% มั้ง ที่เหลือเป็นคนท้องถิ่นที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวไม่ทางตรงก็ทางอ้อมทั้งหมดครับ) ตลอดเส้นทางรถไฟ จากเมือง Visp มาถึง Zermatt (ระยะทาง 1 ชั่วโมงด้วยรถหวานเย็น) ที่น่าพักเรียงตามเส้นทาง ก็คือ
.
Visp---Stalden---St. Niklaus---Herbriggen---Randa---Täsch---Zermatt
.
มี เมือง Visp ใหญ่สุด เพราะเป็น เมืองชุมทางรถไฟ แยกไปโน่นนี่นั่น ทุกอย่างครบครันระดับเมือง....นอกนั้น เป็น เมืองเล็ก แต่ วิวสวย น่าพัก รับประกันไม่มีเบื่อทุกที่...ฮิตที่สุดก็คือ เมือง Täsch เพราะใกล้ Zermatt ที่สุด คือ เดินทางแค่ 12 นาทีรถไฟ เท่านั้น แต่ ราคาอาจจะไม่ถูก เพราะเป็นเมืองที่ คนมีรถต้องเอารถมาจอดที่นี่ เนื่องจาก Zermatt เป็น เมือง Car Free ห้ามรถเข้า ใช้ได้แค่ รถบัส และแท๊กซี่ที่เป็นรถแบ็ตตารี่ไฟฟ้า เท่านั้นครับ
.
ถ้าเป็นผม...ผมเลือก Visp หรือ Stalden ครับ เพราะมีทุกอย่างที่ต้องการ และยังสามารถนั่งบัสไปเที่ยว เมือง Saas-Fee หนึ่งใน หมู่บ้านเนินเขาที่สวยติดปากผู้คน อีกแห่งหนึ่งได้ด้วยครับ
.
สรุป คือ ไม่พัก Zermatt นะครับ.... หรือถ้าไปพัก ต้องสัญญากับผมก่อนว่า จะไม่ไปอ้อยอิ่งเพื่อแย่งจีบแม่ค้าไก่ย่าง ดวงใจของผมเด็ดขาด...เจ้ยยยย
.

ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3539
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Netherlands-Belgium-Switzerland 22 มิ.ย.-22 ก.ค.2015

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 01/08/2015 3:38 pm

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ
.
.
[SIZE=130]อนิจจา ...ไปสวีสฯตั้งหลายวัน ไม่รู้เรอะว่า เค้ามี Scenic Train Routes รถไฟเที่ยวพิเศษแช่น Glacier Express ด้วย ถึงไม่ได้สัมผัสเหมือนที่คนทั้งโลกเค้าใฝ่ฝันและได้อิ่มเอมกัน?
.
.
เอ้อ...อ้า...ตอบยังไงดีอ่ะครับ...แบบว่า..แบบว่า..
.
แบบว่า...เรื่องที่จะไม่ทราบว่า ที่สวีสฯมีรถไฟชมวิวเที่ยวพิเศษ นั้นเป็นไปไม่ได้หรอกครับ (อุปมาเหมือนไปร้านอาหารอีสานแล้ว จะไม่ทราบว่าเค้ามีซุปหน่อไม้ขายด้วยได้ยังไงครับ) เพราะนอกจาก โปสเตอร์โฆษณา มีทั่วไปหมดแล้ว เวลาไป สถานีรถไฟต่างๆ ก็ขี้มักจะเห็น หัวรถจักร โบกี้ ของ รถไฟเที่ยวพิเศษเหล่านี้ เสมอ ยิ่งที่ สถานีรถไฟ Zermatt ด้วยแล้ว ฮิตขนาดเห็น จอดอยู่หลายชานชาลา มีคำว่า Welcome ในภาษานานาชาติ (ของไทยคือ "ยินดีต้อนรับ") ติดข้างกำแพงยาวเป็นพืดเลยครับ
.
แต่ สาเหตุที่เราไม่ได้ลองซักขบวน เลย ก็มีดังนี้ครับ
.
1. ใช้เวลามาก...มากๆๆๆ..อ่ะครับ อย่าง Glacier Express ขวัญใจยอดนิยมเนี่ย เดินทาง 7 ชั่วโมงครึ่ง นะครับ จาก Zermatt ไป St.Moritz.... เพราะเค้าไปแบบ ฉึกกะฉัก ฉึกกะฉัก ใฝ่ฝักพร้าเล่มงาม จนได้ชื่อว่า The Slowest Express Train in The World-รถด่วนที่ช้าที่สุดในโลก เพื่อที่ผู้โดยสารจักได้ชื่นชมวิวสองข้างทางอย่างเต็มอิ่ม ซึ่งหากใคร มีไฟปรารถนาแรงกล้า ก็คงจะไม่ครณากับ สัจธรรมของชีวิต ต่อไปนี้เท่าไรนัก ที่ว่า
.
[COLOR=#810541]---- สองข้างทาง มีแต่วิว นะครับ จะสวยงาม แปลกตา น่าใหลหลง แค่ไหน ก็ไม่ใช่ของสนุกน่าติดตามเท่ากับดูหนัง 4 เรื่องติดต่อกันแน่ครับ
.
---- เวลาเห็นอะไรใหม่ๆช่วงต้นๆ ก็ตื่นเต้นเป็นธรรมดา (เช่น เห็นวิว ท้องทุ่ง บ้านเรือน ลำธาร หิมะ ธารน้ำแข็ง ข้างทาง หรือใต้รถกระเช้า) แต่ขอให้เชื่อเถิดครับว่า พักเดียวก็เบื่อ ครับ (คือ ตอนแรกๆ กดแช๊ะแบบไม่ยั้งเหมือนกันทุกคน แล้วพออีกไม่นานต่อมา ได้สัมผัสของจริงที่แจ่มชัดกว่า แตะต้องได้ เพราะไม่มีกระจกกั้น แล้วนึกอยากด่าตัวเองที่ ทำรกเมมโมรี่จนต้องมาลบออกทีหลัง 55)
.
--- แล้วช่วงที่รู้สึกเบื่อขึ้นมา เพราะเห็นอะไรซ้ำๆหรือฉากใกล้เคียงกัน จะทำอะไรฆ่าเวลา (ที่เดินไปอย่างช้าๆไม่ทันใจ) ครับ ...ดูเน็ต? อ่านหนังสือ? นอน? ซึ่งก็เป็นกิจกรรมปรกติในรถขบวนอื่นเวลาเดินทางอยู่แล้ว
.
----- ขบวนรถเป็นแบบกระจกโปร่ง (เข้าใจว่าไม่มีหน้าต่างที่เปิดปิดได้ คือเป็นแบบเดียวกับขบวนยุงเฟราที่เรามีประสบการณ์มา) ซึ่งดีมากเวลาไม่มีแดดอ่ะครับ มีเมื่อไหร่นอกจากต้องหลบแดดแล้ว ยังถ่ายภาพนอกตัวรถลำบาก เพราะมีเงาสะท้อน (ต่อให้แนบหน้ากล้องกับกระจกก็เถอะ) พลาดจุดที่ต้องการถ่ายไปอย่างน่าเสียดาย ครับ
.
------ ถ้าไม่มีหน้าต่างเปิดปิดได้ เวล่าถ่ายภาพขบวนรถตอนตีโค้งคงลำบาก ต่อให้จองได้ (ต้องจองที่นั่งล่วงหน้า) ตู้ท้ายๆก็เถอะครับ

.
2. ถึงจะมีสวีสพาสส์ ซึ่งนั่งฟรีตลอดสาย (เซฟมา 145 ฟรังค์หรือ 5,200.00 บาท) แต่ก็ต้องเสียค่าจอง 33 ฟรังค์ (1,042 บาท) ด้วยครับ (ค่ารถไฟไปกลับ 2 ประเทศ Basel-Colmar แค่ 30 ฟรังค์เอง เรายังไม่ยอมเสียเร้ย...เลยไม่ได้ไป..หุหุ)
.
3. ภาพที่เห็นตามโปสเตอร์ ตามตัวอย่างของทุกๆสายนั้น ถ้าเรานั่งอยู่ในรถ ก็จะไม่มีวันได้เห็นหรอกครับ แล้วเค้าก็ไม่ได้จอดให้เราลงไปถ่ายซะเมื่อไหร่...เพราะฉะนั้น ที่เห็นจนชินตาก็คือ อะไรต่อมิอะไรภายในตัวรถ กับ สิ่งที่อยู่นอกหน้าต่าง อ่ะครับ
.
4. ถ้าอยู่สวีสฯเกินกว่า 5 วัน การนั่งรถไฟแล้วได้เห็นวิวสวยงามนั้น ไม่ใช่ของดีของเด่นไปเสียแล้ว แต่กลับกลายเป็นความจำเป็น (Need) มากกว่า ความต้องการ (Want) ครับ..... รับรองได้ว่า ถ้านั่งนานกว่าชั่วโมงขึ้นไป เวลาส่วนใหญ่จะหมดไปกับการ นอนพักเอาแรง มากกว่า กระดี๊กระด๊า กับวิวโน่นนี่นั่น...ว้าว...ว้าว...ว้าว..แน่นอนครับ
.
5. ถ้าได้ไป Zermatt ซึ่งต้องผ่านทางเมือง Visp ละก็ อย่างน้อยขาไปขากลับก็จะได้เห็นท่อนหนึ่งที่จัดว่างดงามยิ่งของ เส้นทาง Scenic Train Routes ในเวลาสั้นๆ 2 เที่ยวๆละ 1 ชั่วโมง (แทนที่จะต้องเสีย 3 ชั่วโมงกับ Glacier Express ในเส้นทางเดียวกัน) อยู่แล้วครับ และ ทุกสถานีคือ Visp---Stalden---St. Niklaus---Herbriggen---Randa---Täsch---Zermatt สวยงามมากแบบสมราคา มี ทางโค้ง ให้ถ่าย ภาพขบวนรถ บ่อย... แถม เปิดหน้าต่างชะโงกกล้องไปถ่ายได้ อีกต่างหากครับ.....ผมเจอ 4 เที่ยวๆแรกกดแช๊ะมันส์มาก เที่ยวสองเก็บตกจุดที่ถ่ายไม่ทัน ส่วนเที่ยว 3-4 กรนเสียงดังจนคุณนายกระทุ้งสะเอวอ่ะครับ อิอิ
.
.
ข้างต้นนี้ เป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ สำหรับเพื่อนๆที่สนใจ ผมมีรายละเอียดคร่าวๆและลิงค์ให้ไปดูต่อที่เว็บ ตามรูปข้างบนแล้วครับ เรียนเชิญตามสะดวกและกลับมาเล่าเป็นการเปิดโลกทรรศน์ให้พวกเราฟังด้วยนะครับ
.

[/SIZE][/COLOR]
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3539
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Netherlands-Belgium-Switzerland 22 มิ.ย.-22 ก.ค.2015

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 03/08/2015 12:58 pm

รูปภาพ

.

พี่วุฒิพี่เคทคะ รบกวนถามเรื่องเขาแมทเทอร์ฮอร์นค่ะ
---- สวัสดีครับ...ได้เลยครับ
.


เคยดูรายการไปถ่ายที่นี่แล้วมี สโนว์ทูบให้เล่นน่ะค่ะ จะต้องขึ้นไปที่ กราเซียร์ พาราไดซ์เท่านั้น ถึงจะได้เล่นใช่ไหมคะ ที่สถานีกรอนเนอร์แกรดจะไม่มี อันนี้ถูกไหมคะ
.

รูปภาพ
.
----- ที่ Gornergrat น่าจะไม่มีนะครับ เพราะไม่มีส่วนที่เป็น (หรือให้ไป) ลานหิมะ อ่ะครับ... ผมคิดว่าที่คนไป Gornergrat ทั้งๆที่ไป Matterhorn Glacier Paradise มาแล้ว (เหมือนเรา) ก็น่าจะไปเพื่อชม วิว ยอดเขา Matterhorn สะท้อนเงาในทะเลสาป เป็นหลัก ซึ่งน่าจะต้องวันที่ ฟ้าใส เพอร์เฟคท์ เท่านั้นจึงจะได้เห็นแบบประทับใจ... ส่วนใหญ่ก็คงประมาณรูปนี้ (บรรยากาศก่อนฟ้าครึ้มฝน) หรือดีกว่านี้หน่อย... เราจึงไม่ได้ เดินลงไปอีกท่อนข้างล่าง เพราะแค่นั้น ก็เดินกลับขึ้นมาหอบแล้ว (เพราะรีบมาขึ้นให้ทันรถไฟ เที่ยวที่อยากไปก่อนฝนลง) ครับ
.
รูปภาพ
.
------เรื่อง Snow Tube นี่ เท่าที่เห็นในรูป เป็น กิจกรรมที่น่าสนมาก นะครับ (ฟินไม่แพ้ Paragliding In Interlaken-โดดร่มที่อินเตอร์ลาเก้นเลย) ขนาดเราตอนแรกยังอยากไปที่ Titlis เพราะเห็นภาพโฆษณาประมาณนี้อ่ะครับ แต่บังเอิญไปที่ Jungfraujoch ก่อน แล้วก็เห็น มีเหมือนกัน ก็จึง ตัด Titlis ไป โดยปริยายครับ
.
รูปภาพ
.
Snow Tube ที่ Matterhorn Glacier Paradise มีครับ แต่ ไม่น่าเล่น (เพราะเข้าใจว่าต้องเดินกลับขึ้นมาเหนื่อย และลานไม่สวย) ขนาดพนักงานยัง นั่งเซ็ง (เพราะ บ่อเซ็งลี้) น่าเห็นใจมากครับ
.

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ
.
แต่ที่ Jungfraujoch สิครับ น่าสนมากๆเลยครับ เพราะ ลานลื่น ยาวทีเดียว และมี บันไดเลื่อน รับกลับด้วยครับ
.
.
รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ
.
ขออนุญาตแถมนิดว่า.... เมื่อผมกลับมาดูภาพ วันที่ไป Gornergrat ทั้งวัน อีกที ก็รู้สึกว่า.... ที่จริง Gornergrat ก็มีอะไรดีกว่าที่อื่นๆเหมือนกัน ...... เด่นที่สุด ก็น่าจะเป็น เทือกเขา ที่ใกล้ตัวเรามากที่สุดแบบคล้ายนั่งยืนหน้าจอ Imax ประมาณนั้น ครับ..... และก็มีธารน้ำแข็ง ที่สวยพอใช้ ...แม้จะไม่สวยเท่า Aletsch Glacier, Bettmeralp แต่ถ้าไม่ได้ไป Aletsch Glacier ก็ถือว่า ได้กำไรมาฟรีๆ อ่ะครับ

.


ข้อดี ของ Gornergrat ที่เหนือกว่าที่อื่นตามคำบอกของ เฮีย Rick Steves ในคู่มือ ก็คือ เห็น The Best Views ของเทือกเขาทั้งย่าน รวมทั้ง Matterhorn และ Monte Rosa ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงสุดในสวิตเซอร์แลนด์ (15,200 ฟิต) ด้วย ครับ
.
แต่ก็อย่างที่ผมเรียนในกระทู้นั่นแหละครับว่า นานาจิตตัง...ถ้ามีเวลามากพอ ก็โอเคครับสำหรับ Gornergrat .....แต่ ถ้ามีเวลาไม่มาก และให้เลือกเพียง 3 แห่ง ละก็ ฟันธงครับว่า Jungfraujoch, Matterhorn Glacier Paradise และ Mt.Rigi (ฟรีตลอดทริป ถ้ามี Swiss Pass) ไม่มีผิดหวังแน่นอน....ส่วน Mt.Rigi ดีแค่ไหนอย่างไร...รอแป๊บ (ใหญ่ๆ)..เด๋วจะรีวิวให้ชมนะครับ
.
.
.
แล้วถ้าเราจะขึ้นไปทางกรอนเนอร์แกรดขาขึ้นโดยรถไฟ แล้วขากลับลงทางกระเช้า อันนี้ได้ไหมคะ หรืออย่างไรคะ
---- ไม่แน่ใจครับ แต่เท่าที่ดู ส่วนใหญ่ก็ไปกลับรถไฟทั้งนั้น โดยขาขึ้น ดูลาดเลา ก่อน ขากลับค่อยมา เก็บทีละจุดละจุด ครับ
.
รบกวนด้วยนะคะ
---- ด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง...ไปเดือนมีนาฯ อย่าลืมเอา แฟคเตอร์ ดินฟ้าอากาศ มาคำนวณด้วยนะครับ เพราะคงไม่เหมือนตอนที่เราไป...ขอให้สนุกสุขสมใจและราบรื่นครับ
.

ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3539
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Netherlands-Belgium-Switzerland 22 มิ.ย.-22 ก.ค.2015

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 05/08/2015 11:42 am

รูปภาพ
.
.
คลิกอ่าน รีวิว "Aletsch Glacier, Bettmeralp-จ.บ.พ.จึงบอกเพื่อน" ได้ที่ลิงค์
https://goo.gl/D8nWw1 นี้ครับ
.



รูปภาพ

.
[SIZE=130]เกร็ดเล็ก..เกร็ดน้อย--Here, there and Everywhere
.
5 สิงหาคม 2558
.
สวัสดีครับ
.
แรงบันดาลใจอย่างหนึ่งที่กระตุ้นให้เราสนุกกับการท่องเที่ยวต่างถิ่นต่างแดน ก็คือ การได้เรียนรู้ วิถีชีวิต คุณลักษณะ ทัศนคติ มุมมอง ของผู้คนที่เราได้มีโอกาสพูดคุยด้วย ซึ่งหลายต่อครั้ง ทำให้เราเข้าใจทรรศนะที่แตกต่างอันมาจากภูมิหลังและสภาพแวดล้อมที่แปลกแยกออกไปมากขึ้น และได้เรียนรู้ความจริงบางอย่างที่จะไม่มีโอกาสได้ตระหนักเลยหากสัมผัสเพียงเปลือกนอกอย่างผิวเผิน
.
นั่นคือ เหตุผลที่เราชอบไปแบบช้าๆ ทักทาย สนทนาพาทีกับผู้คน โดยเฉพาะคนท้องถิ่น ซึ่งไม่เคยมีสักครั้งเลยครับที่รู้สึกว่า เสียเวลาเปล่า..... เพราะลึกๆ คนเราก็ชอบบอกเล่าเรื่องราวและความคิดของตนเองอยู่แล้ว เพียงแค่เราให้เกียรติ (ทำให้เค้าไว้วางใจ) รับฟัง (แสดงความใส่ใจ) สารพัดสตอรี่ก็พรั่งพรูออกมาอย่างไม่ขาดสาย ยิ่งถ้าเราใช้คำพูดแบบ ปลายเปิด (จริงหรือ? อย่างนั้นเชียว? แล้วไง? What-Where-Why-Who-How...) หนุนส่ง คราวนี้ละก็ ไหลบ่ายิ่งกว่าทำนบเขื่อนพัง รับมือไม่ไหวเอาเลยทีเดียวครับ
.
อย่างไรก็ตาม ยุโรปจะต่างจากเอเซีย ที่ไม่ค่อยหวือหวา และผู้คนค่อนข้างเก็บตัว ถ้าเราไม่ตั้งใจจับสังเกต หรือเป็นฝ่ายรุกให้หนักหน่อย โอกาสที่จะพูดจาจนได้เนื้อความก็ไม่ใช่เรื่องง่าย (ยกเว้น ผู้อาวุโส ที่หาคนคุยด้วยยาก) ต่างจากคนเอเซีย (โดยเฉพาะจีน ที่นิยมเป็นฝ่ายพูดมากกว่าฟัง เพียงแสดงทีท่าพร้อมจะรับฟัง ก็ล้างหูรอได้เลย..... ส่วนอินตระเดีย ต้องอย่าลืมถือดิสก์เบรคติดมือไปด้วย ไม่งั้นหูชา เพราะถาม 1 ตอบ 5 ไม่พอยังมีคนแวะมาแจมเม้าธ์มอยเป็นคณะอีกต่างหาก 555) ที่มีอะไรต่อมิอะไรเรื่องเล่าที่แปลกใหม่น่าสนใจให้นำมาเล่าต่อได้อย่างสนุกคีย์คนเขียนอ่ะครับ
.
อัลบั้มนี้ จะนำเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เก็บตกมาจาก ทริป เนเธอร์แลนด์-เบลเยี่ยม-สวิตเซอร์แลนด์ มาเล่าให้เพื่อนๆฟัง อย่างน้อยก็เป็นการสลับฉากกับการเที่ยว เที่ยว เที่ยว รูป รูป รูป บ้างนะครับ
.[/SIZE]


รูปภาพ
.

[COLOR=#0a0091][SIZE=130]เหรียญอีกด้านของสวิตเซอร์แลนด์
.
เพียงแค่เห็น ค่าครองชีพ ของสวีสฯ ไม่ว่าใครก็คงอดอิจฉามารศรคนสวีสฯไม่ได้ว่า "ช่างมีชีวิตที่สุขสบายเหนือชนชาติอื่นๆจริงจริ๊ง อยากเกิดใหม่เป็นคนสวีสฯจัง"... เพราะแม้ในวันสุดท้ายที่สนามบินซูริค ที่เราได้เพื่อนใหม่เป็นครูโรงเรียนประถมฯ 2 คนที่กำลังจะต่อเครื่องไป มัลดีฟ และผมแซวว่า "ผมเห็นคนอื่นเค้าเล่นน้ำใน เลค หรือ น้ำพุ ดับร้อนกัน แต่คุณเล่นหนีร้อนไปมัลดีฟเลย..." เธอตอบว่า "แต่ไปมัลดีฟ ไม่ได้ทำให้เราใช้จ่ายมากขึ้นเลยนะ" ผมบอก "จริงสิ ที่นี่ทุกอย่างแพงมากกกก" แล้วเธอทั้งคู่ก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า "แต่รายได้เราก็สูงด้วยนะ"
.
ใช่ครับ ใครยิ้มรับค่าครองชีพระดับนี้ได้ รายได้ต้องไม่เบาเป็นธรรมดาอยู่แล้ว แต่....
.
เพื่อนๆได้โปรดอย่าเข้าใจผิดว่า คนสวีสฯจะมีความสุขมากกว่า หรือ ไม่มีเรื่องทุกข์ร้อนใจเหมือนคนชาติอื่นเอาเสียเลย นะครับ เพราะ...
.
เช้าวันที่ 22 ใน Basel ...อันเป็นวันสุดท้ายของทริปก่อนกลับในวันต่อมา เรานั่งรถรางสาย 3 จาก Youth Hostel มายังป้าย Aeschenplatz ซึ่งเป็นชุมทางรถรางเพื่อเปลี่ยนต่อสาย 10 หรือ 11 ไป Bahnhof -สถานีรถไฟ....ผมถือโอกาสชวนคุณนายเก็บภาพรอบๆบริเวณนั้น ซึ่งผ่านตาทุกวันๆละหลายรอบแต่ไม่มีโอกาสท่องเป็นเรื่องเป็นราวซักที...
.
เป้าหมายหลักก็ หุ่นยักษ์ที่ขยับมือตอกอะไรขึ้นลงไปมา ตรงหน้าธนาคาร UBS นี่แหละครับ..
.
ขณะคุณนายโพสท่าต่างๆแล้วผมกดแช๊ะไปมานั้น คุณป้าคนนึงซึ่งจับตาเราตลอดก็หันมาเปรยเป็นการอารัมภบทว่า "คุณรู้ไหมว่า เจ้าหุ่นนี้ ชื่อ Hammering Man พวกเราเรียกกันว่าเป็น the hardest-working of all of Basel's inhabitants-คนงานที่ขยันที่สุดในหมู่ชาวบาเซิลทั้งมวล เชียว เพราะเค้าจะตอกอย่างนี้ทั้งปีทั้งชาติไม่มีวันหยุดเลย...."
.
แค่เรา.... อ๋อ ครับ.... อย่างนั้นเหรอครับ... ไปหน่อย คุณป้าก็ระบายความในใจออกมาไม่ขาดสายว่า..
.
"แต่คนรุ่นใหม่เดี๋ยวนี้ ไม่ได้เรื่องเหมือนคนสมัยก่อนหรอกคู้ณณณ...
คุณเห็นไหมว่า เดี๋ยวนี้มีพวกต่างชาติเกลื่อนไปหมด
ประชากร 8 ล้านน่ะ เป็นคนสวีสฯจริงๆแค่ 5 ล้านเท่านั้นเอง ที่เหลือมาจากสารพัดที่ เยอะที่สุดก็ Refugees-พวกอพยพ นี่แหละ....
พวกนี้เสวยสุขกับสิ่งที่บรรพบุรุษเราเหลือทิ้งไว้ให้อย่างสบายเฉิบ...ได้สวัสดิการสารพัดอย่าง......
คนอพยพประสาอะไรกัน ใช้ไอโฟน แต่งตัวโก้หรู กลับไปเยี่ยมบ้านเกิด ขนครอบครัวเข้ามาได้อย่างเสรี เงินทองจะหาก็ได้ไม่หาก็ได้ แบมือรับสวัสดิการได้ตลอด....
แล้วพวกที่มีอำนาจน่ะ คุณรู้ไหมว่า ทุกอย่างมาจาก คน 7 คนเท่านั้น ใช้เงินงบประมาณจากภาษีพวกเราเป็นเบี้ย ตอนนี้กำลังจะขอให้มีวันพักร้อนเพิ่มจาก 4 สัปดาห์เป็น 6 สัปดาห์.... บ้ากันใหญ่แล้ว..."
.
จริงทีเดียวครับ เรื่องแปลกตาที่เห็นบ่อยในยุโรปก็คือ คนต่างชาติไม่ได้รู้สึกหรือทำตัวด้อยเหมือนพลเมืองชั้นสองอย่างที่เราเข้าใจเลยครับ คนขาวโดยเฉพาะวัยกลางคนขึ้นไปพูดคุยกับคนผิวสีด้วยทีท่าที่อ่อนน้อมกว่าด้วยซ้ำ (ซึ่งผมเดาเอาว่า น่าจะเกิดจากการ กลัวมีเรื่อง ประสาฝาหรั่งที่ขวัญอ่อนเป็นปรกติอยู่แล้ว) ....แม่บ้านผิวสีที่เข็นเปลเด็กจะขึ้นรถ คนขับถึงขนาดลงมาดึงแผ่นรองให้เข็นขึ้นรถง่ายๆด้วยซ้ำ...ส่วนคนผิวสีทั่วไปก็นั่งเชิดเหมือนฝาหรั่งอื่นๆ ใช้สิทธิเท่าเทียมอย่างเต็มพิกัด ไม่ได้รู้สึกสำรวมหรือค่อยระแวดระวังสายตาคนอื่นเหมือนอย่างที่เราคิดหรือเคยพบเห็นในเอเซียเลยครับ...
.
ใช่ครับ พวกฝาหรั่งยอมรับในความเสมอภาคและสิทธิเท่าเทียมกันก็จริง แต่ลึกๆก็คงอดกล้ำกลืนไม่ได้ว่า "เอ๊ะ นี่บ้านเราแท้ๆนะ พวกนี้มาขออาศัยเราไม่ใช่หรือ ทำไมถึง...ทำไมต้อง..ฯลฯ" และทันทีที่มีโอกาส ก็จึงกระจายความในใจให้คนอื่นฟัง อย่างน้อยก็เป็นการประกาศให้ผู้คนได้รับรู้ถึง "ความทุกข์" ที่ค้างคาใจไปได้บ้างไม่มากก็น้อย...
.
พูดถึง "ความทุกข์" ...อย่าได้คิดนะครับว่า คนที่นี่จะมีความสุขกับการอยู่ดี (สภาพแวดล้อมงดงาม) กินดี (ของแพง) ทุกคนไป..... เพราะบริเวณสะพานสูงหน้าโบสถ์ เซนต์ฟรังค์ ที่โลซานน์ ถึงขนาดต้องทำรั้วสูงบนราวสะพานทั้งสองด้าน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนกระโดลงไปฆ่าตัวตาย ดังที่เฮีย Rick Steves เขียนบอกไว้ในหนังสือคู่มือว่า "สวีสฯเป็นประเทศที่มีสถิติการฆ่าตัวตายสูงที่สุดประเทศหนึ่งในยุโรปตะวันตกทีเดียว และส่วนใหญ่เป็นหญิง..กระทั่ง ช่วงปลายปีใกล้ๆคริสต์มาสปีใหม่ ทางการต้องจัดนักสังคมสงเคราะห์มาตั้งซุ้ม พร้อมซุป ชา กาแฟ ที่บริเวณนี้ เพื่อตรวจตา คอยให้คำปรึกษา ปลอบโยน คนที่คิดสั้นเป็นกรณีพิเศษประมาณนั้น"
.
สำนวน "The grass is always greener on the other side-ทุ่งหญ้าที่เห็นแต่ไกลมักดูเขียวชะอุ่มกว่าของเราเสมอ" คือสัจธรรมที่ตรงเผลงจริงๆ.... ที่คนเราเห็นอะไรเผินๆแล้วก็มักจะเข้าใจเอาเองว่า "คนอื่นมีความสุขกว่าเรา" ทั้งๆที่หากเข้าใกล้อีกนิด เพ่งพินิจอีกหน่อย ก็จะตกผลึกว่า "ไม่ว่าที่ไหนก็ไม่ต่างกันหรอก สุขทุกข์ย่อมมีคละเคล้ากันไป สำคัญคือ เราจะต้องตระหนักในคุณค่าของตัวเอง รู้จักปลื้มปีติกับความสุขที่ผ่านมาและฟันฝ่าอดกลั้นยามความทุกข์มาเยือน เพราะสรรพสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง มีได้ก็หมดได้ หมดได้ก็มีใหม่ได้..."
.
สาธุ..
.
ขอโทษด้วยครับ กะลังเขียนดีๆ เพื่อนบ้านเล่นเปิดบทสวดมนต์มาอภินันทนาการดังลั่นทั้งซอยเลย ธรรมะก็เลยกระเซ็นกระสายมาใส่อย่างหลบไม่พ้นครับ...อิอิ
.[/SIZE][/COLOR]


รูปภาพ
.
[SIZE=130]รายได้เป็นแสนๆยังบ่นว่าลำบาก-Is Life Really Tough in Switzerland
.
เราเดินทางมาที่ Bern ในเที่ยงวันที่ 12 กรกฏาคม หลังจากแวะพูดคุยสอบถาม เจ้าหน้าที่ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว (ที่เยี่ยมยอดที่สุดในสวีสฯ เพราะสามารถให้ข้อมูลทุกอย่างทุกสถานที่ในประเทศนี้ด้วยอัธยาศัยอันประทับใจยิ่ง) ทันทีที่เดินออกจากตัวสถานีรถไฟ เราก็ถูกทักทายจากหนุ่มภารตะ สารถีรถสามล้อท่องเที่ยวคนนี้ทันที...
.
สามล้อถีบท่องเที่ยวอย่างนี้ เราเห็นครั้งแรกวันแรกที่ถึงปารีสตรงแถวๆ Grand Palais ...เมื่อมีหนุ่มฝาหรั่งนักศึกษาหน้าตาดีเชิญชวนว่า "ครึ่งชั่วโมงแค่ 40 ยูโรเท่านั้นเอง"....
.
ด้วยความที่อยากจะช่วยเหลือ ผมจึงชวนคุณนายว่า "ไปกันหน่อยนะ เป็นนิสิตที่มาทำงานหารายได้พิเศษอ่ะ แค่ร้อยกว่าสองร้อย..."
.
ใช่ครับ ความปราดเปรื่องในเรื่อง "คำนวณอัตราแลกเปลี่ยน" ทำให้ผมคูณในใจว่า ยูโรละ 45 (ตอนนั้น) คูณ 40 ก็เท่ากับ 180 บาทโดยประมาณ...จะเป็นไรไป อยู่บ้านเราก็เคยให้ศิลปินข้างถนน คนพิการ ทีละร้อยออกบ่อย
.
บุญแท้ๆ ที่คุณนายกระชากสติกลับคืนมา ค่อยได้คิดว่า "เฮ้ย...1800 นะไม่ใช่ 180.." โห..อะไรกันเนี่ย ครึ่งชั่วโมงตั้งเกือบ 2 พัน แล้ววันๆจะได้เท่าไหร่ มีใครบ้าพอที่จะเสียเงินกับเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่างนี้บ้างหรือ?
.
คำตอบ คือ มีครับ มีแยะด้วย ไม่งั้น เราคงไม่เห็นสามล้ออย่างนี้เกลื่อนไปหมดทุกประเทศในยุโรป...ว่าไป ถ้ามีเงินทองเหลือเฟือก็น่าลองอยู่เหมือนกันนะครับ เพราะสารถีจำนวนหนึ่งเป็นสาวสวยหุ่นดี สวมเกาะอก กางเกงสั้นจู๋เสียด้วยซี...ฮิฮิ
.
ผมออกตัวก่อนว่า "ขอบคุณมาก นี่เรากำลังจะนั่งรถบัสเที่ยว เราเป็นอาจารย์ มีงบไม่มาก คงไม่ได้ใช้บริการคุณหรอกนะ...ว่าแต่คุณมาจากเมืองไหนของอินเดียหรือ เราเที่ยวอินเดียบ่อย ทำไมขยันจัง?"
.
โซฮัน มาจากมุมไบ อยู่ที่นี่ได้ 10 กว่าปีแล้ว (ความที่ออกกำลังเป็นประจำ ทำให้ดูไม่ออกเลยว่าเค้าปาเข้าเลข 4 กว่าๆแล้ว) ส่วนครอบครัว (ภรรยาและลูก 2 คน) เพิ่งตามมาอยู่ได้ 6-7 ปี...
.
ขึ้นชื่อว่า "แขก" แล้ว เรื่องเจรจาค้าขายไม่เป็นสองรองใครอยู่แล้ว (นึกถึงชื่อร้าน "ปากหวานใจเย็น" "นายเล็กใจดี" ที่พาหุรัติขึ้นมากเลย) ตอบคำถามผมแป๊บ ก็ยูเทิร์นสานเรื่องต่อทันทีว่า "ไปเที่ยวกันไหมครับ หรือคุณต้องการข้อมูลอะไร จะไปไหนอย่างไร ผมยินดีแนะนำให้ครับ"
.
ผมบอกว่า "กำลังจะไป Rose Garden เพื่อชมวิวเมืองในมุมสูงอย่างที่เห็นในหน้าปกโบรชัวร์นี้" ...โซฮันกางแผนที่ออกมาทันที พร้อมกับอธิบายว่า ที่ตั้งอยู่ไหน จะไปด้วยรถบัสสายไหน บลา บลา อย่างละเอียด แล้วก็ตบท้ายว่า "ใช้รถบัสเสียเวลามากนะครับ ให้ผมพาคุณไปเที่ยวทุกจุดที่สำคัญของเมืองนี้ดีกว่ามั้ย 2 ชั่วโมงจบ คิดคุณพิเศษ 120 แล้วกัน"
.
หา.....120 คูณ 36.10 ...เกือบ 4,500 บาทไทย..บ้าปล่าว...อยากตะโกนอย่างนั้น แต่ก็ข่มใจถามต่อไปว่า "ขนาดนั้นเชียวหรือ...แล้วถ้าไม่พิเศษ ปรกติคุณคิดนักท่องเที่ยวเท่าไหร่ล่ะ" โซฮันตอบว่า "เฉลี่ยก็ประมาณชั่วโมงละร้อย... แต่ส่วนใหญ่เหมากันชั่วโมงกว่าประมาณ 150 ขึ้นไป"
.
"แล้ววันๆได้ซักกี่มะน้อยล่ะ?" โซฮันทำหน้าเบื่อ เซ็ง "ปีนี้ไม่ค่อยดีครับ ลำบากนิดหน่อย ปรกติจะได้วันละ 6-7 ราย แต่เมื่อวานได้แค่ 4 รายเท่านั้น.."
.
ไอ๊หยา...4 ราย ตีซะว่ารายละ 100 ก็ 400 หรือ 6-7,000 บาท เข้าไปแล้ว (ตลอดครึ่งวันนั้น เราเห็นโซฮันหลายรอบตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ และเห็นลูกค้าเค้าจ่ายกันร้อยกว่าฟรังค์จริงๆ) เดือนนึงเหนาะๆก็ 2-3 แสน...ผมมองหน้าคุณนาย คุณนายมองหน้าผม ไม่ต้องบอกก็เดาได้ว่าคิดตรงกัน คือ "มาขี่สามล้อหากินที่นี่ดีกว่าเนอะ"
.
โซฮันอธิบายเหมือนรู้ใจ "แต่เหลือใช้ไม่กี่ตังหรอกคุณ เพราะภาษีหนักมาก ทั้งภาษีเงินได้และภาษีรถบริการนี้ เลี่ยงไม่ได้เลยแม้แต่เซ็นต์เดียว ไม่เหมือนที่อินเดียนะคุณ... แต่เราทำเพื่ออนาคตอ่ะครับ ทำเพื่อสวัสดิการตอนเกษียณและเพื่อครอบครัว....ค่อยยังชั่วที่ลูกเราเรียนฟรี รักษาพยาบาลฟรี..บลา บลา บลา.."
.
ผมตบบ่าเค้า ยกนิ้วให้ แล้วก็บอกว่า "ผมไม่แน่ใจนะว่า ผมออกเสียงถูกหรือเปล่า แต่..จิเต๋ละโฮ่..."
.
โซฮัน ค้อมตัวยกมือ นมัสเต เราด้วยความเคารพและซาบซึ้งใจอย่างเห็นได้ชัด แล้วเราก็ลาจากกัน ก่อนที่จะได้เจอกันอีกหลายรอบต่อมาในวันนั้นด้วยมิตรภาพที่เต็มเปี่ยมในหัวใจ
.
อ๋อ...ไม่ลืมหรอกครับ..."จิเต๋ละโฮ่" เป็นคำให้พรที่ผมเรียนรู้มาจากคนอินเดียที่นั่น มีความหมายเสมือน "พระเจ้าคุ้มครอง" แต่น่าจะมีความลึกซึ้งกินใจมากกว่านั้นซึ่งอธิบายไม่ถูกครับ... เพราะคุณนายเคยบอกเด็กหนุ่ม 4-5 คนที่ช่วยบอกทางตอนขึ้นเขาที่เมือง ปุชการ์ ปรากฏว่า ทั้ง 4-5 คนนั้นก้มลง เอานิ้วแตะเท้าคุณนายมาเจิมหน้าผากตัวเองทุกคนเลยครับ....
.
สรุป...ยังนึกไม่ออกจนป่านนี้ว่า นอกจากต้องออกแรงขี่ (สบายกว่าสามล้อในเมืองแขกหลายสิบเท่า) โซฮัน จะลำบากตรงไหนกัน? ยิ่งได้รับฟังคุณป้าข้างบนเรื่องคนต่างชาติยึดครองเมืองไปเกือบครึ่งแล้ว ยิ่งทำให้มั่นใจเพิ่มขึ้นไปอีกว่า....เราคงไม่ไปสวิสฯครั้งนี้ครั้งเดียวแน่...ว่าแต่
.
เวลาเพื่อนๆไปเที่ยว แล้วเห็นคนขี่สามล้อหน้าตาคุ้นๆว่าเหมือนเคยรู้จักกันมาก่อน อย่าลืมทักทายและอุดหนุนผมหน่อยนะคร้าบ....อิอิอิ
.[/SIZE]


รูปภาพ
.

[SIZE=130]แล้วเราก็ได้รู้จักประเทศใหม่อีกประเทศหนึ่ง-I came 40 years ago from 'Suriname'
.
อยู่อัมสเตอร์ดัมได้ 5 วัน ก็ได้เวลาที่เราจะเปลี่ยนบรรยากาศมายัง Rotterdam เมืองที่มีคุณลักษณะพิเศษของย่านนี้แล้วล่ะครับ
.
เอ้อ...อ้า...นอกจากเป็นเมืองที่ช่วง กทม.น้ำท่วมแล้ว ผู้ว่าฯของเราไม่อยู่ เพราะมาดูงานป้องกันน้ำท่วม (หลังจากบริหารมากว่า 6 ปี) ที่นี่แล้ว จะมีอะไรพิเศษตรงไหนยังไงหรือ?
.
อ๋อ....คำตอบคือ พิเศษตรงที่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนั้น ศูนย์กลางของเมืองนี้ถูกถล่มแทบจะราบเรียบเป็นหน้ากลอง จนต้องมีการระดมสร้างเมืองขึ้นมาใหม่ ด้วยการส่งเสริมให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในงานสถาปัตยกรรมได้อย่างกว้างขวาง....ซึ่งทำให้เป็นเมืองที่มีผลงานสถาปัตยกรรมที่เลื่องชื่อระดับโลก จากฝีมือของสถาปนิกขั้นปรมาจารย์มากมาย กระทั่งชนะการลงคะแนนจาก สถาบัน Academy of Urbanism ให้ได้รับรางวัล European City of the Year ประจำปี 2015 นี้......และด้วยเหตุนี้ ความพิเศษจึงอยู่ที่เราจะมีโอกาสได้พบเห็น ปูชนียสถานโบราณวัตถุ เหมือนเมืองอื่นๆน้อยมาก เพราะทุกอย่างรวมทั้งสาธารณูปโภคต่างๆจะอยู่ในรูปแบบที่แปลกใหม่และโมเดิร์นกว่าที่อื่น ไงละครับ
.
นอกจากนั้น จาก ร็อตเตอร์ดัม เราสามารถไปเที่ยวเมือง Delft และ กรุง Hague ได้ง่ายกว่าสะดวกกว่าไปจากอัมสเตอร์ดัมด้วยครับ
.
แล้วทุกอย่างก็เป็นไปตามนั้น ที่สร้างความประทับใจให้กับช่วงเวลา 3 วันที่เราอยู่เมืองนี้อย่างล้นปรี่ (จนอดนึกเสียดายไม่ได้ว่า ถ้าได้อยู่ต่ออีกซักวันสองวันน่าจะอิ่มเอมใจมากๆเลย) รวมทั้ง...
.
การได้ใช้รถราง ที่ทุกสายอยู่ในสภาพใหม่เอี่ยม สะดุดตา ทว่า..กระเป๋า... เอ๊ย กระปี๋รถราง ที่ทำหน้าที่จำหน่ายตั๋วบนรถกว่า 80 เปอร์เซ็นต์เป็น คุณป้าผิวสี รุ่นโบราณเก๋ากึ๊ก ที่มาจากประเทศที่เราสองไม่เคยได้ยินได้ฟังได้รู้จักมาก่อนเลย กระทั่งได้พูดคุยด้วย...
.
เพื่อนๆที่เคยชมภาพยนต์ประเภท มีคุณป้าผิวสีเป็นพี่เลี้ยงหรือคนรับใช้ ไม่ว่าจะเป็น ยุค Gone with the wind ...มินิซีรี่ย เรื่อง Roots หรือ The Help เร็วๆนี้ คงจะคิดเหมือนๆกับผมนะครับว่า คุณป้า หุ่น มาม่าบลู เหล่านี้มีบุคลิกพิเศษอยู่อย่าง คือ ดุเล็กๆ แต่ใจดี ชอบคุย และยิ้มหวานมาก (แบบคนมีความสุข) อ่ะครับ.....
.
ซึ่งเวลาได้เจอ ไม่ว่าจะเป็นพวกที่มาซื้อของไปขาย ที่ประตูน้ำ หรือ กวางเจา และเมืองอื่นๆ โดยเฉพาะตามสนามบิน ผมจะถือโอกาสพูดคุยด้วยเสมอ ซึ่งก็ได้ความประทับใจและได้ความรู้ใหม่ๆเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะมาจาก ไนจีเรีย ซิบับเว่ หรือ เอธิโอเปีย (ซึ่งตะลึงมาก เพราะยุคหนึ่งเป็นดินแดนที่ยากจนแห้งแล้งขนาดเด็กทานดินเป็นอาหาร แต่ปัจจุบันเป็นเมืองรุ่งเรืองทันสมัยซึ่งตอนเค้าบอกยังไม่ค่อยอยากเชื่อจนกระทั่งมาเสิร์ชเน็ตค่อยเห็นจริงครับ)
.
คุณป้ากระปี๋รถรางทั้งมวลที่ร็อตเตอร์ดัมนี่ เราพูดคุยอย่างสนิทสนมเสมอ หลักๆก็ถามทางไปโน่นนี่ (และที่สำคัญ คือถามว่าตลาดสด หรือซุปเปอร์ดีๆอยู่ไหน อิอิ) แล้วก็ลามเรื่อยต่อไปถึง เรื่องส่วนตัวว่า มาจากไหน? มานานหรือยัง? ครอบครัวอพยพมาด้วยหรือเปล่า?....ฯลฯ
.
ครั้งแรกที่ได้ยินว่า ทั้งหมดมาจาก "ซูรีนัม" ผมก็ยังนึกว่าน่าจะอยู่แถบอินโดเนเซีย ที่ไหนได้ไปคนละทิศละทางเลย คืออยู่แถวๆบราซิล และ เวเนซูเอล่าต่างหาก จึงได้ความรู้ใหม่ว่า อเมริกาใต้ยังมีประเทศที่น่าสนใจให้ค้นหาไม่น้อยเลยครับ
.
คุณป้าท่านนี้ เราเจอ 2 ครั้ง (ท่านอื่นๆเจอครั้งเดียว อารมณ์ดีน่ารักประมาณกัน) เล่าให้ฟังว่า มาจากซูรีนัม เมื่อ 40 ปีที่แล้ว มีลูก (ป้าคิดตั้งนาน..55) 7 คน และมีหลาน 11 คน ...น่าภูมิใจไม่น้อยนะครับว่า เป็นคุณย่าคุณยายแล้วยังทำงานได้อย่างกระฉับกระเฉง และมีสุขภาพดี ซึ่งเหตุผลหลักๆก็คือ การเป็นคนอารมณ์ดี มองโลกในแง่ดี ทั้งๆที่ตอนมาที่นี่ใหม่ๆชีวิตคงไม่ง่ายอย่างทุกวันนี้ นั่นเองอ่ะครับ
.
อ้อ.... หน้าที่หลักของกระปี๋รถราง โดยปรกติก็ตรวจตั๋วขายตั๋วนะครับ แต่ส่วนใหญ่ก็จะยืนอยู่กับที่ที่มุมใดมุมหนึ่งหรือคุยกับคนขับไปพลางๆ ถ้าใครยังไม่มีตั๋ว ต้อง "...you should come to me not calling me to go to you, understand?-คุณต้องเป็นฝ่ายเดินมาหาชั้นนะ ไม่ใช่บอกให้ชั้นเดินไปหาคุณ เข้าใจมั้ย" เล่นเอาผมต้องยิ้มบอกว่า "ขอโทษด้วยครับ พอดีมีสัมภาระเยอะ เลยต้องรบกวนคุณป้าหน่อย" ค่อยยิ้มออกและสนทนาจิปาถะกันไปได้....
.
ใช่ครับ ถ้าไม่มีตั๋ว เราต้องเป็นฝ่ายขอซื้อจากเค้าครับ เพราะเค้าถือไพ่เหนือกว่า....... อย่าได้นึกยัวะ เลยพาลไม่ซื้อซะเลย ด้วยคิดว่าไหนๆก็ไม่เคยเจอคนตรวจตั๋วมาตลอดเชียวนะครับ เพราะเกิดดวงซวยขึ้นมา เจอแจ๊คพ็อตตอนลงรถเมื่อไหร่ เป็นโดน 100 ยูโรอย่างแก้ตัวไม่หลุดทีเดียวครับ หุหุ
.
ชาวซูรีนัมมาอยู่ที่นี่มากมายเลยครับ ถึงขนาดมีร้านอาหารซูรีนัมให้เห็นเต็มไปหมด ส่วนใหญ่ก็คล้ายอาหารจีนอาหารแขก (แต่เราไม่เคยลอง) ครับ
.[/SIZE]


รูปภาพ
.

[SIZE=130]มิน่า...เห็นจับแล้วจับอีก ตาเป็นมันเชียว..When Elvis Left Marilyn For Good
.
การพัก Hostel รวมกับนักท่องเที่ยวชาติอื่นๆ ปรกติก็ไม่ค่อยมีเรื่องอย่างที่จะเล่าให้ฟังต่อไปนี้หรอกครับ ด้วยตรรกะที่ว่า ทุกคนก็เป็นประเภท มุ่งเที่ยวมุ่งพักผ่อน เป็นหลักเหมือนกัน นั่นเอง
.
ทริปนี้ เราเจอนักท่องเที่ยวที่อยู่ร่วมห้องจากเกาหลีมากเป็นพิเศษครับ ...ตอนอยู่บรัสเซลส์ 4 คืนซึ่งเป็นห้อง 6 คน ก็มีเด็กหนุ่มเกาหลีคนนึงมาอยู่ด้วยในคืนที่สอง ซึ่งพอทักทายกันแล้วเราถามว่า "จะอยู่กี่คืน?" ก็ได้รับฟังการระบายอย่างพรั่งพรูเลยครับว่า..
.
"ผมอยู่ที่นี่ 2 คืนก่อนและเช็คเอ้าท์ไปเมื่อเช้านี้เพื่อเดินทางต่อไปเนเธอร์แลนด์แล้วครับ แต่ปรากฏว่า ตอนอยู่ชานชาลาสถานีรถไฟ ผมเผลอไปหน่อย เลยโดนขโมยเป้ไป...โน๊ตบุ๊ค กล้องถ่ายรูป สมุดบันทึก หายหมดเลย..โชคดีที่กระเป๋าตัง พาสปอร์ต และมือถือ ยังอยู่กับตัว เลยต้องกลับมาพักตั้งตัวอีกคืน เพื่อจัดการเรื่องที่พัก เรื่องอื่นๆใหม่..."
.
ไม่ใช่แค่อิตาลี ฝรั่งเศส...แต่ยุโรปนี่ น่ากลัวนะครับ พวกมิจฉาชีพมีเยอะมากเลย แม้แต่ที่สวีสฯ ตอนรถไฟจะเข้าเมือง Montreux เสียงประกาศบนรถไฟให้ระวังคนล้วงกระเป๋า ก็มีระรัวตั้งแต่ตอนถึง Vevey หลายสถานีก่อนถึงทีเดียว และระหว่างที่อยู่เมืองนั้น (พอดีมีงานเทศกาลออกร้าน Jazz Festival) ก็มีเสียงประกาศเตือนตลอดเวลาเช่นกันครับ
.
ผมก็ปลอบใจไปตามเรื่อง แต่เมื่อเอ่ยว่า "มีอะไรที่เราจะช่วยได้บ้างไหม?" หมอน้ำตาคลอเลย ...สันนิษฐานว่าเพิ่งจะได้รับน้ำเสียงห่วงใยเอ็นดูเป็นครั้งแรก ตอบว่า "No, thank you" เสียงกระเส่าไปมา
.
แล้วเราก็ได้เห็นพฤติกรรมที่ตรงกับสำนวน "ว้วหายล้อมคอก" ด้วยความรู้สึกอดขันด้วยความเอ็นดูไม่ได้ คือ ตอนหมอนี่จะออกจากห้องไปธุระข้างนอก หมอเอากุญแจสายล็อก (แบบที่ใช้ล็อกจักรยาน) มาล่ามกระเป๋ากับเสาในห้องไว้อย่างแน่นหนา... ประมาณ ไม่อยากโดนผีซ้ำด้ามพลอย จนใบใหญ่นี้หายไปอีกเป็นดาบสองอ่ะครับ หุหุ
.
พอวันที่สาม ก็มีเด็กหนุ่มเกาหลีอีก 2 คนมาแจมห้องเราแทนคนที่เช็คเอ้าท์ออกไป ซึ่งก็น่ารัก สุภาพ ตามปรกติ แต่ตอนรุ่งเช้าวันต่อมาที่เช็คเอ้าท์ออกไป (ตอนไหนไม่ทราบ) คุณนายเคทก็พบตอนเย็นหลังกลับจากเที่ยวว่า...เสื้อยืดรูปเอลวิสของคุณท่านที่แขวนไว้ หายจ้อยไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว...เหอเหอ
.
เสื้อยืดแบบนี้ เราซื้อมาจากใบหยก ประตูน้ำมาประมาณ 10 ตัว (ของผม 8 ตัว ของคุณนาย 2 ตัว) เป็นเสื้อยืด Sale เพราะตกรุ่นราคาตัวละ 80 บาท (ราคาเดิมน่าจะเกือบ 200) เนื้อผ้าดี และเราใช้เป็นเสื้อสวมอยู่บ้านและเสื้อนอน เวลาเดินทางก็ติดมาด้วยเนื่องจากเป็นสีดำใส่ได้หลายวันและซักได้ไม่ยาก...
.
คุณนายบอกว่า สังเกตเจ้าตัวเล็กเดินไปจับแล้วจับอีก ตาเป็นมันเลย เพราะว่าไปก็เป็นเสื้อที่ลายเก๋มาก ขนาดเท่าตัวเค้าเลย...ถ้าใส่ที่เกาหลีน่าจะเท่ไม่หยอก ก็เลยฉวยโอกาสจิ๊กไปเป็นที่ระลึกทริปยุโรปอ่ะครับ...
.
เอลวิส เพรสลี่ย (ที่ห้อยแขวนไว้บนราว) จึงต้องลาจาก มาลิรีน มอนโร (ที่อยู่ในกระเป๋า) ไปตราบฟ้าดินสลายด้วยประการฉะนี้แล..... คุณนายบอกว่า.... ปัดโธ่เอ้ย..ไม่น่าต้องขโมยเร้ยยย... เพราะถ้าเพียงแต่เอ่ยปากขอ ก็ยินดีมอบให้อยู่แล้ว ดีไม่ดีจะแถมลาย จิม มอริสัน...บ็อบ มาร์เล่ย์ ของผมให้ไปฝากพ่ออีก 2 ตัวต่างหากด้วย...555
.[/SIZE]


รูปภาพ
.

[SIZE=130]ได้เลยน้อง ไม่ต้องตามง้อ-The Best of Antwerp & Basel
.
แหะ แหะ ปล่าวครับ... คำว่า The Best ณ ที่นี่ ไม่ใด้หมายถึงแหล่งท่องเที่ยวสุดประทับใจ หรือ อาหารจานเด็ดสุดอร่อยลิ้นหรอกครับ.... แต่เป็นของขวัญที่เราได้รับแจก แบบเดียวกับที่เห็นแจกกันเวลาเค้าโปรโมทสินค้าใหม่ทั่วไปนั่นแหละครับ
.
The Best of Antwerp คือวันที่เราไป Antwerp ซึ่งตรงกับช่วง Summer Sale และ Summer Festival พอดี ก็เลยมีรายการเดินแจกแว่นกันแดดเก๋ไก๋ที่สถานีรถไฟเป็นการเฉลิมฉลองอ่ะครับ แต่...
.
น่าแปลกมากครับ ที่ไม่ค่อยมีผู้คนยอมรับแจกกันเหมือนแถบเอเซียเลยครับ (บ้านเรา ไม่ต้องพูดถึง... ขนาดที่ญี่ปุ่น แจกกาแฟฟรีให้ลองดื่มที่สวนโอโดริ ซัปโปโร ผมยังเห็นต่อแถวยาวเลยทีเดียว) คนแจกต้องเดินตามง้อตลอด...
.
ด้วยความขี้เห็นใจอันเป็นคุณสมบัติประจำตัวเราสองอยู่แล้ว ก็เลยช่วยๆน้องหนู ด้วยการเดินไปรับแจก 3 รอบ ได้มา 6 อันเลย....และบุญกุศลครั้งนี้ ก็ส่งผลให้ตอนเราขึ้นไปบนลานหิมะที่ ยุงเฟรา ที่สว่างจ้าจนคนอื่นๆแสบตากัน แต่เราสองไม่มีปัญหาเลย เพราะได้อาศัยแว่นกันแดดที่ได้รับแจกมานี่แหละครับ...หลังจากนั้นก็ใช้ตลอดเวลาเจอแดดครับ.... 555
.
ส่วน The Best of Basel นี่ เกิดขึ้นวันสุดท้ายก่อนเดินทางกลับครับ คือเค้ามีการโปรโมท เป็บซี่แคน รุ่นใหม่ โดยการแจกให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมา แต่ก็เช่นกันครับ..ประหลาดมาก ที่ไม่ค่อยมีใครยอมรับเลย และเราก็ต้องช่วยเหลือด้วยความเมตตามา 6 กระป๋องด้วยกัน
.
เอ้อ..อ้า..ยังไม่ลืมใช่ไหมครับว่า น้ำอัดลมกระป๋องแบบนี้ ที่สวีสฯเค้าขายกัน กระป๋องละ 3.50 ฟรังค์ (126 บาทไทย) อ่ะครับ...... น่าเสียดายที่มาแจกเราตอนเย็นวันสุดท้าย ทำให้เราทานไปแค่ 4 กระป๋องเท่านั้น เหลือ 2 กระป๋อง ต้องนำไปมอบให้คนทำความสะอาดห้องน้ำที่สนามบิน ก่อนเข้า ตม. ซึ่งเค้าแปลกใจมาก ต้องอธิบายว่า ผ่าน ตม.ไม่ได้นั่นแหละ ค่อยยิ้มรับด้วยความอภิเชษฐ์ครับ หุหุ[/SIZE]



รูปภาพ

Red Light District Amsterdam: ย่านโคมแดงแสลงใจ
.
ไม่ว่าใครก็ตาม ลองได้ค้างคืนที่อัมสเตอร์ดัมสักคืนครึ่งคืนละก็ เป็นไม่พลาดที่จะต้องแวะชม ย่านโคมแดง อันเลื่องชื่อไปทั้งโลก นี้ให้ได้....ดังภาพที่เห็นนักท่องเที่ยวทั้งท้องถิ่นและนานาชาติอัดแน่น สองฝั่งคลอง ที่ยามกลางวันก็ยังเงียบสงบไม่มีทีท่าว่าจะคึกคักอะไร
.
ผมจำได้ว่า เมื่อซัก 40 กว่าปีก่อน ที่ตามผู้ใหญ่มาติดต่อการค้าแถบยุโรปย่านนี้ ก็ยังถูกพาไป Window Shopping-คือ ดูแต่ตาเป็นประสบการณ์ มาแล้ว...ครั้งกระโน้น ก็ยังรู้สึกว่า รสนิยมของคนแถบนี้ช่างพิลึกพิลั่นหาความสุนทรีย์ไม่ได้เลย ช่างมีกะจิตกะใจในเพศรสได้แบบหน้ามืดตามัวแท้ๆ....
.
มาคราวนี้ คุณนายปล่อยผีให้มาเดินชมคนเดียว (เพราะอยู่ห่างจาก Hostel ไปไม่ถึงกิโลเมตร) ได้พินิจพิเคราะห์ชัดเข้าไปอีก ได้เห็นรูปลักษณ์ ผิวพรรณ และอุปกรณ์ต่างๆที่วางประกอบบนโต๊ะ ยิ่งเกิดความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจว่า ....ยืนชม.. เปิดประตูต่อรองราคา.. แล้วก็เดินเข้าไปในห้องแคบๆที่หลังม่านเป็นเตียงเล็กๆ...ง่ายๆแค่นั้นหรือ ใครหนอช่างระบายความกลัดมันได้ลงคอ.....
.
คำตอบก็คงเป็นทำนอง...ของซื้อของขายราคาไม่แพง ให้ได้ระบายเถอะ อย่าจุกจิกจู้จี้นักเลย ใครๆเค้าก็ไม่เรื่องมากทั้งนั้น....กระมัง ธุรกิจประหนึ่งแผงลอยเนื้อสดเหล่านี้ ถึงอยู่ยั้งยืนยงมาได้ แม้กว่า 7-80% ของผู้คนที่ผ่านมาผ่านไปจะเป็นเพียง นักสอดรู้สอดเห็น (ที่ไม่น่าเชื่อว่า ปัจจุบันเป็นนักท่องเที่ยวหญิงเกือบครึ่งต่อครึ่ง) เท่านั้น
.
ผมไม่แน่ใจว่า เดี๋ยวนี้ แถวริมถนนมิตรภาพ แถบ กลางดง มวกเหล็ก ยามค่ำคืน จะยังมีเรือนแถวที่เปิดแสงนีออนเขียวแดงให้คนเดินทาง (สิบล้อเป็นหลัก) แวะชมซื้อหาความสำราญอย่างเมื่อก่อนหรือเปล่า แต่เมื่อนำภาพจำในยุคอดีตมาเปรียบเทียบกัน ผมว่าบรรยากาศของบ้านเราดูนุ่มนวล มีชีวิตจิตใจ และสุนทรียภาพมากกว่าแยะครับ
.
ใครมาย่านนี้ ไม่ต้องแอบถ่ายภาพมาเป็นที่ระลึกหรืออวดใครหรอกครับ (เห็น นักท่องเที่ยวจีน ยกมือถือขึ้นถ่าย ป้าแกเปิดประตูมาด่ากระเจิง แถมบอกว่า "I will call police" อีกต่างหาก) ไปแวะชมที่บ้านอากู๋ https://goo.gl/nWDPwI หรือ บ้านน้าจุ๊บ https://goo.gl/CYqScT ดีกว่า นะครับ หุหุ


รูปภาพ


โคจร ในแหล่งอโคจร-Well, it's red light zone, you see.
.
ย่านโคมแดง ในยามกลางวัน เงียบสงบต่างจากกลางคืนเป็นหน้ามือหลังมือ แสงสว่างทำให้ได้เห็นคราบไคลที่ถูกความมืดฉาบบังไว้ได้ถนัดตา ผนังอาคารที่เป็นแสงวาววับเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมานั้น ที่จริงกระด่างดำ ดูสกปรก เพราะแม้จะมีการทำความสะอาดบ้าง ก็เป็นไปแบบขอไปที และที่ไม่น่าเชื่อคือ...
.
ที่ถ่ายปัสสาวะ ไม่ได้มีเป็นห้องเป็นสุขภัณฑ์อย่างที่ควรจะเป็นหรอกนะครับ ง่ายๆอย่างที่เห็นนี่แหละ เดินเข้าไปแล้วก็ปลดปล่อยลงบนพื้นที่จะค่อยๆไหลลงคลองไปยังงั้นแหละ ใครใช้ให้ทนไม่ไหวล่ะ ก็ย่ำไปสิ รองเท้าเปียกแฉะก็เป็นเรื่องของคุณ เทศบาลไม่เกี่ยว 5555.....อย่างเก่งก็...
.
ให้รถเก๋งไฮโซ (ดูยี่ห้อสิครับ อิอิ) เอาน้ำยามาฉีดล้างลงคลองให้ตอนเช้าวันละเที่ยวเท่านั้นแหละ...เหอ เหอ
.
หายสงสัยแล้วใช่ไหมครับว่า ทำไมไปเที่ยว อัมสเตอร์ดัมทั้งที่ เราไม่ยักนั่งเรือล่องคลองชมวิวเหมือนใครเค้ามั่งเลย...5555


รูปภาพ


ย่านโคมแดง แสลงจิต -Red Light District Brussels
.
ย่านโคมแดงอัมสเตอร์ดัมว่าแสลงใจแล้ว มาถึงเบลเยี่ยม แวะเยือนย่านโคมแดงของที่นี่ ยิ่งพาแสลงจิตหรือหดหู่เข้าไปใหญ่ เพราะ....
.
ตลอดบล็อกตึกแถวที่ขนานไปกับสถานีรถไฟ Brussels Nord นั้น เค้าไม่ได้ทำมาค้าขายกันเฉพาะกลางค่ำกลางคืนแดดร่มลมตกหรอกครับ แต่ว่ากัน Round the clock-24 ชั่วโมงเลยทีเดียว หิวเมื่อไหร่ไปเซเว่นฯ เอ๊ย หื่นเมื่อไหร่ไปสถานีรถไฟเหนือได้เลย หรือแม้กระทั่ง ชวนที่บ้านมาช้อปปิ้ง (ถนนหลังอาคารนี้ทั้งสาย เป็นย่านช้อปปิ้งคนตะวันออกกลางที่คึกคักเหมือนพาหุรัตบ้านเรา) แล้วห้ามใจไม่อยู่ จะหาข้ออ้างหลบมาชั่วครู่ก็ยังได้ ว่างั้น..
.
ภาพนี้ ถ่ายจาก ช่องหน้าต่างชานชาลารถไฟ (ที่บังเอิญเหลือเปิดไว้เพียงช่องเดียว) ช่วงเช้าก่อนที่เราจะเดินทางมา สวิตเซอร์แลนด์ ครับ ภาพเต็มๆหากสนใจก็ต้องแวะบ้านอากู๋ https://goo.gl/h5ykgp หรือ น้าจุ๊บ https://goo.gl/sK6q1s เช่นกันครับ

รูปภาพ


โอ้ววว....มิบังอาจเจงๆฮ่ะ-No, it's too risky to rent a bike here.
.
อย่าถามนะครับว่า..เห็นชอบขี่จักรยานเมืองนอกมากนักไม่ใช่หรือ? แล้วไป อัมสเตอร์ดัม เมืองจักรยานทั้งที ไม่ยักกะมีรูปเต๊ะท่าร่อนจักรยายมาโชว์มั่งล่ะ กลัวตายมากละซี่...
.
แหะ แหะ ปล่าวป๊อดหรอกครับ เพราะการขี่จักรยานที่นี่ แทบจะเรียกว่าไม่มีอันตรายเลยซักนิดเดียวก็ว่าได้ เพราะคนขับรถเจอจักรยานเมื่อไหร่ จ๋อยเป็นพลเมืองชั้นสองไปเลยอ่ะครับ แต่..
.
แค่วันแรก ที่ยังไม่ได้คิดว่าจะไปเช่าที่ไหน เดินเตร่ไปมาก็เจอภาพสยองเข้าให้แล้ว...
.
เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็น อะไรจะต้องกันขโมยหนักหนาขนาดนี้...
.
แต่ขอให้เชื่อ ร้านให้เช่า และ พนักงานโฮสเต็ล เถิดครับว่า ถ้าไม่ล่ามโซ่ขนาดนี้ มีสิทธิ์ต้องจ่ายเงินชดใช้ร้อยเปอร์เซ็นต์
.
ก็ดูร้านค้าตามตลาดนัดสิครับ อะไรจะขายดีไปกว่า "โซ่ล่ามจักรยาน" เป็นไม่มีอ่ะครับ 555
.
ถ้าไม่เชื่อใคร อย่างน้อยๆก็ขอให้เชื่อข้อเขียนของ Wikitravel ข้างล่างนี้เค้าหน่อยก็แล้วกันนะครับ อิอิอิ
.
Make sure to get a good lock (or two), and to use it. Amsterdam has one of the highest bicycle theft rates in the world. Note also that, if buying a bike, prices that seem too good to be true are stolen bikes. Any bike offered for sale to passers-by, on the street, is certainly stolen. There's an old Amsterdam joke; When calling out to a large group of cyclists passing by; "Hey, that's my bike!" about five people will jump off "their" bikes and start running.
อย่าลืมเอาล็อกดีๆ (หรือล่ามโซ่) มาล็อกทั้งล้อหน้าหลังด้วยล่ะ (ล็อกล้อเดียว อีกล้อก็จะถูกถอดไป 55) เพราะเมืองนี้โจรขโมยจักรยานขึ้นชื่อที่สุด แล้วก็ ถ้าจะซื้อจักรยานเก่า (เพราะถูกกว่าเช่าหลายวัน) ในราคาที่เค้าเสนอขายถูกเหลือเชื่อละก็ ร้อยทั้งร้อยเป็นจักรยานที่ถูกขโมยมาทั้งนั้น...ถึงขนาดเล่าเป็นโจ๊กกันว่า ถ้าลองตะโกนไปยังกลุ่มคนที่ขี่จักรยานดังๆว่า "เฮ่ย นั่นจักรยานกรู" เมื่อไหร่ จะมีคนกระโดดทิ้งจักรยานวิ่งหนีพร้อมๆกัน 4-5 รายเลยทีเดียว....5555
.
http://wikitravel.org/en/Amsterdam
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3539
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Netherlands-Belgium-Switzerland 22 มิ.ย.-22 ก.ค.2015

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 11/08/2015 8:14 pm

รูปภาพ

.
ค่าใช้จ่ายเฉพาะ เนเธอร์แลนด์ และ เบลเยี่ยม 15 วัน
.
.
ค่าที่พัก 15 คืน
.
อัมสเตอร์ดัม 5 คืน 415 ยูโรๆละ 38.20 บาท เป็นเงิน 15,853.00 บาท
ร็อตเตอร์ดัม 3 คืน 160.50 ยูโรๆละ 38.20 บาท เป็นเงิน 6,131.00 บาท
บรูจจ์ 3 คืน 153.00 ยูโรๆละ 38.20 บาท เป็นเงิน 5,844.60 บาท
บรัสเซลล์ส 4 คืน 226.00 ยูโรๆละ 38.20 บาท เป็นเงิน 8,633.20 บาท

.
รวมค่าที่พัก 15 คืน เป็นเงิน 36,461.80 บาท
.
ค่าอาหาร
.
เนเธอร์แลนด์
.
22 June 15.00 23 June 22.30 24 June 22.00
25 June 17.00 26 June 11.50 27 June 11.70
28 June 21.00 29 June 14.00

.
รวมเป็นเงิน 133 ยูโรๆละ 38.20 บาท เป็นเงิน 5,080.20 บาท
.
เบลเยี่ยม
.
30 June 18.00 01 July 17.00 02 July 10.20
03 July 12.50 04 July 18.20 05 July 21.10
06 July 27.80

.
รวมเป็นเงิน 124 ยูโรๆละ 38.20 บาท เป็นเงิน 4,736.80 บาท
.
.
ค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายในการไปแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ
.

Netherlands

Airport Train to Amsterdam 5.50x2=11
3 Days Pass 16.50x2=33
Zaanse Schans Bus 10.00x2=20
Museum Cards 60.00x2=120
One Day Bus Volendam 10.00x2=20
Cruise Marken 15.00x2=30
Bus Haarlem 5.00x2=10
Train Back 5.10x2=10.20
Tram to Train Station 2.90x2=5.80
Train to Rotterdam 15.80x2=31.60
3 Days Pass 17.50x2=35
The Hague One Day Pass 6.50x2=13
Golf Car 2.00x2=4
Ceremic Factory 9.50x2=19
Tram to Train Station 3.00x2=6
Train to Brugge 42.10x2=84.20
.

รวมเป็นเงิน 452.80 ยูโรๆละ 38.20 เป็นเงิน 17,297.00 บาท
.
Belgium
.

3 Days Pass 10.00x2= 20
Bus to Train Station 3.00x2= 6
Train to Brussels 14.10x2= 28.20
3 Days Pass 22.50x2= 45.00
Round Trip Train to Antwerp 8.20x2= 16.40
Round Trip Train to Leuven 6.20x2= 12.40
Train to Basel Switzerland 83.25x2= 166.50

.
รวมเป็นเงิน 294.50 ยูโรๆละ 38.20 เป็นเงิน 11,250.00 บาท
.
ค่าหนังสือคู่มือ Rick Steves' Amsterdam+Brugge+Brussels เป็นเงิน 725.00 บาท
.
รวมค่าใช้จ่าย 2 คน เป็นเงิน 75,550.80 บาท
.
.
* ไม่รวมค่าวีซ่าเชงเก้น ที่ขอพร้อม วีซ่าสวีสฯ
** ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับ อัมสเตอร์ดัม+ซูริค






[TABLE][TR][TD]


[SIZE=120][COLOR=#800517] รวมค่าใช้จ่าย 2 คน เนเธอร์แลนด์-เบลเยี่ยม 15 วัน เป็นเงิน 75,550.80 บาท
รวมค่าใช้จ่าย 2 คน สวิตเซอร์แลนด์ เป็นเงิน 118,542.18 บาท
ค่าตั่วเครื่องบิน 25,000x2 เป็นเงิน 50,000.00 บาท

รวมทั้งทริป เนเธอร์แลนด์-เบลเยี่ยม-สวิตเซอร์แลนด์

32 วัน 33 คืน 2 คน เป็นเงิน 244,093.00 บาท

เท่ากับ คนละ 122,047.00 บาท

.
[/TD][/TR][/TABLE]

[/COLOR]
[/SIZE]
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3539
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Netherlands-Belgium-Switzerland 22 มิ.ย.-22 ก.ค.2015

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 15/08/2015 10:35 am

รูปภาพ
.
คลิกชมอัลบั้ม One Week in Belgium ได้ที่ลิงค์ https://goo.gl/zPuLjX ครับ
.
.

รูปภาพ
.
ว่าด้วยเรื่องข้อมูล การท่องเที่ยว ใน เบลเยี่ยม
.
.

Getting Around in Belgium-- ไม่เด๋อด๋า ถ้ารู้ก่อน
.
เราเดินทางจาก Rotterdam เนเธอร์แลนด์ มายัง Belgium โดยเมืองตั้งต้นแรก คือเมือง Brugge (ภาษาดัชต์ หรือเขียนอีกแบบ คือ Bruges ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษ และ ฝรั่งเศส...ง่ายๆก็คือ ถ้ามี g ตัวเดียว ต้องเติม s ข้างหลัง)..... โดยต้องเปลี่ยนรถถึง 2 ครั้ง (ตามรูป)
.


รูปภาพ


โปรดสังเกตนะครับว่า ก่อนขึ้น รถไฟในยุโรป ที่เราทราบแต่แรก (จากเว็บหรือจากคนขายตั๋ว) ว่า มีการเปลี่ยนขบวนรถตั้งแต่ 1 ครั้งขึ้นไป ทางที่ดี ก็ขอให้ทางห้องขายตั๋วเค้าปริ้นท์ Timetable-ตารางเดินทาง (หรือเรียกตรงตามทางการว่า Travel advice-ข้อแนะนำในการเดินทาง ที่ภาษาดัชต์ในรูป คือ Reisadvies) ให้ก่อน (ทุกแห่งทำให้อยู่แล้ว และส่วนใหญ่จะทำให้เลยเมื่อเราสอบถาม) เพื่อที่เราจะได้อุ่นใจว่า ขึ้นรถ เปลี่ยนรถ เวลาเท่าไหร่... จากชานชาลาไหน ไปชานชาลาไหน โดยไม่ต้องชะแง้ชะเง้อเด๋อๆด๋าๆให้เหนื่อยใจเปล่า เพราะ รถไฟจะถึงที่หมายตรงตามเวลาเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ครับ
.
เรามาเปลี่ยนรถครั้งแรกที่เมือง Antwerp (เช่นกันครับว่า ถ้าเขียนภาษาดัชต์ คือ Antwerpen ส่วนภาษาฝรั่งเศสกลายเป็น Anvers นอกลู่นอกทางไปเลย อิอิ) โดยลงรถที่ ชานชาลา 23 ไปขึ้นขบวนใหม่ที่ ชานชาลา 1 ซึ่งแม้จะ มีเวลาให้ถึง 22 นาที แต่ปรากฏว่า ไม่ได้เป็นชานชาลาที่อยู่ในพื้นระนาบเดียวกัน ต้องขึ้นบันไดเลื่อนไป 2 ช่วง เล่นเอาตุ๊มๆต่อมๆว่า จะทันหรือไม่ทันหว่า...
.
ซึ่งว่าไป ความตื่นตระหนก ก็เกิดจาก ความไม่รู้ ไม่มีประสบการณ์ นั่นเองครับ.... เพราะตอนลงรถ เราก็เดินไล่ตาม ป้ายตัวเลขบอกทาง ไปเรื่อย (ความจริง อาจจะมีลิฟท์ที่ขึ้นพรวดเดียว จากชานชาลาที่ 23 ไปที่ ชานชาลา 1 เลยก็เป็นได้) และ ลืมไปว่า ยังไงเสีย เค้าก็ต้องเผื่อเวลาให้ต่อรถไปได้อย่างสบายๆ ไม่มีหวุดหวิดเฉียดฉิวอยู่แล้ว (หรือถึงแม้ว่าจะไม่ทัน ก็รอขบวนตามหลังได้ เพราะตั๋วใช้ได้ตลอดตราบเท่าที่ยังไม่ผ่านการขีดฆ่าหรือเจาะรูจากการ์ดรถ) อ่ะครับ
.
เปลี่ยนรถครั้งที่ 2 ที่เมือง Ghent (ภาษา Dutch คือ Gent) จาก ชานชาลา 4 ไป ชานชาลา 12 โดย มีเวลาให้ 7 นาที (แบบนี้ อุ่นใจได้ว่า เวลาสั้นๆอย่างนี้ แปลว่าเป็นพื้นระนาบเดียวกันแน่ มีรายการลากสัมภาระไม่ไกล หรืออย่างมาก็แค่ลงอุโมงนิดหน่อย)....
.
แต่ก่อนจะถึง Ghent ก็มีรายการตื่นเต้นเล็กๆครับ เพราะ....ป้ายจอคอมพิวเตอร์ในตัวรถ ดันมี สถานี Gent-Dampoort ขึ้นมาก่อน จนอดลังเลไม่ได้ว่า ใช่ที่ๆเราจะต้องลงหรือเปล่า? กระทั่งหยิบ ตารางเดินทาง ขึ้นมาดู ค่อยทราบว่า ยังมีอีกสถานีหนึ่ง คือ สถานี Gent-Sint-Pieters ซึ่งอยู่ถัดไปอ่ะครับ
.
จาก Gent-Sint-Pieters มา Brugge คราวนี้ไม่ยากแล้วครับ เพราะมี Brugge สถานีเดียว คือ Brugge Centraal ครับ
.
สำหรับ การเดินทางภายในเมือง Brugge ไม่ยุ่งยากอะไร เพราะมี รถบัส เป็นยานสาธารณะเพียงอย่างเดียว และ แทบทุกสายจะตั้งต้นหรือลงเอยที่สถานีรถไฟ ทั้งนั้น.....สามารถซื้อ ตั๋วรถบัส ประเภท Per Trip-เที่ยวเดียว หรือ Day Pass-ตั๋ววัน ได้ที่บูธตรง ทางออกด้านซ้ายของสถานีรถไฟ ของบริษัท De Lijn สัญลักษณ์ LIJN ซึ่งเป็น สัมปทานรถบัสหลัก ของ เบลเยี่ยม (เห็นเค้าว่า ซื้อตั๋วบนรถกับคนขับก็ได้ แต่แพงกว่าหน่อย...ขอโทษด้วยครับที่ไม่ได้ลอง แหะ แหะ)
.
ข้อดี ก็คือ Day Pass ถูกมาก (1 วัน 5 ยูโร 3 วัน 10 ยูโร ส่วนค่ารถแต่ละเที่ยว 2 ยูโร ครับ) และสามารถ ใช้นั่งไปกลับเมือง Ghent ได้ด้วย (ถ้าพร้อมที่จะเสียเวลา เดินทางเที่ยวละ 2 ชั่วโมง ในขณะที่รถไฟแค่ ครึ่งชั่วโมง...ซึ่งเราเลือกไปทางรถบัสนี่แหละครับ เลยทำให้ได้เที่ยวเมืองเล็กๆระหว่างทางด้วย)
.
ข้อเสีย เพียงอย่างเดียว คือ หลัง 2 ทุ่ม รถจะน้อยถึงน้อยมาก อาจจะชั่วโมงละคันประมาณนั้น เพราะฉะนั้น แม้ ที่ Brugge นี่ ท้องฟ้าจะยังสว่างถึง 4-5 ทุ่ม แต่ต้องเผื่อใจด้วยว่า โอกาสที่จะต้องเดินเท้ามีสูงมาก (แต่ปลอดภัย ไม่น่ากลัวอะไร) ครับ
.
คราวนี้ ก็มาถึง เมือง Brussels เมืองหลวงของ เบลเยี่ยม ที่เป็น เมืองใหญ่ แบบมหานครทั่วไป ซึ่งมีเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจมากพอสมควร ดังนี้ครับ
.
ชื่อ Brussels ใน ภาษาอังกฤษ นั้น ถ้าเป็น ภาษาฝรั่งเศส คือ Bruxelles และ ภาษาดัชต์ คือ Brussel ครับ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร เพราะอย่างน้อยก็พอเดาๆได้จาก ตัวอักษรที่คล้ายคลึงกัน
.
แต่เรื่องแรกที่ต้องตระหนัก ก็คือ สถานีรถไฟของที่นี่ มีถึง 3 แห่งด้วยกัน คือ


1. สถานี Brussels-South-บรัสเซลลส์ใต้ ภาษาดัชต์เรียกว่า Brussel-Zuid ส่วนภาษาฝรั่งเศส คือ Bruxelles-Midi ซึ่งเราจะเห็นประโยคทั้ง Gare du Midi (Gare แปลว่า สถานีรถไฟในภาษาฝรั่งเศส) และ Brussel-Zuid หรือ Zuidstation (Zuid แปลว่า ทิศใต้ ในภาษาดัชต์) ด้วย
.
2. สถานี Brussels Central Station-บรัสเซลลส์กลาง ภาษาฝรั่งเศส คือ Bruxelles-Central ส่วนภาษาดัชต์ คือ Brussel-Centraal
.
3. สถานี Brussels-North-บรัสเซลลส์เหนือ ภาษาฝรั่งเศส คือ Bruxelles-Nord หรือ Gare du Nord ส่วนภาษาดัชต์ คือ Brussel-Noord หรือ Noordstation ครับ
.
ทั้ง 3 สถานีนี้ เวลาเราซื้อตั๋วรถไฟ
บอกเค้าว่า "ไป Brussels" เป็นจบครับ เพราะจะสามารถ เลือกลงสถานีไหนใน 3 สถานีนี้ได้ตามใจ โดยไม่ต้องระบุชื่อในตั๋วเป็นการเฉพาะ ครับ
.
ทั้งนี้ เพราะทั้ง 3 สถานีนี้ ห่างกันไม่ไกล ประมาณ หัวลำโพง-สามเสน-บางซื่อ ในบ้านเราอ่ะครับ
.
สถานีที่ใกล้ศูนย์กลางเมืองที่สุด คือลงรถมาก็เดินเข้าใจกลางเมืองเลย คือ Brussels Central Station-บรัสเซลลส์กลาง

.
ส่วนอีก 2 สถานีนั้น เป็น สถานีสำหรับรถไฟข้ามประเทศ ด้วย คือ
.
สถานี Brussels-South-บรัสเซลลส์ใต้ (สำหรับ รถไฟ Thalys and Eurostar) และ Brussels-North-บรัสเซลลส์เหนือ (สำหรับ รถไฟ ICE และ รถบัสระหว่างประเทศ Euroline) ครับ
.
ผมมาได้ บทเรียนแห่งความยุ่งเหยิง เอาเมื่อวันที่เดินทางจาก Brugge มา Brussels นี่แหละครับ ว่ากันตั้งแต่เรื่อง ซื้อตั๋วเลย เพราะที่ เบลเยี่ยม นี่ เค้ามี Options หรือ ทางเลือก ให้ ลับสมองเล่น ดังนี้ครับ
.
1. ซื้อตั๋วแบบธรรมดา

.
2. ซื้อตั๋วแบบไปกลับ (ถ้าเป็นวันสุดสัปดาห์ คือ ตั้งแต่ 1 ทุ่มวันศุกร์ ถึง ก่อนเที่ยงคืนวันอาทิตย์ ได้ลดครึ่ง 50 เปอร์เซ็นต์ เที่ยวเดียวราคาเต็มนะครับ)

.
3. ซื้อตั๋วชุด 10 ใบ ราคา 76 ยูโร หรือเที่ยวละ 7.60 ยูโร (ใช้ได้ 1 ปี ใช้กี่คนก็ได้เท่าจำนวนตั๋ว)
.
เอาละสิครับ แผนของเรา เท่าที่แพลนไว้ คือ

.
จาก Brugge ไป Brussels 1 เที่ยว (ถึงเป็นวีคเอนด์ ก็ไม่ควรซื้อไปกลับ เพราะไปเที่ยวเดียว ไม่กลับอีกแว้ว) ค่าตั๋วคนละ 14.10 ยูโร
.
และ ไปกลับ Antwerp อีก 2 เที่ยว เท่านั้น ไม่มีเป้าหมายอื่นเลย ถ้าซื้อตั๋วชุด 10 ใบ ...2 คนก็ใช้แค่ 6 ใบ แล้วอีก 4 ใบจะเอาไปทำอะไร?
.
เช็คดู ราคาตั๋วไปกลับ Antwerp วีคเอนด์...โห แค่ คนละ 8.20 ยูโร เท่านั้น
.
แสดงว่า ถ้าซื้อตั๋วชุด 10 ใบ 76 ยูโร ต้องหาเรื่องไปเที่ยวที่อื่นอีก 4 ใบ ......ในขณะที่ ซื้อเที่ยวเดียว Brugge ไป Brussels +ไปกลับ Antwerp วันหยุด เท่ากับ 14.10+8.20x2 คน = 44.60 ยูโร เท่านั้น......

.
สรุปคือ ไม่ซื้อตั๋วชุด ครับ.... เพราะเอาเข้าจริง แม้เรายังไปเที่ยวเมือง Leuven ด้วย (ซึ่งเท่ากับ 2 คน 10 เที่ยวพอดี) แต่ ตั๋วไปกลับวีคเอนด์ ก็แค่ คนละ 6.20 รวมแล้วเป็น 57 ยูโร เท่านั้นครับ
.
สรุปคือ ถ้าวันเที่ยวตรงกับ วันหยุดสุดสัปดาห์ ละก็ ตั๋วชุดแพงกว่า ครับ แต่ถ้าเป็น วันธรรมดา ละก็ 2 คน 10 เที่ยวอย่างเรา ต้องจ่าย 85.80 ยูโร ตั๋วชุดจะถูกกว่าครับ
.
เฮ่อ....เหนื่อย...ต้องคิดวุ่นคิดวาย เป็นเพราะสัจธรรมของชีวิต ที่ว่า เรื่องเสียเงินน่ะเรื่องเล็ก แต่ถ้าไม่ฉลาดใช้ แล้วคนอื่นรู้เข้านี่ ยอมไม่ได้เลย ว่างั้น...5555
.

รูปภาพ
.
[SIZE=130]Train, Tram, Metro in Brussels -- โอย อะไรกันเนี่ย..
.
555....พูดยังไม่ทันขาดคำว่า "รถไฟจะถึงที่หมายตรงตามเวลาเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์" เสียงประกาศในรถก็ดังขึ้นแล้ว เป็นภาษาดัชต์ ที่ฟังไม่รู้เรื่อง ต้องถามจากคุณป้าที่นั่งตรงข้าม จึงทราบว่า "ทางการรถไฟมีปัญหาเล็กน้อยในเรื่องการจัดรางของเที่ยวรถต่างๆ เพราะฉะนั้น จะไม่จอดที่สถานี Midi-สถานีใต้ และ Centraal-สถานีกลาง นะตัวเอง จะวิ่งอ้อมอีกทางไปโผล่ที่ Gare Du Nord-สถานีเหนือเลย ใครที่จะไป Midi หรือ Centraal ถึงที่นั่นค่อยจับรถย้อนกลับอีกทีแล้วกันนะ"...
.
เอาละสิ..ความงง มาเยือนหนุ่มวัยแตกพานและสาววัยชราจากแดนสยามเข้าให้แล้ว...คุณป้าก็เลยปลอบใจว่า "ไม่ต้องห่วงหรอก การเปลี่ยนรถไม่ยุ่งยากอะไร"
.[/SIZE]

รูปภาพ
.

ผมหยิบ ลายแทงการไปที่พักที่จองไว้ ขึ้นมาดู แล้วเห็นข้อมูลว่า สามารถไปจาก Gare Du Nord-สถานีเหนือ ได้เหมือนกัน โดยขึ้น Tram-รถราง แล้วไปต่อ Metro-รถไฟฟ้า.........แต่ถ้าย้อนนั่งรถไฟไปที่ Centraal-สถานีกลาง ก็ต้องไปต่อ Metro-รถไฟฟ้า เพื่อไป สถานี Compte de Flandre อยู่ดีอีกนั่นแหละครับ
.
จึงบอกลาคุณป้าไป.... แต่คุณป้าผู้ปรารถนาดีก็บอกว่า "คุณจะทำให้ Complicate-ยุ่งยากสับสน ต่อรถรางรถเมโทรไปทำไม สู้ไป Centraal-สถานีกลาง ไม่ดีกว่าหรือ ไม่ต้องลากกระเป๋าขึ้นรถนั่นลงรถนี่ต่อรถนู่น..."
.
ผมมาได้ ข้อคิด ตรงนี้เลยครับว่า คนเราเมื่อต่างกัน ก็ย่อมมีแนวความคิดเรื่อง "Complicate-ยุ่งยากสับสน" ไม่เหมือนกันได้ด้วยแฮะ...ซึ่งทริปนี้ ผมได้ประสบการณ์มาหลายครั้งทีเดียว เดี๋ยวค่อยเล่าให้ฟังเป็นเกร็ดทีหลังนะครับ
.
เอาเป็นว่า....ผมเห็นต่างว่า วิธีการของคุณป้าต่างหากครับ ที่ Complicate-ยุ่งยากสับสน กว่า ก็จีง บ๊าย บาย ท่าน เดินเข้า Gare Du Nord-สถานีเหนือ เลย...เข้าไปแล้ว ก็ฉวยโอกาส สอบถาม เรื่องตั๋วรถไฟและตารางเวลา ที่จะไปเมือง Basel ประเทศ Switzerland ซึ่งเป็นเป้าหมายอีก 4 วันข้างหน้า เสียด้วยครับ
.
หลังจากนั้น ก็มาซื้อ ตั๋วเดินทาง ที่ บูธขายตั๋ว Tram และ Metro จัดการซื้อ Day Pass แบบ 3 วัน (1 วัน 7.50 ยูโร 3 วัน 22.50 ยูโร ไม่มีลดเลย เพราะเป็นแบบ 24 ชั่วโมง และ 72 ชั่วโมง เริ่มใช้กี่โมง ก็สิ้นสุด กี่โมงอีก 1 หรือ 3 วันต่อมาครับ)...แล้วก็ลากกระเป๋าผ่าน ทางเข้า รถ Metro ออก ประตูใหญ่นอกสถานี เพื่อไปขึ้นรถราง แต่...
.
ข้างนอกไม่ยักกะมีรถอะไรอ่ะครับ .......ถามคนแถวนั้น ค่อยทราบว่า ที่ผมเห็นเป็นทางเข้า รถ Metro หลังบูธขายตั๋วนั่นแหละ เป็นทางเข้า Tram-รถราง ต่างหาก....ชะอุ๋ย ไก่หายไปครึ่งเล้าเลยผม...
.
รูปภาพ
.
.
555.....ก็ใครจะไปตรัสรู้ได้ล่ะครับว่า รถรางที่นี่ บางขบวน ไม่ได้วิ่งบนดิน หรอก วิ่งใต้ดินเหมือน รถ Metro นี่แหละ...แล้วก็ แล้วก็ รถ Metro ก็ไม่ได้วิ่งใต้ดินตลอด ด้วย หลายช่วง (หลายสถานี) ก็อยู่บนดิน อ่ะครับ อิอิอิ
.
รูปภาพ
.
ไปกันครับ ไปขึ้นรถราง.....แต่...แป่ว อีกแล้วครับ เอาบัตรแตะประตูยังไงประตูก็ไม่เปิด ร้อนถึง คุณสุภาพสตรี ใจดีที่มากับลูกตัวน้อยพร้อมอีกคนในเปล ต้องช่วยสอนให้ตั้งนาน กว่าจะได้ เก๊ต ว่า
.
1. ต้องกดปุ่มที่อยู่หน้าประตูก่อน บานประตูถึงเปิดออก
.
2. เมื่อเข้าไปแล้ว ต้องรอให้ประตูที่เปิดเข้ามานั้นปิดตามเดิมเสียก่อน

.
3. ค่อยเอาบัตรแตะกับเครื่องตรงซ้ายมือ แล้วประตูทางออกถึงจะเปิดให้ออกครับ
.
ตาย ตาย ตายแหน่..... ถ้าไม่ได้คุณสุภาพสตรีท่านนี้ ช่วยยืนรอ ติว ให้ตั้งนมนาน คงเหงื่อโซกติดค้างอยู่ในคอกนั้นอีกหลายนาทีเลยครับ...ขอขอบคุณเป็นที่สุดครับ เพราะไม่เพียงเท่านั้น ท่านยังอุตส่าห์รอ นำทางไปสอนเราตอนขาออกไปต่อ รถ Metro อีกด้วย (ไม่ทราบว่า บังเอิญไปสถานีเดียวกัน หรือเป็นความมีน้ำใจกันแน่) ครับ ซาบซึ้งใจจริงๆครับ
.


.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3539
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Netherlands-Belgium-Switzerland 22 มิ.ย.-22 ก.ค.2015

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 18/08/2015 1:36 pm

รูปภาพ
.
[SIZE=130]Act Like A Local, Please!--โทษครับ... รบกวนเก็บไกด์บุ๊คชั่วคราวนะครับ
.
25 สิงหาคม 2558
.
สวัสดีครับ
.
เพื่อนๆคงทราบแล้วนะครับว่า เวลาท่องเที่ยวต่างประเทศที่มี ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวดีๆ อาทิ เกาหลี ญี่ปุ่น และ ยุโรป เราจะไม่ค่อยสนใจไกด์บุ๊คที่มีติดตัวไปเลย อย่างมาก็แค่ดูเว็บ tripadvisor และ wikitravel พอให้ได้ไอเดียคร่าวๆว่า ที่ยอดนิยมของผู้คนทั่วไปมีที่ไหนบ้าง เท่านั้น ข้อมูลส่วนใหญ่มาจาก แผนที่ ใบปลิว แผ่นพับ และคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ Tourist Information Center เกือบทั้งหมดครับ
.
แต่ก็อย่างว่าแหละครับ ขนาดหนังโฆษณาสินค้าประเภทเดียวกัน เรายังพบเห็นความแตกต่างของฝีมือกันอยู่ทุกบ่อย เพราะ ส่วนใหญ่จะออกมาเป็นสไตล์ Hard Sales คือเล่าเนื้อหาแบบโต้งๆ (ประมาณ 2+2) เป็น 4 หรือพลาดหัวหวือหวา แต่จริงๆไม่น่าใส่ใจเพราะเดาได้แต่ต้นเรื่อง.....เราจึงมักจะเลือกใช้เฉพาะ แผ่นปลิว หรือแผ่นพับที่มีเนื้อหาง่ายๆ มีรูปประกอบสถานที่แยะๆ (เพื่อที่จะได้ชี้ภาพถามคนได้ทั่วไป ตั้งแต่ระดับคนงานถึงผู้บริหาร) อ่ะครับ
.
ที่ชอบมากๆในทริปนี้ ก็ของพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งไม่เพียงมีแผนผังบอกว่ามีกี่ห้องกี่ชั้นแล้ว ยังบอกด้วยว่า ภาพเด่น รูปปั้นดัง มีอะไรบ้างและอยู่ที่ไหน ซึ่งช่วยให้คนที่ไม่ประสาเรื่อง Art-งานศิลป์ อย่างเรา ได้มีโอกาสซึมซับผลงานที่ผู้มีรสนิยมเสพกันบ้าง แถมยังสนุกกับการเข้าห้องโน้นออกห้องนี้ตามลายแทงอีกด้วย
.
แต่มาที่เบลเยี่ยมนี่สิครับ เราก็เจอ "ของดี" ที่เชื่อว่าต่อไปจะเป็น "ของดัง" อย่างแน่นอน เข้าอย่างจัง...
.
ก่อนอื่น ขอเรียนว่า ความที่วันแรก (30 มิภุนายน) เรามาถึง Brugge ซึ่งมีที่พักอยู่ไม่ไกลจาก Grote Markt (City Center) ก็จึงไม่ต้องพึ่งพา ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เลย เพราะข้อมูลที่ดูจากป้านข้างฝา แผนที่และคำอธิบายขากเจ้าหน้าที่ โฮสเต็ลก็เกินพอสำหรับวันแรกแล้ว .......
.
เพียงวันรุ่งขึ้น (1 กรกฏาคม) หลังจากนั่งรถบัสชมเมืองไปทั่วๆ เราก็ติดใจบรรยากาศเมืองรอบด้านจนตัดสินใจไปเที่ยวเมือง Ghent ต่อด้วยรถบัสเสียเลย โดยแพลนไว้ว่า เวลา 2 ชั่วโมงกว่าจะถึงนั้น อาจทำให้เราได้เปิดหูเปิดตากับวิถีชีวิตของคนเมืองเล็กๆตามรายทางได้ด้วย ถ้าไม่มีอะไรน่าสนใจ ค่อยกลับทางรถไฟก็แล้วกัน
.
ที่เมือง เก๊นท์ นี่เองครับ เมื่อเราแวะ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เราก็ได้รับ โบรชัวร์ หรือ แผ่นพับแบบใหม่ ซึ่งน่าสนใจมากๆ ยิ่งซึ่งเมื่อเปิดอ่าน ก็ "โดน" อย่างจัง ครับ
.
และก็จึงถือโอกาสขอ ลายแทง แบบนี้ ของเมืองอื่นๆในเบลเยี่ยมมาทั้งหมด ซึ่งเป็นการเปิดโลกทรรศน์ให้อย่างมาก เพราะรายการที่เค้าแนะนำ ไม่ได้เน้น "แหล่งท่องเที่ยว ที่ติดหูติดปากนักท่องเที่ยวนานาชาติ" เลย แต่ล้วนเป็นแหล่งดังของคนท้องถิ่นทั้งสิ้น
.
อุปมาก็เหมือนนักท่องเที่ยวที่มาเมืองไทย แล้วเจอคัมภีร์พาไป "เกาะเกร็ด" "คลองลัดมะยม" "ดอนหวาย" "บางกระเจ้า" "ตลาดเลียบด่วน" "ตลาดรถไฟ" "สยามยิบซี" "อาร์ซีเอ" "ทองหล่อ" ฯลฯ ประมาณนั้นแหละครับ
.
ที่น่าทึ่งก็คือ ตามร้านค้าต่างๆที่เราแวะไปถามทาง เกือบทั้งหมดจะหยิบแผ่นพับแบบนี้ให้เรา ประกอบการอธิบายความทั้งสิ้น จึงไม่ต้องสงสัยนะครับว่า Popular ขนาดไหน
.

รูปภาพ[/SIZE]

.
ที่เห็นนี้ คือแผ่นพับของเมืองต่างๆในหลายๆประเทศในยุโรป เท่าที่ผลิตออกมาในขณะนี้ เพื่อนๆสามารถคลิกไปที่ลิงค์
www.ust-it.travel เพื่อดูรายละเอียดที่มีอยู่ในฉบับจริงได้ โดยโหลดจากไฟล์ PDF ครับ
.



รูปภาพ

.

ภาพนี้คือตัวอย่างของแผ่นพับ เมือง Leuven ที่เราใช้เป็นข้อมูลไปเที่ยวยังแหล่งที่น่าสนใจ เป็นเวลาเกือบ 1 วัน จาก Brussels ครับ
.

รูปภาพ
.

ส่วนที่เป็นแผนผัง นอกจากจะดูง่ายแล้ว จะมีการไฮไล้ท์ประเด็นของแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจด้วยครับ
.

รูปภาพ
.

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบเดินท่องไปเรื่อยๆแบบเรา เส้นทาง Walk ที่น่าสนใจ ก็มีการตระเตรียมให้เป็นพิเศษ ซึ่งหากเดินไม่ไหวหรือเพราะมีเวลาไม่มาก ก็สามารถดูแหล่งเหล่านี้ได้จากแผนผังครับ
.

รูปภาพ
.

เป้าหมายหลัก ของแผ่นพับ ชุดนี้ คือเน้นการเที่ยวแบบคนท้องถิ่น-Act Like A Local ว่า คนที่นั่นเค้าใช้เวลาหย่อนใจกันที่ไหนอย่างไร และถึงแม้จะขึ้นป้ายตัวเบ้อเริ่มว่า For Young Travellers-สำหรับนักท่องเที่ยวหนุ่มสาวโดยเฉพาะ แต่ก็ไม่ได้จำกัดหรือมีข้อห้ามไม่ให้ผู้สูงวัยที่หัวใจยังอ่อนเยาว์อย่างเราหรือเพื่อนๆท่านใดเลยครับ อิอิ
.


รูปภาพ

.

เพื่อนๆสามารถลองชมตัวอย่างได้ที่ลิงค์ www.ust-it.travel อย่างที่เรียนข้างต้น ส่วนจะดูข้อมูลของเมืองไหน ก็คลิกเลือกเอาได้จากชื่อเมือง หรือตรงแผนที่ครับ
.

รูปภาพ

.
จุดเด่นของแผ่นพับชุดนี้ ก็คือ การจำกัดความให้เข้าใจคุณลักษณะของแต่ละเมืองไว้อย่างย่อๆ อาทิ เมือง Leuven แค่ได้อ่าน ประโยค 3 คำว่า "Beer, Bar and Students-เบียร์ บาร์ นิสิตนักศึกษา" ก็พอเห็นภาพแล้วใช่ไหมครับว่า นี่เป็นเมืองมหาลัย ที่บรรยากาศยามกลางวันกับกลางคืนย่อมแตกต่างกันชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ เฉกเช่นทำเลรอบๆมหาลัยในบ้านเรา..... จึงไม่ต้องหวังว่าจุดสำคัญที่ฮิตๆตามเมืองทั่วไปเช่น ปูชนียสถาน พิพิธภัณฑ์ แหล่งช้อปปิ้ง ฯลฯ ของเมืองนี้ จะมีอะไรที่โดดเด่นไปกว่าที่อื่นครับ
.
สรุปคือ เที่ยวเบลเยี่ยม หรือเมืองในประเทศอื่นๆที่มีแผ่นพับของ ust-it แจกให้เมื่อไหร่ ลองวางคู่มือท่องเที่ยว-ไกด์บุ๊ค ไว้ห่างๆตัวชั่วคราว แล้วลองเดินตามลายแทงของเค้าดู....ไม่แน่นะครับว่า การท่องเที่ยวยุโรปแถบนี้ของเรา อาจจะมีความหมายความประทับใจมากขึ้นก็เป็นได้นะครับ
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3539
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Netherlands-Belgium-Switzerland 22 มิ.ย.-22 ก.ค.2015

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 06/01/2016 7:32 pm

รูปภาพ
.
คลิกอ่าน รีวิว "Mt.Rigi:The Original--ใครนะที่ว่า...ของฟรีไม่ดี" ได้ที่ลิงค์ https://goo.gl/Ylq6YX นี้ครับ
.
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3539
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Netherlands-Belgium-Switzerland 22 มิ.ย.-22 ก.ค.2015

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 11/04/2016 10:31 pm

รูปภาพ

รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ

รูปภาพ


รูปภาพ

รูปภาพ


รูปภาพ
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3539
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Netherlands-Belgium-Switzerland 22 มิ.ย.-22 ก.ค.2015

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 11/04/2016 10:38 pm

รูปภาพ

รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ

<img style="cursor: pointer;" onclick="self.parent.InsertSymbol('
รูปภาพ

รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3539
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Netherlands-Belgium-Switzerland 22 มิ.ย.-22 ก.ค.2015

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 11/04/2016 10:46 pm

รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ

รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ

รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3539
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

Re: Netherlands-Belgium-Switzerland 22 มิ.ย.-22 ก.ค.2015

โพสต์ #  โพสที่ยังไม่ได้อ่าน โดย วุฒิ » 11/04/2016 10:51 pm

รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ

รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ


รูปภาพ

รูปภาพ


รูปภาพ
ภาพประจำตัวสมาชิก
วุฒิ
Site Admin
 
โพสต์: 3539
ลงทะเบียนเมื่อ: 10/12/2007 10:58 pm

ต่อไป

ย้อนกลับไปยัง งามต่างแดน

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 7 ท่าน

cron